
| สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของบุคคลในการร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดก โดยเฉพาะประเด็นสำคัญว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 นั้น จำต้องเป็นทายาทของผู้ตายโดยตรงทุกกรณีหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่มีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างยิ่งในคดีมรดก คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของทรัพย์มรดกที่มีลักษณะพิเศษ กล่าวคือ เป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายสองคนครอบครองและทำประโยชน์ร่วมกัน โดยมีข้อตกลงภายในเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน เมื่อหนึ่งฝ่ายถึงแก่ความตายโดยไม่มีพินัยกรรม จึงก่อให้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการจัดการมรดก และการตีความคำว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” ว่าครอบคลุมถึงบุคคลใดบ้าง ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทโดยตรงของผู้ตายเสมอไป หากมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็สามารถยื่นคำร้องได้ ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตของบุคคลที่มีสิทธิในกระบวนการจัดการมรดกให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและความเป็นธรรมในแต่ละกรณี สรุปข้อเท็จจริง ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายที่ 1 ซึ่งมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 2 แปลง โดยผู้ตายที่ 1 และผู้ตายที่ 2 ได้ร่วมกันครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมาเป็นเวลานาน พร้อมมีข้อตกลงกันว่า หากผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย ให้ที่ดินทั้งหมดตกเป็นของผู้ตายที่ 1 ต่อมาผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายโดยไม่มีพินัยกรรม และไม่ได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดก ผู้ตายที่ 1 จึงเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินทั้งหมดต่อเนื่องจนถึงแก่ความตาย ผู้ร้องในฐานะบุตรของผู้ตายที่ 1 จึงยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสอง แต่ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะของผู้ตายที่ 1 และยกคำร้องในส่วนของผู้ตายที่ 2 ประเด็นข้อกฎหมาย ประเด็นสำคัญคือ ผู้ร้องซึ่งมิได้เป็นทายาทโดยตรงของผู้ตายที่ 2 จะถือเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตามมาตรา 1713 และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1713 ไม่จำต้องเป็นทายาทโดยตรงของผู้ตายในทุกกรณี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องเป็นทายาทของผู้ตายที่ 1 ซึ่งมีสิทธิในทรัพย์มรดกที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพย์ของผู้ตายที่ 2 และทรัพย์ดังกล่าวเป็นที่ดินที่ทั้งสองฝ่ายครอบครองร่วมกันมา จึงถือว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 2 และมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ วิเคราะห์หลักกฎหมาย มาตรา 1713 มีเจตนารมณ์เพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ติดขัด โดยเปิดโอกาสให้ “ผู้มีส่วนได้เสีย” สามารถเข้ามาดำเนินการได้ มิใช่จำกัดเฉพาะทายาทเท่านั้น แนวคำพิพากษานี้สอดคล้องกับหลักการที่ว่า การจัดการมรดกเป็นเรื่องของการบริหารทรัพย์สิน มิใช่เฉพาะสิทธิรับมรดก ดังนั้นบุคคลที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดก เช่น ผู้มีสิทธิในทรัพย์ร่วม หรือผู้ได้รับผลกระทบจากการจัดการมรดก ย่อมมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียได้ แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ขยายความคำว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” ให้ครอบคลุมกว้างขึ้น และช่วยลดข้อจำกัดในทางปฏิบัติของการตั้งผู้จัดการมรดก สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 1 แต่ยกคำร้องในส่วนของผู้ตายที่ 2 โดยเห็นว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิในฐานะทายาทของผู้ตายที่ 2 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยไม่เห็นว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียเพียงพอในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 2 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ โดยวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 2 แม้ไม่ใช่ทายาทโดยตรง จึงมีสิทธิขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ และให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 ด้วย ข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า การตีความคำว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตามมาตรา 1713 ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องในทรัพย์มรดก มิใช่จำกัดเพียงสถานะทางเครือญาติหรือการเป็นทายาทเท่านั้น การเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาจัดการมรดกได้ เป็นการส่งเสริมให้กระบวนการจัดการมรดกเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ลดข้อขัดข้อง และป้องกันการสูญเสียหรือความเสียหายของทรัพย์มรดก แนวคำพิพากษานี้จึงมีนัยสำคัญต่อการตีความกฎหมายมรดกในเชิงขยาย และเป็นแนวทางสำคัญสำหรับคดีที่มีโครงสร้างทรัพย์สินซับซ้อนหรือมีความเกี่ยวพันระหว่างบุคคลหลายฝ่าย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความคำว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง ว่าบุคคลที่จะมีสิทธิร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกนั้น จำต้องเป็นทายาทของผู้ตายโดยตรงหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้มีส่วนได้เสียไม่จำเป็นต้องเป็นทายาททุกกรณี หากมีความเกี่ยวข้องหรือมีผลประโยชน์ในทรัพย์มรดก ก็ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ผู้มีส่วนได้เสีย หมายถึง บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องหรือมีผลประโยชน์ในทรัพย์มรดก ไม่จำกัดเฉพาะทายาทโดยตรง เช่น กรณีนี้ผู้ร้องเป็นทายาทของผู้ตายอีกคนหนึ่งที่มีสิทธิในทรัพย์ร่วมกัน จึงถือว่ามีส่วนได้เสียและมีสิทธิขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ 2. ไม่จำต้องเป็นทายาท เป็นหลักสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้ว่า การใช้สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกไม่จำกัดเฉพาะทายาทของผู้ตายเท่านั้น หากมีข้อเท็จจริงแสดงถึงความเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดก ก็สามารถมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียและใช้สิทธิตามกฎหมายได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-ผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1713 ต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ คำตอบ ผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1713 ไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทโดยตรงของผู้ตายเสมอไป หากบุคคลนั้นมีความเกี่ยวข้องหรือมีผลประโยชน์ในทรัพย์มรดก เช่น เป็นผู้มีสิทธิในทรัพย์ร่วม หรือมีผลกระทบจากการจัดการมรดก ย่อมถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียได้ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าการตีความต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง มิใช่จำกัดเพียงสถานะทางกฎหมายของการเป็นทายาทเท่านั้น 2. คำถาม-การไม่มีพินัยกรรมมีผลต่อการตั้งผู้จัดการมรดกอย่างไร คำตอบ หากผู้ตายไม่มีพินัยกรรม การจัดการมรดกจะต้องดำเนินการโดยผู้จัดการมรดกที่ศาลแต่งตั้งตามคำร้องของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งอาจเป็นทายาทหรือบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทรัพย์มรดก การไม่มีพินัยกรรมมักทำให้เกิดข้อขัดข้องในการจัดการทรัพย์สิน จึงจำเป็นต้องมีผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการแทนกองมรดก 3. คำถาม-สิทธิในทรัพย์ที่ครอบครองร่วมกันมีผลต่อมรดกหรือไม่ คำตอบ ทรัพย์ที่ครอบครองร่วมกันระหว่างผู้ตายหลายคน อาจก่อให้เกิดสิทธิในมรดกที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อมีข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์หรือการโอนสิทธิในอนาคต หากฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย สิทธิของอีกฝ่ายและทายาทของเขาอาจเกี่ยวพันกับมรดกของผู้ตายอีกฝ่ายหนึ่งได้ ทำให้บุคคลดังกล่าวมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสีย 4. คำถาม-ศาลพิจารณาอย่างไรว่าใครเหมาะสมเป็นผู้จัดการมรดก คำตอบ ศาลจะพิจารณาจากความเหมาะสม ความสุจริต และความสามารถในการจัดการทรัพย์มรดก รวมถึงต้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย เช่น บุคคลไร้ความสามารถ หรือมีพฤติการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกองมรดก นอกจากนี้ยังพิจารณาถึงความเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกด้วย 5. คำถาม-ผู้ที่ไม่ใช่ทายาทสามารถยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ในกรณีใด คำตอบ บุคคลที่ไม่ใช่ทายาทสามารถยื่นคำร้องได้ หากมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก เช่น เป็นผู้ครอบครองทรัพย์ร่วม มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับทรัพย์ หรือได้รับผลกระทบจากการจัดการมรดก โดยต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่ามีความเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกอย่างแท้จริง 6. คำถาม-หากศาลชั้นต้นยกคำร้อง ยังสามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้หรือไม่ คำตอบ สามารถอุทธรณ์และฎีกาได้ หากเห็นว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องสิทธิหรือสถานะของผู้ร้อง ศาลสูงอาจตีความแตกต่างและแก้ไขคำสั่งได้ 7. คำถาม-การมีข้อตกลงระหว่างผู้ตายมีผลต่อการพิจารณามรดกหรือไม่ คำตอบ ข้อตกลงระหว่างผู้ตายเกี่ยวกับทรัพย์สิน แม้จะไม่ได้ทำเป็นพินัยกรรม ก็อาจมีผลต่อการพิจารณาสิทธิในทรัพย์มรดก หากสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาชัดเจนและมีการปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นจริง 8. คำถาม-แนวคำพิพากษานี้มีผลต่อคดีมรดกในอนาคตอย่างไร คำตอบ แนวคำพิพากษานี้ขยายขอบเขตของผู้มีสิทธิยื่นคำร้องให้กว้างขึ้น ทำให้บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้มากขึ้น และช่วยลดปัญหาการจัดการมรดกที่ติดขัดในทางปฏิบัติ โดยเป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีมรดกที่มีโครงสร้างทรัพย์สินซับซ้อน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2241/2566 ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง หาจำต้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทของผู้ตายทุกกรณีไม่ เมื่อผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ผู้ตายที่ 1 กับ ศ. เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2556 ผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตาย ก่อนตายผู้ตายที่ 1 มีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 2 แปลง คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 419 และ 420 โดยผู้ตายที่ 1 กับผู้ตายที่ 2 ทำประโยชน์และมีชื่อเป็นผู้ครอบครองร่วมกันตั้งแต่ปี 2516 โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ตายที่ 1 เป็นผู้ทำกินโดยปลูกข้าวและนำผลผลิตมาอุปการะเลี้ยงดูผู้ตายที่ 2 หากผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายก็ให้ที่ดินทั้งหมดตกเป็นสิทธิของผู้ตายที่ 1 เพียงผู้เดียว ต่อมาผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ตายที่ 1 ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงมาโดยตลอด จนกระทั่งถึงแก่ความตาย ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายที่ 1 ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวของผู้ตายที่ 2 เมื่อปรากฏว่าการจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องและผู้ร้องมิได้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก จึงเห็นสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 ฎีกาย่อ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสอง ศาลประกาศนัดไต่สวนแล้วไม่มีผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายคำ ผู้ตายที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 แต่ยกคำร้องในส่วนของนางขอด ผู้ตายที่ 2 ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ผู้ร้องจึงฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญคือผู้ร้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 2 และมีสิทธิขอเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ โดยวางหลักว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตามมาตรา 1713 วรรคหนึ่ง ไม่จำต้องเป็นทายาทของผู้ตายทุกกรณี เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายคำ ผู้ตายที่ 1 ซึ่งก่อนตายมีที่ดิน 2 แปลงที่ทำประโยชน์และครอบครองร่วมกับผู้ตายที่ 2 มาตั้งแต่ปี 2516 และมีข้อตกลงว่าหากผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย ที่ดินทั้งหมดจะตกเป็นสิทธิของผู้ตายที่ 1 ต่อมาผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายโดยไม่ทำพินัยกรรมและไม่ตั้งผู้จัดการมรดก ผู้ตายที่ 1 จึงครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมา ดังนั้น ผู้ร้องในฐานะทายาทของผู้ตายที่ 1 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 2 เมื่อการจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องและผู้ร้องไม่เป็นบุคคลต้องห้าม ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสอง ศาลประกาศนัดไต่สวนแล้ว ไม่มีผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางบัวสอด ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายคำ ผู้ตายที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องในส่วนของผู้ตายที่ 2 ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกนางขอด ผู้ตายที่ 2 และมีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง หาจำต้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทของผู้ตายทุกกรณีไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายคำ ผู้ตายที่ 1 กับนางศรีคำ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2556 ผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตาย ก่อนตายผู้ตายที่ 1 มีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 2 แปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 419 และ 420 โดยผู้ตายที่ 1 กับผู้ตายที่ 2 ทำประโยชน์และมีชื่อเป็นผู้ครอบครองร่วมกันตั้งแต่ปี 2516 โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ตายที่ 1 เป็นผู้ทำกินโดยปลูกข้าวและนำผลผลิตมาอุปการะเลี้ยงดูผู้ตายที่ 2 หากผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายก็ให้ที่ดินทั้งหมดตกเป็นสิทธิของผู้ตายที่ 1 เพียงผู้เดียว ต่อมาผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ตายที่ 1 ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงมาโดยตลอด จนกระทั่งถึงแก่ความตาย ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายที่ 1 ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวของผู้ตายที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องและผู้ร้องมิได้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก จึงเห็นสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 ด้วย เมื่อได้ความดังที่ได้วินิจฉัยมานี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของผู้ร้องอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องในส่วนขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางบัวสอด ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางขอด ผู้ตายที่ 2 ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



