
| แบ่งมรดกด้วยการเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด แม้ไม่มีหนังสือบังคับได้หรือไม่ และผู้ซื้อที่ดินจากผู้จัดการมรดกโดยสุจริตได้กรรมสิทธิ์หรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ แต่ทายาทได้ตกลงแบ่งทรัพย์มรดกตามคำบอกของเจ้ามรดกและต่างเข้าครอบครองทรัพย์มรดกตามที่ตกลงแบ่งเป็นส่วนสัด ประเด็นสำคัญคือข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวมีผลฟ้องร้องบังคับกันได้หรือไม่ และเมื่อผู้จัดการมรดกซึ่งมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทกลับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของตนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาท แล้วจดทะเบียนโอนขายให้แก่บุคคลภายนอก ผู้รับซื้อจะได้กรรมสิทธิ์หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 และมาตรา 1336 ประกอบหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน สาระสำคัญที่สุดของคดี ทายาทตกลงแบ่งทรัพย์มรดกตามคำบอกของเจ้ามรดกและต่างเข้าครอบครองทรัพย์มรดกตามที่ตกลงแบ่งเป็นส่วนสัด แม้การแบ่งทรัพย์มรดกไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ ข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกก็มีผลฟ้องร้องบังคับกันได้ ที่ดินมรดกตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทแต่ละคนตามส่วนที่ตกลงกัน ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิโอนที่ดินซึ่งตกแก่ทายาทมาเป็นของตนโดยไม่ได้รับความยินยอม เมื่อผู้จัดการมรดกไม่ได้กรรมสิทธิ์ย่อมไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนขายให้แก่บุคคลภายนอก ผู้ซื้อไม่ได้กรรมสิทธิ์แม้จะรับซื้อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริต เจ้าของกรรมสิทธิ์มีสิทธิฟ้องเรียกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนได้ตามมาตรา 1336 คำถามที่น่าสนใจ 1. ทายาทตกลงแบ่งมรดกโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือสามารถฟ้องบังคับตามข้อตกลงได้หรือไม่ 2. ผู้จัดการมรดกมีสิทธิโอนที่ดินซึ่งตกแก่ทายาทตามข้อตกลงแบ่งมรดกมาเป็นของตนเองหรือไม่ 3. ผู้ซื้อที่ดินโดยสุจริตจากผู้จัดการมรดกที่ไม่มีกรรมสิทธิ์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือไม่ ข้อเท็จจริงและการแบ่งทรัพย์มรดก ก่อนถึงแก่ความตาย เจ้ามรดกบอกแก่ทายาทว่าให้แบ่งที่ดินบางแปลงแก่นายชนินทร์ แบ่งที่ดินบางแปลงแก่จำเลยที่ 1 และแบ่งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 41182 แก่โจทก์ เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย นายชนินทร์ จำเลยที่ 1 และโจทก์ตกลงแบ่งทรัพย์มรดกตามคำบอกดังกล่าว จำเลยที่ 1 และนายชนินทร์ต่างจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกให้แก่ตนเองตามที่ตกลงกัน ส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 41182 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์ย้ายเข้าอยู่อาศัยตั้งแต่ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย และหลังจากนั้นยังคงพักอาศัยอยู่ในสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว แม้ต่อมาโจทก์ต้องโทษจำคุกก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อนายชนินทร์ จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกัน และต่างเข้าครอบครองทรัพย์มรดกตามที่ตกลงแบ่งเป็นส่วนสัด ถือได้ว่ามีการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง การแบ่งมรดกโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การแบ่งปันทรัพย์มรดกอาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท ส่วนวรรคสองบัญญัติว่า ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ศาลฎีกาอธิบายว่าการแบ่งปันทรัพย์มรดกทำได้ 3 วิธี วิธีที่ 1 ทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัด กรณีนี้ไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็บังคับได้ วิธีที่ 2 ขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งปันกันระหว่างทายาท วิธีที่ 3 แบ่งปันโดยสัญญาที่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ คดีนี้การแบ่งทรัพย์มรดกไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ แต่จำเลยที่ 1 และนายชนินทร์ต่างจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกให้แก่ตนเองตามที่ตกลงกัน อันเป็นการเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัด สำหรับที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกัน แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทตั้งแต่ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายและทายาทตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกันแล้ว โจทก์ยังคงพักอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามที่ตกลงแบ่งกันแล้ว เมื่อนายชนินทร์ จำเลยที่ 1 และโจทก์ต่างเข้าครอบครองทรัพย์มรดกตามที่ตกลงแบ่งเป็นส่วนสัด ข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกจึงมีผลฟ้องร้องบังคับกันได้ ที่ดินมรดกจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทแต่ละคน โจทก์จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาททั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินเป็นของตนเองและขายแก่บุคคลภายนอก เมื่อโจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาททั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกรู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของโจทก์ แต่กลับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของตนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อการจัดการมรดกให้แก่ทายาทตามข้อตกลง อันเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกและนอกขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำหน้าที่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ จึงไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ารับซื้อมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริตแล้วก็ตาม ทั้งนี้ ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์จึงใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างฟ้องเรียกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 คำขอบังคับให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาตามคำขอบังคับในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการไม่ถูกต้อง แม้โจทก์จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โดยพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ทั้งการโอนมรดก การขายฝาก การไถ่ถอนการขายฝากและการขาย เฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่น 2 ใน 3 ส่วน ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนโดยชำระค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม เพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินพิพาทให้ตกแก่โจทก์ทั้งแปลง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การแบ่งปันทรัพย์มรดกไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือในทุกกรณี หากทายาทตกลงแบ่งทรัพย์มรดกและต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินตามที่ตกลงแบ่งเป็นส่วนสัดแล้ว ย่อมเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกมีผลฟ้องร้องบังคับกันได้ และทรัพย์มรดกตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทแต่ละคนตามส่วนที่ตกลงกัน เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทตามการแบ่งปันแล้ว ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิ การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของผู้จัดการมรดกเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาท เป็นการกระทำผิดหน้าที่และนอกขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก ไม่มีผลให้ผู้จัดการมรดกได้กรรมสิทธิ์ เมื่อผู้จัดการมรดกไม่ได้กรรมสิทธิ์ ย่อมไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนขายทรัพย์นั้นให้แก่บุคคลภายนอก ผู้ซื้อจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ แม้จะรับซื้อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริตแล้วก็ตาม ทั้งนี้ ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เจ้าของกรรมสิทธิ์จึงมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนตามมาตรา 1336 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 และสิทธิของเจ้าของทรัพย์ตามมาตรา 1336 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อทายาทตกลงแบ่งทรัพย์มรดกและต่างเข้าครอบครองทรัพย์ตามที่ตกลงแบ่งเป็นส่วนสัดแล้ว แม้การแบ่งทรัพย์มรดกไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ ข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกก็มีผลฟ้องร้องบังคับกันได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ มาตรา 1750 และมาตรา 1336 การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด เมื่อทายาทตกลงแบ่งทรัพย์มรดกและต่างเข้าครอบครองทรัพย์ตามที่ตกลงแบ่งเป็นส่วนสัด ถือเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง กรณีนี้ไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็บังคับได้ ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เมื่อผู้จัดการมรดกไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ย่อมไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอก ตามข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ผู้ซื้อจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ แม้จะอ้างว่ารับซื้อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริตแล้วก็ตาม หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาแยกเป็นสามส่วน คือ การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด ขอบเขตอำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดก และผลของการโอนทรัพย์ต่อไปยังบุคคลภายนอก ประการแรก การแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 มิได้กำหนดว่าการแบ่งปันทรัพย์มรดกทุกกรณีต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ มาตรา 1750 วรรคหนึ่งกำหนดวิธีแบ่งปันโดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท ส่วนการแบ่งปันที่มิได้เป็นไปตามวรรคหนึ่งแต่ทำโดยสัญญา จึงอยู่ภายใต้หลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา 1750 วรรคสอง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2128/2567 อธิบายมาตรา 1750 ว่าการแบ่งปันทรัพย์มรดกทำได้สามวิธี โดยกรณีทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดด้วยการแบ่งตัวทรัพย์ตามความยินยอมโดยตรงหรือโดยปริยายและต่างเข้าครอบครองทรัพย์มรดกที่ได้รับแบ่งนั้น ไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็บังคับได้ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1443/2562 อธิบายเพิ่มเติมว่าการเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัดตามมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง มีลักษณะเป็นการครอบครองโดยเจตนายึดถือเพื่อตน ดังนั้น การพิจารณาว่าการแบ่งปันทรัพย์มรดกได้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ จึงมิใช่พิจารณาเฉพาะว่ามีเอกสารข้อตกลงแบ่งมรดกหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาพฤติการณ์ว่าทายาทได้แบ่งตัวทรัพย์ตามความยินยอมและต่างเข้าครอบครองทรัพย์ที่ได้รับแบ่งแล้วหรือไม่ คดีนี้มีพฤติการณ์สำคัญคือจำเลยที่ 1 และนายชนินทร์ต่างจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกให้แก่ตนเองตามที่ตกลงกัน ส่วนโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่ตกลงแบ่งกัน จึงเป็นกรณีที่ศาลถือว่าทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัดแล้ว ประการที่สอง เมื่อการแบ่งปันทรัพย์มรดกมีผลและที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้ว ผู้จัดการมรดกย่อมต้องจัดการทรัพย์ให้สอดคล้องกับสิทธิของทายาท การนำทรัพย์ที่ต้องโอนแก่ทายาทกลับมาโอนเป็นของผู้จัดการมรดกเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาท จึงเป็นการกระทำผิดหน้าที่และนอกขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 713/2557 วินิจฉัยถึงกรณีผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกมาเป็นของตนแต่ผู้เดียวโดยทายาทอื่นมิได้รู้เห็นยินยอมว่าเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719 และเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่มีผลผูกพันทายาทอื่น หลักดังกล่าวช่วยให้เห็นขอบเขตหน้าที่ของผู้จัดการมรดกชัดเจนว่า การมีชื่อเป็นผู้จัดการมรดกมิได้ทำให้มีสิทธินำทรัพย์มรดกมาเป็นของตนโดยขัดต่อสิทธิของทายาท ประการที่สาม เมื่อผู้จัดการมรดกไม่ได้กรรมสิทธิ์จากการโอนที่กระทำโดยมิชอบ ย่อมไม่มีสิทธิโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นให้แก่บุคคลภายนอก หลักที่ศาลฎีกานำมาใช้ในคดีนี้คือผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จึงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แม้จะอ้างว่ารับซื้อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริตแล้วก็ตาม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 713/2557 ก็วินิจฉัยในทำนองเดียวกันว่า เมื่อผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจนำทรัพย์มรดกไปโอนให้บุคคลอื่น ผู้รับโอนย่อมไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ และผู้ที่รับโอนต่อจากบุคคลซึ่งไม่มีกรรมสิทธิ์ แม้รับโอนโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้ว ก็ไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน อย่างไรก็ตาม การนำหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนไปใช้กับคดีอื่นต้องพิจารณาบทบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองบุคคลภายนอกประกอบด้วย โดยเฉพาะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ซึ่งเกี่ยวกับกรณีการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่ยังมิได้จดทะเบียน และมีบุคคลภายนอกได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริต และจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7007/2540 วินิจฉัยว่ามาตรา 1299 เป็นข้อยกเว้นต่อหลักทั่วไปว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ดังนั้น ไม่ควรนำผลของคำพิพากษาคดีนี้ไปสรุปเป็นหลักทั่วไปว่าผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยสุจริตจากผู้ไม่มีกรรมสิทธิ์จะไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทุกกรณี แต่ต้องตรวจสอบลักษณะการได้มาซึ่งสิทธิของเจ้าของเดิม การจดทะเบียน และบทบัญญัติที่อาจคุ้มครองบุคคลภายนอกในแต่ละคดีด้วย สำหรับคดีนี้ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์ย่อมใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามมาตรา 1336 ซึ่งเป็นบทบัญญัติรับรองสิทธิของเจ้าของในการติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ หลักสำคัญที่ได้จากคำพิพากษานี้จึงอยู่ที่การพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแบ่งปันและการเข้าครอบครองทรัพย์มรดก หากทายาทได้ตกลงแบ่งและต่างเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัดตามมาตรา 1750 วรรคหนึ่งแล้ว การไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือมิได้ทำให้การแบ่งปันดังกล่าวใช้บังคับไม่ได้ และเมื่อทรัพย์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทคนใดแล้ว ผู้จัดการมรดกย่อมต้องจัดการทรัพย์ให้สอดคล้องกับสิทธิของทายาทนั้น มิใช่นำทรัพย์มาเป็นของตนหรือโอนต่อโดยปราศจากสิทธิ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม แบ่งมรดกโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือฟ้องบังคับได้หรือไม่ คำตอบ ฟ้องบังคับได้ในกรณีที่ทายาทตกลงแบ่งทรัพย์มรดกและต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินตามที่ตกลงแบ่งเป็นส่วนสัด เพราะเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็บังคับได้ 2. คำถาม การที่ทายาทเข้าอยู่อาศัยในที่ดินมรดกถือเป็นการเข้าครอบครองตามข้อตกลงแบ่งมรดกได้หรือไม่ คำตอบ ในคดีนี้โจทก์ย้ายเข้าอยู่อาศัยในบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทตั้งแต่ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย และเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทายาทได้ตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกัน โดยโจทก์ยังคงพักอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าว ศาลฎีกาจึงถือว่าโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามที่ตกลงแบ่งกันแล้ว 3. คำถาม ผู้จัดการมรดกนำที่ดินซึ่งตกแก่ทายาทตามข้อตกลงมาโอนเป็นของตนเองได้หรือไม่ คำตอบ ในคดีนี้ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์เท่านั้น การกลับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของตนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ไม่เป็นไปเพื่อการจัดการมรดกให้แก่ทายาทตามข้อตกลง เป็นการกระทำผิดหน้าที่และนอกขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก และไม่มีผลให้ผู้จัดการมรดกได้กรรมสิทธิ์ 4. คำถาม ผู้ซื้อที่ดินโดยสุจริตจากผู้จัดการมรดกที่ไม่มีกรรมสิทธิ์จะได้กรรมสิทธิ์หรือไม่ คำตอบ ตามข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ ผู้ซื้อไม่ได้กรรมสิทธิ์ แม้จะอ้างว่ารับซื้อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริตแล้วก็ตาม เพราะผู้จัดการมรดกไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนขายให้แก่ผู้ซื้อ ทั้งนี้ ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนได้ตามมาตรา 1336 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3346/2569 ก่อนถึงแก่ความตาย ว. เจ้ามรดก บอกแก่ทายาทว่าให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 94427 ของ ว. และโฉนดเลขที่ 41181 ของ ส. ภริยา ว. ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้วให้แก่ ช. แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 94425 และเลขที่ 94426 ของ ว. ให้แก่จำเลยที่ 1 กับแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 41182 ของ ว. ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อ ว. ถึงแก่ความตาย โจทก์ จำเลยที่ 1 และ ช. ได้ตกลงแบ่งที่ดินไปตามคำบอกของ ว. โดยจำเลยที่ 1 และ ช. จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่ตนเองไปแล้ว ส่วนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นโจทก์ได้ย้ายเข้าไปอยู่อาศัยตั้งแต่ก่อน ว. ถึงแก่ความตาย และหลังจากนั้นก็พักอาศัยอยู่ในสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตลอดมา ถือได้ว่าได้มีการแบ่งปันมรดกของ ว. โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์มรดกตามที่ตกลงแบ่งเป็นส่วนสัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง แม้การแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวจะไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือก็มีผลฟ้องร้องบังคับกันได้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 กลับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของตนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อการจัดการมรดก อันเป็นการกระทำผิดหน้าที่และนอกขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก จึงเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทั้งไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งแม้จะรับซื้อมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาตามคำขอบังคับในส่วนนี้ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง แม้โจทก์จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้กรรมสิทธิ์ของที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมเอง และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขาย นิติกรรมไถ่ถอนการขายฝากวันที่ 14 กันยายน 2563 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้สัญญากับจำเลยที่ 2 ผู้รับสัญญา และระหว่างจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ซื้อฝากกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ไถ่ถอน เพิกถอนนิติกรรมขายฝากจดทะเบียนวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้สัญญากับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับสัญญา เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกจดทะเบียนวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้สัญญาและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิชัย กับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับสัญญาในที่ดินโฉนดเลขที่ 41182 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทั้งนี้เฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่น 2 ใน 3 ส่วนเท่านั้น ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนดังกล่าวโดยชำระค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนเพิกถอนให้ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิชัย ซึ่งเป็นมรดกของโจทก์และทายาทอื่น 2 ใน 3 ส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีโดยได้รับยกเว้นบางส่วนนั้น ให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินพิพาทให้ตกแก่โจทก์ทั้งแปลง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยที่ 2 ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า นายชนินทร์ จำเลยที่ 1 และโจทก์ เป็นบุตรของนายวิชัยกับนางสมควร นายวิชัยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 มีทรัพย์มรดก คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 94425, 94426 และ 94427 และที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 41182 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นตึกแถวชั้นเดียวเลขที่ 60/3 ส่วนนางสมควรถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 มีทรัพย์มรดก คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 41181 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัยตามคำสั่งศาลได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 94427 ให้แก่นายชนินทร์ และจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 94425, 94426 และ 41182 ให้แก่ตนเอง ตามลำดับ ส่วนนายชนินทร์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมควรตามคำสั่งศาลได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 41181 ให้แก่ตนเอง วันเดียวกับที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 41182 ให้แก่ตนเอง คือ วันที่ 31 สิงหาคม 2563 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 จากนั้นวันที่ 14 กันยายน 2563 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนไถ่ขายฝากที่ดินพิพาทและจดทะเบียนขายแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ต้องโทษจำคุกตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 แล้วพ้นโทษเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 และกลับมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 60/3 ซึ่งอยู่ในที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบหักล้างว่าไม่มีการตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เมื่อนายวิชัยถึงแก่ความตาย นายชนินทร์ จำเลยที่ 1 และโจทก์ตกลงแบ่งทรัพย์มรดกของนายวิชัยและนางสมควรซึ่งเป็นบิดามารดาตามที่นายวิชัยบอกไว้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ..." ดังนี้ การแบ่งปันทรัพย์มรดกกระทำได้ 3 วิธี กล่าวคือ วิธีที่ 1 ทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด ซึ่งกรณีนี้ไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็บังคับได้ วิธีที่ 2 โดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งปันกันระหว่างทายาท และวิธีที่ 3 โดยสัญญาที่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ คดีนี้การแบ่งทรัพย์มรดกไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ แต่จำเลยที่ 1 และนายชนินทร์ต่างจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 และนายชนินทร์ตามที่ตกลงกัน อันเป็นการเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัด ส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 41182 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นมรดกของนายวิชัย จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนให้แก่ตนเอง ไม่ได้จดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกัน แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 60/3 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท โดยโจทก์ย้ายเข้ามาอยู่ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นเวลาก่อนนายวิชัยถึงแก่ความตาย ดังนี้ แม้โจทก์ต้องโทษจำคุกตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 แต่เมื่อนายวิชัยถึงแก่ความตาย นายชนินทร์ จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกัน โดยโจทก์ยังคงพักอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทตลอดมา ถือได้ว่าโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามที่ตกลงแบ่งกันแล้ว ดังนั้น เมื่อนายชนินทร์ จำเลยที่ 1 และโจทก์ต่างเข้าครอบครองทรัพย์มรดกตามที่ตกลงแบ่งเป็นส่วนสัด ข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกจึงมีผลฟ้องร้องบังคับกันได้ ที่ดินมรดกจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทแต่ละคน โจทก์จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาททั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิชัยมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกรู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 กลับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของตน โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อการจัดการมรดกให้แก่ทายาทตามข้อตกลง อันเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดก และนอกขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก จึงเป็นการกระทำหน้าที่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ารับซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริตแล้วก็ตาม ทั้งนี้ ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ย่อมใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างฟ้องเรียกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาตามคำขอบังคับในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
|



