
| ผู้จัดการมรดกมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้หรือไม่ เมื่อจำเลยแจ้งความเท็จขอออกใบแทนโฉนดและนำทรัพย์ไปขายก่อนชำระราคาครบ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้เสียหายและผู้จัดการมรดกในการเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา เมื่อจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเพื่อนำไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน แล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปโอนขายให้บุคคลอื่นทั้งที่ยังชำระราคาทรัพย์สินไม่ครบถ้วน ส่งผลให้สิทธิของผู้เสียหายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถูกเปลี่ยนแปลงและได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่การตีความหลักเกณฑ์การเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าความเสียหายดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องหรือไม่ รวมถึงการพิจารณาว่าผู้จัดการมรดกซึ่งเข้ามาใช้สิทธิแทนผู้เสียหายภายหลังผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนแทนกองมรดกได้เพียงใด ตลอดจนหลักการลงโทษในความผิดเกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและการใช้เอกสารราชการที่เกิดจากการกระทำความผิด ซึ่งศาลวางหลักไว้อย่างชัดเจนทั้งในด้านความรับผิดทางอาญาและการเยียวยาความเสียหายในคดีเดียวกัน ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี จำเลยทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์จากผู้เสียหายในราคา 6,000,000 บาท โดยชำระเงินเพียงบางส่วนรวม 1,000,000 บาท และมีการออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อของจำเลยตามข้อตกลงเพื่อนำไปใช้เป็นหลักประกันในการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน ขณะที่โฉนดที่ดินยังอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย ต่อมาจำเลยแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินสูญหาย และนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปใช้เป็นหลักฐานยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดิน เมื่อได้รับใบแทนโฉนดแล้ว จำเลยนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปโอนขายให้บุคคลอื่น ทั้งที่ยังมิได้ชำระราคาที่ดินแก่ผู้เสียหายครบถ้วน ต่อมาผู้เสียหายตรวจพบการโอนกรรมสิทธิ์และแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลย ภายหลังผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาเป็นจำนวนเงินเท่ากับราคาที่ดินที่จำเลยยังค้างชำระ โดยอ้างว่าความเสียหายดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดของจำเลยซึ่งเป็นคดีที่พนักงานอัยการนำมาฟ้องต่อศาล พยานหลักฐานที่ศาลรับฟังและเหตุผลที่เชื่อว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิด ศาลรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานหลายส่วนประกอบกัน โดยเฉพาะคำเบิกความของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย และคำเบิกความของพนักงานสอบสวน ซึ่งสอดคล้องต้องกันว่า ในวันทำสัญญาจะซื้อขาย คู่สัญญาตกลงให้ออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อของจำเลยเพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้เป็นหลักประกันขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน มิใช่เพื่อให้จำเลยมีสิทธิจัดการทรัพย์สินได้โดยเสรี ทั้งยังปรากฏว่าภายหลังออกโฉนดแล้ว ผู้เสียหายเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดฉบับจริงไว้ตลอด เมื่อจำเลยไปแจ้งความว่าโฉนดสูญหาย ทั้งที่โฉนดยังอยู่กับผู้เสียหาย จึงเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบดีว่าโฉนดมิได้สูญหายตามที่กล่าวอ้าง อีกทั้งยังทราบว่าตนยังชำระราคาที่ดินไม่ครบถ้วน แต่กลับนำรายงานประจำวันไปใช้เป็นหลักฐานขอออกใบแทนโฉนดเพื่อนำทรัพย์สินไปดำเนินการต่อ จึงเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงเจตนากระทำความผิดอย่างชัดแจ้ง ศาลยังพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ภายหลังจากที่จำเลยได้รับใบแทนโฉนดแล้ว โดยพบว่าจำเลยนำใบแทนดังกล่าวไปดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินจนสามารถโอนขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่บุคคลอื่นได้ ทั้งที่ยังคงค้างชำระราคาตามสัญญาจะซื้อขายแก่ผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดจึงมีความต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันตั้งแต่การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ การขอออกใบแทนโฉนด การได้รับใบแทน และการโอนขายทรัพย์สิน อันเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการใช้เอกสารซึ่งเกิดจากการกระทำความผิดโดยตรง ทำให้ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยมิใช่ความผิดพลาดโดยสุจริตหรือเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน แต่เป็นการดำเนินการตามลำดับขั้นเพื่อให้บรรลุผลในการจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าว ศาลยังให้ความสำคัญกับน้ำหนักของพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ โดยเห็นว่าพนักงานสอบสวนซึ่งเข้าเบิกความในคดีเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่มีเหตุโกรธเคืองหรือมีประโยชน์ได้เสียกับจำเลย จึงไม่มีเหตุให้เชื่อว่าจะสร้างข้อเท็จจริงขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลย อีกทั้งคำเบิกความยังสอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหายและเอกสารเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อขาย รวมทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแบ่งแยกโฉนด การครอบครองโฉนดฉบับจริง และการผิดนัดชำระราคาที่ดิน จึงทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าคำเบิกความของจำเลยซึ่งเป็นเพียงคำกล่าวอ้างของตนเองและไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนอย่างเพียงพอ ในส่วนของข้อต่อสู้ของจำเลยที่อ้างว่าตนเข้าใจว่าราคาที่ดินได้ชำระครบแล้ว และเชื่อว่าโฉนดสูญหายจริงนั้น ศาลเห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวเพิ่งยกขึ้นในชั้นพิจารณา และมีเพียงคำเบิกความของจำเลยประกอบภาพถ่ายอาคารพาณิชย์เท่านั้น ไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารอื่นมาสนับสนุนให้รับฟังได้ ประกอบกับข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์กลับแสดงว่าจำเลยทราบถึงข้อตกลงเรื่องการชำระราคาที่ดินและการเก็บรักษาโฉนดโดยผู้เสียหายอยู่แล้ว จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยขาดเจตนาในการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และเมื่อพยานหลักฐานทั้งหมดรับฟังได้ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าโฉนดไม่ได้สูญหาย แต่ยังคงนำข้อความอันเป็นเท็จไปใช้เป็นหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดและใช้เอกสารดังกล่าวดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินต่อไป การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและเป็นการใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยทุกประการ หลักกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนของผู้จัดการมรดกและการตีความตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งของคดีนี้คือ ผู้จัดการมรดกซึ่งเข้ามาใช้สิทธิแทนผู้เสียหายภายหลังผู้เสียหายถึงแก่ความตาย จะมีสิทธิยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้หรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักว่า การใช้สิทธิตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเกี่ยวกับการเรียกค่าสินไหมทดแทน จะต้องเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำความผิดซึ่งพนักงานอัยการนำมาฟ้องต่อศาล หากความเสียหายดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำความผิดที่เป็นมูลฟ้อง ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมายย่อมสามารถใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ในคดีอาญาเดียวกัน แต่หากเป็นความเสียหายที่เกิดจากเหตุอื่นหรือเกิดจากการกระทำที่ไม่ได้รวมอยู่ในฟ้องของพนักงานอัยการ ย่อมไม่อาจนำมาเรียกร้องภายใต้บทบัญญัติดังกล่าวได้ หลักเกณฑ์นี้เป็นเงื่อนไขสำคัญในการกำหนดขอบเขตของการเยียวยาความเสียหายในคดีอาญา เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของคดี ศาลเห็นว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจ แล้วนำหลักฐานดังกล่าวไปใช้ประกอบการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ทั้งที่ยังชำระราคาที่ดินและอาคารพาณิชย์แก่ผู้เสียหายไม่ครบถ้วน หลังจากได้รับใบแทนโฉนดแล้ว จำเลยนำทรัพย์สินดังกล่าวไปโอนขายให้บุคคลอื่น ส่งผลให้สิทธิของผู้เสียหายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพาณิชย์ถูกเปลี่ยนแปลงหรือถูกกระทบกระเทือนจนสิทธิที่มีอยู่ลดน้อยลงหรือสิ้นไป ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดที่เป็นมูลฟ้อง มิใช่ความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์ภายนอกหรือเกิดจากข้อพิพาททางแพ่งเพียงอย่างเดียว จึงเข้าเงื่อนไขของการเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้อย่างครบถ้วน ศาลยังวินิจฉัยต่อไปว่า แม้ผู้เสียหายจะถึงแก่ความตายภายหลังเกิดเหตุ แต่ผู้ร้องได้รับการแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการมรดกโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมีฐานะเป็นผู้ใช้อำนาจแทนกองมรดกในการดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของผู้ตาย เมื่อสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่ผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิด สิทธิดังกล่าวย่อมตกทอดมายังกองมรดก และผู้จัดการมรดกสามารถใช้สิทธินั้นแทนผู้ตายได้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการเรียกร้องสิทธิใหม่ แต่เป็นการดำเนินการแทนผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิเดิมตามกฎหมาย สำหรับจำนวนค่าสินไหมทดแทน ศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อขายและคำให้การของผู้เสียหายซึ่งระบุว่าจำเลยยังค้างชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์จำนวน 4,800,000 บาท ขณะที่จำเลยเพียงอ้างว่าทรัพย์สินมีมูลค่าไม่ถึงราคาตามสัญญา แต่ไม่สามารถนำพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้ ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานฝ่ายผู้ร้องมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่า และจำนวนเงินที่ยังค้างชำระเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและเชื่อมโยงโดยตรงกับการกระทำความผิดของจำเลย จึงกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 4,800,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่เหมาะสมกับความเสียหายที่พิสูจน์ได้ในคดีนี้ อีกประเด็นหนึ่งที่ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างสำคัญคือ การยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นการใช้สิทธิภายในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ คำพิพากษาในส่วนของค่าสินไหมทดแทนจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาคดีอาญา มิใช่คดีแพ่งที่แยกออกต่างหาก เมื่อคดีอาญาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ส่วนของค่าสินไหมทดแทนจึงสามารถเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้เช่นเดียวกัน และผู้ร้องไม่จำเป็นต้องขออนุญาตฎีกาในส่วนแพ่งแยกต่างหาก หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีลักษณะเป็นกลไกในการเยียวยาความเสียหายที่ผูกพันอยู่กับคดีอาญาโดยตรง เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ภายในกระบวนพิจารณาเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน รวมทั้งฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิด โดยเห็นว่าการกระทำบางส่วนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด รวมจำคุก 12 เดือน และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องจำนวน 5,000,000 บาท โดยค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดเกี่ยวกับการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและการใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิด ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษเฉพาะบทที่มีโทษหนักที่สุด พร้อมยกฟ้องในข้อหาตามกฎหมายอาญามาตราที่เกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน อีกทั้งลดโทษให้หนึ่งในสามเนื่องจากทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา คงจำคุก 4 เดือน และปรับจำนวนค่าสินไหมทดแทนเป็น 4,800,000 บาท พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยทราบดีว่าโฉนดที่ดินมิได้สูญหาย อีกทั้งยังชำระราคาที่ดินไม่ครบถ้วน แต่กลับแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเพื่อนำไปขอออกใบแทนโฉนด ก่อนนำทรัพย์สินไปโอนขายให้บุคคลอื่น อันเป็นการกระทำโดยมีเจตนาและก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของผู้เสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจำนวน 4,800,000 บาท ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งยังเห็นว่าลักษณะการกระทำของจำเลยมีความร้ายแรง ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และไม่บรรเทาผลร้ายภายหลังเกิดเหตุ จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก พร้อมพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า การเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะต้องเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำความผิดซึ่งเป็นมูลฟ้องของพนักงานอัยการเท่านั้น หากความเสียหายเกิดจากการกระทำที่ไม่ได้ถูกฟ้อง ย่อมไม่อาจนำมาเรียกร้องภายใต้กระบวนการดังกล่าวได้ นอกจากนี้ ศาลยังวางหลักว่าผู้จัดการมรดกสามารถใช้สิทธิแทนผู้เสียหายที่ถึงแก่ความตายได้ เมื่อสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตกทอดมายังกองมรดกโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งคดีนี้ยังตอกย้ำว่า การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อให้เจ้าพนักงานออกเอกสารราชการ แล้วนำเอกสารนั้นไปใช้เปลี่ยนแปลงสิทธิในทรัพย์สินของผู้อื่น เป็นการกระทำที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของเอกสารราชการและความมั่นคงของระบบกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินโดยตรง ศาลจึงให้ความสำคัญกับการลงโทษเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและป้องปรามมิให้มีการใช้กระบวนการของรัฐเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ผู้จัดการมรดกมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้หรือไม่ เมื่อความเสียหายในทรัพย์สินเกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ถูกพนักงานอัยการฟ้อง และการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อนำไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินจนสามารถโอนขายทรัพย์สินของผู้เสียหายได้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความสั้น ๆ ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลวางหลักว่า ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิแทนผู้เสียหายจะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้เฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำความผิดซึ่งพนักงานอัยการนำมาฟ้อง หากความเสียหายอยู่นอกเหนือมูลฟ้อง ย่อมไม่อยู่ในขอบเขตของการใช้สิทธิดังกล่าว การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อขอออกใบแทนโฉนดและใช้เอกสารราชการไปกระทบสิทธิในทรัพย์สินของผู้อื่น ศาลเห็นว่าการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเพื่อให้เกิดการออกเอกสารราชการ แล้วนำเอกสารดังกล่าวไปใช้โอนขายทรัพย์สินทั้งที่ยังชำระราคาทรัพย์สินไม่ครบ เป็นการกระทำที่ทำให้สิทธิของผู้เสียหายลดน้อยลงหรือสิ้นไป และเป็นเหตุโดยตรงของความเสียหายในทางทรัพย์สิน จึงก่อให้เกิดทั้งความรับผิดทางอาญาและความรับผิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม) บทบัญญัตินี้มุ่งคุ้มครองความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของเอกสารราชการ โดยห้ามมิให้ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเพื่อให้เจ้าพนักงานจดหรือบันทึกข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ในคดีนี้ศาลรับฟังว่าจำเลยทราบดีว่าโฉนดที่ดินมิได้สูญหาย แต่กลับแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ก่อนนำรายงานประจำวันไปใช้ประกอบการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จนเกิดการจัดทำเอกสารราชการที่มีข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการใช้กระบวนการของรัฐบนพื้นฐานของข้อมูลอันเป็นเท็จ อันเป็นพฤติการณ์ที่บทบัญญัตินี้ประสงค์จะป้องกัน เพราะหากปล่อยให้บุคคลสามารถใช้ข้อความอันเป็นเท็จสร้างเอกสารราชการได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนและการรับรองสิทธิของรัฐ รวมทั้งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นและประโยชน์สาธารณะอย่างกว้างขวาง ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเข้าองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวอย่างครบถ้วน และเป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อผู้เสียหายในคดีนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 มาตรานี้มีวัตถุประสงค์ควบคุมการนำเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดไปใช้หรืออ้างต่อไป แม้การปลอมแปลงหรือการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จจะเสร็จสิ้นแล้ว หากผู้กระทำยังนำเอกสารดังกล่าวไปใช้เพื่อให้เกิดผลทางกฎหมาย ย่อมเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายซ้ำและขยายผลของการกระทำความผิด ในคดีนี้ หลังจากจำเลยได้รับใบแทนโฉนดที่ดินซึ่งเกิดขึ้นจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแล้ว จำเลยนำใบแทนดังกล่าวไปใช้ดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินจนสามารถโอนขายทรัพย์สินให้แก่บุคคลอื่นได้ ศาลจึงเห็นว่าการกระทำมิได้ยุติลงเพียงการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ แต่ยังมีการนำเอกสารที่เกิดจากการกระทำความผิดไปใช้ให้เกิดผลในทางกฎหมายจริง ส่งผลให้สิทธิของผู้เสียหายถูกกระทบกระเทือนและเกิดความเสียหายในทรัพย์สินโดยตรง จึงเป็นเหตุให้ศาลลงโทษตามบทบัญญัตินี้ควบคู่กับการวินิจฉัยเกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ โดยคำนึงถึงหลักเรื่องกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามที่ปรากฏในคดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 หลักสำคัญของบทบัญญัตินี้คือ การเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายในทางทรัพย์สินภายในคดีอาญาเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องไปฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหาก แต่สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อความเสียหายนั้นเป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องต่อศาลเท่านั้น ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้เสียหายไม่อาจเรียกร้องความเสียหายที่อยู่นอกเหนือมูลฟ้องได้ สำหรับคดีนี้ ความเสียหายเกิดจากการที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ขอออกใบแทนโฉนด และนำทรัพย์สินไปโอนขายทั้งที่ยังชำระราคาไม่ครบ ส่งผลให้สิทธิของผู้เสียหายในทรัพย์สินลดน้อยลงและได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินโดยตรง เมื่อผู้เสียหายถึงแก่ความตาย สิทธิเรียกร้องดังกล่าวตกทอดมายังกองมรดก ผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจใช้สิทธิแทนผู้เสียหายได้ นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า คำพิพากษาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัตินี้เป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาคดีอาญา เมื่อคดีอาญาขึ้นสู่ศาลฎีกา ส่วนของค่าสินไหมทดแทนย่อมขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ด้วย โดยไม่ต้องขออนุญาตฎีกาในส่วนแพ่งแยกต่างหาก อันเป็นหลักสำคัญที่ช่วยให้การคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายในกระบวนพิจารณาเดียวกัน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ผู้จัดการมรดกสามารถยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาแทนผู้เสียหายที่ถึงแก่ความตายได้หรือไม่ คำตอบ ผู้จัดการมรดกสามารถยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนแทนผู้เสียหายได้ หากผู้เสียหายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินจากการกระทำความผิดที่เป็นมูลฟ้องในคดีอาญา และสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตกทอดมายังกองมรดกตามกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยศาลย่อมมีอำนาจใช้สิทธิแทนผู้ตายในการเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ เพราะเป็นการดำเนินการแทนเจ้าของสิทธิเดิม มิใช่เป็นการก่อให้เกิดสิทธิใหม่ ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาว่าความเสียหายที่เรียกร้องนั้นเป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดซึ่งพนักงานอัยการฟ้องหรือไม่ หากความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการกระทำความผิดที่เป็นมูลฟ้อง ผู้จัดการมรดกย่อมมีสิทธิใช้กระบวนการตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ภายในคดีเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องแยกไปฟ้องคดีแพ่งใหม่ ทำให้การคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายและกองมรดกเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งยังสอดคล้องกับหลักการเยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหายจากการกระทำความผิดภายในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา 2 คำถาม เหตุใดศาลจึงเห็นว่าความเสียหายในคดีนี้เป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินที่เรียกค่าสินไหมทดแทนได้ คำตอบ ศาลเห็นว่าความเสียหายของผู้เสียหายในคดีนี้มิได้เกิดจากข้อพิพาททางแพ่งทั่วไป แต่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดของจำเลยที่แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน เพื่อนำไปใช้ขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ก่อนนำทรัพย์สินไปโอนขายให้บุคคลอื่น ทั้งที่ยังชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไม่ครบถ้วน การกระทำดังกล่าวทำให้สิทธิของผู้เสียหายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนจนสิทธิที่มีอยู่ลดน้อยลงหรือสิ้นไป จึงถือเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินที่เกิดจากการกระทำความผิดโดยตรง ศาลจึงวินิจฉัยว่าความเสียหายดังกล่าวอยู่ภายในขอบเขตของการเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ ทั้งยังพิจารณาจากพยานหลักฐานประกอบว่าจำเลยยังค้างชำระราคาทรัพย์สินจำนวน 4,800,000 บาท และไม่มีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและมีความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดโดยตรง 3 คำถาม ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาได้หรือไม่ คำตอบ ผู้เสียหายไม่สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายทุกประเภทได้โดยอัตโนมัติ เพราะหลักสำคัญตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคือ ความเสียหายที่จะเรียกได้ต้องเป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการนำมาฟ้องต่อศาลเท่านั้น หากความเสียหายเกิดจากเหตุอื่น หรือเป็นผลจากการกระทำที่ไม่ได้รวมอยู่ในมูลฟ้อง ย่อมไม่อยู่ในขอบเขตของการเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา สำหรับคดีนี้ ศาลเห็นว่าการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ การขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน และการนำทรัพย์สินไปโอนขายให้บุคคลอื่น เป็นลำดับเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกันโดยตรง จนทำให้สิทธิของผู้เสียหายในที่ดินและอาคารพาณิชย์ถูกเปลี่ยนแปลงและเกิดความเสียหายในทางทรัพย์สิน ความเสียหายดังกล่าวจึงอยู่ภายในขอบเขตของการเยียวยาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลจึงกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนที่พิสูจน์ได้ โดยยึดหลักว่าต้องเป็นความเสียหายที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการกระทำความผิด มิใช่เพียงมีความเกี่ยวข้องกันในทางอ้อมหรือเป็นผลสืบเนื่องจากข้อพิพาททางแพ่งทั่วไป 4 คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แม้ศาลอุทธรณ์จะลดโทษให้แล้ว คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะลดโทษให้จำเลยเนื่องจากทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จนเหลือโทษจำคุกเพียง 4 เดือน แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้ว ยังไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก เพราะจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการกระทำความผิดเพื่อให้ได้รับใบแทนโฉนดที่ดิน ก่อนนำทรัพย์สินไปโอนขายให้บุคคลอื่น ทั้งที่ยังชำระราคาทรัพย์สินไม่ครบถ้วน ส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอย่างร้ายแรง ศาลยังเห็นว่าการกระทำดังกล่าวแสดงถึงการไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของเอกสารราชการและความสงบเรียบร้อยของสังคม อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุจำเลยมิได้แสดงให้เห็นถึงการสำนึกผิดหรือบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น ศาลจึงเห็นว่าการลงโทษจำคุกแม้เป็นระยะเวลาสั้นก็ยังมีความจำเป็น เพื่อให้จำเลยหลาบจำและเพื่อป้องปรามบุคคลอื่นมิให้กระทำความผิดในลักษณะเดียวกันต่อไป 5 คำถาม คำพิพากษาในส่วนของค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีลักษณะเป็นคดีแพ่งหรือเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา คำตอบ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นการใช้สิทธิภายในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ดังนั้น คำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีอาญา แม้เนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับการชดใช้ความเสียหายในทางทรัพย์สินก็ตาม เมื่อคดีอาญาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ส่วนของค่าสินไหมทดแทนย่อมขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาพร้อมกัน โดยผู้ร้องไม่จำเป็นต้องขออนุญาตฎีกาในส่วนแพ่งแยกต่างหาก หลักการดังกล่าวช่วยให้การคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะสามารถให้ศาลวินิจฉัยทั้งความรับผิดทางอาญาและการเยียวยาความเสียหายในกระบวนพิจารณาเดียวกัน ลดภาระในการดำเนินคดีหลายคดี และทำให้คำพิพากษาเกี่ยวกับการชดใช้ความเสียหายสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและผลของการกระทำความผิดที่ศาลได้วินิจฉัยไว้ในคดีอาญาโดยตรง อันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายควบคู่กับการดำเนินคดีอาญาอย่างมีประสิทธิภาพ บทสรุป คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความรับผิดทางอาญากับการเยียวยาความเสียหายในทางทรัพย์สินภายในกระบวนพิจารณาเดียวกัน โดยศาลฎีกาวางหลักว่า การเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะกระทำได้ต่อเมื่อความเสียหายนั้นเป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดซึ่งพนักงานอัยการนำมาฟ้อง หากเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำอื่นซึ่งไม่ได้อยู่ในมูลฟ้อง ผู้เสียหายย่อมไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องภายใต้บทบัญญัติดังกล่าวได้ หลักเกณฑ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดขอบเขตของการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายในคดีอาญา และเป็นแนวทางในการแยกความเสียหายที่อยู่ในอำนาจวินิจฉัยของศาลอาญาออกจากความเสียหายที่ต้องดำเนินคดีแพ่งต่างหาก ในส่วนของข้อเท็จจริง ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเพื่อนำไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ทั้งที่ทราบว่าโฉนดมิได้สูญหายและยังชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไม่ครบถ้วน ก่อนนำใบแทนโฉนดดังกล่าวไปใช้โอนขายทรัพย์สินให้แก่บุคคลอื่น ส่งผลให้สิทธิของผู้เสียหายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถูกเปลี่ยนแปลงและได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินโดยตรง พฤติการณ์ทั้งหมดมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันตั้งแต่การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ การออกเอกสารราชการ การใช้เอกสารดังกล่าว และการโอนขายทรัพย์สิน จึงเป็นเหตุให้ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยเจตนา มิใช่ความผิดพลาดหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ศาลฎีกายังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับสถานะของผู้จัดการมรดกว่า เมื่อผู้เสียหายถึงแก่ความตาย สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดย่อมตกทอดมายังกองมรดก ผู้จัดการมรดกซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยศาลจึงมีอำนาจใช้สิทธิแทนผู้เสียหายในการยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ โดยถือเป็นการใช้สิทธิเดิมของผู้เสียหาย มิใช่การก่อให้เกิดสิทธิใหม่ หลักการดังกล่าวทำให้การคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายไม่สิ้นสุดลงเพียงเพราะผู้เสียหายถึงแก่ความตาย แต่ยังสามารถดำเนินการเพื่อรักษาประโยชน์ของกองมรดกและผู้มีสิทธิรับมรดกได้ต่อไปภายในกระบวนพิจารณาคดีอาญาเดียวกัน นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการคุ้มครองความน่าเชื่อถือของเอกสารราชการและกระบวนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน เนื่องจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อให้เกิดการออกเอกสารราชการ แล้วนำเอกสารดังกล่าวไปใช้เปลี่ยนแปลงสิทธิในทรัพย์สินของผู้อื่น มิได้สร้างความเสียหายเฉพาะแก่ผู้เสียหายรายหนึ่งเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อความมั่นคงของระบบทะเบียนทรัพย์สินและความเชื่อมั่นของสังคมต่อเอกสารของรัฐ ศาลจึงเห็นว่าการลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษมีความเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี เพื่อให้จำเลยหลาบจำและเป็นการป้องปรามมิให้บุคคลอื่นใช้กระบวนการของรัฐเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในลักษณะเดียวกัน โดยสรุป คดีนี้วางหลักกฎหมายสำคัญไว้ทั้งในด้านการตีความสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ขอบเขตของความเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้ สิทธิของผู้จัดการมรดกในการดำเนินการแทนผู้เสียหาย การรับฟังพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์เจตนากระทำความผิด ตลอดจนแนวทางการลงโทษผู้ที่ใช้ข้อความอันเป็นเท็จและเอกสารราชการเป็นเครื่องมือในการกระทบสิทธิในทรัพย์สินของผู้อื่น อันเป็นแนววินิจฉัยที่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาและการปรับใช้กฎหมายในคดีที่มีลักษณะใกล้เคียงกันต่อไป ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914/2569 ปัญหาว่าผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 หรือไม่นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินแก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 267, 268 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาวจิรา ผู้จัดการมรดกของนายเจริญ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นราคาที่ดินที่จำเลยยังไม่ได้ชำระให้นายเจริญเป็นเงิน 5,000,000 บาท จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามมาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 เมื่อจำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารแล้วจำเลยเป็นผู้ใช้เอกสารเท็จดังกล่าวจึงลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสอง เพียงกระทงเดียว จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน กับให้จำเลยชำระเงิน 5,000,000 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม), 268 วรรคแรก ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานรวม 2 กระทง กับฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 (เดิม) มีโทษเท่ากัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและจำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 กับให้จำเลยชำระเงิน 4,800,000 บาท ให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในเบื้องต้นได้ว่า นางสาวจิรา ผู้ร้อง กับนายเจริญ ผู้เสียหาย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556 จำเลยทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างประเภทอาคารพาณิชย์ จากนายเจริญ ผู้เสียหาย ในราคา 6,000,000 บาท ในวันทำสัญญาจำเลยชำระเงินมัดจำ 200,000 บาท และวันที่ 4 มิถุนายน 2556 ชำระอีก 300,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 และ 29 ธันวาคม 2557 ผู้ร้องได้รับชำระเงินค่าที่ดินตามสัญญาจำนวน 100,000 บาท และ 400,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 มีการออกโฉนดที่ดินเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2557 จำเลยแจ้งความต่อร้อยตำรวจเอกชนาวิญ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สาย ว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 ของจำเลยสูญหายไป ร้อยตำรวจเอกชนาวิญมอบหมายให้ร้อยตำรวจตรีสมศักดิ์ ตำแหน่งเสมียนประจำวัน บันทึกข้อความลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย วันเดียวกันจำเลยนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย โดยให้ถ้อยคำต่อนางสาวสายสุนีย์ และนางสาวกนกกาญจน์ เจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อบันทึกในคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิในที่ดิน ประเภทออกใบแทน (กรณีสูญหาย) คำขอใบแทนโฉนดที่ดินกรณีสูญหาย บันทึกถ้อยคำผู้ขอเรื่องออกใบแทน และประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย ต่อมาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 มีการออกใบแทนโฉนดที่ดิน และเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2557 จำเลยโอนขายให้แก่นางสาวรัชฎาภรณ์ ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2559 ผู้เสียหายทราบเรื่องดังกล่าวจากการไปตรวจสอบโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย จึงแจ้งความให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีกับจำเลย เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการของผู้ตาย ตามเอกสารท้ายคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2565 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ โจทก์มีผู้ร้องเบิกความได้ความว่า ขณะทำสัญญาจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ที่บ้านของผู้ร้อง จำเลยมากับน้องของสามีชื่อกิ๊ก ส่วนผู้ร้องอยู่กับผู้ตายและนายวัฒนา สามีผู้ร้อง ผู้ร้องรู้เห็นและลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา จำเลยตกลงวางเงินมัดจำ 200,000 บาท และในวันที่ 4 มิถุนายน 2556 อีก 300,000 บาท ให้ออกโฉนดที่ดินอาคารพาณิชย์เป็นชื่อจำเลย เพื่อความสะดวกในการนำไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 มีการออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อจำเลย โดยผู้ตายเก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้ ต่อมาผู้ร้องทราบจากผู้ตายว่า โฉนดที่ดินถูกเปลี่ยนมือเป็นชื่อของคนอื่นแล้ว โดยจำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหาย แล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดิน และพันตำรวจโทวิชัย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สาย เบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 พันตำรวจตรีชนาวิญ แจ้งพยานว่าจำเลยมาพบพันตำรวจชนาวิญเพื่อขอลงรายงานประจำวันว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายแล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน และในวันเดียวกันผู้ตายได้นำต้นฉบับโฉนดที่ดินมาแสดงต่อพยาน พยานจึงสอบคำให้การทั้งสองคนไว้โดยพันตำรวจตรีชนาวิญ เป็นผู้กล่าวหาที่ 1 จากนั้นพยานมีหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย และสอบคำให้การนายธนดล ผู้รับมอบอำนาจหัวหน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย เป็นผู้กล่าวหาที่ 2 พยานออกหมายเรียกจำเลยแต่จำเลยไม่มา จึงขอออกหมายจับ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ตามหมายจับ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ เห็นว่า ตามคำเบิกความของผู้ร้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ตายได้ความตรงกันว่า ในวันทำสัญญาจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ จำเลยกับผู้ตายตกลงให้ออกโฉนดที่ดินที่ตั้งอาคารพาณิชย์เป็นชื่อของจำเลย เพื่อนำไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน และต่อมามีการออกโฉนดที่ดินที่ตั้งอาคารพาณิชย์ที่ตกลงจะซื้อขายเป็นโฉนดเลขที่ 49754 โดยผู้ตายเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้ และได้นำไปแสดงต่อพันตำรวจโทวิชัย จำเลยผิดนัดไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือตั้งแต่ปลายปี 2558 ซึ่งโจทก์มีพันตำรวจโทวิชัยมาเบิกความรับรองการสอบคำให้การผู้ตาย และผู้ตายได้นำโฉนดที่ดินมามอบให้พยานไว้ดำเนินคดี พันตำรวจโทวิชัยเป็นเจ้าพนักงาน ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ย่อมจะต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามหน้าที่ ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อปรักปรำจำเลย ทั้งคำเบิกความและคำให้การดังกล่าวสอดคล้องกับสัญญาจะซื้อขายที่จำเลยกับผู้ตายตกลงจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ซึ่งปลูกสร้างในโฉนดที่ดินเลขที่ 7521 โดยมีข้อตกลงในเรื่องที่จำเลยชำระเงินมัดจำบางส่วน และส่วนที่เหลือไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน น่าเชื่อว่าที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารพาณิชย์ตามที่ตกลงจะซื้อขายเป็นส่วนหนึ่งในโฉนดที่ดินเลขที่ 7521 ซึ่งเป็นที่ดินของโครงการที่ยังไม่มีการแบ่งแยก ต่อมาได้มีการแบ่งแยกที่ดินของอาคารพาณิชย์ที่ตกลงจะซื้อขายเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 และหลังจากทำสัญญาจะซื้อขายผู้ตายเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 ไว้ ดังนั้นแม้ไม่ปรากฏหลักฐานในการรับโฉนดที่ดิน หรือสัญญาจะซื้อขายทำที่บ้านของผู้ร้องและไม่ปรากฏข้อตกลงเรื่องการออกโฉนดเป็นชื่อจำเลยแล้วให้ผู้ตายเก็บรักษาไว้ ก็ไม่เป็นพิรุธทำให้ไม่น่าเชื่อถือหรือสงสัยว่ามีการทำสัญญาจะซื้อขายโดยมีข้อตกลงดังกล่าวกันไว้หรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ได้ความว่า จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนายอิทธิพัทธ์ ตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2560 ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทราบจากนายอิทธิพัทธ์ว่าโฉนดที่ดินที่ขอออกใบแทนโฉนดเป็นโฉนดที่ดินที่ตกลงจะซื้อขายกัน ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อขายเป็นผู้จะซื้อและจะต้องนำเอาโฉนดที่ดินไปเป็นหลักประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำเงินมาชำระราคาส่วนที่เหลือ ประกอบกับตามคำให้การของผู้ตายได้ความว่าหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระราคาส่วนที่เหลือ ผู้ตายทวงถามแต่จำเลยผัดผ่อนเรื่อยมา ซึ่งคดีนี้เหตุเกิดเมื่อปี 2557 จำเลยกับนายอิทธิพัทธ์ยังอยู่กินฉันสามีภริยากัน และเมื่อได้รับใบแทนโฉนดแล้วจำเลยก็นำไปจดทะเบียนจำนอง และไถ่ถอนจำนองแล้วโอนขาย แม้นางสาวจิรากับนายวัฒนาไม่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน และนายวัฒนาไม่ได้มาเบิกความต่อศาล ก็เป็นเรื่องดุลพินิจในการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน และในชั้นพิจารณานางสาวจิรามาเบิกความเป็นพยานแล้ว ไม่ทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักลดน้อยลงไปและเป็นพิรุธหรือน่าสงสัย ดังนั้น พฤติการณ์เชื่อได้ว่าขณะที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายแล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน จำเลยทราบว่ายังไม่มีการชำระราคาที่ดินครบถ้วนให้แก่ผู้ตาย และโฉนดที่ดินอยู่ที่ผู้ตาย จำเลยจึงมีเจตนาที่จะกระทำผิดหาใช่เป็นเรื่องที่ขาดเจตนาไม่ ที่จำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานที่ได้ความว่า หลังจากทำสัญญาจะซื้อขาย จำเลยขอกู้เงินจากธนาคารในวงเงิน 6,000,000 บาท แต่ไม่ผ่านเนื่องจากราคาซื้อขายอาคารพาณิชย์หลังอื่นมีราคาเพียง 3,600,000 ถึง 3,800,000 บาท เท่านั้น ก่อนเกิดเหตุ นายอิทธิพัทธ์บอกว่าชำระราคาที่ดินครบถ้วนแล้วแต่โฉนดที่ดินสูญหาย และนายอิทธิพัทธ์พาจำเลยไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงรายเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ก็มีแต่คำเบิกความของจำเลยประกอบภาพถ่ายอาคารพาณิชย์ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน และเพิ่งยกขึ้นมาอ้างในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีโดยมีวัตถุประสงค์นำไปใช้หรืออ้างเป็นพยานหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ซึ่งเอกสารที่เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานที่ดินบันทึกไว้เป็นเอกสารราชการ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สำนักงานและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย ผู้อื่นหรือประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ผู้ร้องมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า กรณีที่ผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน โดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ในโฉนดที่ดินต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้ เมื่อตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ตายได้ความว่าจำเลยยังคงค้างชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ตามสัญญาจะซื้อขายเป็นเงิน 4,800,000 บาท ส่วนจำเลยมีแต่คำเบิกความของจำเลยว่าราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์มีราคาไม่ถึง 6,000,000 บาท ตามที่ตกลงกันตามสัญญาจะซื้อขาย แต่ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ 4,800,000 บาท เหมาะสมแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบา และรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วางโทษจำเลยจำคุก 6 เดือน ก่อนลดโทษ ทั้งยังลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน นับว่าเหมาะสมแก่สภาพความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว และการที่จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจกับเจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการและใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดนั้น ทำให้จำเลยได้รับใบแทนโฉนดที่ดิน แล้วนำไปโอนขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่บุคคลอื่น โดยยังไม่มีการชำระราคา 4,800,000 บาท ให้แก่ผู้ตายซึ่งเป็นเจ้าของ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้รู้สึกถึงความผิดและบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตน เมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด แม้จะเป็นการลงโทษจำคุกในระยะสั้น ก็ทำให้จำเลยหลาบจำและเป็นการปรามผู้อื่นมิให้กระทำผิดเช่นเดียวกับจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่ผู้ร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในส่วนคดีอาญา เมื่อคดีอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกา ผู้ร้องจึงไม่ต้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่ง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




