
| การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของคดีหย่าเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดี โดยศาลได้วินิจฉัยถึงขอบเขตการเข้าเป็นคู่ความแทนของผู้จัดการมรดกและทายาท ตลอดจนสิทธิในการเรียกร้องค่าทดแทน ค่าเลี้ยงชีพ และการแบ่งสินสมรส โดยเน้นหลักกฎหมายว่าการเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาให้หย่าเท่านั้น เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตาย สิทธิดังกล่าวย่อมไม่อาจใช้บังคับได้ อันเป็นการวางแนวทางสำคัญในการตีความกฎหมายครอบครัวและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยที่ 1 โดยอ้างเหตุจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา พร้อมเรียกร้องให้มีการแบ่งสินสมรส เรียกค่าทดแทน ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ค่าเลี้ยงชีพ และให้จำเลยที่ 2 รับผิดในค่าทดแทนฐานเป็นบุคคลภายนอกที่แสดงตนมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสโจทก์ ระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกา โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ปัญหาการเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาพิจารณาว่า ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ และผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 มีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง จึงอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนเฉพาะในประเด็นที่สิทธิยังไม่ระงับไปตามกฎหมาย ได้แก่ การเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 การแบ่งสินสมรส และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ผลของการถึงแก่ความตายต่อคดีหย่า ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย การสมรสสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย การวินิจฉัยเหตุหย่าจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป และไม่อาจมีคำพิพากษาให้หย่าได้ สิทธิเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพ ศาลฎีกาอ้างบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1525 วรรคสอง และมาตรา 1526 วางหลักว่า การเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาให้หย่าเท่านั้น เมื่อไม่มีการหย่าเพราะการสมรสสิ้นสุดด้วยความตาย สิทธิดังกล่าวย่อมระงับไป ผู้จัดการมรดกจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนในประเด็นนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 แนวหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า สิทธิในคดีหย่ามิใช่สิทธิที่โอนหรือสืบทอดได้ทั้งหมด ต้องพิจารณาแยกตามลักษณะของสิทธิว่าเป็นสิทธิส่วนตัวหรือสิทธิในทรัพย์สิน และต้องอาศัยเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการแยกแยะสิทธิที่ยังคงอยู่และสิทธิที่ระงับไปเมื่อคู่ความถึงแก่ความตาย และเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายใช้พิจารณาวางกลยุทธ์คดีครอบครัวได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเนื่องจากขาดนัดโดยไม่มีเหตุสมควร และรับคำให้การของจำเลยที่ 2 พร้อมดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคำสั่งศาลชั้นต้น เห็นว่าการไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเป็นไปโดยชอบ 3. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย การสมรสสิ้นสุดลง ไม่อาจพิพากษาให้หย่าได้ และสิทธิเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพจากคู่สมรสย่อมระงับไป อนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนเฉพาะประเด็นที่กฎหมายยังคุ้มครองสิทธิไว้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4398/2558 โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยที่ 1 ขอแบ่งสินสมรส ขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา ขอให้จำเลยที่ 2 ซึ่งแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์จ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ ขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ถึงวันฟ้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จนบรรลุนิติภาวะ และให้จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับโจทก์และเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ และผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ เมื่อผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ และผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จึงอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ในประเด็นฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ประเด็นสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ก่อนฟ้อง ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจนบรรลุนิติภาวะ และประเด็นการแบ่งสินสมรส และอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ในประเด็นที่ถูกเรียกค่าทดแทน สำหรับประเด็นหย่า เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย ทำให้การสมรสสิ้นสุดลงเนื่องจากความตายของโจทก์ ศาลไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าหรือไม่ เพราะไม่ได้ทำให้ผลของการสมรสเปลี่ยนแปลงไป ส่วนประเด็นเรียกค่าทดแทนที่เรียกจากจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลจึงมิได้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากัน โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ เนื่องจาก ป.พ.พ. มาตรา 1525 วรรคสอง ระบุว่า การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะมีได้เฉพาะในกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเท่านั้น ส่วนประเด็นค่าเลี้ยงชีพ เนื่องจาก ป.พ.พ. มาตรา 1526 ระบุว่า ค่าเลี้ยงชีพศาลจะกำหนดให้เมื่อมีการหย่าเท่านั้น เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายก่อนหย่า การสมรสจึงสิ้นสุดเพราะการตาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 ได้ ผู้ร้องที่ 1 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ศาลฎีกาเห็นควรไม่อนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะทั้งสามประเด็นดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 คดีเริ่มจากโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ขอให้จดทะเบียนหย่า หากไม่ยินยอมให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา พร้อมขอให้จำเลยทั้งสองโอนหรือชำระเงินแทนส่วนสิทธิของโจทก์ในรถยนต์ (รวม 1,075,000 บาท) และอสังหาริมทรัพย์ (รวม 7,250,000 บาท) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง รวมทั้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าทดแทนแก่โจทก์และบุตรสาว 13,480,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ส่งหมายเรียกให้จำเลยที่ 1 รับเองวันที่ 18 มิ.ย. 2556 และส่งจำเลยที่ 2 โดยปิดหมายวันที่ 16 มิ.ย. 2556 แต่จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 24 ก.ค. 2556 จึงยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง 25 ต.ค. 2556 ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเพราะขาดนัดโดยไม่มีเหตุสมควร แต่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การเพราะมิได้จงใจ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกอุทธรณ์ และจำเลยที่ 1 ฎีกา ระหว่างฎีกา โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องที่ 1 (ผู้จัดการมรดกของโจทก์) และผู้ร้องที่ 2 (บุตรของจำเลยที่ 2) ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าแทนโจทก์เฉพาะประเด็นเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 แบ่งสินสมรส และค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนฟ้องกับของบุตร และอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าแทนจำเลยที่ 2 ในประเด็นถูกเรียกค่าทดแทน สำหรับประเด็นหย่า เมื่อโจทก์ตาย การสมรสสิ้นสุดลง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเหตุหย่า อีกทั้งเมื่อศาลมิได้พิพากษาให้หย่า โจทก์ย่อมเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1525 วรรคสอง และไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพได้เพราะค่าเลี้ยงชีพกำหนดได้เฉพาะกรณีหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 ศาลฎีกาจึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนในประเด็นหย่า ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 และพิพากษายืน โดยค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คดีนี้มีคำถามที่พบบ่อย (FAQ) ดังต่อไปนี้ Q1: เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างคดีหย่า คดีหย่ายังต้องให้ศาลวินิจฉัยเหตุหย่าหรือไม่ A1: ไม่จำต้องวินิจฉัยเหตุหย่า เพราะเมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย การสมรสย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายจากความตายอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของคู่สมรสฝ่ายใดเป็นเหตุหย่าหรือไม่ เนื่องจากผลแห่งการสมรสไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากที่กฎหมายกำหนดไว้ Q2: เหตุใดผู้จัดการมรดกจึงเข้าเป็นคู่ความแทนได้เพียงบางประเด็นในคดีครอบครัวนี้ A2: เพราะต้องพิจารณาแยกตามลักษณะของสิทธิที่ฟ้องร้องว่าเป็นสิทธิส่วนตัวที่ผูกพันกับสถานภาพการสมรส หรือเป็นสิทธิในทรัพย์สินที่ตกทอดได้ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิส่วนตัวบางประการระงับไป จึงไม่อาจให้ผู้จัดการมรดกเข้าเป็นคู่ความแทนได้ทุกประเด็น แต่ศาลอนุญาตได้เฉพาะประเด็นที่เป็นสิทธิในทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่ยังคงอยู่ตามกฎหมาย Q3: ศาลอนุญาตให้ผู้จัดการมรดกเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ในประเด็นใดบ้าง A3: ศาลอนุญาตให้ผู้จัดการมรดกเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์เฉพาะในประเด็นฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่เป็นบุคคลภายนอก ประเด็นการแบ่งสินสมรส และประเด็นสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ก่อนฟ้อง รวมถึงค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจนบรรลุนิติภาวะ Q4: ทายาทของจำเลยที่เป็นบุคคลภายนอกสามารถเข้าเป็นคู่ความแทนได้หรือไม่ และในประเด็นใด A4: ได้ ศาลอนุญาตให้ทายาทของจำเลยที่เป็นบุคคลภายนอกเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะในประเด็นที่ถูกเรียกค่าทดแทน เนื่องจากเป็นภาระผูกพันทางทรัพย์สินที่ยังต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไปได้ Q5: เมื่อไม่มีคำพิพากษาให้หย่า โจทก์หรือผู้จัดการมรดกยังเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสได้หรือไม่ A5: ไม่ได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะมีได้เฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเท่านั้น เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายทำให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยความตาย ศาลจึงไม่ได้พิพากษาให้หย่า เงื่อนไขทางกฎหมายของสิทธิเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสจึงไม่เกิดขึ้น Q6: ค่าเลี้ยงชีพในคดีหย่ามีเงื่อนไขอย่างไร และเหตุใดจึงเรียกไม่ได้เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายก่อนหย่า A6: ค่าเลี้ยงชีพเป็นสิทธิที่ศาลจะกำหนดให้ได้ต่อเมื่อมีการหย่าเท่านั้น เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายก่อนมีคำพิพากษาให้หย่า การสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตาย ไม่ใช่เพราะการหย่า ศาลจึงไม่จำต้องพิจารณาการกำหนดค่าเลี้ยงชีพ และผู้จัดการมรดกไม่อาจเข้ามาดำเนินคดีในประเด็นนี้แทนได้ Q7: แม้คดีหย่าจะสิ้นประเด็นแล้ว เหตุใดประเด็นแบ่งสินสมรสยังดำเนินคดีต่อได้ A7: เพราะการแบ่งสินสมรสเป็นสิทธิในทรัพย์สิน มิใช่สิทธิส่วนตัวที่ระงับไปกับสถานภาพการสมรสโดยตรง เมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินและสิทธิในส่วนของผู้มรณะย่อมตกทอดแก่ทายาทหรืออยู่ในความรับผิดชอบของผู้จัดการมรดก จึงยังสามารถดำเนินคดีต่อเพื่อให้ได้ข้อยุติในส่วนทรัพย์สินได้ Q8: การยื่นคำให้การล่าช้าของจำเลยส่งผลอย่างไรต่อรูปคดีในชั้นต้น A8: ศาลชั้นต้นพิจารณาเหตุแห่งการขาดนัดเป็นรายบุคคล โดยเห็นว่าจำเลยที่เป็นคู่สมรสขาดนัดยื่นคำให้การโดยไม่มีเหตุสมควร จึงไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การและถือว่าขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่เป็นบุคคลภายนอก ศาลเห็นว่าไม่ขาดนัดโดยจงใจ จึงอนุญาตให้ยื่นคำให้การและรับคำให้การไว้พิจารณา Q9: ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่เป็นคู่สมรสยื่นคำให้การ A9: ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์และยืนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่เป็นคู่สมรสยื่นคำให้การ ส่วนศาลฎีกาพิพากษายืนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งดังกล่าว โดยเน้นว่าหลังจากโจทก์ถึงแก่ความตาย ประเด็นหย่าไม่ต้องวินิจฉัยต่อ และการเข้าเป็นคู่ความแทนทำได้เฉพาะประเด็นที่สิทธิยังคงอยู่ Q10: บทเรียนทางกฎหมายสำคัญจากคดีนี้สำหรับการทำคดีครอบครัวคืออะไร A10: บทเรียนสำคัญคือ ต้องแยกประเภทสิทธิในคดีครอบครัวอย่างเคร่งครัด ระหว่างสิทธิที่ผูกพันกับสถานภาพการสมรส เช่น หย่า ค่าทดแทนระหว่างคู่สมรส และค่าเลี้ยงชีพ ซึ่งอาศัยคำพิพากษาให้หย่าเป็นเงื่อนไข กับสิทธิในทรัพย์สิน เช่น การแบ่งสินสมรสหรือค่าทดแทนจากบุคคลภายนอก ที่ยังอาจดำเนินคดีต่อได้แม้คู่ความถึงแก่ความตาย และต้องบริหารกระบวนพิจารณาเรื่องการเข้าเป็นคู่ความแทนให้ตรงตามกฎหมาย |




