ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




จดทะเบียนหย่าเพื่อลดภาษีแต่ยังอยู่กินกันเป็นสามีภริยา การหย่าเป็นโมฆะหรือไม่ และฟ้องแบ่งสินสมรสได้ตลอดหรือไม่

จดทะเบียนหย่าเพื่อลดภาษีเป็นโมฆะหรือไม่, ฟ้องแบ่งสินสมรสหลังหย่าได้หรือไม่, การหย่าด้วยเจตนาลวงมีผลอย่างไร, การอยู่กินกันหลังหย่าถือว่ายังเป็นสามีภริยาหรือไม่, อายุความฟ้องแบ่งสินสมรสกรณีหย่าเป็นโมฆะ, สิทธิเรียกร้องแบ่งทรัพย์สินสมรส,การจัดการสินสมรสโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย, สามีภริยาจดทะเบียนหย่าลวง, ผลของนิติกรรมอำพรางตามกฎหมายไทย, ทรัพย์สินที่ได้มาหลังหย่ายังเป็นสินสมรสหรือไม่, ฟ้องขอแยกสินสมรสได้เมื่อใด, สิทธิของคู่สมรสในทรัพย์สินร่วมกัน, มาตรา 155 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในกฎหมายครอบครัวและกฎหมายลักษณะนิติกรรมเกี่ยวกับการจดทะเบียนหย่าโดยมีเจตนาเพียงเพื่อประโยชน์ทางภาษี แต่แท้จริงแล้วยังคงใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยา มีการอุปการะเลี้ยงดู ดูแลทรัพย์สิน และดำรงสถานะครอบครัวเช่นเดิมทุกประการ โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า การจดทะเบียนหย่าดังกล่าวจะถือเป็นการหย่าที่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวงซึ่งตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 และหากการหย่าเป็นโมฆะ คู่สมรสฝ่ายหนึ่งยังสามารถฟ้องขอแบ่งสินสมรสหรือขอเข้าจัดการสินสมรสได้หรือไม่ อีกทั้งสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจะอยู่ภายใต้อายุความหรือไม่

คดีนี้ยังสะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง “การหย่าที่มีผลสมบูรณ์” กับ “การจดทะเบียนหย่าลวง” ซึ่งแม้ภายนอกจะมีเอกสารทางทะเบียนครบถ้วน แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่กรณียังคงอยู่กินร่วมกันและไม่มีเจตนาเลิกความเป็นสามีภริยาโดยแท้จริง ย่อมถือเป็นนิติกรรมอำพรางที่ไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยต่อไปถึงสิทธิในการจัดการสินสมรส การแบ่งทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินร่วมกัน ตลอดจนผลของการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งนำสินสมรสไปจัดการหรือโอนให้บุตรโดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย

แนวคำพิพากษานี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในทางปฏิบัติ เนื่องจากในสังคมไทยมีกรณีคู่สมรสจำนวนไม่น้อยที่จดทะเบียนหย่าเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ ภาษี หรือหลีกเลี่ยงภาระทางกฎหมายบางประการ แต่ยังใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเช่นเดิม ซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินในภายหลัง โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายหนึ่งมีคู่สมรสใหม่หรือปฏิเสธสิทธิในทรัพย์สินของอีกฝ่าย ศาลฎีกาจึงได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การพิจารณาความสมบูรณ์ของการหย่าไม่อาจดูเพียงเอกสารทางทะเบียนเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีประกอบด้วย

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์และจำเลยเคยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาทั้งสองฝ่ายได้จดทะเบียนหย่ากัน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การจดทะเบียนหย่าดังกล่าวทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีเท่านั้น มิได้มีเจตนาเลิกรากันจริง หลังจดทะเบียนหย่าแล้วทั้งสองยังคงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา มีการอุปการะเลี้ยงดู ดูแลครอบครัว และดำเนินชีวิตร่วมกันตามปกติ

ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยมีภริยาอีกคน จึงเรียกร้องให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่ร่วมกัน แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์จึงฟ้องขอให้แบ่งเงินจากการขายที่ดิน เงินฝากธนาคาร ดอกเบี้ย หุ้นกู้ด้อยสิทธิ และที่ดินพร้อมบ้านซึ่งอ้างว่าเป็นสินสมรส รวมมูลค่าหลายสิบล้านบาท

จำเลยต่อสู้ว่าการหย่ามีผลสมบูรณ์แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ อีกทั้งทรัพย์สินหลายรายการได้แบ่งให้บุตรไปแล้วและบางส่วนเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาหลังหย่า

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ

ประเด็นสำคัญแรกคือ การจดทะเบียนหย่าที่ทำขึ้นเพื่อลดภาษีแต่ยังคงอยู่กินร่วมกัน จะถือเป็นการหย่าที่สมบูรณ์หรือเป็นนิติกรรมอำพรางอันเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155

ประเด็นที่สองคือ หากการหย่าเป็นโมฆะ สิทธิฟ้องขอแบ่งสินสมรสหรือขอเข้าจัดการสินสมรสจะอยู่ภายใต้อายุความหรือไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9

ประเด็นที่สามคือ ทรัพย์สินที่จำเลยจัดการหรือโอนให้บุตร รวมทั้งทรัพย์สินที่ได้มาหลังการจดทะเบียนหย่า จะยังถือเป็นสินสมรสหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากันเพียงเพื่อประโยชน์ในการลดจำนวนภาษี แต่ยังคงอยู่กินและอุปการะเลี้ยงดูกันเสมือนมิได้หย่ากัน เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมกัน จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155

เมื่อการหย่าเป็นโมฆะ ย่อมถือว่าโจทก์และจำเลยยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย คำฟ้องที่ขอแบ่งทรัพย์สินจึงเป็นการขอเข้าจัดการสินสมรสร่วมกับคู่สมรส ไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องที่มีกำหนดอายุความ ศาลจึงวินิจฉัยว่าไม่อยู่ภายใต้บังคับอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9

ศาลฎีกายังเห็นว่า การที่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมแบ่งสินสมรสให้โจทก์ ถือเป็นการจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1484 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ศาลสั่งแยกสินสมรสได้

สำหรับทรัพย์สินบางส่วนที่จำเลยนำไปยกให้บุตร ศาลเห็นว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยจัดการมาโดยตลอด อีกทั้งพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าบุตรได้รับทรัพย์สินดังกล่าวไปแล้วโดยโจทก์รับรู้และไม่คัดค้าน จึงไม่อาจเรียกคืนในส่วนดังกล่าวได้

แต่สำหรับเงินสด 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และหุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้มาระหว่างที่ทั้งสองยังมีฐานะเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย ศาลเห็นว่าเป็นสินสมรส จำเลยต้องแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง

รวมทั้งที่ดินพร้อมบ้านซึ่งจำเลยซื้อและปลูกสร้างหลังจดทะเบียนหย่า ศาลวินิจฉัยว่าเมื่อการหย่าเป็นโมฆะ ทรัพย์สินดังกล่าวจึงยังเป็นสินสมรสเช่นกัน โจทก์มีสิทธิเป็นเจ้าของร่วม

วิเคราะห์หลักกฎหมายสำคัญ

หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ “เจตนาที่แท้จริง” ของคู่กรณี แม้จะมีการจดทะเบียนหย่าอย่างถูกต้องตามแบบ แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าทั้งสองไม่มีเจตนาเลิกความเป็นสามีภริยาจริง การหย่านั้นย่อมเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางหรือเจตนาลวง ซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น

เจตนารมณ์ของ ป.พ.พ. มาตรา 155 มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้บุคคลใช้นิติกรรมเป็นเครื่องมือสร้างผลทางกฎหมายที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยเฉพาะกรณีที่คู่กรณีสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี หนี้สิน หรือข้อจำกัดทางกฎหมายอื่น

ส่วน ป.พ.พ. มาตรา 193/9 มีเจตนารมณ์รองรับสิทธิที่มีสภาพเป็น “สถานะทางกฎหมาย” หรือสิทธิที่ยังคงมีอยู่ตราบใดที่สถานะนั้นยังไม่สิ้นสุด กรณีนี้โจทก์ยังมีฐานะเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงยังมีสิทธิเข้าจัดการสินสมรสได้ตลอดเวลา ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องที่มีอายุความเหมือนหนี้ทั่วไป

คดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสว่า คู่สมรสฝ่ายหนึ่งไม่อาจจัดการทรัพย์สินร่วมโดยพลการจนเกิดความเสียหายแก่คู่สมรสอีกฝ่ายได้ หากมีการปฏิเสธสิทธิหรือจัดการโดยไม่ชอบ อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิขอให้ศาลแยกสินสมรสหรือสั่งแบ่งทรัพย์สินได้

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการแสดงเจตนาลวงตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วางหลักสอดคล้องกันมาโดยตลอดว่า แม้นิติกรรมภายนอกจะกระทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด แต่หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าคู่กรณีมิได้มีเจตนาให้เกิดผลตามนิติกรรมนั้นจริง นิติกรรมดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ โดยศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด เช่น การอยู่ร่วมกัน การอุปการะเลี้ยงดู การใช้ชีวิตครอบครัว และการจัดการทรัพย์สินร่วมกันหลังทำนิติกรรม

สำหรับคดีลักษณะเดียวกับคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ “พฤติกรรมภายหลังการจดทะเบียนหย่า” เป็นอย่างมาก เพราะหากคู่กรณียังคงแสดงตนต่อสังคมว่าเป็นสามีภริยา ยังคงอยู่บ้านเดียวกัน มีความสัมพันธ์ในเชิงครอบครัว และช่วยเหลืออุปการะกันตามปกติ ย่อมสะท้อนว่าการหย่านั้นมิได้มีเจตนาเลิกความสัมพันธ์โดยแท้จริง

นอกจากนี้ แนวคำพิพากษายังวางหลักว่า เมื่อการหย่าเป็นโมฆะ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างนั้นยังคงเป็นสินสมรส แม้จะมีการจดทะเบียนหย่าแล้วในทางทะเบียนก็ตาม เพราะสถานะความเป็นสามีภริยาในทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุด ผลคือสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับสินสมรสยังคงมีอยู่ครบถ้วน

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือเรื่องอายุความ ศาลฎีกาวางแนวว่า สิทธิในการจัดการสินสมรสร่วมกันระหว่างคู่สมรสไม่ใช่ “สิทธิเรียกร้อง” ตามความหมายของอายุความทั่วไป แต่เป็นสิทธิที่เกิดจากสถานะของการเป็นคู่สมรส ดังนั้นตราบใดที่สถานภาพสมรสยังไม่สิ้นสุด สิทธิดังกล่าวย่อมยังมีอยู่และไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9

แนวคำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีครอบครัวในทางปฏิบัติ เพราะช่วยป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งใช้การจดทะเบียนหย่าเป็นเครื่องมือหลีกเลี่ยงภาระหน้าที่หรือเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่งในเรื่องทรัพย์สิน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยแบ่งเงินแก่โจทก์จำนวน 5,000,000 บาท และให้โอนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 พร้อมบ้านให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ดำเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 ส่วนคำขออื่นให้ยก และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

พิพากษากลับว่า การจดทะเบียนหย่าของโจทก์และจำเลยเป็นการแสดงเจตนาลวงเพื่อลดภาษี จึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 ส่งผลให้ทั้งสองยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากัน สิทธิฟ้องแบ่งสินสมรสจึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9 และจำเลยต้องแบ่งเงินจำนวน 7,830,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ รวมทั้งโอนแบ่งที่ดินพร้อมบ้านให้โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า การพิจารณาความสมบูรณ์ของนิติกรรมมิได้พิจารณาเพียงรูปแบบภายนอกหรือเอกสารทางทะเบียนเท่านั้น แต่ศาลจะวินิจฉัยถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีเป็นสำคัญ หากคู่กรณีกระทำการเพียงเพื่อให้เกิดผลทางภาษีหรือประโยชน์ทางกฎหมายบางประการ โดยไม่มีเจตนาให้เกิดผลตามนิติกรรมนั้นจริง ย่อมเข้าลักษณะเป็นการแสดงเจตนาลวงซึ่งตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย

หลักกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว เพราะสถานะความเป็นสามีภริยามิใช่เพียงเรื่องทางทะเบียน แต่เกี่ยวข้องกับสิทธิในทรัพย์สิน หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดู และสิทธิทางมรดก การจดทะเบียนหย่าโดยอาศัยเหตุผลทางภาษีหรือทางธุรกิจ หากยังคงใช้ชีวิตร่วมกันตามปกติ อาจก่อให้เกิดผลทางกฎหมายย้อนกลับอย่างร้ายแรงในอนาคต

อีกทั้งคดีนี้ยังตอกย้ำหลักเรื่องสินสมรสว่า คู่สมรสฝ่ายหนึ่งไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินร่วมโดยลำพังจนเกิดความเสียหายแก่คู่สมรสอีกฝ่าย หากมีการปฏิเสธสิทธิหรือยักย้ายทรัพย์สิน อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลแยกสินสมรสหรือแบ่งทรัพย์สินได้

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับอายุความว่า สิทธิในการเข้าจัดการสินสมรสระหว่างคู่สมรสที่ยังมีสถานะสมรสอยู่ มิใช่สิทธิเรียกร้องที่มีอายุความตามกฎหมายทั่วไป แต่เป็นสิทธิที่ดำรงอยู่ตามสถานภาพแห่งครอบครัว จึงใช้บังคับได้ตราบเท่าที่ยังมีสถานะเป็นสามีภริยา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การจดทะเบียนหย่าโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาษี แต่ยังคงอยู่กินฉันสามีภริยาและอุปการะกันตามปกติ เป็น “การแสดงเจตนาลวง” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นนิติกรรมลวงที่คู่กรณีสมรู้ร่วมกัน จึงตกเป็นโมฆะ ทำให้สถานะความเป็นสามีภริยายังคงมีอยู่ตามกฎหมาย และทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างนั้นยังคงเป็นสินสมรส

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. การแสดงเจตนาลวงตาม ป.พ.พ. มาตรา 155

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะมีการจดทะเบียนหย่าอย่างถูกต้องตามแบบของกฎหมาย แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่กรณีไม่มีเจตนาเลิกรากันจริง ยังคงอยู่กินและใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกัน การหย่านั้นย่อมเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางที่ทำขึ้นเพื่อให้เกิดผลทางภาษี จึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลให้ความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลง

2. สิทธิในการจัดการสินสมรสไม่อยู่ภายใต้อายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9

เมื่อการหย่าเป็นโมฆะ โจทก์และจำเลยยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากัน สิทธิในการขอแบ่งหรือเข้าจัดการสินสมรสจึงเป็นสิทธิที่เกิดจากสถานภาพครอบครัว มิใช่สิทธิเรียกร้องตามหนี้ทั่วไป จึงไม่อยู่ภายใต้อายุความและสามารถใช้สิทธิได้ตราบเท่าที่ยังมีสถานะเป็นคู่สมรส

อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155

มาตรา 155 เป็นบทบัญญัติว่าด้วย “การแสดงเจตนาลวง” ซึ่งหมายถึงกรณีที่คู่กรณีภายนอกแสดงเจตนาทำนิติกรรมอย่างหนึ่ง แต่ภายในมิได้มีเจตนาให้เกิดผลทางกฎหมายตามที่แสดงออกจริง โดยทั้งสองฝ่ายต่างรู้และสมยอมกัน การกระทำดังกล่าวกฎหมายถือว่าเป็นนิติกรรมลวงและตกเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น

หลักสำคัญของมาตรานี้คือ กฎหมายให้ความสำคัญกับ “เจตนาที่แท้จริง” มากกว่ารูปแบบภายนอก แม้เอกสารหรือการจดทะเบียนจะทำถูกต้องครบถ้วน แต่หากพิสูจน์ได้ว่าคู่กรณีมิได้มีเจตนาให้เกิดผลตามนิติกรรมนั้นจริง นิติกรรมย่อมไม่มีผลใช้บังคับ

ในคดีนี้ แม้โจทก์และจำเลยจะจดทะเบียนหย่ากันอย่างถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทั้งสองยังคงอยู่กินร่วมกัน อุปการะเลี้ยงดู และดำเนินชีวิตฉันสามีภริยาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเหตุที่จดทะเบียนหย่าก็เพื่อประโยชน์ในการลดภาษี มิใช่เพื่อเลิกรากันจริง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงตามมาตรา 155 การหย่าจึงตกเป็นโมฆะ และถือว่าทั้งสองยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากันตามกฎหมายตลอดมา

หลักกฎหมายนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างมาก เพราะป้องกันไม่ให้บุคคลใช้นิติกรรมเป็นเครื่องมืออำพรางข้อเท็จจริงหรือหลีกเลี่ยงกฎหมาย หากปล่อยให้การแสดงเจตนาลวงมีผลใช้บังคับ ย่อมกระทบต่อความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์และเปิดช่องให้เกิดการเอาเปรียบกันในทางกฎหมายได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับเรื่องอายุความ โดยวางหลักว่า สิทธิบางประเภทไม่อยู่ภายใต้อายุความ เพราะเป็นสิทธิที่มีอยู่ตามสถานภาพแห่งบุคคลหรือสิทธิที่กฎหมายรับรองให้คงอยู่ตราบเท่าที่ยังมีสถานะทางกฎหมายดังกล่าว มิใช่สิทธิเรียกร้องในลักษณะหนี้ทั่วไปที่เจ้าของสิทธิต้องรีบใช้สิทธิภายในกำหนดเวลา

หลักการสำคัญของมาตรานี้คือ การแยกความแตกต่างระหว่าง “สิทธิเรียกร้อง” กับ “สิทธิอันเกิดจากสถานภาพ” หากเป็นสิทธิเรียกร้องทั่วไป เช่น หนี้เงิน ค่าเสียหาย หรือสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญา กฎหมายมักกำหนดอายุความไว้เพื่อให้เกิดความแน่นอนทางกฎหมายและป้องกันการฟ้องร้องที่ล่าช้าเกินสมควร แต่หากเป็นสิทธิที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางครอบครัวหรือสถานภาพบุคคล เช่น ความเป็นบิดามารดา ความเป็นคู่สมรส หรือสิทธิในการจัดการทรัพย์สินร่วมระหว่างคู่สมรส สิทธิดังกล่าวอาจไม่อยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 193/9

ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการจดทะเบียนหย่าของโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะตามมาตรา 155 เพราะเป็นการแสดงเจตนาลวง ส่งผลให้ทั้งสองยังคงมีสถานะเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย ดังนั้น สิทธิของโจทก์ในการเข้าจัดการสินสมรสหรือขอแบ่งสินสมรส จึงมิใช่สิทธิเรียกร้องตามหนี้ทั่วไป แต่เป็นสิทธิที่เกิดจากสถานภาพแห่งการเป็นคู่สมรส ซึ่งยังคงมีอยู่ตราบเท่าที่สถานภาพสมรสยังไม่สิ้นสุด สิทธิดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ

แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะหากตีความว่าสิทธิแบ่งสินสมรสในกรณีดังกล่าวอยู่ภายใต้อายุความ อาจเปิดโอกาสให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอาศัยการจดทะเบียนหย่าลวงเพื่อปกปิดหรือยักย้ายทรัพย์สิน แล้วอ้างอายุความตัดสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่งในภายหลัง ซึ่งขัดต่อหลักความสุจริตและความเป็นธรรมในกฎหมายครอบครัว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม การจดทะเบียนหย่าเพื่อลดภาษีแต่ยังอยู่กินกันเหมือนเดิม ถือว่าการหย่ามีผลสมบูรณ์หรือไม่

คำตอบ การจดทะเบียนหย่าแม้จะดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายและมีการลงลายมือชื่อในทะเบียนหย่าอย่างครบถ้วน แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมิได้มีเจตนาเลิกรากันจริง ยังคงอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน มีการอุปการะเลี้ยงดู ดูแลทรัพย์สิน และดำเนินชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยาอย่างต่อเนื่อง ศาลอาจวินิจฉัยได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 ซึ่งทำให้นิติกรรมการหย่าตกเป็นโมฆะ ผลทางกฎหมายคือถือเสมือนว่าไม่เคยมีการหย่าเกิดขึ้น คู่กรณียังคงมีฐานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย และทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างนั้นยังอาจถือเป็นสินสมรสต่อไป ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมเป็นสำคัญ มิใช่ดูเฉพาะเอกสารการหย่าเพียงอย่างเดียว 

2 คำถาม หากการหย่าเป็นโมฆะ ทรัพย์สินที่ได้มาหลังจดทะเบียนหย่าจะยังเป็นสินสมรสหรือไม่

คำตอบ หากศาลวินิจฉัยว่าการจดทะเบียนหย่าเป็นการแสดงเจตนาลวงและตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย ย่อมมีผลให้ถือว่าคู่กรณียังคงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายตลอดมา ดังนั้นทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างช่วงเวลาหลังการจดทะเบียนหย่า ไม่ว่าจะเป็นเงินสด ที่ดิน บ้าน เงินฝาก หุ้น หรือทรัพย์สินประเภทอื่น หากเป็นทรัพย์ที่ได้มาระหว่างการสมรสและไม่เข้าข้อยกเว้นของสินส่วนตัว ก็ย่อมถือเป็นสินสมรสทั้งสิ้น คู่สมรสอีกฝ่ายย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งหรือเข้าจัดการสินสมรสได้ ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาถึงที่มาของทรัพย์สิน ลักษณะการครอบครอง และพฤติการณ์ในการได้มาของทรัพย์นั้นประกอบกันด้วย ไม่ใช่อาศัยเพียงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในเอกสารเท่านั้น 

3 คำถาม สิทธิฟ้องแบ่งสินสมรสกรณีการหย่าเป็นโมฆะ มีอายุความหรือไม่

คำตอบ ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่าการหย่าเป็นโมฆะ คู่กรณียังคงมีสถานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย สิทธิในการขอแบ่งสินสมรสหรือเข้าจัดการสินสมรสจึงมิใช่สิทธิเรียกร้องในลักษณะหนี้ทั่วไปที่อยู่ภายใต้อายุความ แต่เป็นสิทธิที่เกิดจากสถานภาพแห่งครอบครัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 ดังนั้นตราบใดที่สถานภาพสมรสยังไม่สิ้นสุด คู่สมรสฝ่ายหนึ่งย่อมยังสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้อยู่ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานก็ตาม หลักกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอาศัยการจดทะเบียนหย่าลวงหรือการปกปิดข้อเท็จจริงมาใช้เป็นเครื่องมือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินแล้วอ้างอายุความเพื่อตัดสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่งในภายหลัง 

4 คำถาม หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งนำสินสมรสไปยกให้บุตรโดยไม่ได้แบ่งให้อีกฝ่าย สามารถฟ้องเรียกคืนได้หรือไม่

คำตอบ การนำสินสมรสไปโอนหรือยกให้บุคคลอื่น รวมทั้งบุตรของคู่สมรส อาจมีผลกระทบต่อสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ เพราะสินสมรสเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสมีสิทธิร่วมกัน การจัดการสินสมรสบางประเภทจึงจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง หากคู่สมรสฝ่ายใดนำทรัพย์สินไปยกให้บุตรโดยพลการ อีกฝ่ายอาจมีสิทธิฟ้องร้องขอเพิกถอนหรือขอแบ่งทรัพย์สินได้ อย่างไรก็ตาม ศาลจะพิจารณาว่าอีกฝ่ายหนึ่งรับรู้หรือยินยอมต่อการโอนดังกล่าวหรือไม่ หากพฤติการณ์ฟังได้ว่าอีกฝ่ายทราบและยินยอมให้จัดการทรัพย์สินมาโดยตลอด รวมทั้งไม่เคยคัดค้านการโอนหรือการใช้ประโยชน์ในทรัพย์นั้น ศาลอาจเห็นว่าไม่อาจเรียกคืนได้ในภายหลัง เพราะถือว่าเป็นการจัดการทรัพย์สินโดยความยินยอมร่วมกัน 

5 คำถาม ศาลพิจารณาอย่างไรว่าเป็นการหย่าลวงหรือหย่าจริง

คำตอบ การวินิจฉัยว่าการจดทะเบียนหย่าเป็นการหย่าจริงหรือเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวง ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคู่กรณี มิใช่พิจารณาเฉพาะเอกสารการหย่าเท่านั้น โดยข้อเท็จจริงที่ศาลมักนำมาประกอบการพิจารณา ได้แก่ หลังจดทะเบียนหย่าแล้วคู่กรณียังคงอยู่บ้านเดียวกันหรือไม่ ยังมีการอุปการะเลี้ยงดูกัน มีความสัมพันธ์ในฐานะครอบครัว ใช้ทรัพย์สินร่วมกัน หรือแสดงตนต่อสังคมว่าเป็นสามีภริยาหรือไม่ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่กรณียังคงใช้ชีวิตร่วมกันตามปกติ และเหตุแห่งการหย่าเกิดจากวัตถุประสงค์ทางภาษี ธุรกิจ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงภาระบางประการ มากกว่าความประสงค์จะเลิกชีวิตสมรสจริง ศาลอาจวินิจฉัยได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงซึ่งตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย 

6 คำถาม หากฝ่ายหนึ่งมีคู่สมรสใหม่หลังการหย่าลวง จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร

คำตอบ หากการจดทะเบียนหย่าถูกศาลวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะ ย่อมมีผลให้ถือว่าคู่กรณีเดิมยังคงมีสถานะเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายตลอดมา ดังนั้นหากฝ่ายใดไปจดทะเบียนสมรสใหม่กับบุคคลอื่นภายหลัง อาจทำให้การสมรสใหม่นั้นมีปัญหาเรื่องความสมบูรณ์ตามกฎหมายได้ เพราะบุคคลดังกล่าวยังมีคู่สมรสเดิมอยู่ การกระทำเช่นนี้อาจก่อให้เกิดข้อพิพาททั้งในเรื่องสถานภาพครอบครัว สิทธิในสินสมรส และสิทธิทางมรดกในอนาคต อีกทั้งอาจกระทบต่อสิทธิของบุคคลภายนอกที่เข้ามาสมรสโดยไม่ทราบข้อเท็จจริงด้วย ศาลจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการตรวจสอบเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีว่ามีความประสงค์จะหย่ากันจริงหรือเพียงใช้การหย่าเป็นเครื่องมือทางกฎหมายเท่านั้น 

7 คำถาม คู่สมรสสามารถฟ้องขอแยกสินสมรสได้ในกรณีใดบ้าง

คำตอบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลสั่งแยกสินสมรสได้ หากปรากฏว่าคู่สมรสอีกฝ่ายจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหาย เช่น นำทรัพย์สินไปใช้โดยไม่สุจริต ปฏิเสธสิทธิของอีกฝ่าย ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน หรือดำเนินการเกี่ยวกับสินสมรสโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ร่วมกันของครอบครัว กรณีเช่นนี้กฎหมายเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายใช้สิทธิร้องขอต่อศาลเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของตนได้ โดยศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์ว่าการจัดการทรัพย์สินนั้นก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบต่อสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายในระดับร้ายแรงเพียงใด หากศาลเห็นว่ามีเหตุสมควร ก็อาจมีคำสั่งให้แยกสินสมรสหรือแบ่งทรัพย์สินเพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต 

8 คำถาม การจดทะเบียนหย่าลวงมีผลกระทบต่อสิทธิทางมรดกหรือไม่

คำตอบ การจดทะเบียนหย่าลวงที่ศาลวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะ ย่อมมีผลให้ถือว่าความเป็นสามีภริยายังคงมีอยู่โดยสมบูรณ์ ดังนั้นสิทธิทางมรดกของคู่สมรสจึงยังคงมีอยู่เช่นเดียวกับกรณีที่ไม่เคยหย่ากัน หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย อีกฝ่ายย่อมยังมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย ทั้งยังอาจมีสิทธิในสินสมรสที่ยังมิได้แบ่งก่อนเปิดมรดกด้วย ปัญหาสำคัญในทางปฏิบัติคือหลายกรณีมีการจดทะเบียนหย่าเพื่อประโยชน์ทางภาษีหรือธุรกิจ แต่ภายหลังเกิดข้อพิพาทเรื่องทรัพย์มรดกและสิทธิของคู่สมรสใหม่ ศาลจึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดว่าการหย่านั้นมีเจตนาแท้จริงหรือเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวง เพราะย่อมส่งผลโดยตรงต่อสิทธิของทายาทและการแบ่งทรัพย์มรดกทั้งหมด 

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5690/2552

การที่โจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่ากันเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีแต่ยังคงอยู่กินและอุปการะเลี้ยงดูกันเสมือนมิได้หย่ากันเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างกัน การหย่าดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 คำฟ้องของโจทก์ที่อ้างว่าการหย่าเป็นโมฆะและขอแบ่งทรัพย์ที่ทำมาหาได้ จึงเป็นการขอเข้าจัดการสินสมรสร่วมกับจำเลยซึ่งโจทก์มีสิทธิร้องขอได้ตราบเท่าที่โจทก์และจำเลยยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากันอยู่ และกรณีนี้มิใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9

โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยแบ่งเงินค่าขายที่ดินแปลงต่าง ๆ พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเป็นจำนวนเงิน 7,950,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จสิ้นแล้ว และแบ่งเงินค่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากธนาคารให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 4,800,000 บาท ให้จำเลยแบ่งเงินจำนวน 9,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จสิ้น และแบ่งเงินค่าดอกเบี้ยตามจำนวนที่เป็นจริงให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยโอนสิทธิในหุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 5,000,000 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการขายให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และแบ่งเงินค่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากธนาคารให้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,500,000 บาท และให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประเมินราคากันระหว่างโจทก์ จำเลย หากตกลงกันยังไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินแบ่งกัน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งเงินให้โจทก์จำนวน 5,000,000 บาท และให้จำเลยโอนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 146 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 55/242 หมู่ที่ 5 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์มีว่า สิทธิเรียกร้องขอให้แบ่งทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่ากันโดยแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างกัน ทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการลดจำนวนภาษี ย่อมเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 ดังนั้นคำฟ้องของโจทก์ที่ขอแบ่งทรัพย์ซึ่งทำมาหาได้ จึงเป็นการขอเข้าจัดการสินสมรสร่วมกับจำเลย ซึ่งโจทก์มีสิทธิร้องขอได้ตราบเท่าที่โจทก์และจำเลยยังคงมีฐานะเป็นสามีภริยากันอยู่ และกรณีนี้มิใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 คดีโจทก์หาใช่ขาดอายุความตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาไม่ ฎีกาของโจทก์ในประการนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่เหลือว่า จำเลยต้องแบ่งทรัพย์ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ข้อนี้เบื้องแรกเห็นได้ว่า ตามท้องสำนวนโจทก์ยินยอมให้จำเลยจัดการสินสมรสเพียงผู้เดียวตลอดมา จนกระทั่งปี 2543 โจทก์เพิ่งทราบว่าจำเลยมีภริยาอีกคน โจทก์จึงขอให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์ และศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าการที่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมแบ่ง ถือว่าจำเลยจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายถึงขนาด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1484 (1) โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลสั่งแยกสินสมรสได้ตามมาตรา 1484 วรรคสอง และ 1492 และในประการนี้โจทก์อ้างในคำฟ้องว่าหลังจากจดทะเบียนการหย่ากันแล้ว โจทก์จำเลยคงมีสินสมรสที่โจทก์ประสงค์จะขอแบ่ง ได้แก่ เงินสดจากการขายที่ดินอันเป็นสินสมรสจำนวน 18,500,000 บาท เงินสดที่ฝากไว้กับธนาคารผู้มีชื่อ พร้อมดอกเบี้ยในนามนายปัญจวัชรและในนามจำเลยเป็นเงิน 19,000,000 บาท หุ้นด้อยสิทธิของธนาคารผู้มีชื่อจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 เนื้อที่ 146 ตารางวา พร้อมบ้าน โดยโจทก์นำสืบว่าเป็นสินสมรสที่จำเลยรวบรวมมาจากเงินที่รับจ้างแสดงภาพยนตร์และจากการขายบ้านพร้อมที่ดินที่ซื้อหาได้มาระหว่างที่สมรสกัน ฝ่ายจำเลยนำสืบว่า จำเลยแบ่งเงินที่รวบรวมไว้ดังกล่าวให้แก่บุตรสาว 3 คน คนละ 5,000,000 บาท ให้แก่บุตรชาย 10,000,000 บาท และซื้อที่ดินให้บุตรทุกคน คนละ 1 แปลง สำหรับที่ดิน 3 แปลง ที่ยกให้บุตรสาวซึ่งแปลงหนึ่งมีบ้านเลขที่ 1025/1 ซอยอุดมสุข 31 ปลูกอยู่ด้วย เพิ่งขายไปในปี 2547 เป็นเงินราคาประมาณ 18,000,000 - 19,000,000 บาท ความข้อนี้ตรงกับที่นางสาวปฏาจารีบุตรสาวของโจทก์จำเลยพยานโจทก์เบิกความยอมรับไว้ทั้งยังรับรองด้วยว่าพยานกับพี่สาวอีก 2 คน ดังกล่าวได้รับเงินราคาขายที่ดินไปครบถ้วนแล้ว เช่นเดียว กับที่โจทก์เองก็เบิกความยอมรับว่าจำเลยมอบเงินให้โจทก์ส่งไปให้นายปัญจวัชรที่ประเทศสหรัฐอเมริกาหลายครั้งรวมประมาณ 10,000,000 บาท จริง ดังนั้น ทั้งเงินค่าซื้อที่ดินและเงินสดที่ยกให้บุตรทั้งสี่คนรวมแล้วประมาณ 40,000,000 บาท จึงเป็นการยกสินสมรสให้บุตรโดยความยินยอมของโจทก์ นอกจากนี้บัญชีเงินฝากต่าง ๆ ดังกล่าวจำเลยก็ปิดบัญชีหมดแล้ว ที่สำคัญโจทก์นำสืบไม่ได้ว่ายังคงเหลือตัวเงินจริงเท่าใด จำเลยให้การว่า เงินสดจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยซึ่งได้รับจากธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สาขาสุขุมวิท 101/1 เป็นเงินที่ได้มาจากการทำมาหาได้ของจำเลยหลังจากจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ แต่ศาลวินิจฉัยว่าการหย่าเป็นโมฆะ จึงต้องฟังว่าเงินดังกล่าวและดอกเบี้ยอีก 660,000 บาท เป็นสินสมรส ต้องนำมาแบ่งแก่กัน สำหรับหุ้นด้อยสิทธิของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำนวน 10,000,000 บาท นั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อเดือนตุลาคม 2546 จำเลยไปไถ่ถอนในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 อันเป็นการไถ่ถอนก่อนครบกำหนดและไม่แบ่งแก่โจทก์ ย่อมเป็นการจัดการสินสมรสโดยไม่ชอบ เช่นเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอเข้าจัดการสินสมรสในส่วนนี้ได้ จำเลยต้องแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง แต่ตามรายการโอนเงินค่าหุ้นและดอกเบี้ยเข้าบัญชีที่โจทก์เสนอแสดง ไม่ปรากฏรายการโอนดอกเบี้ย 5,000,000 บาท เข้าบัญชีตามที่โจทก์เบิกความ จึงไม่อาจบังคับในส่วนของดอกเบี้ยได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร พร้อมบ้านเลขที่ 55/242 หมู่ที่ 5 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร จำเลยซื้อที่ดินมาในปี 2541 และปลูกสร้างบ้านในปี 2544 ถึง 2545 เมื่อศาลวินิจฉัยว่าการหย่าเป็นโมฆะ ที่ดินพร้อมบ้านหลังดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสของโจทก์จำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิใส่ชื่อร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้ ฎีกาในประการนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งเงินแก่โจทก์ 7,830,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (วันที่ 28 ตุลาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยโอนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 79424 ตำบลหนองบอน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 146 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 55/242 หมู่ที่ 5 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

จดทะเบียนหย่าเพื่อลดภาษี แต่ยังอยู่กินกันเหมือนสามีภริยา สุดท้ายศาลอาจวินิจฉัยว่า “การหย่าเป็นโมฆะ” ได้จริงหรือ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่กรณีจะจดทะเบียนหย่ากันแล้ว แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ายังคงอยู่กิน อุปการะเลี้ยงดู และใช้ชีวิตร่วมกันตามปกติ การหย่าดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงตามกฎหมาย และตกเป็นโมฆะ ผลสำคัญคือ ทั้งสองฝ่ายยังถือเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างนั้นยังอาจเป็นสินสมรส และสิทธิฟ้องขอแบ่งสินสมรสก็ไม่ขาดอายุความ คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญสำหรับผู้ที่จดทะเบียนหย่าเพราะเหตุทางภาษี ธุรกิจ หรือเหตุผลเฉพาะทางกฎหมาย แต่ยังคงใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเหมือนเดิม




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่