
| สิทธิรับเงินฝากและหุ้นในสหกรณ์เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมภายหลัง หนังสือแต่งตั้งผู้รับประโยชน์ยังมีผลอยู่หรือไม่ และฟ้องได้หรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างพินัยกรรมกับหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในสหกรณ์ออมทรัพย์ และปัญหาสำคัญเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดก ตลอดจนข้อจำกัดในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงใหม่ที่มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า ทรัพย์สินของสมาชิกสหกรณ์เมื่อถึงแก่ความตายย่อมตกเป็นมรดก และการแสดงเจตนาเผื่อตายโดยพินัยกรรมที่ทำภายหลังย่อมมีผลลบล้างการกำหนดผู้รับประโยชน์เดิมได้ อีกทั้งยังตอกย้ำหลักกระบวนพิจารณาว่าคู่ความไม่อาจยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นอุทธรณ์ได้ หากมิได้กล่าวอ้างไว้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น อันเป็นหลักประกันความเป็นธรรมและความแน่นอนของกระบวนการยุติธรรม ข้อเท็จจริงของคดี ผู้ตายเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ มีเงินฝากและหุ้นจำนวนมาก ก่อนถึงแก่ความตายได้ทำหนังสือแสดงเจตนาตั้งผู้รับโอนประโยชน์ให้บุคคลสองคน ต่อมาภายหลังได้ทำพินัยกรรมฉบับใหม่กำหนดให้บุคคลหนึ่งเป็นผู้ได้รับทรัพย์ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในเงินฝากและหุ้นดังกล่าว ฝ่ายผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมฟ้องเรียกเงินจากอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งได้รับไป ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัย ประเด็นแรก คือ จำเลยอ้างว่าพินัยกรรมเป็นเอกสารปลอม แต่ไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ ศาลวินิจฉัยว่าเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ห้ามอุทธรณ์ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประเด็นที่สอง คือ หนังสือแสดงเจตนาตั้งผู้รับประโยชน์กับพินัยกรรมฉบับหลังมีผลอย่างไร ศาลวินิจฉัยว่าเงินฝากและหุ้นเป็นมรดก และพินัยกรรมซึ่งเป็นการแสดงเจตนาเผื่อตายฉบับหลังย่อมมีผลลบล้างหนังสือแต่งตั้งผู้รับประโยชน์เดิม ประเด็นที่สาม คือ อำนาจฟ้อง ศาลเห็นว่าผู้ที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ตามกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญอยู่ที่การตีความว่า สิทธิในเงินฝากและหุ้นสหกรณ์เป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ ศาลยืนยันว่าเป็นทรัพย์มรดกเมื่อเจ้าของถึงแก่ความตาย และการกำหนดผู้รับประโยชน์ก่อนตายไม่ตัดสิทธิการจัดการมรดกโดยพินัยกรรม พินัยกรรมถือเป็นการแสดงเจตนาเผื่อตายที่มีผลใช้บังคับเมื่อผู้ทำถึงแก่ความตาย และหากมีหลายฉบับ ฉบับหลังย่อมลบล้างฉบับก่อนในส่วนที่ขัดกัน ในทางวิธีพิจารณา หลักห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงใหม่เป็นหลักสำคัญเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงข้อพิพาทภายหลัง ซึ่งจะกระทบต่อความเป็นธรรมของอีกฝ่ายหนึ่ง เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง กฎหมายมรดกมุ่งคุ้มครองเจตนาสุดท้ายของผู้ตาย โดยให้พินัยกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดการเผื่อตาย กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมุ่งให้กระบวนพิจารณามีความแน่นอน โดยจำกัดการยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นอุทธรณ์ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องยืนยันหลักการเดียวกันว่า หากเป็นทรัพย์มรดก การกำหนดผู้รับประโยชน์ก่อนตายสามารถถูกลบล้างได้โดยพินัยกรรมภายหลัง และข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกในศาลชั้นต้นไม่อาจนำมาอ้างในชั้นอุทธรณ์ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ฟ้องพร้อมดอกเบี้ย โดยเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นมรดกและพินัยกรรมมีผลบังคับ 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยไม่รับวินิจฉัยข้ออ้างเรื่องพินัยกรรมปลอม เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงใหม่ 3 ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าพินัยกรรมฉบับหลังมีผลลบล้างหนังสือแต่งตั้งผู้รับประโยชน์ และยืนยันหลักห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงใหม่ตามกฎหมาย ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพินัยกรรมเป็นการแสดงเจตนาขั้นสุดท้ายที่กฎหมายให้ความสำคัญสูงสุดในการจัดสรรทรัพย์มรดก และสามารถลบล้างการกำหนดสิทธิประโยชน์ที่ทำไว้ก่อนหน้าได้ในส่วนที่ขัดกัน อีกทั้งยังตอกย้ำหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาว่า คู่ความต้องยกข้อเท็จจริงและข้อต่อสู้ให้ครบถ้วนตั้งแต่ศาลชั้นต้น มิฉะนั้นจะเสียสิทธิในการนำข้อเท็จจริงนั้นมาพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งเป็นหลักประกันความเป็นธรรมและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า พินัยกรรมมีผลลบล้างหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ได้หรือไม่ และข้อจำกัดในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงใหม่ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 พินัยกรรมลบล้างเจตนาเดิม หมายถึง พินัยกรรมซึ่งเป็นการแสดงเจตนาเผื่อตายฉบับหลังย่อมมีผลลบล้างเจตนาที่แสดงไว้ก่อนในส่วนที่ขัดกัน โดยถือเป็นเจตนาสุดท้ายของผู้ตาย 2 ห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงใหม่ หมายถึง คู่ความไม่อาจยกข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวอ้างไว้ในศาลชั้นต้นขึ้นอุทธรณ์ได้ เพื่อรักษาความเป็นธรรมและความแน่นอนของกระบวนพิจารณา คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม ผู้ที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกสามารถฟ้องเรียกทรัพย์มรดกได้หรือไม่ คำตอบ การฟ้องเรียกทรัพย์มรดกโดยบุคคลที่มิได้เป็นผู้จัดการมรดกนั้น ต้องพิจารณาจากสถานะของผู้ฟ้องว่ามีสิทธิในทรัพย์มรดกโดยตรงหรือไม่ หากเป็นทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายหรือผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม ย่อมมีอำนาจฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนได้ในส่วนที่ตนมีส่วนได้เสีย ทั้งนี้แม้มิได้มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกก็ไม่ตัดสิทธิการฟ้องในกรณีที่เป็นการเรียกร้องสิทธิของตนเองโดยตรง อย่างไรก็ตาม หากเป็นการจัดการมรดกโดยรวม เช่น การแบ่งทรัพย์หรือชำระหนี้ของกองมรดกโดยรวม อาจต้องมีผู้จัดการมรดกเป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมายเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการจัดการมรดก และเพื่อป้องกันความเสียหายแก่เจ้าหนี้หรือทายาทอื่น ศาลจะพิจารณาเป็นกรณีไปว่าการฟ้องนั้นเป็นการคุ้มครองสิทธิเฉพาะตัวหรือเป็นการจัดการมรดกโดยรวม ซึ่งมีผลต่ออำนาจฟ้องของผู้ยื่นคำฟ้องโดยตรง 2 คำถาม หนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับประโยชน์ในสหกรณ์มีผลผูกพันเหมือนพินัยกรรมหรือไม่ คำตอบ หนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับประโยชน์ในสหกรณ์เป็นเพียงการกำหนดผู้ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามข้อบังคับของสหกรณ์เมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย แต่โดยหลักกฎหมายทรัพย์สินดังกล่าวยังคงมีลักษณะเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย มิใช่การโอนกรรมสิทธิ์ล่วงหน้าอย่างเด็ดขาดเหมือนนิติกรรมมีผลในขณะมีชีวิต ดังนั้น หนังสือดังกล่าวจึงมิได้มีสถานะเทียบเท่าพินัยกรรมตามกฎหมายมรดก หากต่อมาผู้ตายได้ทำพินัยกรรมกำหนดทรัพย์เดียวกันไว้เป็นการเฉพาะ พินัยกรรมย่อมมีผลเหนือกว่าในฐานะเป็นการแสดงเจตนาเผื่อตายตามกฎหมาย และอาจลบล้างหนังสือแสดงเจตนาเดิมในส่วนที่ขัดกันได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาเจตนาของผู้ตายเป็นสำคัญว่าประสงค์ให้ทรัพย์ตกแก่ผู้ใดในที่สุด 3 คำถาม พินัยกรรมฉบับหลังสามารถลบล้างเอกสารหรือการแสดงเจตนาเดิมได้เพียงใด คำตอบ ตามหลักกฎหมายมรดก พินัยกรรมเป็นการแสดงเจตนาเผื่อตายซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อผู้ทำถึงแก่ความตาย หากมีพินัยกรรมหลายฉบับ กฎหมายย่อมให้ความสำคัญแก่พินัยกรรมฉบับหลังในส่วนที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับฉบับก่อน โดยถือว่าผู้ทำพินัยกรรมได้เปลี่ยนแปลงเจตนาเดิมแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าการแสดงเจตนาเดิมจะอยู่ในรูปของพินัยกรรมฉบับก่อน หรือเอกสารประเภทอื่น เช่น หนังสือกำหนดผู้รับประโยชน์ หากมีเนื้อหาขัดกับพินัยกรรมฉบับหลัง ก็ย่อมถูกลบล้างในส่วนนั้น อย่างไรก็ตาม หากส่วนใดไม่ขัดกันก็ยังคงมีผลใช้บังคับได้ ศาลจะตีความโดยคำนึงถึงเจตนาที่แท้จริงของผู้ตายเป็นสำคัญ และพิจารณาข้อเท็จจริงแวดล้อมประกอบกันอย่างรอบด้าน 4 คำถาม การยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นอุทธรณ์มีผลอย่างไรต่อคดี คำตอบ กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดหลักสำคัญว่า คู่ความต้องยกข้อเท็จจริงและข้อต่อสู้ให้ครบถ้วนตั้งแต่ศาลชั้นต้น เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายมีโอกาสโต้แย้งและนำพยานหลักฐานมาหักล้างได้อย่างเป็นธรรม หากคู่ความนำข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่เคยยกขึ้นมากล่าวอ้างในคำให้การหรือคำฟ้องไปเสนอในชั้นอุทธรณ์ ศาลย่อมไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากถือว่าเป็นการขยายข้อพิพาทเกินกว่าที่ได้มีการต่อสู้กันมาแล้วโดยชอบ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการยื้อคดีและรักษาความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณา ดังนั้น คู่ความต้องระมัดระวังในการยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตั้งแต่ต้น มิฉะนั้นจะเสียสิทธิในการนำประเด็นนั้นมาพิจารณาในชั้นสูงขึ้น 5 คำถาม เงินฝากและหุ้นในสหกรณ์ถือเป็นมรดกหรือไม่ คำตอบ เงินฝาก หุ้น และสิทธิประโยชน์อื่นที่สมาชิกสหกรณ์มีอยู่ ย่อมถือเป็นทรัพย์สินของสมาชิกในขณะมีชีวิต และเมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมตกเป็นมรดกตามกฎหมาย เว้นแต่จะมีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้โอนแก่บุคคลอื่นโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการมรดก ซึ่งโดยทั่วไปกรณีสหกรณ์มิได้มีลักษณะดังกล่าว การที่มีการกำหนดผู้รับประโยชน์ไว้ล่วงหน้าเป็นเพียงกลไกในการอำนวยความสะดวกในการจ่ายเงิน มิใช่การตัดสิทธิของกองมรดก ดังนั้น ทายาทหรือผู้มีสิทธิตามพินัยกรรมยังคงมีสิทธิเรียกร้องทรัพย์ดังกล่าวได้ตามกฎหมาย หากมีข้อพิพาท ศาลจะพิจารณาว่าทรัพย์นั้นยังคงเป็นของกองมรดกหรือไม่เป็นสำคัญ 6 คำถาม หากมีการกำหนดผู้รับประโยชน์ไว้แล้ว จำเป็นต้องทำพินัยกรรมอีกหรือไม่ คำตอบ แม้ว่าการกำหนดผู้รับประโยชน์จะช่วยให้การโอนทรัพย์บางประเภทเป็นไปโดยสะดวก แต่ก็ไม่สามารถครอบคลุมทรัพย์สินทั้งหมดของบุคคลได้ และยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายในหลายประการ เช่น การตีความเจตนาและความสัมพันธ์กับกฎหมายมรดก ดังนั้น การทำพินัยกรรมจึงยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ชัดเจนในการกำหนดการเผื่อตาย และสามารถจัดสรรทรัพย์สินทั้งหมดได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเจตนาเดิมได้ในภายหลัง หากมีความประสงค์ให้ทรัพย์สินตกแก่บุคคลใดเป็นการเฉพาะ การทำพินัยกรรมย่อมเป็นวิธีที่มั่นคงและได้รับการรับรองตามกฎหมายมากที่สุด 7 คำถาม การตีความเจตนาของผู้ตายในคดีมรดกมีหลักอย่างไร คำตอบ การตีความเจตนาของผู้ตายในคดีมรดกเป็นเรื่องสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยหลักจะยึดถือตามถ้อยคำในพินัยกรรมเป็นสำคัญ หากถ้อยคำชัดเจนก็ต้องตีความตามนั้น แต่หากมีความคลุมเครือหรือขัดแย้ง ศาลอาจพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อม เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับผู้รับทรัพย์ ลำดับเวลาในการทำเอกสาร และเจตนาโดยรวมของผู้ตาย ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สอดคล้องกับความประสงค์ที่แท้จริงมากที่สุด หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ตายและป้องกันการตีความที่บิดเบือน ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมแก่ผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก 8 คำถาม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับพินัยกรรมกับผู้รับประโยชน์มีแนวโน้มอย่างไร คำตอบ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปให้ความสำคัญกับพินัยกรรมในฐานะการแสดงเจตนาเผื่อตายที่มีผลผูกพันสูงสุด โดยเฉพาะเมื่อเป็นพินัยกรรมฉบับหลังที่แสดงถึงเจตนาล่าสุดของผู้ตาย ศาลมักวินิจฉัยให้พินัยกรรมมีผลเหนือเอกสารหรือการกำหนดสิทธิอื่นที่ทำไว้ก่อนหน้าในส่วนที่ขัดกัน ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองเจตนาสุดท้ายของผู้ตาย อย่างไรก็ตาม ศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี โดยคำนึงถึงความถูกต้องของพินัยกรรม ความชัดเจนของข้อความ และพฤติการณ์โดยรวมประกอบกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หลักกฎหมาย ข้อ 1 ป.พ.พ. บทบัญญัติมาตรา 1646 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นหลักการพื้นฐานที่กำหนดว่า บุคคลใดจะทำพินัยกรรมเพื่อกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ โดยการแสดงเจตนานั้นจะมีผลเมื่อผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย หลักการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญของกฎหมายมรดกที่มุ่งคุ้มครองเสรีภาพในการกำหนดทรัพย์สินของบุคคลในวาระสุดท้าย และถือว่าพินัยกรรมเป็นเครื่องมือหลักในการจัดสรรทรัพย์มรดกตามเจตนาเฉพาะตัวของผู้ตาย ส่วนมาตรา 1694 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับผลของพินัยกรรมหลายฉบับ โดยกำหนดหลักว่าหากพินัยกรรมฉบับหลังมีข้อความขัดกับฉบับก่อน ให้ถือว่าฉบับหลังย่อมลบล้างฉบับก่อนในส่วนที่ขัดกัน อันเป็นการยืนยันหลักความสำคัญของเจตนาล่าสุดของผู้ทำพินัยกรรม ในทางปฏิบัติ ศาลจะพิจารณาลำดับเวลาและเนื้อหาของพินัยกรรมแต่ละฉบับอย่างละเอียด เพื่อวินิจฉัยว่ามีส่วนใดถูกลบล้างหรือยังคงมีผลอยู่ และจะตีความให้สอดคล้องกับเจตนาที่แท้จริงของผู้ตายมากที่สุด หลักการทั้งสองมาตรานี้จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับพินัยกรรม โดยเฉพาะกรณีที่มีเอกสารหลายฉบับหรือมีการเปลี่ยนแปลงเจตนาในภายหลัง และเป็นฐานสำคัญในการตัดสินว่าทรัพย์สินควรตกแก่บุคคลใดตามกฎหมาย จำนวนตัวอักษร 1812 ข้อ 2 ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นบทบัญญัติที่กำหนดข้อจำกัดสำคัญในการอุทธรณ์ โดยบัญญัติว่า ห้ามมิให้คู่ความยกข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวอ้างไว้แล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นขึ้นอุทธรณ์ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณา เนื่องจากการพิจารณาคดีต้องเปิดโอกาสให้คู่ความทั้งสองฝ่ายได้นำเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างเต็มที่ในศาลชั้นต้น หากอนุญาตให้ยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นอุทธรณ์ จะทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบและไม่สามารถโต้แย้งได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังทำให้กระบวนการพิจารณาคดีขาดความแน่นอนและอาจยืดเยื้อโดยไม่จำเป็น ในทางปฏิบัติ ศาลจะตรวจสอบคำฟ้องและคำให้การเป็นหลัก หากไม่ปรากฏว่าข้อเท็จจริงใดได้ถูกยกขึ้นต่อสู้มาก่อน ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยในประเด็นนั้น นอกจากนี้ หลักดังกล่าวยังส่งเสริมให้คู่ความดำเนินคดีด้วยความรอบคอบตั้งแต่ต้น และลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงแนวทางต่อสู้ในภายหลัง อันเป็นการคุ้มครองทั้งประสิทธิภาพของศาลและสิทธิของคู่ความโดยรวมในระบบยุติธรรม จำนวนตัวอักษร 1806 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14885/2558 จำเลยให้การเพียงว่าโจทก์มิใช่ผู้จัดการมรดกและศาลยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของ ส. โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เงินฝากและหุ้นของ ส. ในสหกรณ์ออมทรัพย์ ไม่ใช่มรดกของ ส. เพราะสิทธิประโยชน์เกิดขึ้นเมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย พินัยกรรมตามฟ้องไม่อาจลบล้างหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับประโยชน์ที่ ส. ทำให้ไว้แก่สหกรณ์ดังกล่าวเท่านั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอม ดังนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอม จึงเป็นการอ้างข้อเท็จจริงที่แตกต่างไปจากคำให้การ ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ ส. จะทำหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ให้ไว้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ โดยระบุให้โจทก์กับจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ก็ตาม แต่หลังจากทำหนังสือปรากฏว่า ส. ทำพินัยกรรมระบุให้โจทก์เป็นผู้รับหุ้นและเงินฝากรวมทั้งดอกผลที่เกิดขึ้นจากเงินที่ ส. ผู้ตาย ฝากไว้ ณ สหกรณ์ดังกล่าว อันเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายไว้เพียงฉบับเดียวก่อนที่ ส. จะถึงแก่ความตาย พินัยกรรมจึงมีผลลบล้างหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่ระบุให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้รับโอนประโยชน์ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 35,799,820.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 35,799,820.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับนายสุรเดช ตั้งแต่ปี 2529 จนกระทั่งนายสุรเดชถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสุรเดชกับนางญานี แล้วนายสุรเดชกับนางญานีจดทะเบียนหย่ากัน ระหว่างยังมีชีวิตอยู่นายสุรเดชเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเชียงใหม่ จำกัด มีเงินฝากและหุ้นในสหกรณ์ฯ รวมเป็นเงิน 71,599,641.83 บาท นายสุรเดชทำหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ให้ไว้แก่สหกรณ์ ระบุให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ในเงินค่าหุ้น เงินปันผลและหรือเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่าย เงินฝากและทรัพย์สินอื่นใดที่นายสุรเดชพึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ หลังจากนั้นนายสุรเดชได้ทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 มกราคม 2546 ระบุให้โจทก์เป็นผู้ได้รับหุ้นและเงินฝากรวมทั้งดอกผลที่เกิดขึ้นจากเงินที่นายสุรเดชฝากไว้ ณ สหกรณ์ ต่อมานายสุรเดชถึงแก่ความตาย เงินค่าหุ้น เงินปันผลและหรือเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่าย เงินฝากและทรัพย์สินอื่นใดที่นายสุรเดชพึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ตกเป็นมรดกของนายสุรเดช มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่า พินัยกรรมตามฟ้องเป็นเอกสารปลอมไว้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำให้การของจำเลยแล้ว จำเลยให้การเพียงว่าโจทก์มิใช่ผู้จัดการมรดกและศาลยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุรเดช โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เงินฝากและหุ้นของนายสุรเดชในสหกรณ์ตามฟ้อง ไม่ใช่มรดกของนายสุรเดชเพราะสิทธิประโยชน์เกิดขึ้นเมื่อนายสุรเดชถึงแก่ความตาย พินัยกรรมตามฟ้องไม่อาจลบล้างหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่นายสุรเดชทำให้ไว้แก่สหกรณ์เท่านั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้เลยว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอม ดังนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอม จึงเป็นการอ้างข้อเท็จจริงที่แตกต่างไปจากคำให้การ ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า พินัยกรรมไม่อาจลบล้างหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่นายสุรเดชทำให้ไว้แก่สหกรณ์ได้นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินค่าหุ้น เงินปันผลและหรือเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่ายเงินฝากและทรัพย์สินอื่นใดที่นายสุรเดชพึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์เป็นมรดกของนายสุรเดช ถึงแม้ว่านายสุรเดชจะได้ทำหนังสือแสดงเจตนาตั้งผู้รับโอนประโยชน์ให้ไว้แก่สหกรณ์โดยระบุให้โจทก์กับจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ก็ตาม แต่หลังจากที่นายสุรเดชทำหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ไว้แล้ว ปรากฏว่านายสุรเดชได้ทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 มกราคม 2546 ระบุไว้ในข้อ 1.9.2 ให้โจทก์เป็นผู้รับหุ้นและเงินฝากรวมทั้งดอกผลที่เกิดขึ้นจากเงินที่นายสุรเดช ผู้ตาย ฝากไว้ ณ สหกรณ์ อันเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายไว้เพียงฉบับเดียวก่อนที่นายสุรเดชจะถึงแก่ความตาย พินัยกรรมจึงมีผลลบล้างหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่ระบุให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ ผลของพินัยกรรมทำให้จำเลยหมดสิทธิได้รับเงินค่าหุ้น เงินปันผลและหรือเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่าย เงินฝากและทรัพย์สินอื่นใดที่นายสุรเดชพึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




