
| คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิสูจน์สถานะของทรัพย์สินที่ได้มาหรือถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันก่อนการสมรส การแยกสินส่วนตัวออกจากสินสมรส และผลทางกฎหมายต่อทรัพย์มรดกของคู่สมรสเมื่อฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย โดยศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การกู้เงินร่วมกันเพื่อซื้อทรัพย์ก่อนสมรสและการผ่อนชำระหนี้ต่อเนื่องหลังสมรส ไม่ทำให้ทรัพย์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวมาก่อนสมรสกลายเป็นสินสมรส อีกทั้งยังวินิจฉัยหลักกฎหมายเกี่ยวกับการนำสืบพยานไม่ขัดต่อเอกสารตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 และการไม่ถือว่าการไม่ระบุทรัพย์บางรายการในคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นการปิดบังทรัพย์มรดก อันเป็นแนวทางสำคัญในการพิจารณาคดีมรดกและคดีครอบครัว ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทระหว่างทายาทของผู้ตายกับคู่สมรสของผู้ตาย เกี่ยวกับสถานะของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหลายรายการว่าเป็นทรัพย์มรดกหรือเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายใด โดยผู้ตายและจำเลยได้ร่วมกันกู้เงินเพื่อซื้อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ก่อนจดทะเบียนสมรส และมีการผ่อนชำระหนี้ต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นหลังจดทะเบียนสมรส นอกจากนี้ยังมีที่ดินอีกหลายแปลงที่จดทะเบียนเป็นชื่อจำเลยในระหว่างสมรส ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายครึ่งหนึ่ง และกล่าวหาว่าจำเลยปิดบังทรัพย์มรดกในการยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ประเด็นปัญหาทางกฎหมายที่สำคัญ ประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัย ได้แก่ การนำสืบพยานบุคคลเกี่ยวกับความเป็นมาแห่งสัญญาซื้อขายที่ดินจะขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 94 หรือไม่ ที่ดินและทาวน์เฮาส์ที่ซื้อร่วมกันก่อนสมรสและผ่อนชำระหลังสมรสเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส ที่ดินซึ่งจดทะเบียนเป็นชื่อคู่สมรสฝ่ายเดียวในระหว่างสมรสเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ การไม่ระบุทรัพย์บางรายการในคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การนำสืบพยานบุคคลเพื่ออธิบายความเป็นมาที่แท้จริงของสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงหรือตัดทอนข้อความในเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 สำหรับทรัพย์สินที่ผู้ตายและจำเลยร่วมกันกู้เงินซื้อก่อนสมรส แม้จะมีการผ่อนชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองภายหลังสมรส ก็เป็นเพียงขั้นตอนการชำระหนี้ ไม่ทำให้ทรัพย์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) กลายเป็นสินสมรส ศาลยังวินิจฉัยว่า ไม่มีกฎหมายบังคับให้คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต้องระบุทรัพย์มรดกทั้งหมด การไม่ระบุทรัพย์บางรายการจึงไม่ถือเป็นการปิดบังทรัพย์มรดก และไม่เป็นเหตุให้ถูกกำจัดมิให้รับมรดก หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่สำคัญ คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ตอกย้ำหลักการว่า การได้มาซึ่งทรัพย์สินก่อนสมรสเป็นปัจจัยชี้ขาดสถานะของทรัพย์ แม้จะมีภาระหนี้และการชำระหนี้ต่อเนื่องหลังสมรสก็ตาม อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงการตีความ ป.วิ.พ. มาตรา 94 อย่างเคร่งครัดเพื่อเปิดโอกาสให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงที่แท้จริงโดยไม่ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของเอกสาร สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สอนให้เห็นว่า การจัดการทรัพย์สินก่อนสมรสมีผลทางกฎหมายยาวนานถึงขั้นมรดก และการแบ่งแยกสินส่วนตัวกับสินสมรสต้องพิจารณาจากเวลาที่ได้มาเป็นสำคัญ ไม่ใช่จากการชำระหนี้หรือการจดทะเบียนภายหลัง คู่ความและนักกฎหมายจึงควรให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้นทางของการได้มาซึ่งทรัพย์ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งทรัพย์บางรายการแก่โจทก์ในสัดส่วนหนึ่งในสี่ โดยถือว่าทรัพย์บางส่วนเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย และยกคำขออื่น 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขสัดส่วนการแบ่งทรัพย์ โดยให้โจทก์ได้รับเพียงหนึ่งในแปด และกำหนดวิธีการแบ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 3. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าทรัพย์ที่ได้มาก่อนสมรสเป็นสินส่วนตัว ไม่กลายเป็นสินสมรส และการไม่ระบุทรัพย์บางรายการไม่ถือเป็นการปิดบังทรัพย์มรดก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1776/2558 การนำสืบพยานบุคคลถึงความเป็นมาอันแท้จริงของสัญญาซื้อขายที่ดินว่าเพราะเหตุใดจึงมีชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอน ไม่ใช่การนำสืบเพื่อบังคับตามสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่เป็นการนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 การที่ผู้ตายกับจำเลยร่วมกันกู้เงินซื้อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ ก่อนจดทะเบียนสมรสและช่วยกันผ่อนชำระหนี้ธนาคารเข้าลักษณะเป็นหุ้นส่วนกันมาแต่เดิม แต่การถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ไม่ปรากฏว่ามีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น จึงเป็นการถือกรรมสิทธิ์รวมของผู้ตายกับจำเลยคนละครึ่ง ดังนั้น เมื่อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายกับจำเลยมีอยู่ก่อนสมรส จึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายกับจำเลยฝ่ายละครึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) ส่วนการที่ผู้ตายกับจำเลยร่วมกันกู้ยืมเงินในการซื้อตอนแรกก่อนสมรส โดยนำที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ไปจำนองเป็นประกันหนี้ แล้วมีการผ่อนชำระหนี้เรื่อยมาจนมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองมาเป็นชื่อผู้ตายกับจำเลยภายหลังจดทะเบียนสมรสนั้น เป็นเพียงขั้นตอนการชำระหนี้ของผู้ตายกับจำเลยเท่านั้น ไม่อาจทำให้ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายกับจำเลยมาก่อนสมรสต้องกลายเป็นสินสมรส ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์จึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายครึ่งหนึ่ง ไม่มีบทบัญญัติตามกฎหมายใดบัญญัติให้คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกจะต้องระบุถึงทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งหมด การที่จำเลยยื่นคำร้องขอโดยไม่ได้ระบุที่ดินอีก 5 แปลง ไว้ในบัญชีทรัพย์มรดก ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดก อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกที่ดิน 5 รายการ ได้แก่ โฉนดเลขที่ 88465, 140868, 134895, 19465 และ น.ส.3 ก. เลขที่ 757 ออกครึ่งหนึ่ง และขอให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดก พร้อมให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์โดยปลอดภาระติดพัน หากแบ่งแยกหรือโอนไม่ได้ให้ขายทอดตลาดและแบ่งเงินครึ่งหนึ่งแก่โจทก์ และให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยหากไม่ปฏิบัติตาม จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 พร้อมทาวน์เฮาส์ และ น.ส.3 ก. เลขที่ 757 ให้โจทก์หนึ่งในสี่ส่วน หากแบ่งหรือโอนไม่ได้ให้ขายและแบ่งเงินหนึ่งในสี่ พร้อมให้จำเลยรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมเท่าที่โจทก์ชนะคดี และกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้แบ่งเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 พร้อมทาวน์เฮาส์ ให้โจทก์หนึ่งในแปดส่วน วิธีการแบ่งเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 และให้จำเลยรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมตามส่วนที่โจทก์ชนะ พร้อมคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินบางส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยสรุปว่า ผู้ตายเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับโจทก์และบุคคลอื่น จำเลยเป็นคู่สมรสของผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายปี 2547 จำเลยเคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกโดยระบุทรัพย์ 7 รายการ และต่อมามีการแบ่งเงินมรดกให้โจทก์แล้ว ผู้ตายกับจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 พร้อมทาวน์เฮาส์ ซึ่งซื้อร่วมกันก่อนสมรส ส่วนที่ดินอีก 4 แปลงเป็นชื่อจำเลยในระหว่างสมรส ในประเด็นการนำสืบพยาน ศาลฎีกาเห็นว่า การนำพยานบุคคลมาแสดงถึงความเป็นมาแท้จริงของการซื้อขาย ไม่เป็นการตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 88465 พร้อมทาวน์เฮาส์ ศาลวินิจฉัยว่าได้มาร่วมกันก่อนสมรส จึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายและจำเลยคนละครึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) แม้มีการผ่อนชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองภายหลังสมรสก็เป็นเพียงขั้นตอนชำระหนี้ ไม่ทำให้ทรัพย์เปลี่ยนเป็นสินสมรส จึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายครึ่งหนึ่ง ส่วน น.ส.3 ก. เลขที่ 757 เป็นสินส่วนตัวของจำเลย ส่วนประเด็นขอกำจัดมิให้จำเลยรับมรดกจากการปิดบังทรัพย์ ศาลฎีกาเห็นว่า ไม่มีกฎหมายบังคับให้คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต้องระบุทรัพย์มรดกทั้งหมด การไม่ระบุที่ดินอีก 5 แปลงจึงยังไม่ถือเป็นการปิดบังทรัพย์มรดก พิพากษายืน และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คำถามที่พบบ่อย 1. การนำสืบพยานบุคคลเพื่ออธิบายความเป็นมาแท้จริงของสัญญาซื้อขายที่ดิน ขัดต่อข้อห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 หรือไม่ ตอบ ไม่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 94 หากการนำสืบพยานบุคคลมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเป็นมา เหตุผล และข้อเท็จจริงแวดล้อมของการทำสัญญาซื้อขาย ว่าเพราะเหตุใดจึงมีชื่อบุคคลหนึ่งเป็นผู้รับโอน โดยมิใช่การนำสืบเพื่อบังคับตามสัญญาระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และไม่ใช่การนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารสัญญา การนำสืบเช่นนี้จึงรับฟังได้และไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย 2. ทรัพย์สินที่คู่สมรสกู้เงินร่วมกันซื้อก่อนจดทะเบียนสมรส และช่วยกันผ่อนชำระหนี้ต่อเนื่องหลังสมรส จะถือเป็นสินสมรสหรือไม่ ตอบ โดยหลักยังคงเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายตามส่วน หากทรัพย์นั้นได้มาหรือมีอยู่ก่อนสมรส และไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น การถือกรรมสิทธิ์ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมของแต่ละฝ่ายคนละครึ่ง การผ่อนชำระหนี้ต่อเนื่องหลังสมรสเป็นเพียงขั้นตอนการชำระหนี้ ไม่ทำให้ทรัพย์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวมาก่อนสมรสกลายเป็นสินสมรส 3. การไถ่ถอนจำนองหรือการดำเนินการทางทะเบียนภายหลังจดทะเบียนสมรส ทำให้ทรัพย์ที่ได้มาก่อนสมรสเปลี่ยนเป็นสินสมรสหรือไม่ ตอบ ไม่ทำให้เปลี่ยนเป็นสินสมรส หากทรัพย์ได้มาหรือมีอยู่ก่อนสมรส การไถ่ถอนจำนองภายหลังสมรสเป็นเพียงผลสืบเนื่องจากการชำระหนี้ของคู่สมรส ไม่ใช่เหตุให้ทรัพย์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวมาก่อนสมรสกลายเป็นสินสมรส สถานะทรัพย์ยังคงเป็นสินส่วนตัวตามส่วนของแต่ละฝ่าย 4. เมื่อทรัพย์เป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่สมรสคนละครึ่ง และฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย ทรัพย์ส่วนของผู้ตายถือเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ ตอบ ถือเป็นทรัพย์มรดกในส่วนของผู้ตาย เมื่อทรัพย์เป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสแต่ละฝ่ายคนละครึ่งตามกรรมสิทธิ์รวม ส่วนของผู้ตายย่อมตกเป็นทรัพย์มรดกและเข้าสู่กองมรดกเพื่อแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมาย ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งยังคงเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสอีกฝ่าย 5. คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกจำเป็นต้องระบุทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งหมดหรือไม่ ตอบ ไม่จำเป็นต้องระบุทรัพย์มรดกทั้งหมด เพราะไม่มีบทบัญญัติกฎหมายกำหนดให้คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต้องระบุทรัพย์มรดกของผู้ตายทุกรายการ ผู้ร้องอาจระบุทรัพย์เท่าที่ทราบในขณะยื่นคำร้อง และสามารถดำเนินการรวบรวมทรัพย์เพิ่มเติมภายหลังได้ตามความเป็นจริง 6. การไม่ระบุที่ดินบางแปลงไว้ในบัญชีทรัพย์มรดกประกอบคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ถือเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกหรือไม่ ตอบ โดยตัวมันเองยังไม่ถือว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดก เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องระบุทรัพย์ทั้งหมดในคำร้อง การไม่ระบุทรัพย์บางรายการจึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดก เว้นแต่จะมีพฤติการณ์อื่นประกอบแสดงเจตนาทุจริตอย่างชัดแจ้ง 7. หากมีข้อพิพาทว่าที่ดินที่จดทะเบียนเป็นชื่อคู่สมรสฝ่ายเดียวในระหว่างสมรสเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ ศาลจะพิจารณาประเด็นใดเป็นสำคัญ ตอบ ศาลจะพิจารณาที่มาของการได้มาซึ่งทรัพย์และเจตนาของคู่สมรสเป็นสำคัญ เช่น ได้มาเมื่อใด ใช้เงินฝ่ายใด หรือเป็นการได้มาจากสินส่วนตัวหรือสินสมรส รวมถึงพยานหลักฐานแวดล้อมเพื่อชี้ว่าทรัพย์ดังกล่าวควรจัดเป็นสินส่วนตัว สินสมรส หรือเป็นทรัพย์ที่ผู้ตายมีส่วนและต้องตกเป็นทรัพย์มรดกในส่วนของผู้ตาย 8. ผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งมีหน้าที่หลักเกี่ยวกับทรัพย์ของผู้ตายอย่างไร ตอบ ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวม ดูแล รักษา และจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย ชำระหนี้ของกองมรดก ดำเนินการทางทะเบียนหรือการโอนสิทธิในทรัพย์สินตามจำเป็น และแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามสิทธิ โดยต้องปฏิบัติด้วยความสุจริตและเพื่อประโยชน์ของกองมรดก คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก : หลักกฎหมาย ขั้นตอน และประเด็นที่ควรรู้ เมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย ทรัพย์สิน สิทธิ และหน้าที่ต่าง ๆ ของผู้ตายจะตกทอดไปยังทายาทตามกฎหมายหรือพินัยกรรม อย่างไรก็ตาม การจัดการทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่อาจกระทำได้โดยพลการ จำเป็นต้องมีบุคคลผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการ ซึ่งกฎหมายเรียกว่า “ผู้จัดการมรดก” การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกจึงต้องดำเนินการผ่านกระบวนการยื่นคำร้องต่อศาล เรียกว่า “คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก” คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก คือ คำร้องที่บุคคลผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก เช่น ทายาทโดยธรรม คู่สมรส ผู้รับพินัยกรรม หรือเจ้าหนี้ของกองมรดก ยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง บุคคลที่มีสิทธิยื่นคำร้อง ได้แก่ ทายาทโดยธรรม ผู้รับพินัยกรรม ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม (ถ้ามี) หรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาความเหมาะสมของผู้ร้องและความจำเป็นในการตั้งผู้จัดการมรดกเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของกองมรดกและทายาทโดยรวม เนื้อหาสำคัญของคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก โดยทั่วไปต้องระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ตาย วันถึงแก่ความตาย ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องกับผู้ตาย รายชื่อทายาทที่ทราบ รวมถึงทรัพย์มรดกเท่าที่ผู้ร้องทราบ อย่างไรก็ตาม ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ได้วางหลักไว้ชัดเจนว่า กฎหมายมิได้บังคับให้คำร้องต้องระบุทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งหมด การไม่ระบุทรัพย์บางรายการในคำร้อง จึงไม่ถือเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกโดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะมีพฤติการณ์แสดงเจตนาทุจริตอย่างชัดแจ้ง เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุสมควร ศาลจะมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก ซึ่งผู้จัดการมรดกจะมีหน้าที่ตามกฎหมายในการรวบรวม ดูแล รักษา และจัดการทรัพย์มรดก รวมถึงชำระหนี้ของกองมรดก และแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามส่วนที่พึงได้รับ ผู้จัดการมรดกต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต รอบคอบ และเพื่อประโยชน์สูงสุดของกองมรดก หากฝ่าฝืนหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อาจถูกเพิกถอนหรือถูกเรียกร้องความรับผิดได้ ในทางปฏิบัติ คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกมักเป็นจุดเริ่มต้นของข้อพิพาทระหว่างทายาท โดยเฉพาะในกรณีที่มีทรัพย์สินจำนวนมาก หรือมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับสถานะของทรัพย์ว่าเป็นสินส่วนตัว สินสมรส หรือทรัพย์มรดกของผู้ตาย การยื่นคำร้องและการดำเนินกระบวนพิจารณาจึงควรทำด้วยความรอบคอบ มีเอกสารหลักฐานชัดเจน และปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยสรุป คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้การจัดการทรัพย์สินของผู้ตายเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ลดความขัดแย้งระหว่างทายาท และสร้างความชัดเจนในการแบ่งมรดก ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงควรเข้าใจหลักกฎหมายและแนวคำวินิจฉัยของศาล เพื่อใช้สิทธิและปกป้องประโยชน์ของตนอย่างถูกต้อง คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ศาล…………………………… คดีหมายเลขดำที่ …………/………… (ถ้ามี) ระหว่าง นาย/นาง/นางสาว…………………………………… ผู้ร้อง เรื่อง ขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก ข้าพเจ้า นาย/นาง/นางสาว…………………………………… อายุ ……… ปี สัญชาติ…………… อยู่บ้านเลขที่…………………………………… ขอเรียนต่อศาลว่า ข้อ 1 นาย/นาง/นางสาว…………………………………… ผู้ตาย เป็นบุคคลสัญชาติ…………… ได้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่……………… ตามสำเนามรณบัตรแนบท้ายคำร้องนี้ ข้อ 2 ข้าพเจ้าเป็น……………………………………ของผู้ตาย (เช่น คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย / บุตร / พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน / ผู้รับพินัยกรรม) จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตาย และมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลนี้ ข้อ 3 ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ / หรือผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่ยังมิได้มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม (เลือกใช้ตามข้อเท็จจริง) ข้อ 4 ขณะถึงแก่ความตาย ผู้ตายมีทรัพย์มรดก ได้แก่ 1. ที่ดิน/ห้องชุด/สิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) 2. เงินฝาก/ทรัพย์สินอื่น (ถ้ามี) ทั้งนี้ รายการทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นเพียงทรัพย์ที่ผู้ร้องทราบในเบื้องต้น และอาจมีทรัพย์มรดกอื่นของผู้ตายเพิ่มเติมภายหลัง ข้อ 5 เพื่อให้การจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นไปโดยเรียบร้อย ถูกต้องตามกฎหมาย และเพื่อประโยชน์ของทายาททุกฝ่าย จำเป็นต้องมีผู้จัดการมรดกทำหน้าที่รวบรวม ดูแล จัดการ ชำระหนี้ และแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย ข้อ 6 ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความเหมาะสม ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย และยินยอมรับหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดก พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต รอบคอบ และเพื่อประโยชน์แห่งกองมรดกโดยแท้จริง ข้อ 7 การยื่นคำร้องฉบับนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องทุกประการ คำขอ จึงขอศาลได้โปรดมีคำสั่งตั้ง นาย/นาง/นางสาว…………………………………… เป็นผู้จัดการมรดกของนาย/นาง/นางสาว…………………………………… ผู้ตาย เพื่อดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกตามกฎหมายต่อไปด้วย และขอศาลได้โปรดมีคำสั่งตามคำขอด้วย ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ลงชื่อ…………………………………… ผู้ร้อง คำร้องฉบับนี้ข้าพเจ้า...... ทนายความผู้ร้องเป็นผู้เรียงและพิมพ์ |




