
| ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินแบ่งทายาทได้หรือไม่ เมื่อขายต่ำกว่าราคาที่ประชุมทายาทกำหนดแต่ทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจของผู้จัดการมรดกในการขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความบันทึกการประชุมจัดการมรดกว่าเป็นเพียงข้อตกลงร่วมกันของทายาทเกี่ยวกับแนวทางการจำหน่ายทรัพย์มรดก มิใช่การแบ่งทรัพย์มรดกด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ให้ทายาทแต่ละคนเป็นส่วนสัด อีกทั้งยังเป็นการพิจารณาว่า เมื่อผู้จัดการมรดกขายที่ดินในราคาต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ในที่ประชุม แต่ได้ดำเนินการประสานทายาทตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ และทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบ รวมทั้งราคาที่ขายยังสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงาน การกระทำดังกล่าวจะถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกหรือทายาทหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการทำความเข้าใจขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดก หลักการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยการขายทรัพย์แล้วนำเงินมาแบ่งกัน ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าการดำเนินการของผู้จัดการมรดกเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อจัดการหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้จัดการมรดก ทายาท และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกองมรดกทุกกรณี ข้อเท็จจริงของคดี ผู้ตายถึงแก่ความตายและศาลมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยผู้ตายมีทายาทโดยธรรมรวม 6 คน ประกอบด้วยโจทก์ทั้งสอง จำเลย และทายาทอีกสามคน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นบุคคลไร้ความสามารถและจำเลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อนุบาลด้วย ต่อมาทายาททั้งหมดได้ร่วมประชุมเพื่อกำหนดแนวทางการจัดการทรัพย์มรดกและมีการจัดทำบันทึกการประชุมจัดการมรดก โดยที่ประชุมมีมติให้ขายที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแปลงหนึ่งในราคาไม่ต่ำกว่า 3,200,000 บาท กำหนดระยะเวลาประกาศขาย 6 เดือน หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ซื้อจึงค่อยพิจารณาปรับราคาในการประชุมครั้งต่อไป และหากมีผู้เสนอราคาภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ผู้จัดการมรดกประสานทายาทหรือตัวแทนทางโทรศัพท์ก่อนดำเนินการขาย ภายหลังจากประกาศขายที่ดินตามมติของที่ประชุม ปรากฏว่ามีผู้สนใจเสนอซื้อในราคา 2,200,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ในบันทึกการประชุม ผู้จัดการมรดกจึงดำเนินการติดต่อประสานทายาทตามแนวทางที่ตกลงกันไว้ โดยได้รับความเห็นชอบจากทายาทส่วนใหญ่ รวมทั้งได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากทายาทบางราย ขณะที่จำเลยเองในฐานะทายาทและในฐานะผู้อนุบาลของทายาทผู้ไร้ความสามารถก็เห็นว่าราคาดังกล่าวเหมาะสม เนื่องจากเป็นราคาที่สูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงาน จึงได้ขายที่ดินให้แก่ผู้ซื้อและนำเงินที่ได้รับมาแบ่งปันให้แก่ทายาทแต่ละคนตามส่วนแห่งสิทธิ โดยโจทก์ทั้งสองได้รับเงินส่วนแบ่งจากการขายดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม โจทก์เห็นว่าการขายที่ดินในราคาต่ำกว่าที่ประชุมทายาทกำหนดเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของผู้จัดการมรดก และอ้างว่าไม่ได้ให้ความยินยอมในการขายในราคาดังกล่าว จึงฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยเห็นว่าการขายทรัพย์ในราคาต่ำกว่าที่กำหนดทำให้กองมรดกและทายาทได้รับความเสียหาย ขณะที่จำเลยยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามข้อตกลงของที่ประชุมทายาท เป็นการขายทรัพย์เพื่อแบ่งเงินแก่ทายาทตามวัตถุประสงค์เดิมของการจัดการมรดก และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย ประเด็นข้อพิพาทของคดี ประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่ที่การมีอำนาจขายทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวินิจฉัยว่าการขายทรัพย์มรดกในราคาต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ในบันทึกการประชุมทายาท แม้จะได้รับความเห็นชอบจากทายาทส่วนใหญ่และได้ประสานทายาทตามแนวทางที่ตกลงกันไว้แล้ว จะถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อจนทำให้กองมรดกหรือทายาทได้รับความเสียหายหรือไม่ อีกประเด็นหนึ่งคือ การตีความบันทึกการประชุมจัดการมรดกว่าเป็นเพียงแนวทางและข้อตกลงในการบริหารจัดการทรัพย์มรดก หรือเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ผู้จัดการมรดกจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดจนไม่มีอำนาจขายทรัพย์ในราคาที่แตกต่างจากที่กำหนดไว้ หากยังไม่ได้จัดประชุมทายาทเพื่อปรับราคาใหม่ตามที่ระบุในบันทึก นอกจากนี้ คดียังมีประเด็นเกี่ยวกับการตีความอำนาจของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 ว่า การขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินมาแบ่งให้แก่ทายาทเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อการจัดการหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือไม่ และการที่ทายาทบางรายไม่ได้ให้ความยินยอมโดยตรง จะทำให้การขายทรัพย์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่เกินอำนาจของผู้จัดการมรดกหรือก่อให้เกิดความรับผิดในทางแพ่งหรือไม่ ท้ายที่สุด ศาลต้องวินิจฉัยว่าภายหลังการขายทรัพย์มรดกแล้ว เมื่อเงินที่ได้รับถูกนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาทตามส่วนแห่งสิทธิครบถ้วน และไม่ปรากฏว่ากองมรดกได้รับความเสียหายจากการจำหน่ายทรัพย์ดังกล่าว ผู้จัดการมรดกยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาทที่ไม่เห็นด้วยกับการขายหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่กำหนดขอบเขตอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดของผู้จัดการมรดกในการบริหารจัดการกองมรดกตามกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บันทึกการประชุมจัดการมรดกมีลักษณะเป็นบันทึกข้อหารือและข้อตกลงร่วมกันระหว่างทายาทกับผู้จัดการมรดก เพื่อกำหนดแนวทางในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยในส่วนของที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกนั้น ที่ประชุมมีมติให้ขายเพื่อนำเงินที่ได้รับมาแบ่งปันแก่ทายาท มิใช่เป็นการตกลงแบ่งทรัพย์มรดกโดยโอนที่ดินให้ทายาทแต่ละคนเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด ดังนั้น วัตถุประสงค์ของข้อตกลงตั้งแต่ต้นจึงเป็นการจำหน่ายทรัพย์มรดกแล้วนำเงินมาแบ่งกัน มิใช่การสงวนให้ทายาทแต่ละคนได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยตรง ศาลเห็นว่า การกำหนดราคาขายไว้ที่ 3,200,000 บาท พร้อมกำหนดระยะเวลาประกาศขาย 6 เดือน และระบุว่าหากครบกำหนดแล้วยังขายไม่ได้ให้มีการปรับราคาในการประชุมครั้งต่อไป เป็นเพียงแนวทางในการดำเนินการขายทรัพย์มรดกเท่านั้น ขณะเดียวกัน บันทึกการประชุมยังได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า หากมีผู้เสนอราคาภายหลังการประกาศขาย ให้ผู้จัดการมรดกประสานทายาทหรือตัวแทนทางโทรศัพท์ต่อไป แสดงให้เห็นว่าที่ประชุมมิได้ปิดกั้นโอกาสในการพิจารณาข้อเสนอซื้อที่แตกต่างจากราคาที่ประกาศไว้ หากผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการประสานทายาทตามข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ปรากฏว่า ก่อนจำเลยจะขายที่ดินในราคา 2,200,000 บาท ได้ติดต่อแจ้งรายละเอียดการขายและราคาที่ผู้ซื้อเสนอให้แก่ทายาทส่วนใหญ่ทราบแล้ว ทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายตามราคาดังกล่าว อีกทั้งจำเลยยังได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากทายาทบางราย และในฐานะทายาทรวมทั้งผู้อนุบาลของทายาทผู้ไร้ความสามารถก็เห็นว่าราคาดังกล่าวเหมาะสม เพราะเป็นราคาที่สูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานอย่างมาก เมื่อดำเนินการขายแล้ว จำเลยได้นำเงินที่ได้รับมาแบ่งปันแก่ทายาทตามส่วนแห่งสิทธิของแต่ละคน รวมถึงได้โอนเงินส่วนแบ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามจำนวนที่สอดคล้องกับสิทธิในกองมรดก แม้โจทก์ที่ 1 จะอ้างว่าตนไม่ได้ให้ความยินยอมในการขายที่ดินในราคาดังกล่าว แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าการขายทรัพย์มรดกเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือเป็นการกระทำที่เกินอำนาจของผู้จัดการมรดก เพราะการขายดังกล่าวยังคงเป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์เดิมของการจัดการมรดก คือการขายทรัพย์เพื่อนำเงินมาแบ่งให้แก่ทายาท มิได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดกแต่อย่างใด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่จะกระทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท การขายที่ดินในคดีนี้เป็นการใช้อำนาจดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าการขายที่ดินก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกหรือแก่โจทก์ เนื่องจากราคาที่ขายสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงาน และเงินที่ได้รับจากการขายได้ถูกแบ่งให้แก่ทายาทครบถ้วนตามส่วนแห่งสิทธิ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกฟ้อง วิเคราะห์หลักกฎหมาย สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การกำหนดขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกในการบริหารจัดการทรัพย์มรดกเพื่อให้การแบ่งปันทรัพย์แก่ทายาทเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยศาลให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์ของการจัดการมรดกมากกว่ารายละเอียดเชิงรูปแบบของข้อตกลงในที่ประชุมทายาท กล่าวคือ เมื่อทายาททุกฝ่ายตกลงกันตั้งแต่ต้นว่าจะจำหน่ายที่ดินแล้วนำเงินมาแบ่งกัน การดำเนินการขายทรัพย์จึงถือเป็นสาระสำคัญของการแบ่งปันมรดก ส่วนราคาที่กำหนดไว้ในที่ประชุมเป็นเพียงแนวทางในการดำเนินการ ไม่ใช่เงื่อนไขที่หากเปลี่ยนแปลงแล้วจะทำให้ผู้จัดการมรดกหมดอำนาจทันที ศาลยังวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การตีความบันทึกการประชุมจัดการมรดกต้องพิจารณาข้อความทั้งหมดประกอบกัน ไม่อาจหยิบเฉพาะข้อความที่กำหนดราคาขายมาพิจารณาโดยแยกออกจากข้อความส่วนที่กำหนดให้ผู้จัดการมรดกประสานทายาทเมื่อมีผู้เสนอราคา เพราะเมื่ออ่านโดยรวมแล้วจะเห็นได้ว่าที่ประชุมเปิดโอกาสให้ผู้จัดการมรดกใช้ดุลพินิจในการดำเนินการภายใต้การรับทราบของทายาท มิใช่กำหนดข้อห้ามเด็ดขาดว่าห้ามขายต่ำกว่าราคาที่ตั้งไว้ในทุกกรณี นอกจากนี้ ศาลยังเน้นหลักว่าการพิจารณาความรับผิดของผู้จัดการมรดกจะต้องพิจารณาจากผลของการกระทำประกอบด้วย หากการดำเนินการยังคงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกองมรดก เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกหรือทายาท การที่ทายาทบางรายไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว ย่อมไม่ทำให้ผู้จัดการมรดกต้องรับผิดโดยอัตโนมัติ หลักกฎหมายดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นว่าการพิจารณาความรับผิดของผู้จัดการมรดกมิได้พิจารณาเพียงว่ามีการปฏิบัติแตกต่างจากแนวทางเดิมหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับอำนาจตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ของการจัดการมรดก วิธีดำเนินการที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อกองมรดกและทายาทเป็นสำคัญ วิเคราะห์ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 หลักกฎหมายที่เป็นแก่นของคดีนี้คืออำนาจของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ซึ่งศาลฎีกาได้นำมาใช้วินิจฉัยโดยตรงว่า ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่กระทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป รวมทั้งเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทายาททุกฝ่ายมีมติร่วมกันให้ขายที่ดินแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งกัน การขายที่ดินจึงเป็นวิธีการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามวัตถุประสงค์ที่ทายาทตกลงร่วมกันตั้งแต่ต้น มิใช่การกระทำที่อยู่นอกเหนืออำนาจของผู้จัดการมรดก แม้ราคาที่ขายจะต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ในที่ประชุมก็ตาม หากการดำเนินการดังกล่าวยังเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อให้การแบ่งปันทรัพย์มรดกสำเร็จลุล่วงและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก ย่อมอยู่ภายในขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย ศาลฎีกายังตีความเพิ่มเติมว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกสามารถกระทำได้หลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องแบ่งทรัพย์แต่ละชิ้นให้ทายาทเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดเสมอไป หากทายาทตกลงกันให้จำหน่ายทรัพย์มรดกแล้วนำเงินที่ได้รับมาแบ่งตามส่วนแห่งสิทธิ วิธีการดังกล่าวก็ถือเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกเช่นเดียวกัน ดังนั้น การขายที่ดินในคดีนี้จึงมิใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก แต่เป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามแนวทางที่ทายาทร่วมกันกำหนดไว้ตั้งแต่แรก ส่งผลให้ผู้จัดการมรดกยังคงมีอำนาจดำเนินการขายได้ภายใต้กรอบของมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ ศาลยังให้ความสำคัญกับผลแห่งการดำเนินการมากกว่าการพิจารณาเพียงตัวเลขราคาที่ขาย กล่าวคือ แม้ราคาซื้อขายจะต่ำกว่าราคาที่เคยกำหนดไว้ในที่ประชุม แต่เมื่อราคาดังกล่าวสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงาน อีกทั้งทายาทส่วนใหญ่รับทราบและเห็นชอบ รวมทั้งเงินที่ได้รับจากการขายถูกนำไปแบ่งให้แก่ทายาทตามส่วนแห่งสิทธิครบถ้วน ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้จัดการมรดกได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของกองมรดก มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน จึงไม่อาจถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อหรือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ วิเคราะห์อำนาจของผู้จัดการมรดกในการขายทรัพย์มรดก คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อำนาจของผู้จัดการมรดกมิได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาหรือรวบรวมทรัพย์มรดกเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อให้การจัดการมรดกและการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทเป็นไปโดยเรียบร้อย หากการขายทรัพย์มรดกเป็นวิธีการที่ทายาทตกลงเลือกใช้เพื่อแบ่งทรัพย์ การดำเนินการขายย่อมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ตามกฎหมายของผู้จัดการมรดกโดยตรง ในคดีนี้ ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะว่าจำเลยขายที่ดินต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้หรือไม่ แต่พิจารณาถึงกระบวนการดำเนินงานทั้งหมดว่าผู้จัดการมรดกได้ปฏิบัติตามแนวทางที่ทายาทกำหนดไว้หรือไม่ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ติดต่อประสานทายาทตามเงื่อนไขในบันทึกการประชุม ได้รับความเห็นชอบจากทายาทส่วนใหญ่ และหลังการขายได้นำเงินมาแบ่งให้แก่ทายาทตามส่วนแห่งสิทธิครบถ้วน จึงสะท้อนว่าการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดกเป็นไปเพื่อให้การจัดการมรดกเสร็จสิ้น มิใช่เป็นการดำเนินการโดยพลการ สาระสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ศาลให้ความสำคัญกับการดำเนินการโดยสุจริตและเพื่อประโยชน์ของกองมรดกเป็นหลัก เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้จัดการมรดกแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ไม่ปรากฏว่าทรัพย์มรดกสูญหาย หรือมีการแบ่งเงินไม่ตรงตามสิทธิของทายาท แม้ทายาทบางรายจะไม่เห็นด้วยกับการขาย ก็ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าผู้จัดการมรดกต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย เพราะการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดกต้องพิจารณาจากวัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่เกิดขึ้นต่อกองมรดกประกอบกันทั้งหมด วิเคราะห์ผลของมติที่ประชุมทายาทต่อการจัดการมรดก ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการตีความบันทึกการประชุมจัดการมรดกในฐานะเอกสารที่สะท้อนข้อหารือและข้อตกลงร่วมกันของทายาทกับผู้จัดการมรดก โดยมิได้แยกพิจารณาเฉพาะข้อความบางตอน แต่พิจารณาเนื้อหาทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็นได้ว่ามติของที่ประชุมมิได้มีเจตนากำหนดราคาขายไว้เป็นข้อบังคับเด็ดขาด หากแต่กำหนดแนวทางในการขายทรัพย์ พร้อมทั้งเปิดช่องให้ผู้จัดการมรดกประสานทายาทเมื่อมีผู้เสนอราคา ซึ่งสะท้อนว่าที่ประชุมยอมรับความเป็นไปได้ที่การซื้อขายจริงอาจแตกต่างจากราคาที่ประกาศไว้ เมื่อผู้จัดการมรดกปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวโดยติดต่อแจ้งทายาทส่วนใหญ่และได้รับความเห็นชอบก่อนขายทรัพย์ ประกอบกับการขายยังคงเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์เดิมคือการนำเงินมาแบ่งให้แก่ทายาท ศาลจึงเห็นว่าการดำเนินการยังคงสอดคล้องกับมติของที่ประชุม มิใช่การฝ่าฝืนข้อตกลงของทายาทแต่อย่างใด แนววินิจฉัยในคดีนี้จึงแสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า การตีความมติของที่ประชุมทายาทต้องพิจารณาจากเจตนาร่วมของผู้เกี่ยวข้องและวัตถุประสงค์ของการจัดการมรดกเป็นสำคัญ มิใช่ยึดถือถ้อยคำบางประโยคโดยแยกออกจากบริบททั้งหมด หากผู้จัดการมรดกยังคงดำเนินการอยู่ภายในกรอบที่ทายาทร่วมกันกำหนดไว้ และผลของการดำเนินการไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกหรือทายาท การกระทำนั้นย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งยังสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 อีกด้วย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกขายที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดก แม้จะเป็นราคาต่ำกว่าราคาที่ระบุไว้ในบันทึกการประชุมจัดการมรดก แต่การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกตามวัตถุประสงค์ที่ทายาทตกลงร่วมกันไว้ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าการขายทรัพย์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกหรือแก่โจทก์ เมื่อจำเลยได้นำเงินที่ได้รับจากการขายมาแบ่งให้แก่ทายาทตามส่วนแห่งสิทธิแล้ว จึงไม่มีเหตุให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ภายหลังโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า การขายที่ดินของผู้จัดการมรดกยังคงเป็นการดำเนินการภายในขอบเขตอำนาจตามกฎหมายและเป็นไปตามแนวทางที่ทายาทร่วมกันกำหนดไว้ในบันทึกการประชุมจัดการมรดก แม้ราคาที่ขายจะต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้เดิม แต่ผู้จัดการมรดกได้ประสานทายาทตามข้อตกลง อีกทั้งไม่ปรากฏว่ากองมรดกหรือทายาทได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าว จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บันทึกการประชุมจัดการมรดกเป็นเพียงข้อตกลงเกี่ยวกับแนวทางการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดก โดยทายาทตกลงให้ขายที่ดินแล้วนำเงินมาแบ่งกัน มิใช่การแบ่งทรัพย์มรดกโดยส่งมอบที่ดินให้ทายาทแต่ละคน การขายที่ดินเพื่อนำเงินมาแบ่งให้แก่ทายาทจึงไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก ผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจดำเนินการขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ประสานทายาทส่วนใหญ่ตามแนวทางที่ตกลงไว้ ทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขาย ราคาที่ขายสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงาน และภายหลังการขายได้แบ่งเงินให้แก่ทายาทตามส่วนแห่งสิทธิครบถ้วน แม้โจทก์ที่ 1 จะไม่ได้ให้ความยินยอมในการขาย แต่ก็ไม่ปรากฏว่ากองมรดกหรือโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักกฎหมายที่สำคัญว่า อำนาจของผู้จัดการมรดกต้องพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของการจัดการมรดกและขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนด มิใช่พิจารณาเฉพาะรูปแบบหรือรายละเอียดของการดำเนินการเพียงบางส่วน หากทายาทตกลงร่วมกันให้จำหน่ายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาท การขายทรัพย์ดังกล่าวย่อมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามกฎหมาย แม้ราคาซื้อขายจะเปลี่ยนแปลงไปจากราคาที่กำหนดไว้ในเบื้องต้น ก็ไม่ทำให้ผู้จัดการมรดกพ้นจากอำนาจ หากยังดำเนินการอยู่ภายในกรอบของข้อตกลงและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกองมรดก นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักสำคัญว่า การพิจารณาความรับผิดของผู้จัดการมรดกมิใช่วินิจฉัยจากการที่ทายาทบางรายไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการกระทำอันจำเป็นตามหน้าที่หรือไม่ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ทายาทตกลงร่วมกันไว้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกหรือแก่ทายาทหรือไม่ หากไม่ปรากฏความเสียหายและผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการโดยสุจริตเพื่อให้การแบ่งปันทรัพย์มรดกสำเร็จลุล่วง ย่อมไม่ต้องรับผิดเพียงเพราะมีทายาทบางรายไม่เห็นชอบกับผลของการตัดสินใจ แนววินิจฉัยนี้จึงตอกย้ำหลักการสำคัญของกฎหมายมรดกว่า ผู้จัดการมรดกมิใช่ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามความประสงค์ของทายาทแต่ละคนเป็นรายบุคคล หากแต่มีหน้าที่บริหารจัดการกองมรดกโดยคำนึงถึงประโยชน์ของกองมรดกและทายาทโดยรวม ภายใต้ขอบเขตอำนาจที่กฎหมายรับรอง เมื่อการดำเนินการยังคงสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก เป็นไปตามขั้นตอนที่ได้ตกลงร่วมกัน และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกหรือผู้มีสิทธิในมรดก การกระทำนั้นย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และไม่อาจถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อหรือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจของผู้จัดการมรดกในการขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 โดยศาลวินิจฉัยว่า เมื่อทายาทมีมติร่วมกันให้ขายทรัพย์มรดกแล้วนำเงินมาแบ่งกัน การขายทรัพย์ดังกล่าวย่อมเป็นการดำเนินการเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก มิใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปัน แม้ผู้จัดการมรดกจะขายทรัพย์ในราคาต่ำกว่าราคาที่ระบุไว้ในบันทึกการประชุม แต่เมื่อได้ประสานทายาทตามข้อตกลง ทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบ ราคาที่ขายสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงาน และไม่ปรากฏว่ากองมรดกหรือทายาทได้รับความเสียหาย ผู้จัดการมรดกย่อมไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่ทายาทบางรายกล่าวอ้าง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสังเขป 1. อำนาจผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 หัวใจสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกในการกระทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการหรือแบ่งปันทรัพย์มรดก ศาลวินิจฉัยว่า หากทายาทตกลงร่วมกันให้จำหน่ายทรัพย์มรดกแล้วนำเงินมาแบ่งกัน ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจขายทรัพย์เพื่อให้การแบ่งปันทรัพย์มรดกสำเร็จลุล่วง แม้รายละเอียดของราคาซื้อขายจะเปลี่ยนแปลงไปจากที่กำหนดไว้ในเบื้องต้น ตราบใดที่การดำเนินการยังคงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและอยู่ภายในขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย 2. การขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินแบ่งทายาทไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก ศาลวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การที่ทายาทตกลงขายทรัพย์มรดกแล้วแบ่งเงินที่ได้รับ ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการแบ่งปันทรัพย์มรดก มิใช่การแบ่งทรัพย์โดยโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ให้ทายาทแต่ละคน ดังนั้น การขายทรัพย์ตามแนวทางดังกล่าว แม้จะขายในราคาที่แตกต่างจากราคาที่กำหนดไว้ในที่ประชุม แต่หากยังดำเนินการตามขั้นตอนที่ทายาทตกลงร่วมกันและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก ก็ไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก และไม่ทำให้ผู้จัดการมรดกต้องรับผิดตามกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ผู้จัดการมรดกสามารถขายทรัพย์มรดกในราคาต่ำกว่าที่ประชุมทายาทกำหนดไว้ได้หรือไม่ คำตอบ การที่ผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกในราคาต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในบันทึกการประชุมทายาท มิได้หมายความว่าจะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือก่อให้เกิดความรับผิดเสมอไป เพราะต้องพิจารณารายละเอียดของข้อตกลงทั้งหมดประกอบกัน หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าทายาทมีมติร่วมกันให้ขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินมาแบ่งปันกัน และยังได้กำหนดให้ผู้จัดการมรดกประสานทายาทเมื่อมีผู้เสนอราคา ผู้จัดการมรดกซึ่งได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว ได้แจ้งรายละเอียดการซื้อขายให้ทายาททราบ และทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขาย ย่อมถือได้ว่าการขายทรัพย์ดังกล่าวยังคงเป็นไปตามแนวทางที่ทายาทตกลงร่วมกันไว้ แม้ราคาที่ขายจะต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้เดิมก็ตาม หากราคาที่ขายเหมาะสม ไม่ปรากฏว่ากองมรดกได้รับความเสียหาย และผู้จัดการมรดกนำเงินที่ได้รับมาแบ่งให้แก่ทายาทตามส่วนแห่งสิทธิครบถ้วน การดำเนินการดังกล่าวย่อมยังอยู่ภายในขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดก และไม่ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อหรือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบเพียงเพราะราคาซื้อขายแตกต่างจากราคาที่เคยกำหนดไว้ในที่ประชุม 2 คำถาม ทายาทคนหนึ่งไม่ยินยอมให้ขายทรัพย์มรดก ผู้จัดการมรดกยังสามารถดำเนินการขายได้หรือไม่ คำตอบ การที่ทายาทบางรายไม่ให้ความยินยอมในการขายทรัพย์มรดก ไม่ได้ทำให้การขายทรัพย์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยอัตโนมัติ เพราะการพิจารณาต้องอาศัยข้อเท็จจริงทั้งหมดของคดีประกอบกัน หากทายาทได้ตกลงร่วมกันตั้งแต่ต้นให้ขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินมาแบ่งกัน และผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้ในบันทึกการประชุม โดยได้ประสานทายาทตามข้อตกลง ทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบ และการขายยังเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกองมรดก อีกทั้งไม่ปรากฏว่าการดำเนินการดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกหรือแก่ทายาท การที่ทายาทเพียงบางรายไม่เห็นด้วยจึงไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้จัดการมรดกต้องรับผิดหรือทำให้การขายทรัพย์เป็นโมฆะ ทั้งนี้ การพิจารณาจะมุ่งเน้นว่าผู้จัดการมรดกได้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ภายในขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย และเพื่อให้การจัดการหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ที่ทายาทร่วมกันกำหนดไว้หรือไม่ มากกว่าจะพิจารณาจากความเห็นคัดค้านของทายาทเพียงรายเดียว 3 คำถาม การที่ผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกในราคาสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงาน แต่ต่ำกว่าราคาที่ประชุมทายาทกำหนด มีผลต่อการพิจารณาความรับผิดหรือไม่ คำตอบ ราคาซื้อขายทรัพย์มรดกเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่ศาลใช้ประกอบการวินิจฉัย แต่ไม่ใช่ปัจจัยเพียงประการเดียวที่จะชี้ขาดว่าผู้จัดการมรดกต้องรับผิดหรือไม่ ศาลจะพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของการขาย กระบวนการดำเนินการก่อนการขาย ความสอดคล้องกับข้อตกลงของทายาท และผลที่เกิดขึ้นต่อกองมรดกโดยรวม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้ในบันทึกการประชุม ได้ประสานทายาทตามที่ตกลงกัน ทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบ ราคาที่ขายยังสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงาน และเงินที่ได้รับจากการขายถูกนำไปแบ่งให้แก่ทายาทตามส่วนแห่งสิทธิครบถ้วน ย่อมสะท้อนว่าการดำเนินการดังกล่าวยังเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกองมรดก แม้ราคาที่ขายจะต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ในที่ประชุมก็ตาม หากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากองมรดกสูญเสียประโยชน์หรือได้รับความเสียหายจากการขาย ผู้จัดการมรดกย่อมไม่ต้องรับผิดเพียงเพราะราคาซื้อขายแตกต่างจากราคาที่เคยกำหนดไว้ในเบื้องต้น 4 คำถาม เหตุใดศาลจึงวินิจฉัยว่าการขายที่ดินแล้วนำเงินมาแบ่งกัน ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก คำตอบ ศาลพิจารณาจากเจตนาร่วมของทายาทที่ปรากฏในบันทึกการประชุมจัดการมรดกเป็นสำคัญ โดยพบว่าทายาทมิได้ตกลงกันให้แบ่งที่ดินออกเป็นส่วน ๆ เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้แต่ละคนเข้าครอบครอง แต่ตกลงร่วมกันตั้งแต่ต้นให้จำหน่ายที่ดินแล้วนำเงินที่ได้รับมาแบ่งตามส่วนแห่งสิทธิของทายาทแต่ละคน ดังนั้น วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดการมรดกจึงอยู่ที่การเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นเงินเพื่อให้สามารถแบ่งปันได้อย่างเหมาะสม การที่ผู้จัดการมรดกดำเนินการขายทรัพย์ตามแนวทางดังกล่าวจึงยังคงเป็นการดำเนินการตามเจตนาร่วมของทายาท มิใช่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก แม้ราคาที่ขายจะเปลี่ยนแปลงจากราคาที่กำหนดไว้เดิมก็ตาม เมื่อผลสุดท้ายยังเป็นการนำเงินจากการขายมาแบ่งให้แก่ทายาทตามส่วนแห่งสิทธิครบถ้วน จึงถือว่าการแบ่งปันทรัพย์มรดกยังคงดำเนินไปตามวัตถุประสงค์เดิมที่ทุกฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้ 5 คำถาม คดีนี้ให้หลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้จัดการมรดกไว้อย่างไร คำตอบ คดีนี้ยืนยันหลักกฎหมายที่สำคัญว่า ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อให้การจัดการและการแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นไปโดยเรียบร้อย ภายใต้ขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนด การพิจารณาว่าผู้จัดการมรดกต้องรับผิดหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวม ทั้งวัตถุประสงค์ของการดำเนินการ วิธีปฏิบัติตามข้อตกลงของทายาท ความสุจริตในการใช้อำนาจ และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อกองมรดก หากผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการเพื่อให้การแบ่งปันทรัพย์มรดกสำเร็จลุล่วง ปฏิบัติตามแนวทางที่ทายาทร่วมกันกำหนดไว้ ไม่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน และไม่ทำให้กองมรดกหรือทายาทได้รับความเสียหาย การดำเนินการดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แม้จะมีทายาทบางรายไม่เห็นด้วยกับวิธีการดำเนินงานก็ตาม หลักกฎหมายนี้จึงช่วยกำหนดขอบเขตอำนาจและความรับผิดของผู้จัดการมรดกให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการบริหารจัดการกองมรดกและการคุ้มครองประโยชน์ของทายาทโดยรวม อธิบายหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วางหลักให้ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ดำเนินการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป รวมทั้งเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบริหารจัดการกองมรดกสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกิดความล่าช้าจากการที่ทรัพย์มรดกมีผู้มีสิทธิหลายคนหรือมีความเห็นแตกต่างกัน ผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกเท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ของกองมรดกและเพื่อให้การแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทสำเร็จลุล่วง อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจดังกล่าวต้องอยู่ภายในวัตถุประสงค์ของการจัดการมรดก ต้องกระทำโดยสุจริต และคำนึงถึงประโยชน์ของกองมรดกเป็นสำคัญ หากการดำเนินการยังคงเป็นไปตามเจตนาร่วมของทายาทหรือเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นไปได้จริง แม้วิธีดำเนินการหรือรายละเอียดบางประการจะเปลี่ยนแปลงไปจากแนวทางเดิม ก็ไม่ทำให้ผู้จัดการมรดกต้องรับผิดโดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะปรากฏว่ามีการใช้อำนาจโดยมิชอบ ฝ่าฝืนขอบเขตหน้าที่ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกหรือแก่ทายาท อันเป็นหลักสำคัญที่สร้างความสมดุลระหว่างอำนาจในการบริหารจัดการมรดกกับการคุ้มครองสิทธิของทายาททุกฝ่ายตามกฎหมาย. ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่กระทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป และเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท ทั้งนี้ การใช้อำนาจดังกล่าวต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและเพื่อให้การจัดการมรดกสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ผู้จัดการมรดกจึงสามารถดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกได้เท่าที่จำเป็น โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคนในทุกขั้นตอน หากการดำเนินการนั้นอยู่ภายในขอบเขตหน้าที่และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกหรือผู้มีสิทธิในมรดก การนำบทกฎหมายมาปรับใช้กับคดีนี้ ศาลฎีกานำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง มาใช้เป็นบทกฎหมายหลักในการวินิจฉัย โดยพิจารณาว่า ทายาททุกคนได้ตกลงร่วมกันตั้งแต่ต้นให้ขายที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดก แล้วนำเงินที่ได้รับจากการขายมาแบ่งปันกัน มิใช่การแบ่งที่ดินให้ทายาทแต่ละคนเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด ดังนั้น การขายที่ดินจึงเป็นขั้นตอนสำคัญของการแบ่งปันทรัพย์มรดก มิใช่การกระทำที่อยู่นอกเหนือวัตถุประสงค์ของการจัดการมรดก แม้บันทึกการประชุมจะกำหนดราคาขายไว้ที่ 3,200,000 บาท และระบุว่าหากขายไม่ได้ภายใน 6 เดือนให้มีการปรับราคาในการประชุมครั้งต่อไป แต่บันทึกเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้จัดการมรดกประสานทายาททางโทรศัพท์เมื่อมีผู้เสนอราคา ศาลจึงตีความว่ามติของที่ประชุมมิได้กำหนดราคาดังกล่าวเป็นข้อบังคับเด็ดขาด หากแต่เป็นแนวทางในการดำเนินการขายทรัพย์ โดยยังเปิดโอกาสให้ผู้จัดการมรดกใช้ดุลพินิจภายใต้การรับทราบของทายาทตามที่ตกลงกันไว้ ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่า ก่อนขายที่ดิน ผู้จัดการมรดกได้ติดต่อประสานทายาทส่วนใหญ่ แจ้งราคาที่ผู้ซื้อเสนอ และทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขาย อีกทั้งราคาที่ขายยังสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงาน และภายหลังการขาย ผู้จัดการมรดกได้นำเงินที่ได้รับมาแบ่งให้แก่ทายาทตามส่วนแห่งสิทธิครบถ้วน จึงไม่ปรากฏว่ากองมรดกหรือทายาทได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การขายที่ดินของผู้จัดการมรดกเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์ที่ 1 จะไม่ได้ให้ความยินยอมในการขายโดยตรง ก็ไม่ทำให้การขายเป็นการกระทำที่เกินอำนาจหรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ เพราะการดำเนินการยังคงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกหรือแก่โจทก์ ข้อสังเกตทางกฎหมาย แนวคำวินิจฉัยในคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการมรดก เพราะแสดงให้เห็นว่า ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะการปฏิบัติตามข้อความบางส่วนของบันทึกการประชุมทายาท แต่พิจารณาเจตนาร่วมของทายาท วัตถุประสงค์ของการจัดการมรดก วิธีดำเนินการของผู้จัดการมรดก และผลที่เกิดขึ้นกับกองมรดกโดยรวม เมื่อผู้จัดการมรดกดำเนินการโดยสุจริต อยู่ภายในขอบเขตอำนาจตามมาตรา 1750 ปฏิบัติตามแนวทางที่ทายาทกำหนดไว้ และไม่ทำให้กองมรดกได้รับความเสียหาย ย่อมไม่ต้องรับผิด แม้จะมีทายาทบางรายไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าวก็ตาม หลักกฎหมายนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการกำหนดขอบเขตอำนาจและความรับผิดของผู้จัดการมรดกในการบริหารจัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของทายาทโดยรวม และเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการขายทรัพย์มรดกในอนาคต. ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9091/2568 บันทึกการประชุมจัดการมรดกเป็นบันทึกข้อหารือและข้อตกลงระหว่างทายาทและระหว่างทายาทกับผู้จัดการมรดกในการจัดการมรดกของผู้ตาย ข้อหารือและข้อตกลงเกี่ยวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 6620 ที่ประชุมทายาทมีมติให้ขาย โดยให้ติดป้ายขายราคา 3,200,000 บาท และตกลงให้ราคาขายดังกล่าวมีผลหกเดือน หากขายไม่ได้หลังจากพ้นกำหนดเวลา ให้มีการปรับราคาในการประชุมนัดต่อไป แต่หากหลังจากติดป้ายขายราคาดังกล่าวและมีผู้เสนอราคา ให้จำเลยประสานทายาทหรือตัวแทนทางโทรศัพท์ต่อไป มติในการประชุมดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ทายาทของผู้ตายต่างตกลงกันให้แบ่งปันที่ดินโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันกันระหว่างทายาท มิใช่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยส่งมอบที่ดินให้ทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด การขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันแก่ทายาทจึงมิใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท จึงมีอำนาจที่จะขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้มาแบ่งปันแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ก่อนที่จำเลยจะขายที่ดินให้แก่ พ. ในราคาต่ำกว่าที่ประกาศขาย จำเลยโทรศัพท์ติดต่อแจ้งการขายและราคาขายให้ทายาทส่วนใหญ่ทราบแล้ว ทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินตามราคาที่ พ. เสนอ แม้ราคาขายที่ดินจะต่ำกว่าราคาตามมติในการประชุมทายาท แต่จำเลยประสานทายาททางโทรศัพท์แล้วตามมติที่ประชุมทายาท ทั้งทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินที่ พ. เสนอ ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงาน หลังจากจำเลยขายที่ดินแล้ว จำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายให้แก่ทายาท แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 ให้ความยินยอมในการขายที่ดินในราคาดังกล่าว แต่ถือได้ว่าการที่จำเลยขายที่ดินเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทผู้ตายแล้ว ไม่ทำให้กองมรดกหรือโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 166,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552 นางบ้วยติ้น ผู้ตาย ถึงแก่ความตาย ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย ผู้ตายมีทายาทโดยธรรม 6 คน คือ โจทก์ทั้งสอง จำเลย นายลิขิต นางณภัคธนัญ และนางสาวกาญจนา บุคคลวิกลจริตซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถโดยมีจำเลยเป็นผู้อนุบาล วันที่ 12 มิถุนายน 2564 โจทก์ทั้งสองและจำเลยกับทายาทอื่นของผู้ตายร่วมประชุมเพื่อตกลงกันเกี่ยวกับการจัดการมรดกของผู้ตาย โดยที่ประชุมมีมติในการจัดการมรดกข้อหนึ่งว่า ให้ติดป้ายเสนอขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6620 เนื้อที่ 80 ตารางวา ซึ่งเป็นมรดกของผู้ตาย ในราคาไม่ต่ำกว่า 3,200,000 บาท กำหนดเวลาประกาศขาย 6 เดือน หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่มีผู้สนใจให้มีการปรับราคาเสนอขายในการประชุมนัดต่อไป ทั้งนี้หากหลังจากมีการประกาศขายแล้วมีผู้เสนอราคา ให้ประสานทายาทหรือตัวแทนทางโทรศัพท์ ตามบันทึกการประชุมจัดการมรดก วันที่ 28 ธันวาคม 2564 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกขายที่ดินดังกล่าวแก่นางเพ็ญนภา ราคา 2,200,000 บาท จำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้แก่ทายาท โดยแบ่งให้โจทก์ทั้งสองคนละ 365,250 บาท นายลิขิต 400,000 บาท และนางณภัคธนัญ 312,250 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6620 เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้กองมรดกของผู้ตายและโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายหรือไม่ เห็นว่า บันทึกการประชุมจัดการมรดกเป็นบันทึกข้อหารือและข้อตกลงระหว่างทายาท และระหว่างทายาทกับผู้จัดการมรดก ในการจัดการมรดกของผู้ตาย สำหรับข้อหารือและข้อตกลงเกี่ยวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6620 ที่ประชุมทายาทมีมติให้ขายโดยให้ติดป้ายขายในราคา 3,200,000 บาท ตกลงให้ราคาขายดังกล่าวมีผล 6 เดือน หากขายไม่ได้หลังจากพ้นกำหนดเวลา ให้มีการปรับราคาในการประชุมนัดต่อไป แต่หากหลังจากติดป้ายขายราคาดังกล่าวและมีผู้เสนอราคา ให้จำเลยประสานทายาทหรือตัวแทนทางโทรศัพท์ต่อไป มติในการประชุมดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ทายาทของผู้ตายต่างตกลงกันให้แบ่งปันที่ดิน โดยการขายทรัพย์มรดกนั้นแล้วเอาเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันกันระหว่างทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยส่งมอบที่ดินให้ทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด การขายที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันแก่ทายาทจึงมิใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังที่โจทก์ที่ 1 อ้าง จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท จึงมีอำนาจที่จะขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้มาแบ่งปันแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง สำหรับข้อตกลงตามบันทึกการประชุมจัดการมรดก ที่ระบุว่า หากไม่สามารถขายที่ดินตามราคาที่ประกาศได้ใน 6 เดือน ให้มีการปรับราคาในการประชุมทายาทครั้งต่อไป แต่หากมีผู้สนใจเสนอราคาก็ให้ประสานทายาทหรือตัวแทนทางโทรศัพท์ต่อไป ซึ่งโจทก์ที่ 1 อ้างว่า โจทก์ที่ 1 ไม่เคยยินยอมให้จำเลยขายที่ดินในราคา 2,200,000 บาท นั้น ได้ความตามคำเบิกความของจำเลยว่า ในการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6620 เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันแก่ทายาท จำเลยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากนายลิขิต และนางณภัคธนัญ แล้ว ทั้งจำเลยในฐานะทายาทและในฐานะผู้อนุบาลของนางสาวกาญจนา ทายาทอีกคนหนึ่ง เห็นว่าราคาที่นางเพ็ญนภาเสนอซื้อเหมาะสมแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ก่อนที่จำเลยจะขายที่ดินแก่นางเพ็ญนภาในราคาต่ำกว่าที่ประกาศขาย จำเลยโทรศัพท์ติดต่อแจ้งการขายและราคาขายให้ทายาทส่วนใหญ่ทราบแล้ว และทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินตามราคาที่นางเพ็ญนภาเสนอ ฉะนั้น แม้ราคาที่ดินที่จำเลยขายแก่นางเพ็ญนภาจะต่ำกว่าราคาตามมติในการประชุมทายาท แต่จำเลยประสานทายาททางโทรศัพท์แล้วตามมติที่ประชุมทายาท ทั้งทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินในราคาที่นางเพ็ญนภาเสนอ ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานมาก หลังจากจำเลยขายที่ดินแล้ว จำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้แก่ทายาทรวมถึงโจทก์ที่ 1 โดยจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารโจทก์ที่ 1 จำนวน 365,250 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่สอดคล้องกับส่วนแบ่งที่ทายาทแต่ละคนจะได้รับ แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ที่ 1 ให้ความยินยอมในการขายที่ดินในราคาดังกล่าวด้วย แต่ถือได้ว่าการที่จำเลยขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6620 เป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดก หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทผู้ตายแล้ว ไม่ทำให้กองมรดกหรือโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




