
| การแบ่งมรดกที่ดินเมื่อบุตรเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความมรดกในกรณีผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหากฎหมายมรดกในประเด็นสำคัญสองประการ คือ การรับรองสถานะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดาที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาก่อนการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความในการฟ้องแบ่งมรดกเมื่อผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทนทายาททุกคน คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า การพิจารณาสถานะความเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายต้องพิจารณาตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ มิใช่ตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลัง อีกทั้งยังวางหลักเกี่ยวกับการครอบครองทรัพย์มรดกว่า หากบุคคลใดครอบครองทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกหรือครอบครองแทนทายาท ย่อมไม่อาจถือว่าครอบครองเพื่อตนเอง และไม่อาจยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้กับทายาทอื่นได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของทายาท การจัดการมรดก และการใช้สิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า ตนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเย็น เจ้ามรดก ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2521 โดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตาม น.ส.3 จำนวน 2 แปลง จำเลยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายเย็นตามคำสั่งศาล และมีหน้าที่ต้องจัดแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททั้งหมด 6 คน ได้แก่ จำเลย นางสมศรี นางน้อย และโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยแบ่งที่ดินมรดกให้แก่โจทก์คนละ 1 ใน 6 ส่วน พร้อมเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดก ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า 1. โจทก์ไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก 2. ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับเจ้ามรดก 3. ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากไม่ได้ฟ้องแบ่งมรดกภายใน 1 ปี ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ศาลฎีกาพิจารณาประเด็นสำคัญดังนี้ 1. สถานะของโจทก์ทั้งสามว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกหรือไม่ 2. สิทธิของโจทก์ในการรับมรดกที่ดินพิพาท 3. ฟ้องแบ่งมรดกของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ การวินิจฉัยเรื่องสถานะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า นายเย็นและนางเจริญอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยเปิดเผยเป็นที่รับรู้ของบุคคลทั่วไป และมีบุตรร่วมกันคือโจทก์ทั้งสาม การอยู่กินดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2477 ซึ่งเป็นเวลาก่อนการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ดังนั้นสถานะความเป็นสามีภริยาจึงต้องพิจารณาตาม กฎหมายลักษณะผัวเมียที่ใช้บังคับในขณะนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าบิดามารดาของโจทก์อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยเปิดเผยตามกฎหมายเดิม จึงถือว่าเป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย และบุตรที่เกิดจากความสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมเป็น บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา สิทธิในทรัพย์มรดกของทายาท ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทได้มาในระหว่างที่นายเย็นอยู่กินกับจำเลย ดังนั้นที่ดินดังกล่าวจึงเป็น สินสมรส จำเลยจึงมีสิทธิเป็นเจ้าของครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นมรดกของนายเย็น เมื่อแบ่งมรดกในส่วนของเจ้ามรดกแล้ว โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในฐานะทายาทตามกฎหมาย ประเด็นอายุความมรดก จำเลยอ้างว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ซึ่งกำหนดว่า การฟ้องเรียกมรดกต้องกระทำภายในหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์ว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องขอรับมรดกในฐานะผู้จัดการมรดก และยังให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานว่า จะต้องแบ่งมรดกให้แก่ทายาททุกคน นอกจากนี้จำเลยยังเคยโอนที่ดินบางส่วนให้แก่ทายาทรายอื่น พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลย ครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคน มิใช่ครอบครองเพื่อตนเอง หลักกฎหมายเรื่องการครอบครองแทนทายาท ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 การครอบครองทรัพย์แทนบุคคลอื่นไม่ถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อตนเอง ดังนั้นผู้ครอบครองย่อมไม่อาจยกสิทธิการครอบครองหรืออายุความขึ้นต่อสู้กับเจ้าของที่แท้จริงได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยไม่อาจอ้างว่าตนครอบครองที่ดินเพื่อตนเอง และไม่อาจยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้กับทายาทอื่นได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินมรดกตาม น.ส.3 เลขที่ 726 และ 737 ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ใน 6 ส่วน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 900 บาทจนกว่าจะมีการแบ่งมรดกเสร็จ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ โดยกำหนดให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับที่ดินคนละ 1 ส่วนใน 12 ส่วน และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามปีละ 450 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะแบ่งมรดกเสร็จ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักกฎหมายสำคัญหลายประการ ได้แก่ ประการแรก การพิจารณาสถานะความเป็นสามีภริยาและบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายต้องยึดกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ มิใช่กฎหมายที่ตราขึ้นภายหลัง ประการที่สอง การครอบครองทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกหรือโดยบุคคลที่มีหน้าที่จัดแบ่งทรัพย์ให้แก่ทายาท ถือเป็นการครอบครองแทนทายาท มิใช่การครอบครองเพื่อตนเอง ประการที่สาม เมื่อการครอบครองเป็นการครอบครองแทนทายาท ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้กับทายาทอื่น หลักกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีมรดก เนื่องจากป้องกันไม่ให้ผู้จัดการมรดกหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกใช้อายุความเป็นเครื่องมือในการตัดสิทธิของทายาทอื่น ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิของทายาทในการฟ้องแบ่งมรดก และการพิจารณาว่าการครอบครองทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกเป็นการครอบครองเพื่อตนเองหรือครอบครองแทนทายาททุกคน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ตามกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหากพฤติการณ์แสดงว่าผู้ครอบครองทรัพย์มรดกมีเจตนาครอบครองแทนทายาท ย่อมไม่อาจอ้างอายุความมรดกมาตัดสิทธิของทายาทอื่นได้ แม้การฟ้องแบ่งมรดกจะเกิดขึ้นเกินหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายก็ตาม มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 และมาตรา 1754 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาท (มาตรา 1367) หลักกฎหมายตามมาตรา 1367 กำหนดว่า การครอบครองทรัพย์แทนบุคคลอื่นไม่ถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อตนเอง คดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาจากพฤติการณ์ว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการขอรับมรดกเพื่อแบ่งให้ทายาทและยังโอนที่ดินบางส่วนให้ทายาทรายอื่นแล้ว จึงถือว่าจำเลยครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทนทายาททุกคน มิใช่ครอบครองเพื่อตนเองเพียงฝ่ายเดียว 2. อายุความฟ้องแบ่งมรดก (มาตรา 1754) มาตรา 1754 กำหนดว่า การฟ้องเรียกมรดกต้องกระทำภายในหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหลักอายุความดังกล่าวไม่อาจใช้บังคับได้ หากผู้ครอบครองทรัพย์มรดกครอบครองในฐานะแทนทายาท เพราะไม่ถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อตนเอง ดังนั้นทายาทยังคงมีสิทธิฟ้องแบ่งมรดกได้ แม้จะพ้นกำหนดหนึ่งปีแล้วก็ตาม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1 บุตรที่เกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 จะถือเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำตอบ การพิจารณาว่าบุตรเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ หากบิดามารดาอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยเปิดเผยตามกฎหมายลักษณะผัวเมียที่ใช้บังคับในขณะนั้น ย่อมถือว่าเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ต่อมาจะมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ก็ตาม บุตรที่เกิดจากความสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมมีสถานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา และมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทตามกฎหมายได้ คำถาม 2 ผู้จัดการมรดกสามารถอ้างอายุความมรดกเพื่อต่อสู้กับทายาทอื่นได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคน การครอบครองทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกจึงถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาท มิใช่การครอบครองเพื่อตนเอง ดังนั้นผู้จัดการมรดกจึงไม่อาจอ้างอายุความมรดกเพื่อตัดสิทธิของทายาทอื่นได้ เว้นแต่จะปรากฏพฤติการณ์ชัดเจนว่าผู้จัดการมรดกได้เปลี่ยนเจตนาครอบครองเป็นเพื่อตนเองและทายาทอื่นทราบหรือควรทราบแล้ว คำถาม 3 การฟ้องแบ่งมรดกต้องทำภายในกี่ปี คำตอบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 กำหนดว่า การฟ้องเรียกมรดกต้องกระทำภายในหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย อย่างไรก็ตาม หลักอายุความดังกล่าวอาจไม่สามารถนำมาใช้ได้ในกรณีที่ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกครอบครองในฐานะแทนทายาท เช่น ผู้จัดการมรดกหรือทายาทที่ดูแลทรัพย์มรดกแทนผู้อื่น เพราะการครอบครองลักษณะดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อตนเอง คำถาม 4 การครอบครองทรัพย์แทนทายาทมีผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ การครอบครองทรัพย์แทนทายาทหมายถึงการที่บุคคลหนึ่งถือครองทรัพย์มรดกไว้เพื่อประโยชน์ของทายาททุกคน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตนเอง การครอบครองเช่นนี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการได้ทรัพย์นั้นโดยอายุความ และผู้ครอบครองไม่สามารถอ้างว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์เพียงผู้เดียวได้ เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนเจตนาครอบครองอย่างชัดแจ้ง คำถาม 5 หากผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์ให้ทายาทบางคนแล้ว จะมีผลต่ออายุความหรือไม่ คำตอบ การที่ผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์ให้แก่ทายาทบางคนถือเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าผู้จัดการมรดกยอมรับหน้าที่ในการจัดแบ่งมรดกให้แก่ทายาททุกคน การกระทำเช่นนี้ยิ่งแสดงให้เห็นว่าผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาท มิใช่ครอบครองเพื่อตนเอง จึงไม่อาจนำอายุความมรดกมาใช้ตัดสิทธิของทายาทอื่นได้ คำถาม 6 สินสมรสมีผลต่อการแบ่งมรดกอย่างไร คำตอบ ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างการสมรสโดยทั่วไปถือเป็นสินสมรส เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย สินสมรสครึ่งหนึ่งจะเป็นของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะกลายเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ซึ่งต้องนำไปแบ่งให้แก่ทายาทตามกฎหมาย คำถาม 7 ทายาทสามารถฟ้องผู้จัดการมรดกให้แบ่งทรัพย์ได้หรือไม่ คำตอบ ทายาทมีสิทธิฟ้องผู้จัดการมรดกได้ หากผู้จัดการมรดกไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการแบ่งทรัพย์มรดกหรือจัดการทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบ การฟ้องเช่นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศาลบังคับให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งทรัพย์ตามสิทธิของทายาท คำถาม 8 หากผู้จัดการมรดกไม่ยอมแบ่งทรัพย์ ศาลสามารถทำอย่างไรได้บ้าง คำตอบ ศาลสามารถพิพากษาให้ผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามส่วนที่กฎหมายกำหนด หากผู้จัดการมรดกไม่ดำเนินการตามคำพิพากษา ศาลอาจกำหนดให้คำพิพากษานั้นมีผลแทนการแสดงเจตนาของผู้จัดการมรดก เพื่อให้สามารถดำเนินการแบ่งทรัพย์หรือโอนกรรมสิทธิ์ได้โดยไม่ต้องอาศัยการยินยอมของผู้จัดการมรดก ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4755/2533 บิดามารดาโจทก์อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยเปิดเผยมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ความเป็นสามีภริยาและบุตรระหว่างบิดามารดาของโจทก์และโจทก์จึงต้องบังคับตามกฎหมายลักษณะผัวเมียซึ่งใช้ในขณะนั้น บิดามารดาโจทก์จึงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายลักษณะผัวเมีย และโจทก์ย่อมเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา จำเลยมีเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทไว้แทนทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทุกคน ดังนั้น แม้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของบิดาโจทก์ผู้ตายให้แบ่งมรดกแก่โจทก์เป็นเวลาเกิน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายก็ตาม จำเลยก็ไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 และไม่อาจยกอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นใช้ยันโจทก์ผู้เป็นทายาทของเจ้ามรดกได้. ฎีกาย่อ โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเย็นและมีสิทธิได้รับมรดกที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 726 และ 737 คนละ 1 ใน 6 ส่วน โดยจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกต้องแบ่งให้ พร้อมค่าเสียหายจากการไม่แบ่งมรดก จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย คดีขาดอายุความ และที่ดินเป็นสินสมรส ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายเย็นกับนางเจริญอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยเปิดเผยมาตั้งแต่ก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 โจทก์ทั้งสามจึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเย็น ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส จำเลยมีสิทธิครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งเป็นมรดก โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิคนละ 1 ใน 12 ส่วน อีกทั้งจำเลยครอบครองทรัพย์ในฐานะผู้จัดการมรดกแทนทายาททุกคน ไม่อาจยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้แบ่งที่ดินแก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ใน 12 ส่วน และให้ค่าเสียหายปีละ 450 บาทจนกว่าจะแบ่งมรดกเสร็จ. ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเย็น นางเจริญ นายเย็นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2521 มีทรัพย์มรดกคือที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 726 และเลขที่ 737 จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเย็นตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จะต้องแบ่งที่ดินมรดกให้แก่ทายาท 6 คน คือจำเลย นางสมศรี นางน้อย และโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามมีส่วนได้รับมรดกคนละ 1 ใน 6 ส่วน ขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินมรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ใน 6 ส่วน หากจำเลยไม่จัดการก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเดือนละ 900 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสามเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเย็น และมีบุตรด้วยกัน 5 คน ที่ดินตามฟ้องเป็นสินสมรสระหว่างนายเย็นกับจำเลย เมื่อนายเย็นถึงแก่ความตาย จำเลยได้ครอบครองตลอดมา โจทก์ทั้งสามไม่เคยเกี่ยวข้อง ต่อมาปี พ.ศ. 2522 จำเลยไปยื่นคำร้องขอรับมรดกของนายเย็น โจทก์ที่ 3 ไปคัดค้านโดยอ้างว่าโจทก์ที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเย็น คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความเพราะไม่ฟ้องขอแบ่งมรดกภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นายเย็นถึงแก่ความตาย หากจะฟังว่าโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเย็น โจทก์ทั้งสามก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับมรดกของนายเย็นถึงคนละ 1 ใน 6 ส่วน โจทก์ทั้งสามไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 726 เลขที่ 737 ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ใน 6 ส่วน หากจำเลยไม่จัดการหรือมิอาจทำได้ให้เอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และห้ามมิให้จำเลยยุ่งเกี่ยวทรัพย์มรดกในส่วนที่เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสาม และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามปีละ 900 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะจัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายเย็น และนางเจริญ อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยเปิดเผยเป็นที่รู้กันทั่ว ๆ ไปว่านายเย็นกับนางเจริญเป็นสามีภริยากันและมีบุตรด้วยกัน คือ โจทก์ทั้งสาม โดยอยู่กินกันมาก่อนปี พ.ศ. 2477 เพราะโจทก์ที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2474 ตามภาพถ่ายสำเนาทะเบียนบ้านท้ายฟ้องอันเป็นเวลาก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ความเป็นสามีภริยาและบุตรระหว่างนายเย็น นางเจริญ และโจทก์ทั้งสามจึงต้องบังคับตามกฎหมายลักษณะผัวเมียซึ่งใช้ในขณะนั้น นายเย็น และนางเจริญ จึงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายลักษณะผัวเมียแล้ว ฉะนั้นโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นบุตรของนายเย็น และนางเจริญ จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเย็น แล้วฟังข้อเท็จจริงว่านายเย็น และจำเลยได้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในขณะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา จำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงครึ่งหนึ่ง โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคนละ 1 ส่วนในจำนวน 12 ส่วน จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความมรดก ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยเป็นฝ่ายครอบครองทรัพย์มรดกของนายเย็นตลอดมา แต่จำเลยยื่นคำร้องขอรับมรดกของนายเย็นในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเย็นเพื่อรับมรดกไปแบ่งให้แก่ทายาทของนายเย็น ทั้งเมื่อนายอำเภอบางระกำได้ทำการสอบสวนจำเลยยังให้ถ้อยคำว่า จำเลยมีหน้าที่จะต้องแบ่งมรดกของเจ้ามรดกรายนี้ให้แก่ทายาทผู้มีส่วนได้เสียทุกคน และหลังจากรับโอนมรดกแล้ว จำเลยยังได้โอนบางส่วนของที่ดินพิพาทแปลงเนื้อที่ 23 ไร่เศษให้แก่นางบุญหรือสมศรี ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกไป อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่บางส่วนของผู้จัดการมรดกแล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไว้แทนทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทุกคนด้วย หาใช่ครอบครองเพื่อตนเองแต่ผู้เดียวไม่ ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกให้แบ่งมรดกแก่โจทก์ทั้งสามเป็นเวลาเกิน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม จำเลยก็ไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อตนเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 และไม่อาจยกอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นใช้ยันโจทก์ทั้งสามผู้เป็นทายาทของเจ้ามรดกได้ ฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงไม่ขาดอายุความ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งมรดกที่ดินตาม น.ส.3ก. เลขที่ 726 และเลขที่ 737 ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ส่วนใน 12 ส่วน หากจำเลยไม่จัดการหรือไม่อาจจัดการได้ให้เอาคำพิพากษาศาลฎีกาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามปีละ 450 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะจัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามเสร็จ. |



