
| ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในทางกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายมรดก อันได้แก่ สิทธิของทายาทหรือผู้จัดการมรดกในการเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ถึงแก่ความตายในระหว่างการบังคับคดี ตลอดจนขอบเขตอำนาจในการยื่นคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีโดยอ้างเหตุว่าผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาสิบปี คดีนี้เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนซึ่งศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์ไว้อย่างเป็นระบบว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว การตายของจำเลยมิได้ก่อให้เกิดสถานะ “คดีค้างพิจารณา” ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หากแต่เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านหน้าที่และความรับผิดตามคำพิพากษาไปยังทายาทเพื่อให้การบังคับคดีเสร็จสิ้นลงเท่านั้น นอกจากนี้ ศาลฎีกายังได้วินิจฉัยอย่างชัดแจ้งถึงเงื่อนไขในการยื่นคำร้องในชั้นบังคับคดีว่า ผู้ร้องจะต้องแสดงให้ปรากฏถึงการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายและกระทบสิทธิของตนโดยตรง มิฉะนั้นแล้ว ย่อมไม่อาจอาศัยสถานะทายาทหรือผู้จัดการมรดกมาเป็นเหตุในการโต้แย้งหรือเพิกถอนการบังคับคดีได้ บทความนี้จึงมุ่งอธิบายข้อเท็จจริง คำวินิจฉัย และหลักกฎหมายจากคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจโครงสร้างของสิทธิในชั้นบังคับคดี และนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้องในทางปฏิบัติ ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้สืบเนื่องจากคดีแพ่งซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยมีคำพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2239 เลขที่ดิน 39 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 9556 เลขที่ดิน 348 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ พร้อมมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 และให้โจทก์ดำเนินการจดทะเบียนแทนโดยออกค่าใช้จ่ายเอง นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารบนที่ดินดังกล่าว ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำทางภาระจำยอม และซ่อมแซมทางภาระจำยอมให้กลับคืนสู่สภาพเดิม รวมทั้งให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 ภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรและต่อมาเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะในชั้นบังคับคดี พร้อมทั้งขอให้เพิกถอนการบังคับคดีโดยอ้างว่าโจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีภายในกำหนดระยะเวลาสิบปี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าว และในระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์ ผู้ร้องยังได้ยื่นคำร้องเพิ่มเติมขอให้ศาลไต่สวน งดการบังคับคดี และเพิกถอนหมายบังคับคดี โดยอ้างเหตุในลักษณะเดียวกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองฉบับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และผู้ร้องฎีกาต่อศาลฎีกา ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญต้องพิจารณา ได้แก่ (1) ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะในชั้นบังคับคดีหรือไม่ (2) ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีโดยอ้างเหตุว่าผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่บังคับคดีภายในสิบปีหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายในระหว่างการบังคับคดี หน้าที่และความรับผิดตามคำพิพากษาย่อมตกทอดไปยังทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 เพียงเพื่อให้การบังคับคดีเสร็จสิ้นลงเท่านั้น กรณีดังกล่าวไม่ถือเป็นคดีค้างพิจารณาที่ศาลต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 และมาตรา 44 ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปว่า การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้มรณะในชั้นบังคับคดี จำต้องมีข้อโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายที่เกิดขึ้นในชั้นบังคับคดีเสียก่อน และผู้ร้องต้องแสดงให้ปรากฏว่ามีการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันกระทบสิทธิของตนในฐานะทายาทหรือผู้จัดการมรดก เมื่อพิเคราะห์คำร้องของผู้ร้องแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่าการบังคับคดีของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือกระทบสิทธิของผู้ร้องโดยตรง การยื่นคำร้องจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ในส่วนข้ออ้างว่าผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามิได้บังคับคดีภายในสิบปี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบังคับคดีภายในกำหนดระยะเวลาหรือไม่ เป็นสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจแก่ผู้ร้องหรือทายาทที่จะร้องขอให้การบังคับคดีสิ้นผลเพียงเพราะล่วงพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดี วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง การวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายมรดกและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอย่างชัดเจน กล่าวคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 มีเจตนารมณ์ให้ทรัพย์สิน สิทธิ และหน้าที่ของผู้ตายตกทอดแก่ทายาทภายในขอบเขตที่จำเป็นต่อการชำระหนี้หรือปฏิบัติตามคำพิพากษา มิใช่เพื่อเปิดโอกาสให้ทายาทใช้สถานะดังกล่าวเข้ามาโต้แย้งหรือรื้อฟื้นคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ขณะเดียวกัน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 และมาตรา 44 มีเจตนารมณ์ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่คู่ความถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดีซึ่งยังไม่ถึงที่สุด เพื่อคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความ มิได้มีวัตถุประสงค์ให้ใช้บังคับในชั้นบังคับคดีภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนมาตรา 296 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิในการยื่นคำร้องในชั้นบังคับคดี โดยกำหนดให้ศาลรับพิจารณาเฉพาะกรณีที่มีการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือกระทบสิทธิของผู้ร้องโดยตรงเท่านั้น เพื่อป้องกันมิให้กระบวนการบังคับคดีถูกถ่วงเวลาโดยคำร้องที่ไม่มีมูลตามกฎหมาย แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องและหลักที่ศาลยึดถือ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้สอดคล้องกับแนววินิจฉัยของศาลฎีกาในหลายคดีที่ยึดถือหลักว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว การบังคับคดีเป็นเพียงขั้นตอนการบังคับตามสิทธิที่ศาลได้วินิจฉัยไว้แล้ว มิใช่เวทีให้คู่ความหรือทายาทนำข้อโต้แย้งใหม่ซึ่งควรยกขึ้นต่อสู้ในชั้นพิจารณามาอ้างในภายหลัง ศาลฎีกายังย้ำหลักการว่าทายาทหรือผู้จัดการมรดกจะเข้ามามีบทบาทในชั้นบังคับคดีได้เฉพาะในฐานะผู้รับภาระหน้าที่ของผู้มรณะ เพื่อให้การบังคับคดีดำเนินไปจนเสร็จสิ้นเท่านั้น มิใช่ในฐานะคู่ความที่มีสิทธิต่อสู้คดีใหม่ เว้นแต่จะปรากฏการบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทบสิทธิของตนโดยตรงอย่างแท้จริง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองฉบับ โดยเห็นว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ถึงแก่ความตายในชั้นบังคับคดี และไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนหรือระงับการบังคับคดีเพียงเพราะโจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาสิบปี 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น เห็นว่าการบังคับคดีเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และผู้ร้องมิได้แสดงให้เห็นถึงการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือกระทบสิทธิของตนโดยตรง 3. ส่วนศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ โดยชี้ชัดว่าเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว การตายของจำเลยในระหว่างการบังคับคดีมิใช่คดีค้างพิจารณา และทายาทหรือผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิขอเข้าเป็นคู่ความแทนหรือขอเพิกถอนการบังคับคดีโดยปราศจากข้อโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายที่เกิดขึ้นในชั้นบังคับคดี สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจขอบเขตสิทธิของทายาทและผู้จัดการมรดกในกระบวนการบังคับคดี โดยศาลได้แยกบทบาทของ “การสืบสิทธิและหน้าที่ของผู้ตาย” ออกจาก “สิทธิในการต่อสู้คดี” อย่างชัดเจน การที่หน้าที่และความรับผิดตามคำพิพากษาตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิได้หมายความว่าทายาทจะมีฐานะเป็นคู่ความซึ่งสามารถยกข้อโต้แย้งใหม่หรือรื้อฟื้นประเด็นที่คดีถึงที่สุดแล้วขึ้นมาพิจารณาอีก ศาลยังเน้นย้ำเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าชั้นบังคับคดีเป็นเพียงขั้นตอนการบังคับตามสิทธิที่ศาลได้วินิจฉัยไว้แล้ว มิใช่เวทีสำหรับการโต้แย้งสิทธิในเนื้อหาคดี เว้นแต่จะปรากฏการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายและกระทบสิทธิของผู้ร้องโดยตรงเท่านั้น นอกจากนี้ การไม่บังคับคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดมิได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่ทายาทหรือบุคคลภายนอกในการร้องขอให้การบังคับคดีสิ้นผล หากกฎหมายมิได้บัญญัติให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง หลักกฎหมายจากคำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันการใช้กระบวนการบังคับคดีเป็นเครื่องมือถ่วงเวลา และเป็นบรรทัดฐานที่ช่วยรักษาความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วในระบบกฎหมายไทย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ทายาทสามารถขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ถึงแก่ความตายในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วไม่ได้ เว้นแต่จะมีข้อโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายที่เกิดขึ้นในชั้นบังคับคดีและแสดงได้ว่าการบังคับคดีฝ่าฝืนกฎหมายหรือกระทบสิทธิของทายาทโดยตรง 2. คำถาม การตายของจำเลยหลังคดีถึงที่สุดถือเป็นคดีค้างพิจารณาหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือเป็นคดีค้างพิจารณา เนื่องจากคดีได้ถึงที่สุดแล้ว การตายของจำเลยมีผลเพียงให้หน้าที่และความรับผิดตามคำพิพากษาตกทอดแก่ทายาทเพื่อให้การบังคับคดีเสร็จสิ้นเท่านั้น 3. คำถาม หากโจทก์ไม่บังคับคดีภายในสิบปี ทายาทของจำเลยสามารถขอเพิกถอนการบังคับคดีได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ เนื่องจากการบังคับคดีเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจทายาทร้องขอให้การบังคับคดีสิ้นผลเพียงเพราะล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าว 4. คำถาม กรณีใดบ้างที่บุคคลจะยื่นคำร้องในชั้นบังคับคดีได้ คำตอบ ต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือกระทบสิทธิของผู้ร้องโดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19128/2555 เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายในระหว่างการบังคับคดี หน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ 1 ย่อมตกแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และ 1600 เพื่อให้การบังคับคดีเสร็จไปเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องคดีค้างพิจารณาที่ศาลจำต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 และ 44 ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะ และยื่นคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีได้ แม้การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะ ของผู้ร้อง อาจเป็นไปเพื่อใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งตกทอดแก่ตนในฐานะทายาทก็ตาม แต่การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะในชั้นบังคับคดีนั้น จำต้องได้ความว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายเกิดขึ้นในชั้นบังคับคดีเสียก่อน เมื่อคำร้องของผู้ร้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องในฐานะทายาทของจำเลยที่ 1 อย่างไร จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 296 ลำพังเพียงเหตุว่าโจทก์ไม่บังคับคดีภายในสิบปี หาก่อให้เกิดสิทธิในการรับมรดกความเพื่อต่อสู้ในชั้นบังคับคดีได้ไม่ ทั้งการบังคับคดีภายในกำหนดระยะเวลาหรือไม่ก็เป็นสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจผู้ร้องที่จะร้องขอให้การบังคับคดีสิ้นผลเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาสิบปีได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี คดีนี้สืบเนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2239 ของจำเลยที่ 1 ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 9556 ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนภาระจำยอม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้โจทก์ดำเนินการจดทะเบียนแทน พร้อมห้ามจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารบนที่ดินดังกล่าว ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและซ่อมแซมทางภาระจำยอมให้กลับคืนสู่สภาพเดิม รวมทั้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาล โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 ต่อมา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรและผู้จัดการมรดกยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 และขอเพิกถอนการบังคับคดี โดยอ้างว่าโจทก์ไม่บังคับคดีภายในสิบปี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องเพิ่มเติมขอให้งดการบังคับคดีและเพิกถอนหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องอีก ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายในระหว่างการบังคับคดี หน้าที่และความรับผิดย่อมตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และ 1600 เพื่อให้การบังคับคดีเสร็จสิ้นเท่านั้น มิใช่คดีค้างพิจารณาที่ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 และ 44 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอเข้าเป็นคู่ความแทนหรือขอเพิกถอนการบังคับคดีได้ ทั้งนี้ การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนในชั้นบังคับคดีต้องมีข้อโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายเกิดขึ้นในชั้นบังคับคดีเสียก่อน แต่คำร้องของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าการบังคับคดีฝ่าฝืนกฎหมายหรือกระทบสิทธิของผู้ร้องแต่อย่างใด จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ลำพังเพียงเหตุที่โจทก์ไม่บังคับคดีภายในสิบปีไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ทายาทในการต่อสู้หรือเพิกถอนการบังคับคดีได้ เนื่องจากการบังคับคดีเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และไม่มีกฎหมายให้อำนาจผู้ร้องร้องขอให้การบังคับคดีสิ้นผล ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ |




