
| ผู้จัดการมรดกหลายคนฟ้องแทนกองมรดกได้เพียงลำพังหรือไม่ และทายาทมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้เพียงใดเมื่อทรัพย์ยังอยู่ในชื่อทายาทบางคน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้องของผู้จัดการมรดกหลายคน สิทธิของทายาทในการฟ้องบังคับตามข้อตกลงแบ่งมรดก และสถานะของทรัพย์สินที่มีการโอนให้ทายาทบางคนก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โดยประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงว่าทรัพย์พิพาทเป็นมรดกของใครเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงคำถามสำคัญว่า เมื่อผู้จัดการมรดกมีหลายคน บุคคลหนึ่งจะฟ้องเรียกทรัพย์คืนสู่กองมรดกได้โดยลำพังหรือไม่ และหากผู้ฟ้องมีฐานะเป็นทั้งผู้จัดการมรดกและทายาทด้วย จะสามารถใช้สิทธิในฐานะทายาทฟ้องบังคับตามบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกได้เพียงใด คดีนี้ยังสะท้อนหลักกฎหมายมรดกที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ ขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 หลักการตัดสินใจโดยเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดกหลายคนตามมาตรา 1726 การตีความว่าคดีใดเป็นคดีจัดการมรดกกับคดีใดเป็นคดีบังคับตามสัญญาแบ่งมรดก ตลอดจนภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานเรื่องกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1373 อีกทั้งยังเกี่ยวพันกับปัญหาดอกเบี้ยผิดนัดภายหลังการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในปี 2564 ซึ่งศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ในฐานะข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นทั้งทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 และเจ้ามรดกที่ 2 อีกทั้งยังเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 2 และเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของเจ้ามรดกที่ 1 กับนายธาตรี ภายหลังเจ้ามรดกที่ 1 ถึงแก่ความตาย บรรดาทายาทได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 กำหนดส่วนแบ่งในที่ดินแต่ละแปลงไว้ชัดเจน โดยโจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากที่ดินบางแปลงจำนวน 1.5 ส่วนใน 12 ส่วน และอีกบางแปลงจำนวน 3 ส่วนใน 12 ส่วน ต่อมาปรากฏว่าที่ดินบางส่วนมีชื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกลับคืนแก่กองมรดก เพื่อจะได้แบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 ก่อน แล้วจึงดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกในส่วนของเจ้ามรดกที่ 2 ต่อไป และหากโอนไม่ได้ก็ให้ใช้ราคาแก่โจทก์ตามส่วนที่ตนมีสิทธิได้รับพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ต่อสู้คดีโดยขอให้ยกฟ้อง ประเด็นข้อพิพาทจึงแตกออกเป็นหลายชั้น ได้แก่ โจทก์มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องในฐานะทายาทหรือไม่ ทรัพย์ที่พิพาทเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 หรือเจ้ามรดกที่ 2 เพียงใด และคดีขาดอายุความหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นแรก อำนาจฟ้องของผู้จัดการมรดกหลายคน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกทรัพย์จากจำเลยทั้งสองเพื่อให้กลับคืนสู่กองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 เป็นการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยตรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 เพราะเป็นการรวบรวมและจัดการทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาท ดังนั้นเมื่อเจ้ามรดกที่ 1 มีผู้จัดการมรดกสองคน คือ โจทก์และนายธาตรี การดำเนินการย่อมต้องอยู่ภายใต้ ป.พ.พ. มาตรา 1726 ซึ่งบัญญัติว่า หากมีผู้จัดการมรดกหลายคน การทำการตามหน้าที่ต้องถือเสียงข้างมาก เว้นแต่พินัยกรรมจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้แต่ผู้เดียว มิได้ฟ้องร่วมกับผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่ง และไม่ปรากฏข้อยกเว้นตามพินัยกรรมหรือคำสั่งศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 การวินิจฉัยส่วนนี้ยืนยันหลักสำคัญว่า อำนาจของผู้จัดการมรดกมิใช่อำนาจส่วนบุคคลที่ต่างคนต่างใช้อย่างอิสระ แต่เป็นอำนาจในทางนิติสัมพันธ์ที่ต้องใช้อย่างเป็นระบบและอยู่ภายใต้กลไกที่กฎหมายวางไว้เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของกองมรดกและทายาททุกคน ประเด็นที่สอง โจทก์มีอำนาจฟ้องในฐานะทายาทหรือไม่ แม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 แต่ศาลฎีกาพิเคราะห์คำบรรยายฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์มิได้อ้างสิทธิเฉพาะฐานะผู้จัดการมรดกเท่านั้น หากยังอ้างด้วยว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกตามบันทึกข้อตกลงของทายาท จึงถือได้ว่าโจทก์ฟ้องขอแบ่งปันมรดกในฐานะทายาทด้วย ผลคือ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในฐานะทายาท แม้จะไม่มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดก การวินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระของคำฟ้อง มิใช่เพียงถ้อยคำกำกับฐานะของผู้ฟ้อง หากข้อเท็จจริงที่บรรยายฟ้องสะท้อนชัดว่าผู้ฟ้องกำลังใช้สิทธิในฐานะทายาท ศาลย่อมรับรองอำนาจฟ้องในฐานะดังกล่าวได้ ประเด็นที่สาม สิทธิของโจทก์ตามบันทึกข้อตกลงแบ่งมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ศาลฎีการับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังเจ้ามรดกที่ 1 ถึงแก่ความตาย ทายาททุกคนรวมทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ข้อตกลงดังกล่าวผูกพันทายาททุกคนที่ร่วมลงนาม จำเลยทั้งสองจึงต้องปฏิบัติตามส่วนแบ่งที่กำหนดไว้ ตามบันทึกนั้น โจทก์มีสิทธิได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 แปลงละ 1.5 ส่วนใน 12 ส่วน และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1461 จำนวน 3 ส่วนใน 12 ส่วน เมื่อทรัพย์ดังกล่าวไปอยู่ในชื่อจำเลยทั้งสอง จำเลยจึงต้องโอนให้โจทก์ตามสิทธิที่กำหนดไว้ มิใช่โอนคืนทั้งหมดเข้ากองมรดกก่อนอย่างที่โจทก์เรียกร้องในฐานะผู้จัดการมรดก ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาให้จำเลยโอนตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิโดยตรง และหากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ประเด็นที่สี่ อายุความตามมาตรา 1733 วรรคสองใช้บังคับหรือไม่ จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่า คดีส่วนนี้ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง แต่ศาลฎีกาไม่รับฟัง โดยเห็นว่าคดีนี้มิใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามบทบัญญัติดังกล่าว หากเป็นคดีฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งปันมรดกหรือบันทึกข้อตกลงระหว่างทายาท กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิทธิที่โจทก์นำมาฟ้องมิได้เกิดจากการขอควบคุมตรวจสอบการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดก แต่เกิดจากข้อตกลงภายในหมู่ทายาทที่กำหนดส่วนแบ่งทรัพย์กันแล้ว หลักนี้สำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะช่วยแยกให้ชัดระหว่าง “คดีจัดการมรดก” กับ “คดีบังคับตามสัญญาแบ่งมรดก” ซึ่งมีฐานสิทธิและผลทางอายุความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นที่ห้า ทรัพย์ส่วนของเจ้ามรดกที่ 2 เป็นมรดกหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หลังจากทำบันทึกแบ่งมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 แล้ว ต่อมาเจ้ามรดกที่ 2 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยในสารบัญจดทะเบียนระบุประเภทการจดทะเบียนว่า “ให้” จึงก่อให้เกิดข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว โจทก์อ้างว่าการโอนดังกล่าวเป็นเพียงการให้จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทน มิใช่การยกให้จริง แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเป็นเพียงพยานบอกเล่า คือ คำที่เจ้ามรดกที่ 2 เคยบอกเล่าไว้แก่บุคคลอื่น ศาลจึงไม่อาจรับฟังเป็นหลักฐานหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายได้ ผลคือ ต้องถือว่าเจ้ามรดกที่ 2 ได้ยกทรัพย์ส่วนของตนให้จำเลยที่ 2 แล้วก่อนตาย ทรัพย์ส่วนดังกล่าวจึงไม่เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 2 และโจทก์ไม่มีอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกหรือทายาทที่จะขอแบ่งปันทรัพย์ส่วนนั้น ประเด็นที่หก ดอกเบี้ยผิดนัดหลังการแก้ไขกฎหมายปี 2564 ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจากร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราใหม่ตามที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาถือว่าประเด็นนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องแม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นกล่าวโดยตรง ศาลจึงกำหนดให้จำเลยทั้งสองต้องชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปให้ใช้อัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่กระทรวงการคลังอาจปรับใหม่บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ วิเคราะห์หลักกฎหมาย เจตนารมณ์ของบทบัญญัติ และแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง หลักกฎหมายในคดีนี้มีแก่นสำคัญอยู่ที่การแยก “ฐานะ” ของบุคคลผู้ฟ้องออกจากกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ คนคนเดียวอาจมีสถานะเป็นทั้งผู้จัดการมรดกและทายาท แต่สิทธิในการฟ้องแต่ละฐานะย่อมมีขอบเขตและเงื่อนไขต่างกัน มาตรา 1719 มีเจตนารมณ์ให้ผู้จัดการมรดกเป็นผู้รวบรวม รักษา จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกแทนกองมรดกอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นอำนาจที่กฎหมายมอบให้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของทายาท ไม่ใช่เพื่อประโยชน์เฉพาะบุคคลของผู้จัดการมรดกคนใดคนหนึ่ง มาตรา 1726 มีเจตนารมณ์ควบคุมมิให้ผู้จัดการมรดกหลายคนใช้อำนาจคนละทิศทางหรือกระทำการโดยพลการ อันอาจสร้างความเสียหายแก่กองมรดกและทายาทอื่น การบังคับให้ยึดถือเสียงข้างมากจึงเป็นกลไกคานอำนาจภายใน หากเสียงเท่ากัน ศาลจึงเข้ามาชี้ขาดได้ตามคำร้องของผู้มีส่วนได้เสีย หลักนี้สอดคล้องกับธรรมชาติของการบริหารทรัพย์สินรวมที่ต้องคำนึงถึงความสมดุลและความโปร่งใส ในทางตรงกันข้าม การที่ศาลรับรองอำนาจฟ้องของโจทก์ในฐานะทายาท สะท้อนแนวคิดว่าทายาทยังคงมีสิทธิเรียกร้องให้เป็นไปตามส่วนแบ่งที่ตนตกลงกันไว้แล้ว หากมีบันทึกแบ่งมรดกที่ชัดเจน สิทธินั้นมีลักษณะเป็นสิทธิเรียกร้องตามข้อตกลง มิใช่เพียงความคาดหมายในทรัพย์มรดกที่ยังมิได้จัดการ สำหรับมาตรา 1733 วรรคสอง ศาลฎีกาในคดีนี้วางหลักแยกชัดเจนว่า เมื่อคดีมีมูลฐานจากสัญญาแบ่งมรดก ก็ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกโดยตรง อายุความพิเศษของการจัดการมรดกจึงไม่อาจนำมาใช้โดยอัตโนมัติ การตีความเช่นนี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปในกฎหมายแพ่งที่ให้พิจารณาจากมูลเหตุแห่งสิทธิที่นำมาฟ้อง มิใช่เพียงหัวข้อหรือฉากหลังของข้อพิพาท ส่วนมาตรา 1373 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองความแน่นอนในทางทะเบียนและสถานะความเป็นเจ้าของ โดยตั้งข้อสันนิษฐานให้ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนได้รับประโยชน์ก่อน ผู้ใดอ้างเป็นอย่างอื่นย่อมมีภาระพิสูจน์หักล้างอย่างหนักแน่น คดีนี้จึงยืนยันว่า พยานบอกเล่าเพียงว่าผู้โอนเคยพูดให้ถือแทน ไม่เพียงพอจะหักล้างการจดทะเบียนให้ซึ่งปรากฏชัดในเอกสารทางราชการ ในเชิงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง คดีนี้อยู่บนแนวเดียวกับหลักทั่วไปที่ศาลฎีกาเคร่งครัดเรื่องอำนาจฟ้องของผู้จัดการมรดกและการใช้สิทธิแทนกองมรดก กล่าวคือ หากเป็นการดำเนินการในหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมายมรดกโดยเคร่งครัด แต่ถ้าผู้ฟ้องใช้สิทธิของตนเองในฐานะทายาทหรือเจ้าหนี้ตามสัญญา ศาลย่อมพิจารณาอำนาจฟ้องตามฐานะนั้นโดยแยกจากบทบาทผู้จัดการมรดก สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและโอนที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1461 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 5 ใน 12 ส่วน กลับสู่กองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 แปลงละ 5 ใน 12 ส่วน กลับสู่กองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 เพื่อให้ผู้จัดการมรดกนำไปแบ่งปันแก่ทายาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้ว่า ให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1461 จำนวน 7 ใน 12 ส่วน ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 2 ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 2 โดยปลอดจำนอง และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้โอนทรัพย์กลับสู่กองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1461 ให้แก่โจทก์ 3 ใน 12 ส่วน โดยปลอดจำนอง หากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคา 438,750 บาท และให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 แปลงละ 1.5 ใน 12 ส่วน ให้แก่โจทก์ หากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคา 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตรากฎหมายที่เปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้หลักกฎหมายสำคัญว่า อำนาจของผู้จัดการมรดกเป็นอำนาจตามกฎหมายที่ต้องใช้ภายใต้กรอบแห่งหน้าที่และวิธีการที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด มิใช่อำนาจส่วนบุคคลที่ผู้จัดการมรดกคนใดจะหยิบยกใช้แต่ลำพังได้เสมอไป เมื่อผู้จัดการมรดกมีหลายคน การฟ้องเรียกทรัพย์เข้ากองมรดกย่อมต้องดำเนินการร่วมกันตามหลักเสียงข้างมากตามมาตรา 1726 หากฝ่าฝืนย่อมกระทบถึงอำนาจฟ้องโดยตรง ขณะเดียวกัน ศาลฎีกายังวางแนวไว้อย่างลุ่มลึกว่า แม้ผู้ฟ้องจะสะดุดในฐานะผู้จัดการมรดก แต่หากข้อเท็จจริงในคำฟ้องเผยให้เห็นชัดว่าผู้ฟ้องใช้สิทธิของตนเองในฐานะทายาทตามข้อตกลงแบ่งมรดก ศาลย่อมรับรองอำนาจฟ้องในฐานะนั้นได้ หลักนี้แสดงให้เห็นถึงการตีความที่มุ่งเนื้อหาสาระเหนือรูปแบบ และคุ้มครองสิทธิเรียกร้องที่แท้จริงของคู่ความ อีกประการหนึ่ง คดีนี้ตอกย้ำว่า บันทึกข้อตกลงแบ่งมรดกระหว่างทายาทมีผลผูกพันเสมือนนิติกรรมหรือสัญญาที่คู่กรณีต้องปฏิบัติตาม การผิดสัญญาย่อมถูกฟ้องบังคับได้ โดยไม่อาจอ้างอายุความของคดีจัดการมรดกมาใช้ปัดความรับผิด หากฐานสิทธิที่ฟ้องแท้จริงคือสิทธิตามสัญญาแบ่งมรดก นอกจากนี้ คดียังแสดงถึงความเข้มงวดของภาระการพิสูจน์ในกรณีอ้างว่าผู้รับโอนถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น เมื่อทะเบียนแสดงว่าเป็นการ “ให้” ผู้มีชื่อในทะเบียนย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1373 ผู้กล่าวอ้างเป็นอย่างอื่นต้องมีพยานหลักฐานที่หนักแน่นและรับฟังได้โดยตรง มิใช่เพียงพยานบอกเล่า สุดท้าย ศาลฎีกาแสดงบทบาทเชิงรุกในการรักษาความถูกต้องของกฎหมายโดยยกประเด็นอัตราดอกเบี้ยขึ้นวินิจฉัยเองในฐานะข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน สะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณหรือเป็นหลักบังคับย่อมต้องได้รับการเคารพ แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นกล่าวก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกให้ชัดว่า การฟ้องเรียกทรัพย์เข้าสู่กองมรดกเป็นอำนาจของ “ผู้จัดการมรดก” ซึ่งต้องปฏิบัติตามหลักเสียงข้างมากเมื่อมีผู้จัดการมรดกหลายคน หรือเป็นการใช้สิทธิของ “ทายาท” ตามบันทึกข้อตกลงแบ่งมรดก ซึ่งย่อมฟ้องบังคับเอาตามส่วนของตนได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโดยลำพังในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 แต่ยังมีอำนาจฟ้องในฐานะทายาท เพราะคำฟ้องแสดงชัดว่าขอรับทรัพย์ตามส่วนแบ่งของตนตามข้อตกลงระหว่างทายาท สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ผู้จัดการมรดกหลายคนต้องถือเสียงข้างมาก แก่นสำคัญอยู่ที่ ป.พ.พ. มาตรา 1726 ประกอบมาตรา 1719 กล่าวคือ หากการฟ้องคดีเป็นการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดก เช่น การเรียกทรัพย์กลับเข้ากองมรดกเพื่อแบ่งแก่ทายาท ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งจะฟ้องโดยลำพังไม่ได้เมื่อมีผู้จัดการมรดกหลายคน เว้นแต่จะเป็นไปตามหลักเสียงข้างมากหรือมีข้อกำหนดเป็นอย่างอื่นตามกฎหมาย 2. ทายาทฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้ แม้ผู้ฟ้องจะไม่มีอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดก แต่หากคำฟ้องสะท้อนว่าผู้ฟ้องเรียกร้องตามส่วนแบ่งมรดกของตนจากบันทึกข้อตกลงของทายาท ผู้ฟ้องย่อมมีอำนาจฟ้องในฐานะทายาทได้ คดีจึงเป็นคดีบังคับตามสัญญาแบ่งมรดก ไม่ใช่คดีจัดการมรดกตามมาตรา 1733 วรรคสอง และไม่อาจนำอายุความบทนั้นมาใช้ตัดสิทธิได้ วิเคราะห์เชิงลึกประเด็นอำนาจฟ้องของผู้จัดการมรดกหลายคน ประเด็นสำคัญลำดับแรกของคำพิพากษาศาลฎีกานี้ คือ การกำหนดขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกในกรณีที่มีผู้จัดการมรดกมากกว่าหนึ่งคน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะกรณีที่ทายาทคนหนึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับบุคคลอื่น แล้วประสงค์จะดำเนินคดีเรียกทรัพย์คืนสู่กองมรดกโดยลำพัง ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การเรียกทรัพย์จากบุคคลภายนอกหรือจากทายาทบางคนที่ถือทรัพย์อยู่ เพื่อกลับคืนสู่กองมรดกสำหรับนำไปแบ่งปันแก่ทายาทนั้น เป็น “การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดก” โดยแท้ จึงอยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1726 มาตรา 1719 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดสาระสำคัญของหน้าที่ผู้จัดการมรดก กล่าวคือ ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดก ชำระหนี้ ดูแลรักษาทรัพย์ และแบ่งปันแก่ทายาทหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมาย การฟ้องคดีเรียกทรัพย์มรดกคืนจึงไม่ใช่การใช้สิทธิส่วนตัวของผู้จัดการมรดก แต่เป็นการใช้สิทธิแทนกองมรดกซึ่งมีผลกระทบต่อทายาททุกคน ส่วนมาตรา 1726 บัญญัติรองรับกรณีมีผู้จัดการมรดกหลายคน โดยให้การกระทำตามหน้าที่ต้องถือเสียงข้างมาก เว้นแต่พินัยกรรมกำหนดเป็นอย่างอื่น และถ้าเสียงเท่ากัน ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องต่อศาลให้ชี้ขาดได้ คำพิพากษานี้จึงยืนยันหลักสำคัญว่า ผู้จัดการมรดกหลายคนมิใช่ต่างคนต่างมีอำนาจเต็มแยกจากกัน แต่ต้องร่วมกันใช้อำนาจภายใต้กลไกที่กฎหมายกำหนด เพราะหากปล่อยให้ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งดำเนินคดีแทนกองมรดกโดยไม่ต้องฟังอีกคนหนึ่ง อาจนำไปสู่การดำเนินคดีที่ขัดต่อประโยชน์ของกองมรดกหรือขัดต่อความเห็นของผู้มีอำนาจร่วม อันเป็นการเปิดช่องให้เกิดความเสียหายแก่ทายาทโดยรวมได้ ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงยุติว่า โจทก์และนายธาตรีเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของเจ้ามรดกที่ 1 แต่โจทก์กลับฟ้องคดีแต่ผู้เดียวในส่วนที่เรียกทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 การวินิจฉัยดังกล่าวไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคนิควิธีพิจารณา แต่เป็นการคุ้มครองหลักการใช้อำนาจร่วมของผู้จัดการมรดกตามเจตนารมณ์ของกฎหมายมรดกโดยตรง วิเคราะห์เชิงลึกประเด็นสิทธิฟ้องของทายาทตามบันทึกข้อตกลงแบ่งมรดก แม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 แต่ศาลฎีกาก็มิได้ยุติคดีเพียงเท่านั้น หากย้อนกลับไปพิเคราะห์เนื้อหาของคำฟ้องอย่างละเอียด และพบว่าโจทก์มิได้ขอคุ้มครองสิทธิในฐานะผู้จัดการมรดกเพียงฐานะเดียว แต่ยังบรรยายด้วยว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ในฐานะทายาทตามบันทึกข้อตกลงของบรรดาทายาท จุดนี้เป็นแก่นสำคัญของคำพิพากษา เพราะศาลฎีกาแยกฐานะของผู้ฟ้องออกเป็นสองชั้นอย่างชัดเจน คือ ชั้นแรก ฐานะผู้จัดการมรดก ซึ่งต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของมาตรา 1726 และชั้นที่สอง ฐานะทายาทผู้มีสิทธิตามบันทึกแบ่งมรดก ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องส่วนบุคคลของผู้ฟ้องเอง เมื่อคำฟ้องมีข้อความเพียงพอให้เห็นว่าโจทก์เรียกร้องตามส่วนแบ่งมรดกของตน จึงถือว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องในฐานะทายาท แม้จะไม่มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกก็ตาม หลักการนี้มีนัยสำคัญอย่างมากในทางปฏิบัติ เนื่องจากหลายคดีผู้ฟ้องเป็นทั้งทายาท ผู้จัดการมรดก หรือแม้แต่ผู้รับโอนสิทธิบางส่วน หากศาลยึดแต่รูปคำหรือคำนำหน้าสถานะโดยไม่พิจารณาเนื้อหาของคำฟ้อง ก็อาจปิดกั้นสิทธิที่แท้จริงของผู้ฟ้องโดยไม่จำเป็น แต่คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ “สาระของสิทธิที่ถูกใช้” มากกว่ารูปแบบการกล่าวอ้าง อีกทั้งเมื่อมีบันทึกข้อตกลงแบ่งมรดกระหว่างทายาทแล้ว สิทธิของทายาทแต่ละคนย่อมมีความชัดเจนขึ้นกว่าก่อนการแบ่ง กล่าวคือ จากเดิมที่ทายาทมีเพียงสิทธิในกองมรดกโดยรวม เมื่อมีการตกลงแบ่งเฉพาะแล้ว สิทธิดังกล่าวอาจแปรสภาพเป็นสิทธิเรียกร้องให้ส่งมอบทรัพย์หรือโอนกรรมสิทธิ์ตามส่วนที่ตกลงกันไว้ได้ การไม่ปฏิบัติตามบันทึกดังกล่าวจึงเป็นข้อผิดสัญญาหรือผิดข้อตกลงระหว่างทายาท หาใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องการจัดการมรดกโดยนามธรรมไม่ วิเคราะห์ผลผูกพันของบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดก คดีนี้รับฟังเป็นยุติว่า หลังเจ้ามรดกที่ 1 ถึงแก่ความตาย บรรดาทายาทรวมทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำบันทึกข้อตกลงแบ่งมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 โดยกำหนดไว้ชัดเจนว่าโจทก์มีสิทธิได้รับที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 แปลงละ 1.5 ส่วนใน 12 ส่วน และมีสิทธิได้รับที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1461 จำนวน 3 ส่วนใน 12 ส่วน เมื่อข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงของทายาททุกคนที่ร่วมลงนาม ย่อมมีผลผูกพันคู่สัญญาตามหลักทั่วไปแห่งนิติกรรมและสัญญา จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ร่วมทำบันทึกย่อมต้องผูกพันที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงนั้น จะอ้างภายหลังว่าไม่ผูกพัน หรือจะยึดทรัพย์ไว้เกินส่วนของตนย่อมมิได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าบันทึกดังกล่าวเป็นโมฆะ โมฆียะ ถูกเพิกถอน หรือมีเหตุอื่นตามกฎหมายให้ไม่ต้องรับผูกพัน สาระสำคัญจึงอยู่ที่ ศาลฎีกามิได้มองบันทึกแบ่งมรดกเป็นเพียงเอกสารประกอบข้อเท็จจริง แต่ถือว่าเป็นมูลฐานแห่งสิทธิที่โจทก์ใช้ฟ้องโดยตรง ผลคือ ศาลไม่จำเป็นต้องสั่งให้ทรัพย์ทั้งหมดกลับคืนกองมรดกก่อน แล้วค่อยนำไปแบ่งใหม่ หากสิทธิของโจทก์ในทรัพย์แต่ละรายการชัดเจนอยู่แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้โอนตรงแก่โจทก์ตามส่วนที่ตกลงกันไว้ได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย และลดขั้นตอนการดำเนินคดีโดยไม่จำเป็น หลักนี้ยังช่วยสะท้อนว่า เมื่อทายาทได้แบ่งทรัพย์กันโดยข้อตกลงแล้ว ความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างกันย่อมก้าวข้ามจากสถานะ “ผู้มีสิทธิในกองมรดกร่วมกัน” ไปสู่สถานะ “เจ้าหนี้และลูกหนี้ตามสิทธิเรียกร้องเฉพาะส่วน” ในบางกรณีได้ การฟ้องบังคับตามข้อตกลงเช่นนี้จึงเป็นการคุ้มครองสิทธิที่เกิดจากการแบ่งมรดกเสร็จแล้วในเชิงเนื้อหา แม้ในทางทะเบียนหรือในทางข้อเท็จจริง การโอนยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ตาม วิเคราะห์ประเด็นอายุความและเหตุที่ศาลไม่ใช้มาตรา 1733 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่า คดีในส่วนที่โจทก์เรียกร้องสิทธิของตนขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยไม่รับฟัง โดยให้เหตุผลว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งปันมรดก มิใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามมาตรา 1733 วรรคสอง การวินิจฉัยในส่วนนี้มีน้ำหนักอย่างมากในทางทฤษฎี เพราะเป็นการจำแนกฐานสิทธิแห่งคดีอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ การพิจารณาว่าอายุความบทใดจะใช้บังคับ ต้องดูจาก “มูลเหตุแห่งสิทธิเรียกร้อง” ที่เป็นแกนแท้จริงของคดี มิใช่ดูเพียงว่าคดีนั้นเกี่ยวเนื่องกับทรัพย์มรดกหรือเกิดขึ้นในบริบทของการแบ่งมรดก มาตรา 1733 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการจัดการมรดกในความหมายเฉพาะ ซึ่งมุ่งคุ้มครองความแน่นอนของการบริหารกองมรดก และจำกัดระยะเวลาที่จะมีการโต้แย้งเกี่ยวกับการจัดการของผู้จัดการมรดกหรือการจัดการทรัพย์มรดกโดยตรง แต่หากข้อพิพาทได้พัฒนาไปสู่ระดับที่ทายาททำข้อตกลงแบ่งทรัพย์กันแล้ว และโจทก์ฟ้องบังคับให้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว สิทธินั้นย่อมมีลักษณะเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาหรือบันทึกข้อตกลง มิใช่สิทธิตรวจสอบการจัดการมรดกโดยตรง หากศาลใช้มาตรา 1733 วรรคสอง ไปครอบคดีลักษณะนี้ทั้งหมด จะทำให้ข้อตกลงแบ่งมรดกซึ่งคู่สัญญาตกลงกันอย่างชัดเจนขาดสภาพบังคับได้ง่ายเกินควร และเปิดช่องให้ผู้รับประโยชน์จากการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอ้างอายุความพิเศษมาเป็นเกราะกำบัง ทั้งที่แท้จริงตนกำลังผิดคำมั่นที่ให้ไว้แก่ทายาทอื่น ด้วยเหตุนี้ คำพิพากษาศาลฎีกานี้จึงเป็นบรรทัดฐานที่มีคุณค่ามากสำหรับคดีมรดกในทางปฏิบัติ เพราะช่วยยืนยันว่า ไม่ใช่ทุกคดีที่มีพื้นหลังเกี่ยวกับมรดกจะต้องตกอยู่ภายใต้กฎอายุความเฉพาะของกฎหมายมรดกเสมอไป หากสิทธิที่นำมาฟ้องเป็นสิทธิตามข้อตกลงที่เกิดขึ้นภายหลัง หรือเป็นสิทธิตามนิติกรรมระหว่างทายาท ศาลต้องแยกพิจารณาอย่างระมัดระวัง วิเคราะห์ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1373 และภาระการพิสูจน์เรื่องการถือกรรมสิทธิ์แทน อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก คือ ปัญหาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 ในส่วนของเจ้ามรดกที่ 2 ยังเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2549 เจ้าของทรัพย์คือเจ้ามรดกที่ 2 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และในสารบัญจดทะเบียนระบุประเภทการจดทะเบียนว่า “ให้” เมื่อมีการจดทะเบียนเช่นนี้ กฎหมายย่อมให้ประโยชน์แก่ผู้รับโอนตามข้อสันนิษฐานแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1373 ว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น ผู้ใดจะอ้างว่าผู้รับโอนมิใช่เจ้าของแท้จริง แต่เพียงถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น ย่อมมีภาระนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว โจทก์ในคดีนี้อ้างว่า เจ้าของเดิมเพียงให้จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทน มิได้ประสงค์ยกให้จริง แต่พยานหลักฐานที่นำสืบเป็นเพียงคำเบิกความว่าผู้ตายเคยพูดกับผู้อื่นเช่นนั้น ซึ่งมีลักษณะเป็นพยานบอกเล่า ศาลฎีกาจึงไม่รับฟังพยานดังกล่าวเป็นหลักฐานที่เพียงพอจะหักล้างข้อสันนิษฐานจากทะเบียนได้ การวินิจฉัยเช่นนี้สอดคล้องกับหลักกฎหมายพยานหลักฐานอย่างเคร่งครัด เพราะการหักล้างเอกสารสิทธิหรือรายการจดทะเบียนที่มีผลตามกฎหมายต้องอาศัยพยานหลักฐานที่หนักแน่น ชัดเจน และมีน้ำหนักเพียงพอ มิฉะนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งการจดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์อย่างร้ายแรง เจตนารมณ์ของมาตรา 1373 จึงมิใช่เพียงสร้างข้อสันนิษฐานธรรมดา แต่เป็นกลไกสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบกรรมสิทธิ์และการจดทะเบียน ผู้มีชื่อในทะเบียนต้องได้รับความคุ้มครองในเบื้องต้น มิฉะนั้นข้อพิพาทเรื่อง “ถือแทน” หรือ “รับโอนในนาม” จะเกิดขึ้นได้ไม่รู้จบและทำให้เอกสารสิทธิไร้ความแน่นอน วิเคราะห์เรื่องดอกเบี้ยผิดนัด คดีนี้ยังมีคุณค่าในเชิงกระบวนวิธีพิจารณา เพราะศาลฎีกาได้ยกประเด็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดขึ้นวินิจฉัยเอง แม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างพิจารณาในชั้นฎีกา เนื่องจากมีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจากร้อยละ 7.5 ต่อปี ไปเป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราตามเกณฑ์ใหม่ที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาถือว่าปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 นับเป็นการยืนยันว่า แม้คู่ความจะมิได้โต้เถียงกันอย่างครบถ้วนในประเด็นนี้ แต่หากคำพิพากษาจะก่อผลให้มีการบังคับชำระดอกเบี้ยผิดอัตราตามกฎหมาย ศาลมีหน้าที่แก้ไขให้ถูกต้อง หลักดังกล่าวแสดงถึงบทบาทของศาลฎีกาในฐานะองค์กรสูงสุดแห่งการตีความกฎหมาย มิใช่เพียงผู้ตัดสินตามกรอบข้อพิพาทที่คู่ความหยิบยกขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องคุ้มครองความถูกต้องของระบบกฎหมายโดยรวมด้วย โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง ในคดีนี้ ศาลจึงกำหนดแยกช่วงเวลาดอกเบี้ยอย่างละเอียด คือ ตั้งแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ใช้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ใช้อัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่กระทรวงการคลังอาจปรับตามกฎหมายใหม่บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ การวางรายละเอียดเช่นนี้ทำให้คำพิพากษามีความครบถ้วนและพร้อมต่อการบังคับคดีโดยไม่เกิดข้อสงสัยในภายหลัง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้วางหลักว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4503/2565 มีคุณค่าในฐานะบรรทัดฐานสำคัญอย่างน้อย 4 ประการ ประการแรก วางหลักชัดเจนเรื่องการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดกหลายคนว่า ต้องใช้ร่วมกันภายใต้หลักเสียงข้างมาก การที่ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งดำเนินคดีเรียกทรัพย์เข้ากองมรดกโดยลำพังย่อมมีปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง ประการที่สอง วางหลักว่าศาลสามารถแยกฐานะผู้ฟ้องออกจากกันได้ แม้ผู้ฟ้องจะไม่มีอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดก แต่หากคำฟ้องมีสาระเป็นการใช้สิทธิของทายาทตามส่วนแบ่งของตน ศาลย่อมรับรองอำนาจฟ้องในฐานะทายาทได้ ประการที่สาม วางหลักแยกคดีบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกออกจากคดีจัดการมรดก ทำให้การใช้มาตรา 1733 วรรคสองต้องเป็นไปโดยเคร่งครัดและสอดคล้องกับมูลเหตุแห่งสิทธิจริง มิใช่นำมาใช้กว้างขวางจนเกินขอบเขต ประการที่สี่ ตอกย้ำมาตรฐานการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานแห่งกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1373 ว่าต้องมีพยานหลักฐานที่มั่นคงกว่าพยานบอกเล่า มิฉะนั้นย่อมไม่อาจล้มผลของการจดทะเบียนโอนโดยชอบได้ บทสรุป เมื่อพิเคราะห์โดยตลอด คำพิพากษาศาลฎีกานี้มิใช่เพียงคดีมรดกทั่วไปที่ศาลพิพากษาให้โอนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนเท่านั้น หากแต่เป็นคำพิพากษาที่อธิบายโครงสร้างทางกฎหมายมรดกไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ แยกหน้าที่ของผู้จัดการมรดกออกจากสิทธิของทายาท แยกคดีจัดการมรดกออกจากคดีบังคับตามสัญญาแบ่งมรดก และแยกทรัพย์มรดกออกจากทรัพย์ที่เจ้าของได้โอนให้ผู้อื่นโดยสมบูรณ์ก่อนตาย ในทางปฏิบัติ คดีนี้สอนให้ผู้ทำงานคดีมรดกระมัดระวังอย่างยิ่งในเรื่องการกำหนดฐานะผู้ฟ้อง การบรรยายคำฟ้อง และการวางมูลสิทธิให้ถูกต้อง เพราะหากฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกโดยไม่ครบองค์ประกอบเรื่องอำนาจร่วม คดีอาจสะดุดได้ตั้งแต่ต้น แต่หากสามารถวางคำฟ้องให้สะท้อนสิทธิในฐานะทายาทหรือสิทธิเรียกร้องตามข้อตกลงได้อย่างครบถ้วน ก็อาจรักษาสิทธิของผู้ฟ้องไว้ได้ นอกจากนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีมรดกควรตระหนักว่า ข้อตกลงแบ่งมรดกเป็นเอกสารที่มีผลทางกฎหมายสูง ไม่ควรจัดทำอย่างคลุมเครือ เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น ศาลจะใช้เอกสารดังกล่าวเป็นฐานวินิจฉัยสิทธิของแต่ละฝ่ายโดยตรง ขณะเดียวกัน หากมีการโอนทรัพย์ก่อนตายและประสงค์เพียงให้ผู้อื่นถือแทน ก็ควรทำหลักฐานให้ชัด มิฉะนั้นเมื่อมีการจดทะเบียนในลักษณะ “ให้” แล้ว ผู้กล่าวอ้างภายหลังจะเผชิญภาระพิสูจน์ที่หนักมาก สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายมรดกในเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจนว่า “อำนาจ” และ “สิทธิ” เป็นคนละมิติทางกฎหมายที่ต้องแยกพิจารณาโดยเคร่งครัด กล่าวคือ อำนาจของผู้จัดการมรดกเป็นอำนาจที่กฎหมายมอบให้เพื่อจัดการทรัพย์มรดกแทนกองมรดก มิใช่สิทธิส่วนบุคคลของผู้จัดการมรดกที่จะใช้ตามอำเภอใจ เมื่อมีผู้จัดการมรดกหลายคน การใช้อำนาจดังกล่าวย่อมต้องอยู่ภายใต้หลักเสียงข้างมากตามมาตรา 1726 เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของทายาทโดยรวม ในทางกลับกัน สิทธิของทายาทเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นโดยตรงตามกฎหมายหรือข้อตกลงแบ่งมรดก เมื่อมีการกำหนดส่วนแบ่งทรัพย์ไว้อย่างชัดเจน สิทธิดังกล่าวย่อมสามารถบังคับได้โดยไม่ต้องอาศัยกลไกของผู้จัดการมรดกอีกต่อไป ศาลฎีกาจึงเปิดช่องให้ผู้ฟ้องสามารถใช้สิทธิในฐานะทายาทได้ แม้จะไม่มีอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดก นอกจากนี้ คดีนี้ยังตอกย้ำว่า การจำแนกประเภทคดีเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในทางกฎหมาย เพราะมีผลโดยตรงต่อการใช้บทบัญญัติเรื่องอายุความ หากเป็นคดีบังคับตามสัญญาแบ่งมรดก ย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของมาตรา 1733 วรรคสอง การตีความที่ถูกต้องจึงต้องยึด “มูลเหตุแห่งสิทธิ” เป็นหลัก มิใช่เพียงบริบทของข้อพิพาท ในส่วนของกรรมสิทธิ์ คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1373 ซึ่งคุ้มครองผู้มีชื่อในทะเบียนอย่างเด็ดขาดในเบื้องต้น ผู้ใดจะหักล้างต้องมีพยานหลักฐานโดยตรงและมีน้ำหนักเพียงพอ มิฉะนั้นย่อมไม่อาจโต้แย้งผลของการจดทะเบียนได้ สุดท้าย คดีนี้ยืนยันบทบาทของศาลฎีกาในการรักษาความถูกต้องของกฎหมาย โดยยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยขึ้นวินิจฉัยเองเพื่อให้คำพิพากษาสอดคล้องกับกฎหมายใหม่ อันเป็นหลักประกันความเป็นธรรมและความแน่นอนของระบบกฎหมายโดยรวม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-หากมีผู้จัดการมรดกหลายคน ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งสามารถฟ้องเรียกทรัพย์กลับเข้ากองมรดกได้โดยลำพังหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วไม่อาจกระทำได้โดยลำพัง หากการฟ้องคดีดังกล่าวเป็นการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยตรง เช่น การรวบรวมทรัพย์มรดก การเรียกทรัพย์คืน การรักษาทรัพย์ หรือการดำเนินการเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 วางหลักว่า เมื่อมีผู้จัดการมรดกหลายคน การทำการตามหน้าที่ต้องถือเสียงข้างมาก เว้นแต่พินัยกรรมจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น หรือมีกรณีพิเศษที่ศาลเข้ามาชี้ขาดเมื่อเสียงเท่ากัน ดังนั้นหากผู้จัดการมรดกคนหนึ่งฟ้องคดีโดยลำพัง ทั้งที่กฎหมายกำหนดให้ต้องดำเนินการร่วมกัน ย่อมมีปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องและอาจทำให้ศาลไม่รับรองสิทธิในการดำเนินคดีในฐานะผู้จัดการมรดกได้ 2. คำถาม-หากผู้ฟ้องเป็นทั้งผู้จัดการมรดกและทายาท ศาลจะพิจารณาอำนาจฟ้องอย่างไร คำตอบ ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและเนื้อหาของคำฟ้องเป็นสำคัญ มิใช่ดูแต่เพียงตำแหน่งหรือฐานะที่ผู้ฟ้องอ้างกำกับไว้ หากคำฟ้องแสดงว่า ผู้ฟ้องเรียกร้องสิทธิเพื่อประโยชน์ของกองมรดก ย่อมเป็นการใช้สิทธิในฐานะผู้จัดการมรดก ซึ่งต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามมาตรา 1719 และ 1726 แต่หากคำฟ้องมีข้อความชัดว่าผู้ฟ้องเรียกร้องเอาทรัพย์หรือมูลค่าทรัพย์ตามส่วนที่ตนมีสิทธิได้รับในฐานะทายาทตามสัญญาแบ่งมรดกหรือสิทธิรับมรดกโดยตรง ศาลอาจรับรองอำนาจฟ้องในฐานะทายาทได้ แม้ว่าจะไม่มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกก็ตาม หลักนี้สะท้อนว่าศาลมุ่งเน้นสาระของสิทธิที่ถูกใช้จริงมากกว่ารูปแบบการระบุฐานะในคำฟ้อง 3. คำถาม-บันทึกข้อตกลงแบ่งมรดกระหว่างทายาทมีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ มีผลผูกพันตามกฎหมาย หากเป็นข้อตกลงที่ทายาทผู้มีสิทธิร่วมกันทำขึ้นโดยสมัครใจและไม่มีเหตุให้ตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันผู้ร่วมทำข้อตกลงทุกฝ่าย และเมื่อมีการกำหนดส่วนแบ่งทรัพย์กันไว้อย่างชัดเจนแล้ว ทายาทแต่ละคนย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงได้ หากผู้ใดได้รับทรัพย์ไปอยู่ในชื่อของตนแล้วไม่ยอมโอนตามที่ตกลง หรือยึดถือทรัพย์ไว้เกินกว่าส่วนที่ตนมีสิทธิ ทายาทผู้เสียหายย่อมฟ้องบังคับให้โอนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนได้ ดังนั้นบันทึกแบ่งมรดกมิใช่เพียงเอกสารตกลงกันโดยสมัครเล่น แต่มีผลเป็นนิติกรรมสำคัญที่ใช้บังคับกันได้จริงในทางศาล 4. คำถาม-คดีฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกถือเป็นคดีจัดการมรดกตามมาตรา 1733 วรรคสองหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องถือเป็นคดีจัดการมรดกเสมอไป ต้องพิจารณาจากมูลเหตุแห่งสิทธิที่นำมาฟ้องเป็นสำคัญ หากผู้ฟ้องอาศัยสิทธิตามบันทึกข้อตกลงแบ่งมรดกที่ทายาทร่วมกันทำไว้แล้ว คดีดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นคดีบังคับตามสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างทายาท มิใช่คดีที่เกี่ยวกับการจัดการมรดกโดยตรงในความหมายของมาตรา 1733 วรรคสอง ดังนั้นจำเลยจะนำอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้ตัดสิทธิผู้ฟ้องโดยอัตโนมัติไม่ได้ หลักนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยป้องกันการตีความขยายอายุความพิเศษออกไปจนกระทบสิทธิของทายาทที่กำลังฟ้องบังคับตามข้อตกลงแบ่งทรัพย์ของตนเอง 5. คำถาม-หากเจ้ามรดกโอนที่ดินให้บุคคลหนึ่งก่อนตายโดยในทะเบียนระบุว่าเป็นการให้ จะยังถือเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว หากมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายและระบุในสารบัญจดทะเบียนชัดว่าเป็นการ “ให้” ย่อมต้องถือเป็นการโอนกรรมสิทธิ์เสร็จเด็ดขาดในขณะผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ทรัพย์ดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นมรดก เว้นแต่ผู้คัดค้านจะพิสูจน์ได้ว่าการโอนนั้นมิใช่การให้จริง แต่เป็นเพียงการถือกรรมสิทธิ์แทนหรือมีนิติสัมพันธ์อย่างอื่นแอบแฝงอยู่ อย่างไรก็ตาม ภาระการพิสูจน์ในเรื่องนี้อยู่ที่ฝ่ายผู้กล่าวอ้าง และต้องใช้พยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ หากมีเพียงคำบอกเล่าหรือข้ออ้างทั่วไปโดยไม่มีหลักฐานตรง ศาลย่อมไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่เกิดจากเอกสารจดทะเบียนได้ 6. คำถาม-พยานบอกเล่าใช้พิสูจน์ได้หรือไม่ว่า ผู้รับโอนถือกรรมสิทธิ์แทนเจ้ามรดก คำตอบ โดยหลักพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยและศาลต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการรับฟัง โดยเฉพาะในคดีทรัพย์สินและคดีมรดกที่มีเอกสารทางทะเบียนเป็นหลักฐานสำคัญ หากฝ่ายหนึ่งอ้างว่าเจ้ามรดกเพียงให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์แทน มิได้ยกให้จริง แต่หลักฐานมีเพียงคำที่เจ้ามรดกเคยพูดกับบุคคลอื่น โดยไม่มีพยานเอกสารหรือพฤติการณ์แวดล้อมที่แน่นหนามาสนับสนุน คำกล่าวเช่นนั้นมักมีลักษณะเป็นพยานบอกเล่า ศาลอาจไม่รับฟังเพียงพอที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานตามทะเบียนได้ ดังนั้นในคดีประเภทนี้ ผู้กล่าวอ้างต้องเตรียมพยานหลักฐานโดยตรงให้รัดกุม เช่น เอกสารข้อตกลง พฤติการณ์การครอบครอง หรือหลักฐานทางการเงินที่สอดคล้องกัน 7. คำถาม-ทายาทสามารถฟ้องเอาทรัพย์ตามส่วนแบ่งของตนได้โดยไม่ต้องให้โอนคืนเข้ากองมรดกก่อนหรือไม่ คำตอบ ได้ในกรณีที่มีการตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกันไว้แน่นอนแล้ว และสิทธิของทายาทแต่ละคนในทรัพย์แต่ละรายการสามารถกำหนดได้อย่างชัดเจน เพราะเมื่อมีข้อตกลงแบ่งมรดกแล้ว สิทธิของทายาทในส่วนแบ่งย่อมมีความแน่นอนมากขึ้น การบังคับให้โอนคืนเข้ากองมรดกทั้งหมดก่อนอาจไม่จำเป็นเสมอไป ศาลอาจกำหนดให้ผู้ครอบครองหรือผู้ถือกรรมสิทธิ์โอนทรัพย์ให้แก่ทายาทผู้นั้นโดยตรงตามส่วนที่ตกลงกัน หรือหากโอนไม่ได้ก็ให้ใช้ราคาแทน หลักนี้ช่วยให้การระงับข้อพิพาทเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเจตนาของบันทึกแบ่งมรดกมากกว่าการนำทรัพย์กลับเข้าสู่กองมรดกในเชิงรูปแบบเพียงอย่างเดียว 8. คำถาม-ศาลฎีกาสามารถแก้เรื่องอัตราดอกเบี้ยเองได้หรือไม่ แม้คู่ความจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้โดยตรง คำตอบ ได้ หากเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เช่น อัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายที่มีการแก้ไขใหม่และต้องบังคับใช้กับหนี้ที่ถึงกำหนดในช่วงเวลาที่กฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับ ในคดีแพ่ง ศาลฎีกามีอำนาจยกข้อกฎหมายเช่นว่านี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้เพื่อให้คำพิพากษาถูกต้องตามกฎหมาย แม้คู่ความจะมิได้อ้างต่อสู้โดยตรงก็ตาม สำหรับกรณีดอกเบี้ยผิดนัดภายหลังวันที่ 11 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับ ศาลต้องปรับใช้อัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับบทบัญญัติใหม่ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการบังคับคดีในอัตราที่ขัดต่อกฎหมายปัจจุบัน 9. คำถาม-ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องคดีแทนกองมรดกในกรณีใดบ้าง คำตอบ ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องคดีแทนกองมรดกในกรณีที่เป็นการกระทำตามหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น การเรียกทรัพย์สินที่เป็นของกองมรดกคืนจากบุคคลภายนอก การฟ้องเรียกหนี้ของเจ้ามรดก การปกป้องสิทธิของกองมรดก หรือการดำเนินการเพื่อให้สามารถแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม อำนาจดังกล่าวมิใช่อำนาจส่วนบุคคลที่ผู้จัดการมรดกจะใช้โดยลำพังได้เสมอไป หากมีผู้จัดการมรดกหลายคน การฟ้องคดีต้องเป็นไปตามหลักเสียงข้างมากตามมาตรา 1726 เว้นแต่มีข้อกำหนดเป็นอย่างอื่น ดังนั้นก่อนฟ้องคดี ผู้จัดการมรดกควรตรวจสอบสถานะของตนและความเห็นของผู้จัดการมรดกคนอื่นอย่างรอบคอบ 10. คำถาม-การฟ้องในฐานะทายาทแตกต่างจากการฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกอย่างไร คำตอบ การฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นการใช้สิทธิแทนกองมรดกเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคน โดยมีหน้าที่ตามกฎหมายเป็นตัวกำหนดขอบเขตการกระทำ ในขณะที่การฟ้องในฐานะทายาทเป็นการใช้สิทธิส่วนบุคคลของผู้ฟ้องเพื่อเรียกร้องทรัพย์หรือสิทธิที่ตนมีอยู่โดยเฉพาะ เช่น การฟ้องบังคับตามส่วนแบ่งที่ตกลงกันไว้ในบันทึกแบ่งมรดก ดังนั้น แม้บุคคลเดียวกันจะมีสองสถานะ แต่สิทธิและเงื่อนไขในการฟ้องแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หากฟ้องผิดฐานะอาจทำให้คดีขาดอำนาจฟ้องได้ 11. คำถาม-หากบันทึกแบ่งมรดกไม่ได้ระบุรายละเอียดครบถ้วน จะฟ้องบังคับได้หรือไม่ คำตอบ สามารถฟ้องบังคับได้หากสาระสำคัญของข้อตกลงยังสามารถกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่กรณีได้ชัดเจน เช่น ระบุทรัพย์สินที่แบ่งและส่วนแบ่งของแต่ละคน แต่หากบันทึกมีลักษณะคลุมเครือ ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าใครมีสิทธิในทรัพย์ใดหรือมีสัดส่วนเท่าใด ศาลอาจไม่สามารถบังคับตามข้อตกลงได้โดยตรง และอาจต้องพิจารณากลับไปใช้หลักการแบ่งมรดกตามกฎหมายแทน ดังนั้น การจัดทำบันทึกแบ่งมรดกควรทำอย่างละเอียดและรัดกุม 12. คำถาม-กรณีผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทะเบียนเป็นคนละคนกับผู้มีสิทธิจริง จะพิสูจน์อย่างไร คำตอบ ผู้กล่าวอ้างต้องนำพยานหลักฐานที่ชัดเจนและมีน้ำหนักเพียงพอมาแสดง เช่น เอกสารข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร หลักฐานทางการเงิน พฤติการณ์การครอบครอง หรือพยานบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นพยานโดยตรง มิใช่พยานบอกเล่า เนื่องจากกฎหมายให้ความคุ้มครองแก่ผู้มีชื่อในทะเบียนตามมาตรา 1373 อย่างเข้มแข็ง การหักล้างข้อสันนิษฐานจึงต้องใช้มาตรฐานการพิสูจน์ที่สูงกว่าปกติ 13. คำถาม-การที่ผู้จัดการมรดกฟ้องคดีโดยไม่มีอำนาจฟ้อง จะมีผลอย่างไร คำตอบ หากศาลเห็นว่าผู้ฟ้องไม่มีอำนาจฟ้องในฐานะที่อ้าง ศาลอาจยกฟ้องในส่วนนั้นได้ อย่างไรก็ตาม หากคำฟ้องมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะแสดงว่าผู้ฟ้องมีสิทธิในฐานะอื่น เช่น ฐานะทายาท ศาลอาจรับรองอำนาจฟ้องในฐานะนั้นแทนได้ ดังเช่นในคดีนี้ ดังนั้น การร่างคำฟ้องให้ครอบคลุมฐานะทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง 14. คำถาม-เมื่อมีการแบ่งมรดกแล้ว ยังต้องมีผู้จัดการมรดกต่อไปหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว เมื่อมีการแบ่งทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นและไม่มีภารกิจค้างอยู่ ผู้จัดการมรดกอาจหมดหน้าที่ได้ แต่หากยังมีทรัพย์ที่ต้องจัดการ หนี้สินที่ต้องชำระ หรือข้อพิพาทที่ยังไม่สิ้นสุด ผู้จัดการมรดกยังคงมีหน้าที่ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้น การแบ่งมรดกบางส่วนจึงมิได้ทำให้หน้าที่ผู้จัดการมรดกสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ 15. คำถาม-ดอกเบี้ยผิดนัดในคดีแพ่งต้องใช้อัตราใด คำตอบ ต้องใช้อัตราตามกฎหมายที่ใช้บังคับในช่วงเวลานั้น หากหนี้ถึงกำหนดก่อนวันที่ 11 เมษายน 2564 ใช้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่หากเป็นช่วงหลังจากนั้นต้องใช้อัตราใหม่ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปัจจุบันคือร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่ปรับเปลี่ยนโดยกระทรวงการคลังบวกเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด ศาลมีอำนาจปรับอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องได้แม้คู่ความจะไม่ได้โต้แย้ง 16. คำถาม-การฟ้องเรียกทรัพย์มรดกต้องฟ้องใครบ้าง คำตอบ ต้องฟ้องบุคคลที่ครอบครองหรือมีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นในทางทะเบียนหรือข้อเท็จจริง และหากเป็นการฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดก ต้องพิจารณาด้วยว่าผู้จัดการมรดกทุกคนได้เข้าร่วมดำเนินคดีหรือไม่ เพื่อให้การฟ้องเป็นไปโดยชอบตามกฎหมาย หากขาดบุคคลสำคัญ อาจกระทบต่อความสมบูรณ์ของคดีได้ ปิดท้ายบทความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4503/2565 นี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจโครงสร้างกฎหมายมรดกอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะการแยกอำนาจของผู้จัดการมรดกออกจากสิทธิของทายาท และการตีความมูลเหตุแห่งสิทธิในการฟ้องคดีอย่างถูกต้อง หากผู้อ่านกำลังเผชิญข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งมรดก การโอนทรัพย์ หรืออำนาจของผู้จัดการมรดก คำพิพากษานี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการวางกลยุทธ์ทางกฎหมายและการดำเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามหลักกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4503/2565 ป.พ.พ. มาตรา 1726 บัญญัติว่า ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกทรัพย์จากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 เพื่อทำการแบ่งปันให้แก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 ถือว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 โจทก์จึงต้องฟ้องคดีร่วมกับ ธ. ผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่ง แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้แต่ผู้เดียว จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แต่โจทก์บรรยายฟ้องตอนหนึ่งว่าจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้ามรดกทั้งสองตามบันทึกข้อตกลงซึ่งเป็นข้อตกลงของบรรดาทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 จึงเห็นได้ว่าโจทก์ขอแบ่งปันมรดกในฐานะทายาทด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในฐานะทายาท ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางส่วนกลับคืนกองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 โดยปลอดจำนอง เพื่อนำไปแบ่งแก่ทายาท และหากโอนไม่ได้ให้ชำระราคาแทนตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินบางส่วนกลับสู่กองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ให้แก่ผู้จัดการมรดกร่วมคือโจทก์กับนายธาตรีเพื่อนำไปแบ่งแก่ทายาท ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 แก้ให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1461 จำนวน 7 ใน 12 ส่วน ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 2 ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 2 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 แต่ผู้เดียว เพราะมีผู้จัดการมรดกร่วมอีกคน ต้องดำเนินการตามมาตรา 1726 โดยถือเสียงข้างมาก อย่างไรก็ดี คำฟ้องแสดงว่าโจทก์ใช้สิทธิในฐานะทายาทตามบันทึกข้อตกลงแบ่งมรดกด้วย จึงมีอำนาจฟ้องในฐานะทายาท สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 ศาลเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับแปลงละ 1.5 ส่วนใน 12 ส่วน และที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1461 จำนวน 3 ส่วนใน 12 ส่วน ส่วนที่ดินของเจ้ามรดกที่ 2 ที่โอนให้จำเลยที่ 2 มาก่อนนั้น ถือว่าเป็นการยกให้ ไม่ใช่มรดก ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนทรัพย์ตามส่วนดังกล่าวแก่โจทก์ หรือใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ยตามอัตรากฎหมายที่แก้ไขใหม่ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1461 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 3784 ให้กลับคืนกองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 โดยปลอดจำนอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ ให้โจทก์มีอำนาจดำเนินการแทนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเอกสารสิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ เพื่อนำไปแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 ก่อนจึงดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกในส่วนของเจ้ามรดกที่ 2 แก่ทายาทต่อไป หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ ให้จำเลยที่ 1 ชำระราคาตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดก 1,783,741.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้กลับคืนกองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 โดยปลอดจำนอง หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการ ให้โจทก์มีอำนาจดำเนินการแทนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบเอกสารสิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการ ให้จำเลยที่ 2 ชำระราคาตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดก 4,833,333.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1461 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 5 ใน 12 ส่วน แล้วจดทะเบียนโอนกลับสู่กองมรดกของนายณรงค์ศักดิ์ เจ้ามรดกที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าว จำนวน 5 ใน 12 ส่วน ให้แก่ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ซึ่งได้แก่ โจทก์กับนายธาตรี สำหรับจำเลยที่ 2 ให้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แปลงละ 5 ใน 12 ส่วน กลับสู่กองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินแต่ละแปลง จำนวน 5 ใน 12 ส่วน ให้แก่ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ซึ่งได้แก่ โจทก์กับนายธาตรี ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 นำไปแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1461 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 7 ส่วน ใน 12 ส่วน ซึ่งเป็นส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 2 ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 2 โดยปลอดจำนอง ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ว่า "ให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1461 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 5 ใน 12 ส่วน แล้วจดทะเบียนโอนกลับสู่กองมรดกของนายณรงค์ศักดิ์ เจ้ามรดกที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าว จำนวน 5 ใน 12 ส่วน ให้แก่ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ซึ่งได้แก่ โจทก์กับนายธาตรี สำหรับจำเลยที่ 2 ให้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แปลงละ 5 ใน 12 ส่วน กลับสู่กองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินแต่ละแปลง จำนวน 5 ใน 12 ส่วน ให้แก่ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ซึ่งได้แก่ โจทก์กับนายธาตรี ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 นำไปแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1" ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และนายธาตรี เป็นผู้จัดการมรดกของนายณรงค์ เจ้ามรดกที่ 1 และโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางพิสมัยหรือพิศมัย เจ้ามรดกที่ 2 ภายหลังเจ้ามรดกที่ 1 ถึงแก่ความตายทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 ได้ทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 บัญญัติว่า ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกทรัพย์จากจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 เพื่อทำการแบ่งปันให้แก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 ถือว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 โจทก์จึงต้องฟ้องคดีร่วมกับนายธาตรีผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่ง แต่โจทก์ฟ้องคดีแต่ผู้เดียว จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์ฟ้องขอแบ่งปันมรดกในฐานะทายาทหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องตอนหนึ่งว่าจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสิทธิที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง ซึ่งตามบันทึกดังกล่าวเป็นข้อตกลงของบรรดาทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 แบ่งปันมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 จึงเห็นได้ว่าโจทก์ขอแบ่งปันมรดกในฐานะทายาทด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในฐานะทายาท ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น จึงเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดกของเจ้ามรดกทั้งสองเพียงใด เห็นสมควรวินิจฉัยมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ก่อน ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ภายหลังเจ้ามรดกที่ 1 ถึงแก่ความตายบรรดาทายาททุกคนของเจ้ามรดกที่ 1 รวมทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองด้วย ได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ทายาททุกคนที่ร่วมทำบันทึกดังกล่าวรวมทั้งจำเลยทั้งสองต้องผูกพันตามบันทึกนั้นซึ่งตามบันทึกโจทก์ได้ส่วนแบ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2219, 2981, 2598 จำนวน 1.5 ส่วน ใน 12 ส่วน และได้รับส่วนแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1461 จำนวน 3 ส่วน ใน 12 ส่วน เมื่อที่ดินดังกล่าวมีชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครอง จำเลยทั้งสองจึงต้องจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ตามสิทธิที่โจทก์ได้รับตามบันทึกข้อตกลง ที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกาว่าคดีโจทก์ในส่วนนี้ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งปันมรดกไม่ใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ตามที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ ส่วนในข้อที่โจทก์ขอแบ่งปันมรดกของเจ้ามรดกที่ 2 นั้น เห็นว่า เมื่อเจ้ามรดกที่ 1 ถึงแก่ความตาย เจ้ามรดกที่ 2 โจทก์ จำเลยทั้งสองและทายาทคนอื่น ๆ ของเจ้ามรดกที่ 1 ได้ทำบันทึกตกลงแบ่งทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 กันเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 หลังจากนั้นวันที่ 2 สิงหาคม 2549 เจ้ามรดกที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินคือโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยในสารบัญจดทะเบียนระบุประเภทการจดทะเบียนว่าให้ จำเลยที่ 2 จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวในส่วนของเจ้ามรดกที่ 2 ที่โจทก์อ้างว่าเจ้ามรดกที่ 2 จดทะเบียนให้จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทนนั้น โจทก์มีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า เจ้ามรดกที่ 2 บอกว่าให้จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทน และมีนายวิษณุ เบิกความว่าได้สอบถามเจ้ามรดกที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเจ้ามรดกที่ 2 บอกว่าให้จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทน พยานทั้งสองล้วนเป็นพยานบอกเล่า ห้ามมิให้ศาลรับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้ามรดกที่ 2 ได้ยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2219, 2981, 2598 ในส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว ก่อนตาย ที่ดินส่วนดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 2 ในอันที่โจทก์จะมีอำนาจจัดการหรือขอแบ่งปันได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทนเป็นผลให้ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1461 ให้แก่โจทก์ 3 ส่วน ใน 12 ส่วน โดยปลอดจำนองหากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคา 438,750 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981, 2598 แปลงละ 1.5 ส่วน ใน 12 ส่วน ให้แก่โจทก์ หากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคา 2,500,000 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสองชำระพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ธันวาคม 2559) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ทั้งนี้สำหรับดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 |



