ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมยังขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ เมื่ออ้างว่าทรัพย์ในพินัยกรรมเป็นของตนที่ให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์แทน

ผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมมีสิทธิขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่, ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกตามกฎหมายคือใคร, การทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดมีผลอย่างไร, ผู้ที่อ้างว่าทรัพย์เป็นของตนแต่ให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์แทนมีสิทธิอย่างไร, การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกกรณีมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์, หลักเกณฑ์การตั้งผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, ผู้จัดการมรดกต้องมีคุณสมบัติอย่างไรตามกฎหมาย, การอ้างว่าทรัพย์ไม่ใช่มรดกของผู้ตายมีผลอย่างไร, ผู้รับประโยชน์   

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกในกรณีที่ผู้ตายทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดไว้แล้ว และผู้ที่ไม่ได้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมยื่นคำคัดค้านโดยอ้างว่าทรัพย์บางรายการที่ระบุไว้ในพินัยกรรมมิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่เป็นทรัพย์ของตนเองที่เพียงให้ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน ประเด็นสำคัญของคดีจึงมิใช่อยู่เพียงว่าผู้คัดค้านถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมหรือไม่ หากแต่เป็นการพิจารณาว่าผู้คัดค้านยังคงมีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ที่มีข้อพิพาทเพียงพอที่จะร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ รวมทั้งศาลสามารถกำหนดขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกให้แตกต่างกันตามลักษณะของทรัพย์แต่ละส่วนได้เพียงใด

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงหลักกฎหมายสำคัญว่า แม้บุคคลจะถูกตัดมิให้รับมรดกตามผลของพินัยกรรม แต่หากบุคคลนั้นอ้างสิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงและมีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ถูกนำมารวมเป็นทรัพย์มรดก บุคคลดังกล่าวย่อมยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์นั้น และมีสิทธิร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองประโยชน์เกี่ยวกับทรัพย์ที่มีข้อพิพาทได้ ทั้งยังสะท้อนแนวทางของศาลในการกำหนดรูปแบบการจัดการมรดกให้เหมาะสมกับลักษณะข้อพิพาท โดยให้ผู้จัดการมรดกร่วมกันดำเนินการเฉพาะทรัพย์ที่ยังมีข้อโต้แย้ง และให้ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมดำเนินการเฉพาะทรัพย์ส่วนที่ไม่มีข้อพิพาท อันเป็นแนวทางที่มุ่งรักษาประโยชน์ของทุกฝ่ายและทำให้การจัดการมรดกดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบของกฎหมาย ทั้งยังเป็นแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญต่อการตีความสถานะของผู้มีส่วนได้เสีย การแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และผลของการทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดในทางปฏิบัติ.

ข้อเท็จจริงของคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยอ้างว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้ก่อนถึงแก่ความตาย และในพินัยกรรมดังกล่าวได้แต่งตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้จัดการมรดก ทั้งกำหนดการจำหน่ายทรัพย์สินไว้หลายรายการ จึงเห็นว่าตนเป็นผู้มีสิทธิและมีความเหมาะสมที่จะเข้าดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายตามเจตนาที่ผู้ตายได้กำหนดไว้ในพินัยกรรม

ฝ่ายผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายได้ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ศาลยกคำร้องของผู้ร้อง และขอให้ศาลแต่งตั้งบุคคลอีกคนหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดกแทน โดยผู้คัดค้านอ้างว่าแม้พินัยกรรมจะระบุทรัพย์หลายรายการไว้เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่ที่ดินตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 พร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น แท้จริงเป็นทรัพย์ของผู้คัดค้านเอง ซึ่งซื้อด้วยเงินของผู้คัดค้าน เพียงแต่ใส่ชื่อผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน จึงเห็นว่าทรัพย์ดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย และผู้คัดค้านย่อมมีส่วนได้เสียโดยตรงเกี่ยวกับทรัพย์ดังกล่าว

จากข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของผู้ตายซึ่งได้รับการจดทะเบียนรับรองบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินไว้หลายรายการ รวมทั้งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม โดยทรัพย์สินที่ระบุไว้ในพินัยกรรมประกอบด้วยที่ดินหลายแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงทรัพย์สินอื่นที่แบ่งไว้เป็นลำดับต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 12 ลำดับ นอกจากนี้ ผู้ตายยังระบุไว้อีกว่า ทรัพย์สินนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับประโยชน์ที่กำหนดไว้แต่ผู้เดียว

แม้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายจะมิได้รับทรัพย์สินตามพินัยกรรม แต่ผู้คัดค้านได้ต่อสู้ว่าที่ดินตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 มิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย เนื่องจากเป็นทรัพย์ที่ผู้คัดค้านจัดหามาด้วยเงินของตนเอง โดยเฉพาะที่ดินบางแปลง ผู้คัดค้านซื้อไว้ในช่วงเวลาที่ผู้ตายยังมีอายุเพียง 21 ปี ส่วนที่ดินอีกแปลงหนึ่ง ผู้คัดค้านซื้อไว้ในขณะที่ยังเป็นที่ดินว่าง ก่อนที่บุตรอีกคนหนึ่งของผู้คัดค้านจะเป็นผู้ก่อสร้างอาคารและรับภาระค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทั้งหมด ผู้คัดค้านจึงอ้างว่าเหตุที่ปรากฏชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เป็นเพียงการให้ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น มิได้มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงให้แก่ผู้ตาย

ระหว่างการพิจารณาคดี ผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งการจัดการมรดกทั้งหมดของผู้ตาย หากแต่จำกัดข้อพิพาทเฉพาะทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 เท่านั้น โดยยืนยันว่าไม่ติดใจเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมลำดับที่ 5 ถึงที่ 12 รวมถึงทรัพย์สินอื่นของผู้ตายที่มิได้เป็นประเด็นพิพาท จึงทำให้ขอบเขตของข้อโต้แย้งในคดีเหลือเพียงการพิจารณาว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นทรัพย์ของผู้คัดค้านกันแน่

อีกประเด็นหนึ่งที่ได้ข้อยุติแล้วในคดี คือ ผู้คัดค้านเคยกล่าวอ้างว่าพินัยกรรมเป็นพินัยกรรมปลอม แต่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าพินัยกรรมดังกล่าวมิใช่พินัยกรรมปลอม และผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นอันยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าพินัยกรรมมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปจึงมิใช่ความสมบูรณ์ของพินัยกรรม หากเป็นการพิจารณาว่า เมื่อผู้ตายได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดแล้ว ผู้คัดค้านซึ่งมิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม แต่ยังอ้างกรรมสิทธิ์เหนือทรัพย์บางรายการ จะมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียเพียงพอที่จะขอให้ศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ และหากมีสิทธิ ศาลจะกำหนดขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกให้สอดคล้องกับข้อพิพาทเฉพาะทรัพย์บางรายการได้เพียงใด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้ทั้งหมด.

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาวินิจฉัย คือ ผู้ร้องควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงผู้เดียวตามพินัยกรรมหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมกำหนดการจำหน่ายทรัพย์สินไว้ทั้งหมด 12 ลำดับ โดยยกทรัพย์สินแต่ละรายการให้แก่ผู้รับประโยชน์ที่กำหนดไว้ และยังระบุเพิ่มเติมว่า ทรัพย์สินที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับประโยชน์ที่กำหนดไว้แต่ผู้เดียว จึงถือได้ว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดของตนแล้ว ผลทางกฎหมายย่อมทำให้ทายาทโดยธรรมที่มิได้รับประโยชน์ตามพินัยกรรม รวมทั้งผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย ถูกตัดมิให้รับมรดกตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ผู้คัดค้านถูกตัดมิให้รับมรดก มิได้หมายความว่าผู้คัดค้านจะหมดสิทธิทุกประการเกี่ยวกับทรัพย์ที่ระบุไว้ในพินัยกรรม เพราะผู้คัดค้านมิได้อ้างสิทธิในฐานะทายาทผู้รับมรดก แต่กลับอ้างว่าทรัพย์ตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นทรัพย์ของผู้คัดค้านเอง โดยผู้คัดค้านเป็นผู้จัดหาทรัพย์ดังกล่าวด้วยเงินของตนเอง เพียงแต่ให้ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น จึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน มิใช่ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรม

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับลักษณะของข้อพิพาทดังกล่าว โดยวินิจฉัยว่า แม้ในวันที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย จะปรากฏชื่อผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน แต่เมื่อผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริง และเหตุที่มีชื่อผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นเพียงการถือกรรมสิทธิ์แทน ย่อมทำให้เกิดข้อพิพาทว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นทรัพย์ของผู้คัดค้าน ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่เป็นข้อพิพาทอย่างชัดเจน

เมื่อผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ที่อยู่ระหว่างข้อพิพาท ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิร้องต่อศาลเพื่อขอให้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง แม้ว่าผู้คัดค้านจะมิใช่ผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมก็ตาม เพราะสิทธิในการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในกรณีนี้เกิดจากสถานะความเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก มิใช่เกิดจากฐานะการเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกแต่เพียงอย่างเดียว

ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า การที่ผู้คัดค้านขอให้ศาลแต่งตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการมรดก มิใช่ขอแต่งตั้งตนเองนั้น สามารถกระทำได้ เนื่องจากกฎหมายมิได้กำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียต้องเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการมรดกด้วยตนเอง หากบุคคลที่เสนอให้ศาลแต่งตั้งมีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 ศาลย่อมมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเป็นผู้จัดการมรดกได้ จึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวของผู้คัดค้านที่จะต้องเป็นผู้จัดการมรดกด้วยตนเองเสมอไป

สำหรับการกำหนดขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดก ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อพิพาทในคดีมิได้ครอบคลุมทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ตาย แต่จำกัดอยู่เฉพาะทรัพย์ตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 เท่านั้น เนื่องจากผู้คัดค้านเบิกความยืนยันเองว่า ไม่ติดใจเกี่ยวกับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมลำดับที่ 5 ถึงที่ 12 และทรัพย์สินอื่นของผู้ตาย ดังนั้น หากแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วมกันให้มีอำนาจเหนือทรัพย์มรดกทั้งหมด ย่อมเกินกว่าความจำเป็นของข้อพิพาท และอาจส่งผลให้การจัดการมรดกส่วนที่ไม่มีข้อโต้แย้งล่าช้าโดยไม่สมควร

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงกำหนดแนวทางที่เหมาะสมกับสภาพข้อพิพาท โดยให้ผู้ร้องและบุคคลที่ผู้คัดค้านเสนอ ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกเฉพาะทรัพย์ตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ยังมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ดังกล่าวเป็นไปโดยมีผู้แทนของทั้งสองฝ่ายร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของทุกฝ่ายในระหว่างที่ข้อพิพาทยังไม่ได้รับการวินิจฉัยถึงที่สุด

ส่วนทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมลำดับที่ 5 ถึงที่ 12 รวมทั้งทรัพย์มรดกอื่นของผู้ตายที่มิได้เป็นข้อพิพาท ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีเหตุจำเป็นต้องให้ผู้จัดการมรดกร่วมกันดำเนินการ เพราะผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งสิทธิในทรัพย์ดังกล่าว จึงให้ผู้ร้องซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม มีอำนาจจัดการทรัพย์ส่วนดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว อันเป็นการเคารพเจตนาของผู้ตายตามพินัยกรรมควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ที่ยังมีข้อพิพาท

จากเหตุผลทั้งหมด ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยกำหนดขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกให้ชัดเจน กล่าวคือ ให้ผู้ร้องมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมลำดับที่ 5 ถึงที่ 12 และทรัพย์มรดกอื่นของผู้ตายที่อยู่นอกเหนือข้อพิพาทแต่เพียงผู้เดียว ส่วนทรัพย์ตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ ให้ผู้ร้องและบุคคลที่ผู้คัดค้านเสนอร่วมกันจัดการมรดกเฉพาะทรัพย์ส่วนนั้น โดยถือเป็นแนววินิจฉัยที่สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า ศาลสามารถกำหนดขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกให้สอดคล้องกับลักษณะของข้อพิพาทเป็นรายทรัพย์ได้ เพื่อให้การจัดการมรดกดำเนินไปอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และคุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายตามกฎหมาย.

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

คดีนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การวางหลักเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผลของพินัยกรรมกับสิทธิของบุคคลผู้กล่าวอ้างกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ถูกนำไปรวมเป็นทรัพย์มรดก โดยศาลฎีกาได้แยกประเด็นเรื่องสิทธิรับมรดกออกจากประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์อย่างชัดเจน แม้ผู้ตายจะทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดจนมีผลให้ทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมถูกตัดมิให้รับมรดกตามกฎหมาย แต่ผลของพินัยกรรมดังกล่าวย่อมมีผลเฉพาะต่อสิทธิในฐานะทายาท มิใช่เป็นการตัดสิทธิของบุคคลที่อ้างว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงซึ่งถูกนำไปรวมไว้ในกองมรดก ดังนั้น หากยังมีข้อพิพาทว่าทรัพย์บางรายการเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นทรัพย์ของบุคคลอื่น ย่อมต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่กล่าวอ้างสิทธิดังกล่าวสามารถเข้ามาคุ้มครองประโยชน์ของตนผ่านกระบวนการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกได้

หลักกฎหมายอีกประการหนึ่งที่ปรากฏอย่างเด่นชัด คือ การพิจารณาสถานะของผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายมิได้พิจารณาเฉพาะฐานะความเป็นทายาทหรือผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจากผลกระทบที่บุคคลนั้นอาจได้รับจากการจัดการทรัพย์มรดกด้วย หากบุคคลใดอ้างว่าทรัพย์ที่กำลังจะถูกจัดการในฐานะทรัพย์มรดกเป็นทรัพย์ของตนเอง บุคคลดังกล่าวย่อมมีผลประโยชน์โดยตรงต่อผลของการจัดการมรดก จึงมีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสีย แม้จะไม่มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมก็ตาม แนววินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคำว่า ผู้มีส่วนได้เสีย ตามกฎหมายเกี่ยวกับการตั้งผู้จัดการมรดก มีขอบเขตกว้างกว่าคำว่า ทายาท หรือ ผู้รับพินัยกรรม เพราะครอบคลุมถึงบุคคลที่สิทธิในทรัพย์สินอาจได้รับผลกระทบจากการจัดการมรดกด้วย

ศาลฎีกายังได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับลักษณะของข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ไว้โดยปริยาย กล่าวคือ แม้ชื่อของผู้ตายจะปรากฏเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเอกสารสิทธิ แต่เมื่อมีการกล่าวอ้างว่าการถือกรรมสิทธิ์ดังกล่าวเป็นเพียงการถือแทนผู้อื่น ย่อมทำให้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงของทรัพย์สิน ซึ่งเป็นประเด็นที่แยกออกจากสิทธิรับมรดกโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ก่อนที่จะถือว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกเพื่อให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการได้อย่างสมบูรณ์ จำเป็นต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ที่อ้างกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวด้วย การวินิจฉัยในลักษณะนี้ช่วยป้องกันมิให้กระบวนการจัดการมรดกกลายเป็นเครื่องมือที่กระทบต่อสิทธิของเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงโดยไม่ได้รับโอกาสเข้าสู่กระบวนการพิจารณา

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังแสดงให้เห็นว่าการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกมิใช่กระบวนการที่ต้องใช้รูปแบบเดียวกับทรัพย์มรดกทุกประเภท หากข้อพิพาทเกิดขึ้นเฉพาะทรัพย์บางรายการ ศาลย่อมสามารถกำหนดขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกให้เหมาะสมกับข้อพิพาทนั้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วมกันสำหรับทรัพย์ทั้งหมดของผู้ตาย แนวคิดดังกล่าวเป็นการใช้หลักความได้สัดส่วนในการจัดการมรดก กล่าวคือ ทรัพย์ส่วนที่ไม่มีข้อพิพาทควรได้รับการบริหารจัดการตามเจตนาของผู้ตายอย่างต่อเนื่อง ส่วนทรัพย์ที่ยังมีข้อโต้แย้งควรอยู่ภายใต้การจัดการร่วมกันเพื่อป้องกันความเสียหายและรักษาประโยชน์ของทุกฝ่าย

แนววินิจฉัยนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญอีกประการหนึ่งว่า การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกมิใช่การวินิจฉัยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยเด็ดขาด ศาลเพียงพิจารณาว่าบุคคลใดควรได้รับอำนาจเข้าจัดการทรัพย์มรดกเพื่อให้การบริหารกองมรดกดำเนินต่อไปได้อย่างเหมาะสม ส่วนข้อพิพาทว่าทรัพย์ใดเป็นของผู้ตายหรือเป็นของบุคคลอื่น ยังคงเป็นประเด็นที่สามารถดำเนินกระบวนการพิสูจน์สิทธิในชั้นที่เกี่ยวข้องต่อไปได้ การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกจึงเป็นเพียงมาตรการบริหารจัดการทรัพย์สิน มิใช่คำวินิจฉัยชี้ขาดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

บทบัญญัติเกี่ยวกับการทำพินัยกรรมมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเสรีภาพของเจ้ามรดกในการกำหนดผู้รับทรัพย์สินภายหลังถึงแก่ความตาย โดยเปิดโอกาสให้เจ้ามรดกสามารถจัดสรรทรัพย์สินของตนได้ตามความประสงค์ และเมื่อได้จำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย่อมทำให้ทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมไม่มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทอีกต่อไป หลักดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจตนาของผู้ตายได้รับความเคารพและมีผลใช้บังคับอย่างแท้จริง ลดข้อพิพาทระหว่างทายาทเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์มรดกภายหลังการเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม กฎหมายมิได้มุ่งหมายให้ผลของพินัยกรรมกระทบต่อสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งอ้างว่าทรัพย์สินบางรายการมิใช่ทรัพย์ของผู้ตาย หากเป็นทรัพย์ของบุคคลนั้นเอง การเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก จึงมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลที่อาจได้รับผลกระทบจากการจัดการมรดก มิให้ทรัพย์สินที่ยังมีข้อพิพาทถูกจำหน่าย โอน หรือจัดการไปก่อนที่ข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์จะได้รับการพิจารณาอย่างครบถ้วน

ขณะเดียวกัน หลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้จัดการมรดกก็มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลที่เข้ามาบริหารจัดการกองมรดกเป็นผู้ที่มีความสามารถตามกฎหมาย ไม่มีลักษณะต้องห้าม และสามารถปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายว่าการจัดการทรัพย์มรดกจะดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกองมรดกหรือสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษานี้จึงสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจนว่า การคุ้มครองเจตนาของเจ้ามรดกตามพินัยกรรมและการคุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินต้องดำเนินควบคู่กัน มิใช่ให้หลักการหนึ่งลบล้างอีกหลักการหนึ่ง ศาลจึงเลือกใช้แนวทางที่ทำให้การจัดการมรดกดำเนินต่อไปได้ในส่วนที่ไม่มีข้อพิพาท ขณะเดียวกันก็วางมาตรการคุ้มครองทรัพย์ที่ยังมีข้อโต้แย้งด้วยการกำหนดให้มีผู้จัดการมรดกร่วมกันเฉพาะทรัพย์ส่วนนั้น ซึ่งเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการเคารพเจตนาของผู้ตาย การคุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย และการบริหารจัดการกองมรดกให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย.

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดการมรดกทั้งหมดของผู้ตาย พร้อมทั้งยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน เนื่องจากเห็นว่าผู้ร้องมีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้คัดค้านเป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำสั่งศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าควรแต่งตั้งผู้ร้องและบุคคลที่ผู้คัดค้านเสนอให้ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งกองมรดก และให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายร่วมกันในการจัดการทรัพย์มรดกทั้งหมดของผู้ตาย นอกจากที่แก้แล้วให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น พร้อมทั้งให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่า แม้ผู้ตายจะทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดจนผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายถูกตัดมิให้รับมรดกตามกฎหมาย แต่ผู้คัดค้านยังคงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เนื่องจากอ้างว่าทรัพย์ตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นทรัพย์ของตนเองที่เพียงให้ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน จึงสมควรให้ผู้ร้องและบุคคลที่ผู้คัดค้านเสนอร่วมกันจัดการมรดกเฉพาะทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งยังมีข้อพิพาท ส่วนทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมลำดับที่ 5 ถึงที่ 12 และทรัพย์มรดกอื่นของผู้ตาย ให้ผู้ร้องมีอำนาจจัดการแต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับขอบเขตของข้อพิพาทและเพื่อให้การจัดการมรดกดำเนินไปอย่างเหมาะสม พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำร้องของผู้ร้องในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้วางหลักกฎหมายที่สำคัญว่า ผลของการทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมด แม้จะทำให้ทายาทโดยธรรมที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมถูกตัดมิให้รับมรดกตามกฎหมาย แต่ผลดังกล่าวมีผลเฉพาะต่อสิทธิในฐานะทายาท มิได้ตัดสิทธิของบุคคลซึ่งอ้างว่าทรัพย์ที่นำมารวมเป็นทรัพย์มรดกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง หากบุคคลดังกล่าวสามารถแสดงให้เห็นว่ามีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น ย่อมมีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนได้

นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นว่าการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกมิใช่การวินิจฉัยสิทธิในกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินโดยเด็ดขาด แต่เป็นมาตรการเพื่อให้การบริหารจัดการกองมรดกดำเนินไปได้อย่างเหมาะสม ศาลจึงสามารถกำหนดขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกให้แตกต่างกันตามลักษณะของข้อพิพาทได้ กล่าวคือ ทรัพย์ที่ยังมีข้อโต้แย้งสามารถกำหนดให้ผู้จัดการมรดกร่วมกันดำเนินการ ขณะที่ทรัพย์ส่วนที่ไม่มีข้อพิพาทยังคงให้ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมดำเนินการได้แต่เพียงผู้เดียว อันเป็นแนวทางที่รักษาทั้งเจตนาของผู้ตาย ความคุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย และประสิทธิภาพในการจัดการกองมรดกไปพร้อมกัน

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลของการทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดว่า แม้ทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมจะถูกตัดมิให้รับมรดกตามกฎหมาย แต่หากบุคคลนั้นอ้างว่าทรัพย์บางรายการที่ระบุในพินัยกรรมเป็นทรัพย์ของตนเองที่เพียงให้ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน ย่อมยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกได้ ทั้งศาลยังมีอำนาจกำหนดขอบเขตการจัดการมรดกให้สอดคล้องกับทรัพย์ที่มีข้อพิพาทเฉพาะรายการ

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

ผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกกับสถานะผู้มีส่วนได้เสีย

แม้ผู้คัดค้านจะถูกตัดมิให้รับมรดกตามผลของพินัยกรรมที่จำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมด แต่เมื่อผู้คัดค้านอ้างว่าทรัพย์บางรายการเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองและมิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านจึงยังคงมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ดังกล่าว และมีสิทธิร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของตนได้

การกำหนดขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกตามลักษณะข้อพิพาท

ศาลฎีกาวางหลักว่า การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกไม่จำเป็นต้องมีอำนาจครอบคลุมทรัพย์มรดกทั้งหมดเสมอไป หากข้อพิพาทเกิดขึ้นเฉพาะทรัพย์บางรายการ ศาลสามารถกำหนดให้ผู้จัดการมรดกร่วมกันดำเนินการเฉพาะทรัพย์ที่มีข้อพิพาท และให้ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมจัดการทรัพย์ส่วนที่ไม่มีข้อพิพาทแต่เพียงผู้เดียว เพื่อให้การบริหารกองมรดกเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสิทธิของทุกฝ่ายตามกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

เมื่อผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บุคคลอื่น ทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมยังมีสิทธิร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่

คำตอบ

การที่ผู้ตายทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมด ย่อมมีผลให้ทายาทโดยธรรมซึ่งไม่ได้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมถูกตัดมิให้รับมรดกในฐานะทายาทตามกฎหมาย แต่ผลดังกล่าวมิได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะหมดสิทธิทุกประการเกี่ยวกับทรัพย์ที่ระบุไว้ในพินัยกรรม หากบุคคลดังกล่าวมิได้อ้างสิทธิในฐานะผู้รับมรดก แต่กล่าวอ้างว่าทรัพย์บางรายการเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง และเพียงให้ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน ย่อมเกิดข้อพิพาทว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นทรัพย์ของผู้กล่าวอ้าง เมื่อสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลนั้นอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากการจัดการมรดก บุคคลดังกล่าวย่อมมีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียและสามารถร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามกฎหมาย ทั้งนี้ สิทธิในการร้องขอดังกล่าวเกิดจากสถานะความเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ที่พิพาท มิใช่เกิดจากสิทธิในฐานะทายาทผู้รับมรดก ดังนั้น ศาลจึงต้องพิจารณาจากลักษณะของข้อพิพาทและผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเฉพาะการมีหรือไม่มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมเพียงอย่างเดียว

2. คำถาม

เหตุใดผู้ที่อ้างว่าทรัพย์เป็นของตนเองแต่ให้ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน จึงถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก

คำตอบ

เหตุที่กฎหมายถือว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพราะประเด็นพิพาทมิใช่เรื่องการแบ่งมรดก แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน หากบุคคลหนึ่งอ้างว่าทรัพย์ที่ปรากฏชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของนั้น แท้จริงเป็นทรัพย์ของตนเอง และผู้ตายเพียงถือกรรมสิทธิ์แทน การจัดการทรัพย์ดังกล่าวในฐานะทรัพย์มรดกย่อมกระทบต่อสิทธิของผู้กล่าวอ้างโดยตรง หากปล่อยให้มีการโอน จำหน่าย หรือแบ่งทรัพย์ไปก่อนโดยไม่มีโอกาสคุ้มครองสิทธิของตน อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงได้ ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่อ้างสิทธิในทรัพย์ดังกล่าวเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพย์ที่มีข้อพิพาทดำเนินไปด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และไม่กระทบต่อสิทธิของผู้ที่อาจเป็นเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริง ทั้งยังช่วยให้การจัดการกองมรดกเป็นไปโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เฉพาะผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมเท่านั้น

3. คำถาม

ศาลสามารถแต่งตั้งผู้จัดการมรดกให้มีอำนาจเฉพาะทรัพย์บางรายการได้หรือไม่ หรือจำเป็นต้องมีอำนาจจัดการมรดกทั้งหมดเสมอไป

คำตอบ

ศาลสามารถกำหนดขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละคดีได้ ไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งให้มีอำนาจครอบคลุมทรัพย์มรดกทั้งหมดในทุกกรณี หากข้อพิพาทเกิดขึ้นเฉพาะทรัพย์บางรายการ ขณะที่ทรัพย์ส่วนอื่นไม่มีผู้ใดโต้แย้ง ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดให้ผู้จัดการมรดกร่วมกันดำเนินการเฉพาะทรัพย์ที่ยังมีข้อพิพาท และให้ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมดำเนินการเฉพาะทรัพย์ส่วนที่ไม่มีข้อพิพาทแต่เพียงผู้เดียว แนวทางดังกล่าวช่วยให้การจัดการกองมรดกสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องหยุดชะงักทั้งกองมรดกเพราะข้อพิพาทเพียงบางส่วน อีกทั้งยังเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ที่อ้างกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เป็นข้อพิพาท ไม่ให้เกิดการโอน จำหน่าย หรือเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์ก่อนที่ข้อพิพาทจะได้รับการวินิจฉัยตามกระบวนการของกฎหมาย จึงเป็นแนวทางที่สร้างความสมดุลระหว่างการเคารพเจตนาของผู้ตาย การคุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย และการบริหารจัดการทรัพย์มรดกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

4. คำถาม

ผู้มีส่วนได้เสียที่ร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก จำเป็นต้องขอให้แต่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็น กฎหมายมิได้กำหนดว่าผู้มีส่วนได้เสียจะต้องเป็นผู้เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการมรดกด้วยตนเองเสมอไป หากผู้มีส่วนได้เสียเห็นว่าบุคคลอื่นมีความเหมาะสมและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย ก็สามารถร้องขอให้ศาลแต่งตั้งบุคคลนั้นเป็นผู้จัดการมรดกได้ ศาลจะพิจารณาว่าบุคคลที่เสนอมีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีลักษณะต้องห้าม และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตหรือไม่ มากกว่าจะพิจารณาว่าเป็นผู้ร้องเองหรือไม่ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบริหารจัดการกองมรดกดำเนินไปโดยบุคคลที่เหมาะสมและสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของกองมรดกและผู้เกี่ยวข้องได้อย่างแท้จริง จึงถือเป็นหลักกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเสนอทางเลือกที่เหมาะสมแก่ศาล โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารับตำแหน่งด้วยตนเอง หากเห็นว่าบุคคลอื่นจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นกลาง รอบคอบ และเกิดประโยชน์ต่อการจัดการมรดกมากกว่า

5. คำถาม

การที่ศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วมกันเฉพาะทรัพย์ที่มีข้อพิพาท หมายความว่าศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นของฝ่ายใดหรือไม่

คำตอบ

ไม่ใช่ การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกและการกำหนดขอบเขตอำนาจในการจัดการทรัพย์ที่มีข้อพิพาท มิใช่คำวินิจฉัยชี้ขาดว่าทรัพย์นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ตายหรือของผู้ที่กล่าวอ้าง ศาลเพียงพิจารณาว่าในระหว่างที่ยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ ควรกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการทรัพย์อย่างไรเพื่อป้องกันความเสียหายและรักษาประโยชน์ของทุกฝ่าย การให้ผู้จัดการมรดกร่วมกันดำเนินการเฉพาะทรัพย์ที่ยังมีข้อพิพาทจึงเป็นเพียงมาตรการบริหารจัดการทรัพย์ในช่วงที่ข้อพิพาทยังไม่ได้รับการวินิจฉัยถึงที่สุด มิใช่การรับรองว่าฝ่ายใดเป็นเจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาด ประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์และวินิจฉัยตามพยานหลักฐานในกระบวนการพิจารณาที่เกี่ยวข้องต่อไป หลักการดังกล่าวช่วยให้การจัดการกองมรดกสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อสิทธิของผู้ที่อ้างกรรมสิทธิ์ และยังคงรักษาความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายจนกว่าข้อพิพาทจะได้รับการยุติตามกฎหมาย.

อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย

บทบัญญัติมาตรา 1608 วรรคท้าย มีหลักการสำคัญว่า เมื่อเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดของตนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทายาทโดยธรรมซึ่งมิได้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมย่อมถูกตัดมิให้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองและคุ้มครองเสรีภาพของเจ้ามรดกในการกำหนดชะตาของทรัพย์สินภายหลังถึงแก่ความตาย ให้เจตนาที่แสดงไว้ในพินัยกรรมได้รับความเคารพและมีผลใช้บังคับอย่างแท้จริง ไม่ให้ทายาทโดยธรรมสามารถอ้างสิทธิรับมรดกขัดต่อเจตนาของเจ้ามรดกได้ อย่างไรก็ตาม ผลของการถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรานี้ มีผลเฉพาะต่อสิทธิในฐานะทายาทผู้รับมรดกเท่านั้น มิได้ตัดสิทธิของบุคคลที่อ้างว่าทรัพย์สินซึ่งถูกนำมารวมไว้ในกองมรดกมิใช่ทรัพย์ของผู้ตาย หากแต่เป็นทรัพย์ของตนเอง เพราะข้อพิพาทดังกล่าวเป็นเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ มิใช่เรื่องสิทธิในการรับมรดก คดีนี้ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า แม้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายจะถูกตัดมิให้รับมรดกตามผลของพินัยกรรม เนื่องจากผู้ตายได้จำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดไว้แล้ว แต่เมื่อผู้คัดค้านอ้างว่าที่ดินบางแปลงเป็นทรัพย์ของตนเองที่เพียงให้ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน ผู้คัดค้านจึงยังคงมีสิทธิในฐานะผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์ดังกล่าวได้ หลักกฎหมายตามมาตรานี้จึงต้องตีความร่วมกับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี โดยแยกให้ชัดเจนระหว่างสิทธิในฐานะทายาทกับสิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์สิน เพื่อมิให้ผลของพินัยกรรมกระทบต่อสิทธิในกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่นเกินกว่าที่กฎหมายมุ่งหมาย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง

มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกได้ เมื่อมีเหตุจำเป็นต้องจัดการกองมรดกของผู้ตาย เจตนารมณ์ของกฎหมายมิได้จำกัดสิทธิไว้เฉพาะทายาทหรือผู้รับพินัยกรรมเท่านั้น แต่เปิดโอกาสให้บุคคลทุกคนที่สิทธิหรือประโยชน์ของตนอาจได้รับผลกระทบจากการจัดการมรดกเข้ามาใช้สิทธิตามกฎหมายได้ คำว่า ผู้มีส่วนได้เสีย จึงต้องพิจารณาจากความเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกและผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลนั้นเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเฉพาะฐานะทางเครือญาติหรือฐานะผู้รับมรดก ในคดีนี้ แม้ผู้คัดค้านจะถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรม แต่ผู้คัดค้านอ้างว่าที่ดินตามพินัยกรรมบางรายการเป็นทรัพย์ของตนเองและเพียงให้ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน จึงเกิดข้อพิพาทว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นทรัพย์ของผู้คัดค้าน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าผู้คัดค้านยังคงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ดังกล่าว และมีสิทธิร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามมาตรา 1713 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ ศาลยังวางหลักสำคัญว่า สิทธิในการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกมิได้หมายความว่าผู้ร้องจะต้องเป็นผู้จัดการมรดกเองเสมอไป หากเห็นว่าบุคคลอื่นเหมาะสมกว่า ก็สามารถเสนอให้ศาลแต่งตั้งบุคคลนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อให้การจัดการกองมรดกเป็นไปโดยบุคคลที่มีความเหมาะสมและสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของทุกฝ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718

มาตรา 1718 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลที่ได้รับอำนาจบริหารจัดการกองมรดกเป็นผู้ที่มีความสามารถตามกฎหมาย มีความน่าเชื่อถือ และไม่มีลักษณะต้องห้ามที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกหรือผู้มีส่วนได้เสีย ผู้จัดการมรดกจึงต้องเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ไม่เป็นบุคคลซึ่งศาลมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และไม่เป็นบุคคลล้มละลาย เพราะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่สำคัญในการรวบรวม ดูแล รักษา และดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกแทนกองมรดก หากบุคคลดังกล่าวขาดความสามารถหรือมีลักษณะต้องห้าม ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการทรัพย์สินของผู้ตาย ในคดีนี้ ศาลฎีกาตรวจสอบแล้วพบว่าทั้งผู้ร้องและบุคคลที่ผู้คัดค้านเสนอเป็นผู้จัดการมรดกต่างเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ไม่เป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และไม่เป็นบุคคลล้มละลาย จึงต่างมีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรา 1718 ศาลจึงสามารถแต่งตั้งทั้งสองฝ่ายให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกได้ โดยกำหนดขอบเขตอำนาจให้สอดคล้องกับลักษณะของข้อพิพาท กล่าวคือ ให้ร่วมกันจัดการเฉพาะทรัพย์ที่ยังมีข้อโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ และให้ผู้ร้องจัดการทรัพย์ส่วนที่ไม่มีข้อพิพาทแต่เพียงผู้เดียว แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การมีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรา 1718 เป็นเพียงเงื่อนไขเบื้องต้นในการได้รับการแต่งตั้ง ส่วนขอบเขตอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่นั้น ศาลยังสามารถกำหนดให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงและประโยชน์แห่งการจัดการมรดกในแต่ละคดีได้ เพื่อให้การบริหารกองมรดกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย.

บทสรุป

คดีนี้เป็นแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกฎหมายมรดก เพราะศาลฎีกาได้อธิบายให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การถูกตัดมิให้รับมรดกตามผลของพินัยกรรม มิได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะหมดสิทธิทุกประการเกี่ยวกับทรัพย์ที่ระบุไว้ในพินัยกรรม หากยังมีข้อพิพาทว่าทรัพย์ดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่เป็นทรัพย์ของผู้กล่าวอ้าง ย่อมถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีส่วนได้เสียและยังมีสิทธิใช้กระบวนการทางศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนได้

คำพิพากษานี้ยังแสดงให้เห็นถึงหลักสำคัญในการแยกความแตกต่างระหว่าง สิทธิในการรับมรดก กับ สิทธิในกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สิน ซึ่งเป็นคนละประเด็นกันโดยสิ้นเชิง แม้บุคคลหนึ่งจะไม่มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรม แต่หากอ้างว่าทรัพย์ที่ถูกนำมารวมเป็นทรัพย์มรดกเป็นทรัพย์ของตนเอง ข้อพิพาทดังกล่าวย่อมเป็นเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ มิใช่เรื่องการแบ่งมรดก การพิจารณาสถานะของผู้มีส่วนได้เสียจึงต้องพิจารณาจากผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลนั้น มิใช่พิจารณาเพียงฐานะความเป็นทายาทหรือผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรม

อีกหลักการสำคัญที่คดีนี้วางไว้ คือ ศาลสามารถกำหนดขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกให้เหมาะสมกับลักษณะของข้อพิพาทได้ ไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งให้มีอำนาจครอบคลุมกองมรดกทั้งหมดเสมอไป หากข้อพิพาทมีเฉพาะทรัพย์บางรายการ ศาลย่อมกำหนดให้ผู้จัดการมรดกร่วมกันดำเนินการเฉพาะทรัพย์ที่ยังมีข้อโต้แย้ง และให้ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมดำเนินการเฉพาะทรัพย์ส่วนที่ไม่มีข้อพิพาทได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้การบริหารจัดการกองมรดกไม่หยุดชะงักโดยไม่จำเป็น และยังคงคุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างสมดุล

ในทางปฏิบัติ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก การตีความคำว่า ผู้มีส่วนได้เสีย ผลของการทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมด และกรณีที่มีการอ้างว่าทรัพย์ซึ่งปรากฏชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของนั้น แท้จริงเป็นทรัพย์ของบุคคลอื่นที่เพียงให้ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน โดยหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยคดีมรดกที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังช่วยสร้างความชัดเจนในการคุ้มครองเจตนาของเจ้ามรดก ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินให้ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมและหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์.

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8935/2568

ผู้ตายทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้ง 12 ลำดับ ให้ผู้ร้อง พ. อ. และ ว. ทั้งระบุว่า ทรัพย์สินนอกจากที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ ว. แต่ผู้เดียว จึงเป็นกรณีที่ผู้ตายทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้ว ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม รวมถึงผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคท้าย อย่างไรก็ตาม ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและนำสืบว่า ที่ดินทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ตามพินัยกรรม เป็นทรัพย์ของผู้คัดค้านแต่ใส่ชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน จึงมีข้อโต้แย้งระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านว่า ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นของผู้คัดค้าน นับว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ดังกล่าว ชอบที่ผู้คัดค้านจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อผู้คัดค้านโต้แย้งการจัดการมรดกเฉพาะที่ดินตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงให้ผู้ร้องและ ฐ. ร่วมกันจัดการมรดกตามพินัยกรรมเฉพาะทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4

เมื่อผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย ผู้คัดค้านย่อมจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1718 ได้ ตามมาตรา 1713 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจึงร้องขอให้ตั้ง ฐ. เป็นผู้จัดการมรดกได้ มิใช่เรื่องเฉพาะตัวที่ผู้คัดค้านจะต้องเป็นผู้จัดการมรดกด้วยตนเอง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้าน (ที่ถูก นายฐากร) เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งตั้งนายสฤษดิ์ชัย ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายยุทธนา ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้คัดค้านให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า มีคำสั่งตั้งนายสฤษดิ์ชัย ผู้ร้อง กับนายฐากร ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายยุทธนา ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ในชั้นนี้ว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายยุทธนา ผู้ตาย ที่จดทะเบียนรับรองว่าผู้ร้องเป็นบุตร ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายได้ทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินไว้หลายรายการ รวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 31675, 31676, 17629 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 29208 เฉพาะส่วนของผู้ตาย รายการทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 และผู้ตายตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม โดยผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายมิได้รับทรัพย์มรดกในพินัยกรรม ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย การจัดการมรดกของผู้ตายมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องและนายฐากร เป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย สำหรับปัญหาว่าพินัยกรรมฉบับดังกล่าวเป็นพินัยกรรมปลอมตามที่ผู้คัดค้านอ้างหรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่าพินัยกรรมฉบับดังกล่าวมิใช่พินัยกรรมปลอม ผู้คัดค้านไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าพินัยกรรม มิใช่พินัยกรรมปลอม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า สมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงคนเดียวหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมโดยระบุทรัพย์มรดกรวม 12 ลำดับ และจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้ง 12 ลำดับ ให้ผู้ร้อง นางสาวพัชรพรรณ นายอิทธิยุทธ์ บุตรของผู้ตาย และนางสาววันทนี ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตาย ทั้งผู้ตายยังระบุในพินัยกรรมว่า ทรัพย์สินนอกจากที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ถือว่าเป็นทรัพย์สินร่วมกันที่เกิดมีขึ้นระหว่างผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาววันทนี ขอยกให้เป็นกรรมสิทธิ์นางสาววันทนีทั้งหมดแต่ผู้เดียว ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่ผู้ตายทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้ว ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม รวมถึงผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย อย่างไรก็ตาม ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและนำสืบว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 31675, 31676, 17629 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 29208 เฉพาะส่วนของผู้ตาย ทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นทรัพย์ของผู้คัดค้าน เนื่องจากผู้คัดค้านซื้อทรัพย์ดังกล่าวด้วยเงินของผู้คัดค้านแต่ใส่ชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน โดยผู้คัดค้านซื้อทรัพย์ลำดับที่ 1 และที่ 2 ขณะนั้นผู้ตายมีอายุเพียง 21 ปี ส่วนทรัพย์ลำดับที่ 3 ผู้คัดค้านซื้อมาในขณะที่เป็นที่ดินไม่มีสิ่งปลูกสร้าง โดยบุตรของผู้คัดค้านอีกคนเป็นผู้ก่อสร้างและออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ดังนี้ แม้ที่ดินตามพินัยกรรม ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 จะปรากฏชื่อผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ขณะถึงแก่ความตาย แต่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่าความจริงแล้วผู้คัดค้านเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว เหตุที่มีชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์เป็นเพราะผู้คัดค้านใส่ชื่อผู้ตายซึ่งเป็นบุตรถือกรรมสิทธิ์แทน จึงมีข้อโต้แย้งระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านว่าทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นทรัพย์ของผู้คัดค้าน นับว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ดังกล่าว ชอบที่ผู้คัดค้านจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อได้ความว่าผู้คัดค้านโต้แย้งการจัดการมรดกเฉพาะที่ดินตามพินัยกรรม ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ว่าเป็นทรัพย์ของผู้คัดค้าน และยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านไม่ติดใจการจัดการทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม ลำดับที่ 5 ถึงที่ 12 และทรัพย์มรดกอื่นของผู้ตาย ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงให้ผู้ร้องและนายฐากร ร่วมกันจัดการมรดกตามพินัยกรรม เฉพาะทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 และให้ผู้ร้องจัดการมรดกตามพินัยกรรม สำหรับทรัพย์ลำดับที่ 5 ถึงที่ 12 และทรัพย์มรดกอื่นของผู้ตายที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรม เมื่อผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย ผู้คัดค้านย่อมจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจึงร้องขอให้ตั้งนายฐากรเป็นผู้จัดการมรดกได้ มิใช่เรื่องเฉพาะตัวที่ผู้คัดค้านจะต้องเป็นผู้จัดการมรดกด้วยตนเอง ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นายสฤษดิ์ชัย ผู้ร้อง มีอำนาจจัดการมรดกของนายยุทธนา ผู้ตาย สำหรับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม ลำดับที่ 5 ถึงที่ 12 และทรัพย์มรดกอื่นของผู้ตายนอกจากที่ระบุในพินัยกรรม และให้ผู้ร้องกับนายฐากร ร่วมกันจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายเฉพาะทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำร้องขอของผู้ร้องในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมมีสิทธิขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่  อย่าคิดว่าการถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมจะทำให้หมดสิทธิในทรัพย์สินทุกกรณี  ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้ผู้รับประโยชน์ที่กำหนดไว้ ทำให้ทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับประโยชน์ถูกตัดมิให้รับมรดกตามกฎหมาย  ทนายลีนนท์ โทร.0859604258




คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

ผู้จัดการมรดกมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้หรือไม่ เมื่อจำเลยแจ้งความเท็จขอออกใบแทนโฉนดและนำทรัพย์ไปขายก่อนชำระราคาครบ
ทายาทมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกแม้เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ได้หรือไม่ ศึกษาหลักการกันเงินจากการขายทอดตลาดและสิทธิของทายาทโดยธรรม
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินแบ่งทายาทได้หรือไม่ เมื่อขายต่ำกว่าราคาที่ประชุมทายาทกำหนดแต่ทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบ
สิทธิรับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเอกชนเป็นมรดกหรือไม่ ทายาทมีสิทธิรับโอนกิจการโรงเรียนและบังคับให้เจ้าของที่ดินทำสัญญาเช่าได้หรือไม่
ผู้จัดการมรดกให้ผู้เยาว์สละมรดกโดยไม่ขออนุญาตศาล มีผลเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและฟ้องได้แม้เกิน 5 ปีหรือไม่
สิทธิรับเงินฝากและหุ้นในสหกรณ์เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมภายหลัง หนังสือแต่งตั้งผู้รับประโยชน์ยังมีผลอยู่หรือไม่ และฟ้องได้หรือไม่
พินัยกรรมไม่กำหนดผู้รับมรดกเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้จัดการมรดกยังมีอำนาจหรือไม่
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกมีอำนาจเพียงใด ต้องขออนุญาตศาลก่อนให้เช่าทรัพย์มรดกหรือไม่
การกำหนดห้ามโอนในพินัยกรรมมีผลเพียงใด ผู้รับพินัยกรรมขายทรัพย์ได้หรือไม่ตามหลักกฎหมายมรดกและสิทธิในทรัพย์สิน
การถอนผู้จัดการมรดกทำได้หรือไม่เมื่อปันมรดกเสร็จแล้ว และทรัพย์ของกุศลสถานถือเป็นมรดกได้หรือไม่
พินัยกรรมยกที่ดิน ส.ป.ก. ทำได้หรือไม่? ศาลฎีกาชี้ชัดเป็นโมฆะตามกฎหมาย แม้เป็นมรดกก็โอนไม่ได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทถูกกำจัดมิให้รับมรดกเมื่อใด วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเชิงลึกเกี่ยวกับการแบ่งมรดกและการยักย้ายทรัพย์
พินัยกรรมร่วมแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ และใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง
พินัยกรรมยกที่ดินนิคมสร้างตนเองใช้ได้เพียงใด ผู้รับโอนมีสิทธิขับไล่ผู้ครอบครองเดิมได้หรือไม่
บุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับกฎหมายครอบครัวมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรก ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสเมื่อบิดารับรองโดยพฤติการณ์ และหลักการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์ตกเป็นของวัดใด? วิเคราะห์ภูมิลำเนาและสถานะวัดในต่างประเทศตามกฎหมายไทย
คำคัดค้านเพิกถอนพินัยกรรมต้องส่งถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนหรือไม่ หลักคดีมรดกและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปี
ผู้จัดการมรดกหลายคนฟ้องแทนกองมรดกได้เพียงลำพังหรือไม่ และทายาทมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้เพียงใดเมื่อทรัพย์ยังอยู่ในชื่อทายาทบางคน
ผู้จัดการมรดกทำสัญญาค่านายหน้าแล้วไม่จ่าย หนี้ผูกพันกองมรดกหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดเพียงใดตามกฎหมายมรดกและคำพิพากษาศาลฎีกา
สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะเจ้ามรดกไร้สติ ใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก? วิเคราะห์เรื่องสิทธิทายาทและอำนาจร้องขอ
ฟ้องซ้อนหรือไม่เมื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกซ้ำ และผู้จัดการมรดกร่วมตายแล้วใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
การแบ่งมรดกที่ดินเมื่อบุตรเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความมรดกในกรณีผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท
สิทธิของคู่สมรสและผู้จัดการมรดกในการฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดก เมื่อมีการโอนทรัพย์ให้ทายาทคนอื่นโดยมิชอบ พร้อมปัญหาอายุความมรดกและอำนาจฟ้อง
การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวงเป็นโมฆะหรือไม่ : วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิด
มรดกของครอบครัวมุสลิมกับพินัยกรรม: ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่ และต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามอย่างไร
ผู้จัดการมรดกยกอายุความสู้ทายาทไม่ได้ และเพิกถอนการโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่: สิทธิทายาทในการเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและผลเพิกถอนเพียงส่วนแห่งสิทธิ
ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย
บำเหน็จตกทอดไม่ใช่มรดก และสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกและผลแห่งความยินยอมของทายาทในการโอนทรัพย์มรดก
การฟ้องคดีจัดการมรดกเกินกำหนดอายุความ การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก
การจัดการมรดกเสร็จสิ้นเมื่อใด และอายุความฟ้องแบ่งมรดก
สิทธิทายาทของผู้ถูกอุปการะแต่ไม่ได้เป็นบุตรโดยกำเนิด และผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567)
ภาษีการรับมรดกต้องคำนวณวันเจ้ามรดกตาย ดอกเบี้ย–เงินฝากหลังวันตายคิดภาษีหรือไม่ และศาลขยายเวลาฟ้องคดีภาษีได้หรือไม่
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับ ใช้เป็นพินัยกรรมธรรมดาได้หรือไม่
การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผลทางมรดกและพินัยกรรม(ฎีกา 2102/2551)
สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)
การตายพร้อมกันและผู้ไม่สมควรรับมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 358/2554)
บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
ผู้จัดการมรดกหลายคนทำงานไม่ได้ต้องทำอย่างไร ศาลมีอำนาจตั้งเพิ่มหรือไม่ และแก้ปัญหาความขัดแย้งในมรดกอย่างไรให้เดินหน้าต่อได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองได้เพียงใด และผลต่อบุคคลภายนอกโดยสุจริต(ฎีกา 4887/2566)
เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
ทายาทไม่คัดค้านการโอนมรดก ยังมีสิทธิหรือไม่? วิเคราะห์สิทธิขอกันเงินจากการขายทอดตลาดเมื่อยังไม่แบ่งมรดกเสร็จ
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเอง ศาลชี้เป็นยักยอกทรัพย์มรดกหรือไม่
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
ผู้จัดการมรดกนำที่ดินมรดกไปจำนองโดยไม่ยินยอมจากทายาท มีความผิดหรือไม่? วิเคราะห์อำนาจผู้จัดการมรดกและความรับผิดทางอาญาเมื่อใช้ทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
สิทธิทายาทฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อปล่อยให้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเป็นเวลานานตามกฎหมายมรดกไทย
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายกรณีทรัพย์สินที่ถือครองแทนผู้ตาย และหลักเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
พินัยกรรมมีข้อความพิมพ์ปนกับลายมือใช้ได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับและสิทธิการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วม
มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของใคร? วิเคราะห์กฎหมายมรดกกรณีไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีพินัยกรรม และข้อพิพาทเรื่องสิทธิในบัญชีเงินฝากของผู้ตาย
อุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัด มิใช่คัดลอกคำให้การเดิม มิฉะนั้นถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามกฎหมาย
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ หากจัดการทรัพย์สินขัดต่อหน้าที่ เสี่ยงทั้งเพิกถอนนิติกรรมและความผิดยักยอก
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทที่ยังไม่จดทะเบียนสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนแก่บุคคลภายนอกได้เพียงใด
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
บุตรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้ามรดก ยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่: อายุความแบ่งมรดก สิทธิครอบครอง และผลผูกพันคำพิพากษาเดิม
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
เจ้าหนี้ใช้สิทธิแทนลูกหนี้เรียกทรัพย์มรดกได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่าสิทธิในทรัพย์มรดกไม่ใช่สิทธิส่วนตัวตามกฎหมาย
สิทธิรับเงินค่าหุ้นสหกรณ์เป็นมรดกหรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับผู้รับโอนประโยชน์ เงินสงเคราะห์ และผลทางกฎหมายที่ทายาทควรรู้
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
สิทธิรับมรดกของพี่น้องร่วมบิดามารดาและทายาทแทนที่ กรณีค่าเช่าทรัพย์มรดกต้องแบ่งอย่างไร ใครมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่ และหากนำทรัพย์มรดกไปจำนองโดยทายาทไม่ยินยอมจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ที่ดิน น.ส.3 ก. ที่ผู้ตายยังไม่ส่งมอบให้ใครก่อนตาย เป็นมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกโอนเข้าชื่อตนเองได้เพียงใด และทายาทจะเรียกเพิกถอนคืนได้หรือไม่
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องใช้กฎหมายมรดกหรือมาตรา 1336 และมีอายุความเพียงใดเมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ทายาทคนเดียว
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน