
| จดทะเบียนหย่าเพื่อลดภาษีแต่ยังอยู่กินกันเป็นสามีภริยา การหย่าเป็นโมฆะหรือไม่ และฟ้องแบ่งสินสมรสได้ตลอดหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในกฎหมายครอบครัวและกฎหมายลักษณะนิติกรรมเกี่ยวกับการจดทะเบียนหย่าโดยมีเจตนาเพียงเพื่อประโยชน์ทางภาษี แต่แท้จริงแล้วยังคงใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยา มีการอุปการะเลี้ยงดู ดูแลทรัพย์สิน และดำรงสถานะครอบครัวเช่นเดิมทุกประการ โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า การจดทะเบียนหย่าดังกล่าวจะถือเป็นการหย่าที่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวงซึ่งตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 และหากการหย่าเป็นโมฆะ คู่สมรสฝ่ายหนึ่งยังสามารถฟ้องขอแบ่งสินสมรสหรือขอเข้าจัดการสินสมรสได้หรือไม่ อีกทั้งสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจะอยู่ภายใต้อายุความหรือไม่ คดีนี้ยังสะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง “การหย่าที่มีผลสมบูรณ์” กับ “การจดทะเบียนหย่าลวง” ซึ่งแม้ภายนอกจะมีเอกสารทางทะเบียนครบถ้วน แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่กรณียังคงอยู่กินร่วมกันและไม่มีเจตนาเลิกความเป็นสามีภริยาโดยแท้จริง ย่อมถือเป็นนิติกรรมอำพรางที่ไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยต่อไปถึงสิทธิในการจัดการสินสมรส การแบ่งทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินร่วมกัน ตลอดจนผลของการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งนำสินสมรสไปจัดการหรือโอนให้บุตรโดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย แนวคำพิพากษานี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในทางปฏิบัติ เนื่องจากในสังคมไทยมีกรณีคู่สมรสจำนวนไม่น้อยที่จดทะเบียนหย่าเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ ภาษี หรือหลีกเลี่ยงภาระทางกฎหมายบางประการ แต่ยังใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเช่นเดิม ซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินในภายหลัง โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายหนึ่งมีคู่สมรสใหม่หรือปฏิเสธสิทธิในทรัพย์สินของอีกฝ่าย ศาลฎีกาจึงได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การพิจารณาความสมบูรณ์ของการหย่าไม่อาจดูเพียงเอกสารทางทะเบียนเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีประกอบด้วย ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยเคยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาทั้งสองฝ่ายได้จดทะเบียนหย่ากัน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การจดทะเบียนหย่าดังกล่าวทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีเท่านั้น มิได้มีเจตนาเลิกรากันจริง หลังจดทะเบียนหย่าแล้วทั้งสองยังคงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา มีการอุปการะเลี้ยงดู ดูแลครอบครัว และดำเนินชีวิตร่วมกันตามปกติ ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยมีภริยาอีกคน จึงเรียกร้องให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่ร่วมกัน แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์จึงฟ้องขอให้แบ่งเงินจากการขายที่ดิน เงินฝากธนาคาร ดอกเบี้ย หุ้นกู้ด้อยสิทธิ และที่ดินพร้อมบ้านซึ่งอ้างว่าเป็นสินสมรส รวมมูลค่าหลายสิบล้านบาท จำเลยต่อสู้ว่าการหย่ามีผลสมบูรณ์แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ อีกทั้งทรัพย์สินหลายรายการได้แบ่งให้บุตรไปแล้วและบางส่วนเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาหลังหย่า ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ ประเด็นสำคัญแรกคือ การจดทะเบียนหย่าที่ทำขึ้นเพื่อลดภาษีแต่ยังคงอยู่กินร่วมกัน จะถือเป็นการหย่าที่สมบูรณ์หรือเป็นนิติกรรมอำพรางอันเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 ประเด็นที่สองคือ หากการหย่าเป็นโมฆะ สิทธิฟ้องขอแบ่งสินสมรสหรือขอเข้าจัดการสินสมรสจะอยู่ภายใต้อายุความหรือไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9 ประเด็นที่สามคือ ทรัพย์สินที่จำเลยจัดการหรือโอนให้บุตร รวมทั้งทรัพย์สินที่ได้มาหลังการจดทะเบียนหย่า จะยังถือเป็นสินสมรสหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากันเพียงเพื่อประโยชน์ในการลดจำนวนภาษี แต่ยังคงอยู่กินและอุปการะเลี้ยงดูกันเสมือนมิได้หย่ากัน เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมกัน จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 เมื่อการหย่าเป็นโมฆะ ย่อมถือว่าโจทก์และจำเลยยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย คำฟ้องที่ขอแบ่งทรัพย์สินจึงเป็นการขอเข้าจัดการสินสมรสร่วมกับคู่สมรส ไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องที่มีกำหนดอายุความ ศาลจึงวินิจฉัยว่าไม่อยู่ภายใต้บังคับอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9 ศาลฎีกายังเห็นว่า การที่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมแบ่งสินสมรสให้โจทก์ ถือเป็นการจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1484 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ศาลสั่งแยกสินสมรสได้ สำหรับทรัพย์สินบางส่วนที่จำเลยนำไปยกให้บุตร ศาลเห็นว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยจัดการมาโดยตลอด อีกทั้งพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าบุตรได้รับทรัพย์สินดังกล่าวไปแล้วโดยโจทก์รับรู้และไม่คัดค้าน จึงไม่อาจเรียกคืนในส่วนดังกล่าวได้ แต่สำหรับเงินสด 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และหุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้มาระหว่างที่ทั้งสองยังมีฐานะเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย ศาลเห็นว่าเป็นสินสมรส จำเลยต้องแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง รวมทั้งที่ดินพร้อมบ้านซึ่งจำเลยซื้อและปลูกสร้างหลังจดทะเบียนหย่า ศาลวินิจฉัยว่าเมื่อการหย่าเป็นโมฆะ ทรัพย์สินดังกล่าวจึงยังเป็นสินสมรสเช่นกัน โจทก์มีสิทธิเป็นเจ้าของร่วม วิเคราะห์หลักกฎหมายสำคัญ หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ “เจตนาที่แท้จริง” ของคู่กรณี แม้จะมีการจดทะเบียนหย่าอย่างถูกต้องตามแบบ แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าทั้งสองไม่มีเจตนาเลิกความเป็นสามีภริยาจริง การหย่านั้นย่อมเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางหรือเจตนาลวง ซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น เจตนารมณ์ของ ป.พ.พ. มาตรา 155 มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้บุคคลใช้นิติกรรมเป็นเครื่องมือสร้างผลทางกฎหมายที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยเฉพาะกรณีที่คู่กรณีสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี หนี้สิน หรือข้อจำกัดทางกฎหมายอื่น ส่วน ป.พ.พ. มาตรา 193/9 มีเจตนารมณ์รองรับสิทธิที่มีสภาพเป็น “สถานะทางกฎหมาย” หรือสิทธิที่ยังคงมีอยู่ตราบใดที่สถานะนั้นยังไม่สิ้นสุด กรณีนี้โจทก์ยังมีฐานะเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงยังมีสิทธิเข้าจัดการสินสมรสได้ตลอดเวลา ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องที่มีอายุความเหมือนหนี้ทั่วไป คดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสว่า คู่สมรสฝ่ายหนึ่งไม่อาจจัดการทรัพย์สินร่วมโดยพลการจนเกิดความเสียหายแก่คู่สมรสอีกฝ่ายได้ หากมีการปฏิเสธสิทธิหรือจัดการโดยไม่ชอบ อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิขอให้ศาลแยกสินสมรสหรือสั่งแบ่งทรัพย์สินได้ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการแสดงเจตนาลวงตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วางหลักสอดคล้องกันมาโดยตลอดว่า แม้นิติกรรมภายนอกจะกระทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด แต่หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าคู่กรณีมิได้มีเจตนาให้เกิดผลตามนิติกรรมนั้นจริง นิติกรรมดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ โดยศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด เช่น การอยู่ร่วมกัน การอุปการะเลี้ยงดู การใช้ชีวิตครอบครัว และการจัดการทรัพย์สินร่วมกันหลังทำนิติกรรม สำหรับคดีลักษณะเดียวกับคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ “พฤติกรรมภายหลังการจดทะเบียนหย่า” เป็นอย่างมาก เพราะหากคู่กรณียังคงแสดงตนต่อสังคมว่าเป็นสามีภริยา ยังคงอยู่บ้านเดียวกัน มีความสัมพันธ์ในเชิงครอบครัว และช่วยเหลืออุปการะกันตามปกติ ย่อมสะท้อนว่าการหย่านั้นมิได้มีเจตนาเลิกความสัมพันธ์โดยแท้จริง นอกจากนี้ แนวคำพิพากษายังวางหลักว่า เมื่อการหย่าเป็นโมฆะ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างนั้นยังคงเป็นสินสมรส แม้จะมีการจดทะเบียนหย่าแล้วในทางทะเบียนก็ตาม เพราะสถานะความเป็นสามีภริยาในทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุด ผลคือสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับสินสมรสยังคงมีอยู่ครบถ้วน อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือเรื่องอายุความ ศาลฎีกาวางแนวว่า สิทธิในการจัดการสินสมรสร่วมกันระหว่างคู่สมรสไม่ใช่ “สิทธิเรียกร้อง” ตามความหมายของอายุความทั่วไป แต่เป็นสิทธิที่เกิดจากสถานะของการเป็นคู่สมรส ดังนั้นตราบใดที่สถานภาพสมรสยังไม่สิ้นสุด สิทธิดังกล่าวย่อมยังมีอยู่และไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9 แนวคำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีครอบครัวในทางปฏิบัติ เพราะช่วยป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งใช้การจดทะเบียนหย่าเป็นเครื่องมือหลีกเลี่ยงภาระหน้าที่หรือเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่งในเรื่องทรัพย์สิน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยแบ่งเงินแก่โจทก์จำนวน 5,000,000 บาท และให้โอนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 พร้อมบ้านให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ดำเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 ส่วนคำขออื่นให้ยก และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับว่า การจดทะเบียนหย่าของโจทก์และจำเลยเป็นการแสดงเจตนาลวงเพื่อลดภาษี จึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 ส่งผลให้ทั้งสองยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากัน สิทธิฟ้องแบ่งสินสมรสจึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9 และจำเลยต้องแบ่งเงินจำนวน 7,830,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ รวมทั้งโอนแบ่งที่ดินพร้อมบ้านให้โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า การพิจารณาความสมบูรณ์ของนิติกรรมมิได้พิจารณาเพียงรูปแบบภายนอกหรือเอกสารทางทะเบียนเท่านั้น แต่ศาลจะวินิจฉัยถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีเป็นสำคัญ หากคู่กรณีกระทำการเพียงเพื่อให้เกิดผลทางภาษีหรือประโยชน์ทางกฎหมายบางประการ โดยไม่มีเจตนาให้เกิดผลตามนิติกรรมนั้นจริง ย่อมเข้าลักษณะเป็นการแสดงเจตนาลวงซึ่งตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย หลักกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว เพราะสถานะความเป็นสามีภริยามิใช่เพียงเรื่องทางทะเบียน แต่เกี่ยวข้องกับสิทธิในทรัพย์สิน หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดู และสิทธิทางมรดก การจดทะเบียนหย่าโดยอาศัยเหตุผลทางภาษีหรือทางธุรกิจ หากยังคงใช้ชีวิตร่วมกันตามปกติ อาจก่อให้เกิดผลทางกฎหมายย้อนกลับอย่างร้ายแรงในอนาคต อีกทั้งคดีนี้ยังตอกย้ำหลักเรื่องสินสมรสว่า คู่สมรสฝ่ายหนึ่งไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินร่วมโดยลำพังจนเกิดความเสียหายแก่คู่สมรสอีกฝ่าย หากมีการปฏิเสธสิทธิหรือยักย้ายทรัพย์สิน อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลแยกสินสมรสหรือแบ่งทรัพย์สินได้ นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับอายุความว่า สิทธิในการเข้าจัดการสินสมรสระหว่างคู่สมรสที่ยังมีสถานะสมรสอยู่ มิใช่สิทธิเรียกร้องที่มีอายุความตามกฎหมายทั่วไป แต่เป็นสิทธิที่ดำรงอยู่ตามสถานภาพแห่งครอบครัว จึงใช้บังคับได้ตราบเท่าที่ยังมีสถานะเป็นสามีภริยา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การจดทะเบียนหย่าโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาษี แต่ยังคงอยู่กินฉันสามีภริยาและอุปการะกันตามปกติ เป็น “การแสดงเจตนาลวง” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นนิติกรรมลวงที่คู่กรณีสมรู้ร่วมกัน จึงตกเป็นโมฆะ ทำให้สถานะความเป็นสามีภริยายังคงมีอยู่ตามกฎหมาย และทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างนั้นยังคงเป็นสินสมรส สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การแสดงเจตนาลวงตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะมีการจดทะเบียนหย่าอย่างถูกต้องตามแบบของกฎหมาย แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่กรณีไม่มีเจตนาเลิกรากันจริง ยังคงอยู่กินและใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกัน การหย่านั้นย่อมเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางที่ทำขึ้นเพื่อให้เกิดผลทางภาษี จึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลให้ความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลง 2. สิทธิในการจัดการสินสมรสไม่อยู่ภายใต้อายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9 เมื่อการหย่าเป็นโมฆะ โจทก์และจำเลยยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากัน สิทธิในการขอแบ่งหรือเข้าจัดการสินสมรสจึงเป็นสิทธิที่เกิดจากสถานภาพครอบครัว มิใช่สิทธิเรียกร้องตามหนี้ทั่วไป จึงไม่อยู่ภายใต้อายุความและสามารถใช้สิทธิได้ตราบเท่าที่ยังมีสถานะเป็นคู่สมรส อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 มาตรา 155 เป็นบทบัญญัติว่าด้วย “การแสดงเจตนาลวง” ซึ่งหมายถึงกรณีที่คู่กรณีภายนอกแสดงเจตนาทำนิติกรรมอย่างหนึ่ง แต่ภายในมิได้มีเจตนาให้เกิดผลทางกฎหมายตามที่แสดงออกจริง โดยทั้งสองฝ่ายต่างรู้และสมยอมกัน การกระทำดังกล่าวกฎหมายถือว่าเป็นนิติกรรมลวงและตกเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น หลักสำคัญของมาตรานี้คือ กฎหมายให้ความสำคัญกับ “เจตนาที่แท้จริง” มากกว่ารูปแบบภายนอก แม้เอกสารหรือการจดทะเบียนจะทำถูกต้องครบถ้วน แต่หากพิสูจน์ได้ว่าคู่กรณีมิได้มีเจตนาให้เกิดผลตามนิติกรรมนั้นจริง นิติกรรมย่อมไม่มีผลใช้บังคับ ในคดีนี้ แม้โจทก์และจำเลยจะจดทะเบียนหย่ากันอย่างถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทั้งสองยังคงอยู่กินร่วมกัน อุปการะเลี้ยงดู และดำเนินชีวิตฉันสามีภริยาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเหตุที่จดทะเบียนหย่าก็เพื่อประโยชน์ในการลดภาษี มิใช่เพื่อเลิกรากันจริง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงตามมาตรา 155 การหย่าจึงตกเป็นโมฆะ และถือว่าทั้งสองยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากันตามกฎหมายตลอดมา หลักกฎหมายนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างมาก เพราะป้องกันไม่ให้บุคคลใช้นิติกรรมเป็นเครื่องมืออำพรางข้อเท็จจริงหรือหลีกเลี่ยงกฎหมาย หากปล่อยให้การแสดงเจตนาลวงมีผลใช้บังคับ ย่อมกระทบต่อความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์และเปิดช่องให้เกิดการเอาเปรียบกันในทางกฎหมายได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับเรื่องอายุความ โดยวางหลักว่า สิทธิบางประเภทไม่อยู่ภายใต้อายุความ เพราะเป็นสิทธิที่มีอยู่ตามสถานภาพแห่งบุคคลหรือสิทธิที่กฎหมายรับรองให้คงอยู่ตราบเท่าที่ยังมีสถานะทางกฎหมายดังกล่าว มิใช่สิทธิเรียกร้องในลักษณะหนี้ทั่วไปที่เจ้าของสิทธิต้องรีบใช้สิทธิภายในกำหนดเวลา หลักการสำคัญของมาตรานี้คือ การแยกความแตกต่างระหว่าง “สิทธิเรียกร้อง” กับ “สิทธิอันเกิดจากสถานภาพ” หากเป็นสิทธิเรียกร้องทั่วไป เช่น หนี้เงิน ค่าเสียหาย หรือสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญา กฎหมายมักกำหนดอายุความไว้เพื่อให้เกิดความแน่นอนทางกฎหมายและป้องกันการฟ้องร้องที่ล่าช้าเกินสมควร แต่หากเป็นสิทธิที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางครอบครัวหรือสถานภาพบุคคล เช่น ความเป็นบิดามารดา ความเป็นคู่สมรส หรือสิทธิในการจัดการทรัพย์สินร่วมระหว่างคู่สมรส สิทธิดังกล่าวอาจไม่อยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 193/9 ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการจดทะเบียนหย่าของโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะตามมาตรา 155 เพราะเป็นการแสดงเจตนาลวง ส่งผลให้ทั้งสองยังคงมีสถานะเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย ดังนั้น สิทธิของโจทก์ในการเข้าจัดการสินสมรสหรือขอแบ่งสินสมรส จึงมิใช่สิทธิเรียกร้องตามหนี้ทั่วไป แต่เป็นสิทธิที่เกิดจากสถานภาพแห่งการเป็นคู่สมรส ซึ่งยังคงมีอยู่ตราบเท่าที่สถานภาพสมรสยังไม่สิ้นสุด สิทธิดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะหากตีความว่าสิทธิแบ่งสินสมรสในกรณีดังกล่าวอยู่ภายใต้อายุความ อาจเปิดโอกาสให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอาศัยการจดทะเบียนหย่าลวงเพื่อปกปิดหรือยักย้ายทรัพย์สิน แล้วอ้างอายุความตัดสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่งในภายหลัง ซึ่งขัดต่อหลักความสุจริตและความเป็นธรรมในกฎหมายครอบครัว คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม การจดทะเบียนหย่าเพื่อลดภาษีแต่ยังอยู่กินกันเหมือนเดิม ถือว่าการหย่ามีผลสมบูรณ์หรือไม่ คำตอบ การจดทะเบียนหย่าแม้จะดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายและมีการลงลายมือชื่อในทะเบียนหย่าอย่างครบถ้วน แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมิได้มีเจตนาเลิกรากันจริง ยังคงอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน มีการอุปการะเลี้ยงดู ดูแลทรัพย์สิน และดำเนินชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยาอย่างต่อเนื่อง ศาลอาจวินิจฉัยได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 ซึ่งทำให้นิติกรรมการหย่าตกเป็นโมฆะ ผลทางกฎหมายคือถือเสมือนว่าไม่เคยมีการหย่าเกิดขึ้น คู่กรณียังคงมีฐานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย และทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างนั้นยังอาจถือเป็นสินสมรสต่อไป ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมเป็นสำคัญ มิใช่ดูเฉพาะเอกสารการหย่าเพียงอย่างเดียว 2 คำถาม หากการหย่าเป็นโมฆะ ทรัพย์สินที่ได้มาหลังจดทะเบียนหย่าจะยังเป็นสินสมรสหรือไม่ คำตอบ หากศาลวินิจฉัยว่าการจดทะเบียนหย่าเป็นการแสดงเจตนาลวงและตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย ย่อมมีผลให้ถือว่าคู่กรณียังคงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายตลอดมา ดังนั้นทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างช่วงเวลาหลังการจดทะเบียนหย่า ไม่ว่าจะเป็นเงินสด ที่ดิน บ้าน เงินฝาก หุ้น หรือทรัพย์สินประเภทอื่น หากเป็นทรัพย์ที่ได้มาระหว่างการสมรสและไม่เข้าข้อยกเว้นของสินส่วนตัว ก็ย่อมถือเป็นสินสมรสทั้งสิ้น คู่สมรสอีกฝ่ายย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งหรือเข้าจัดการสินสมรสได้ ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาถึงที่มาของทรัพย์สิน ลักษณะการครอบครอง และพฤติการณ์ในการได้มาของทรัพย์นั้นประกอบกันด้วย ไม่ใช่อาศัยเพียงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในเอกสารเท่านั้น 3 คำถาม สิทธิฟ้องแบ่งสินสมรสกรณีการหย่าเป็นโมฆะ มีอายุความหรือไม่ คำตอบ ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่าการหย่าเป็นโมฆะ คู่กรณียังคงมีสถานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย สิทธิในการขอแบ่งสินสมรสหรือเข้าจัดการสินสมรสจึงมิใช่สิทธิเรียกร้องในลักษณะหนี้ทั่วไปที่อยู่ภายใต้อายุความ แต่เป็นสิทธิที่เกิดจากสถานภาพแห่งครอบครัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 ดังนั้นตราบใดที่สถานภาพสมรสยังไม่สิ้นสุด คู่สมรสฝ่ายหนึ่งย่อมยังสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้อยู่ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานก็ตาม หลักกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอาศัยการจดทะเบียนหย่าลวงหรือการปกปิดข้อเท็จจริงมาใช้เป็นเครื่องมือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินแล้วอ้างอายุความเพื่อตัดสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่งในภายหลัง 4 คำถาม หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งนำสินสมรสไปยกให้บุตรโดยไม่ได้แบ่งให้อีกฝ่าย สามารถฟ้องเรียกคืนได้หรือไม่ คำตอบ การนำสินสมรสไปโอนหรือยกให้บุคคลอื่น รวมทั้งบุตรของคู่สมรส อาจมีผลกระทบต่อสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ เพราะสินสมรสเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสมีสิทธิร่วมกัน การจัดการสินสมรสบางประเภทจึงจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง หากคู่สมรสฝ่ายใดนำทรัพย์สินไปยกให้บุตรโดยพลการ อีกฝ่ายอาจมีสิทธิฟ้องร้องขอเพิกถอนหรือขอแบ่งทรัพย์สินได้ อย่างไรก็ตาม ศาลจะพิจารณาว่าอีกฝ่ายหนึ่งรับรู้หรือยินยอมต่อการโอนดังกล่าวหรือไม่ หากพฤติการณ์ฟังได้ว่าอีกฝ่ายทราบและยินยอมให้จัดการทรัพย์สินมาโดยตลอด รวมทั้งไม่เคยคัดค้านการโอนหรือการใช้ประโยชน์ในทรัพย์นั้น ศาลอาจเห็นว่าไม่อาจเรียกคืนได้ในภายหลัง เพราะถือว่าเป็นการจัดการทรัพย์สินโดยความยินยอมร่วมกัน 5 คำถาม ศาลพิจารณาอย่างไรว่าเป็นการหย่าลวงหรือหย่าจริง คำตอบ การวินิจฉัยว่าการจดทะเบียนหย่าเป็นการหย่าจริงหรือเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวง ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคู่กรณี มิใช่พิจารณาเฉพาะเอกสารการหย่าเท่านั้น โดยข้อเท็จจริงที่ศาลมักนำมาประกอบการพิจารณา ได้แก่ หลังจดทะเบียนหย่าแล้วคู่กรณียังคงอยู่บ้านเดียวกันหรือไม่ ยังมีการอุปการะเลี้ยงดูกัน มีความสัมพันธ์ในฐานะครอบครัว ใช้ทรัพย์สินร่วมกัน หรือแสดงตนต่อสังคมว่าเป็นสามีภริยาหรือไม่ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่กรณียังคงใช้ชีวิตร่วมกันตามปกติ และเหตุแห่งการหย่าเกิดจากวัตถุประสงค์ทางภาษี ธุรกิจ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงภาระบางประการ มากกว่าความประสงค์จะเลิกชีวิตสมรสจริง ศาลอาจวินิจฉัยได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงซึ่งตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย 6 คำถาม หากฝ่ายหนึ่งมีคู่สมรสใหม่หลังการหย่าลวง จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ หากการจดทะเบียนหย่าถูกศาลวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะ ย่อมมีผลให้ถือว่าคู่กรณีเดิมยังคงมีสถานะเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายตลอดมา ดังนั้นหากฝ่ายใดไปจดทะเบียนสมรสใหม่กับบุคคลอื่นภายหลัง อาจทำให้การสมรสใหม่นั้นมีปัญหาเรื่องความสมบูรณ์ตามกฎหมายได้ เพราะบุคคลดังกล่าวยังมีคู่สมรสเดิมอยู่ การกระทำเช่นนี้อาจก่อให้เกิดข้อพิพาททั้งในเรื่องสถานภาพครอบครัว สิทธิในสินสมรส และสิทธิทางมรดกในอนาคต อีกทั้งอาจกระทบต่อสิทธิของบุคคลภายนอกที่เข้ามาสมรสโดยไม่ทราบข้อเท็จจริงด้วย ศาลจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการตรวจสอบเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีว่ามีความประสงค์จะหย่ากันจริงหรือเพียงใช้การหย่าเป็นเครื่องมือทางกฎหมายเท่านั้น 7 คำถาม คู่สมรสสามารถฟ้องขอแยกสินสมรสได้ในกรณีใดบ้าง คำตอบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลสั่งแยกสินสมรสได้ หากปรากฏว่าคู่สมรสอีกฝ่ายจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหาย เช่น นำทรัพย์สินไปใช้โดยไม่สุจริต ปฏิเสธสิทธิของอีกฝ่าย ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน หรือดำเนินการเกี่ยวกับสินสมรสโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ร่วมกันของครอบครัว กรณีเช่นนี้กฎหมายเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายใช้สิทธิร้องขอต่อศาลเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของตนได้ โดยศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์ว่าการจัดการทรัพย์สินนั้นก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบต่อสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายในระดับร้ายแรงเพียงใด หากศาลเห็นว่ามีเหตุสมควร ก็อาจมีคำสั่งให้แยกสินสมรสหรือแบ่งทรัพย์สินเพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต 8 คำถาม การจดทะเบียนหย่าลวงมีผลกระทบต่อสิทธิทางมรดกหรือไม่ คำตอบ การจดทะเบียนหย่าลวงที่ศาลวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะ ย่อมมีผลให้ถือว่าความเป็นสามีภริยายังคงมีอยู่โดยสมบูรณ์ ดังนั้นสิทธิทางมรดกของคู่สมรสจึงยังคงมีอยู่เช่นเดียวกับกรณีที่ไม่เคยหย่ากัน หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย อีกฝ่ายย่อมยังมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย ทั้งยังอาจมีสิทธิในสินสมรสที่ยังมิได้แบ่งก่อนเปิดมรดกด้วย ปัญหาสำคัญในทางปฏิบัติคือหลายกรณีมีการจดทะเบียนหย่าเพื่อประโยชน์ทางภาษีหรือธุรกิจ แต่ภายหลังเกิดข้อพิพาทเรื่องทรัพย์มรดกและสิทธิของคู่สมรสใหม่ ศาลจึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดว่าการหย่านั้นมีเจตนาแท้จริงหรือเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวง เพราะย่อมส่งผลโดยตรงต่อสิทธิของทายาทและการแบ่งทรัพย์มรดกทั้งหมด ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5690/2552 การที่โจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่ากันเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีแต่ยังคงอยู่กินและอุปการะเลี้ยงดูกันเสมือนมิได้หย่ากันเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างกัน การหย่าดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 คำฟ้องของโจทก์ที่อ้างว่าการหย่าเป็นโมฆะและขอแบ่งทรัพย์ที่ทำมาหาได้ จึงเป็นการขอเข้าจัดการสินสมรสร่วมกับจำเลยซึ่งโจทก์มีสิทธิร้องขอได้ตราบเท่าที่โจทก์และจำเลยยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากันอยู่ และกรณีนี้มิใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9 โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยแบ่งเงินค่าขายที่ดินแปลงต่าง ๆ พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเป็นจำนวนเงิน 7,950,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จสิ้นแล้ว และแบ่งเงินค่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากธนาคารให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 4,800,000 บาท ให้จำเลยแบ่งเงินจำนวน 9,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จสิ้น และแบ่งเงินค่าดอกเบี้ยตามจำนวนที่เป็นจริงให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยโอนสิทธิในหุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 5,000,000 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการขายให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และแบ่งเงินค่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากธนาคารให้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,500,000 บาท และให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประเมินราคากันระหว่างโจทก์ จำเลย หากตกลงกันยังไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินแบ่งกัน จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งเงินให้โจทก์จำนวน 5,000,000 บาท และให้จำเลยโอนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 146 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 55/242 หมู่ที่ 5 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์มีว่า สิทธิเรียกร้องขอให้แบ่งทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่ากันโดยแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างกัน ทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการลดจำนวนภาษี ย่อมเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 ดังนั้นคำฟ้องของโจทก์ที่ขอแบ่งทรัพย์ซึ่งทำมาหาได้ จึงเป็นการขอเข้าจัดการสินสมรสร่วมกับจำเลย ซึ่งโจทก์มีสิทธิร้องขอได้ตราบเท่าที่โจทก์และจำเลยยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากันอยู่ และกรณีนี้มิใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 คดีโจทก์หาใช่ขาดอายุความตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาไม่ ฎีกาของโจทก์ในประการนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่เหลือว่า จำเลยต้องแบ่งทรัพย์ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ข้อนี้เบื้องแรกเห็นได้ว่า ตามท้องสำนวนโจทก์ยินยอมให้จำเลยจัดการสินสมรสเพียงผู้เดียวตลอดมา จนกระทั่งปี 2543 โจทก์เพิ่งทราบว่าจำเลยมีภริยาอีกคน โจทก์จึงขอให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์ และศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าการที่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมแบ่ง ถือว่าจำเลยจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายถึงขนาด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1484 (1) โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลสั่งแยกสินสมรสได้ตามมาตรา 1484 วรรคสอง และ 1492 และในประการนี้โจทก์อ้างในคำฟ้องว่าหลังจากจดทะเบียนการหย่ากันแล้ว โจทก์จำเลยคงมีสินสมรสที่โจทก์ประสงค์จะขอแบ่ง ได้แก่ เงินสดจากการขายที่ดินอันเป็นสินสมรสจำนวน 18,500,000 บาท เงินสดที่ฝากไว้กับธนาคารผู้มีชื่อ พร้อมดอกเบี้ยในนามนายปัญจวัชรและในนามจำเลยเป็นเงิน 19,000,000 บาท หุ้นด้อยสิทธิของธนาคารผู้มีชื่อจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 เนื้อที่ 146 ตารางวา พร้อมบ้าน โดยโจทก์นำสืบว่าเป็นสินสมรสที่จำเลยรวบรวมมาจากเงินที่รับจ้างแสดงภาพยนตร์และจากการขายบ้านพร้อมที่ดินที่ซื้อหาได้มาระหว่างที่สมรสกัน ฝ่ายจำเลยนำสืบว่า จำเลยแบ่งเงินที่รวบรวมไว้ดังกล่าวให้แก่บุตรสาว 3 คน คนละ 5,000,000 บาท ให้แก่บุตรชาย 10,000,000 บาท และซื้อที่ดินให้บุตรทุกคน คนละ 1 แปลง สำหรับที่ดิน 3 แปลง ที่ยกให้บุตรสาวซึ่งแปลงหนึ่งมีบ้านเลขที่ 1025/1 ซอยอุดมสุข 31 ปลูกอยู่ด้วย เพิ่งขายไปในปี 2547 เป็นเงินราคาประมาณ 18,000,000 - 19,000,000 บาท ความข้อนี้ตรงกับที่นางสาวปฏาจารีบุตรสาวของโจทก์จำเลยพยานโจทก์เบิกความยอมรับไว้ทั้งยังรับรองด้วยว่าพยานกับพี่สาวอีก 2 คน ดังกล่าวได้รับเงินราคาขายที่ดินไปครบถ้วนแล้ว เช่นเดียว กับที่โจทก์เองก็เบิกความยอมรับว่าจำเลยมอบเงินให้โจทก์ส่งไปให้นายปัญจวัชรที่ประเทศสหรัฐอเมริกาหลายครั้งรวมประมาณ 10,000,000 บาท จริง ดังนั้น ทั้งเงินค่าซื้อที่ดินและเงินสดที่ยกให้บุตรทั้งสี่คนรวมแล้วประมาณ 40,000,000 บาท จึงเป็นการยกสินสมรสให้บุตรโดยความยินยอมของโจทก์ นอกจากนี้บัญชีเงินฝากต่าง ๆ ดังกล่าวจำเลยก็ปิดบัญชีหมดแล้ว ที่สำคัญโจทก์นำสืบไม่ได้ว่ายังคงเหลือตัวเงินจริงเท่าใด จำเลยให้การว่า เงินสดจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยซึ่งได้รับจากธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สาขาสุขุมวิท 101/1 เป็นเงินที่ได้มาจากการทำมาหาได้ของจำเลยหลังจากจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ แต่ศาลวินิจฉัยว่าการหย่าเป็นโมฆะ จึงต้องฟังว่าเงินดังกล่าวและดอกเบี้ยอีก 660,000 บาท เป็นสินสมรส ต้องนำมาแบ่งแก่กัน สำหรับหุ้นด้อยสิทธิของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำนวน 10,000,000 บาท นั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อเดือนตุลาคม 2546 จำเลยไปไถ่ถอนในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 อันเป็นการไถ่ถอนก่อนครบกำหนดและไม่แบ่งแก่โจทก์ ย่อมเป็นการจัดการสินสมรสโดยไม่ชอบ เช่นเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอเข้าจัดการสินสมรสในส่วนนี้ได้ จำเลยต้องแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง แต่ตามรายการโอนเงินค่าหุ้นและดอกเบี้ยเข้าบัญชีที่โจทก์เสนอแสดง ไม่ปรากฏรายการโอนดอกเบี้ย 5,000,000 บาท เข้าบัญชีตามที่โจทก์เบิกความ จึงไม่อาจบังคับในส่วนของดอกเบี้ยได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร พร้อมบ้านเลขที่ 55/242 หมู่ที่ 5 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร จำเลยซื้อที่ดินมาในปี 2541 และปลูกสร้างบ้านในปี 2544 ถึง 2545 เมื่อศาลวินิจฉัยว่าการหย่าเป็นโมฆะ ที่ดินพร้อมบ้านหลังดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสของโจทก์จำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิใส่ชื่อร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้ ฎีกาในประการนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งเงินแก่โจทก์ 7,830,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (วันที่ 28 ตุลาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยโอนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 146 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 55/242 หมู่ที่ 5 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ
|




