ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)

คำพิพากษาศาลฎีกา 4398/2558, คดีหย่าเมื่อคู่ความถึงแก่ความตาย, การสิ้นสุดการสมรสเพราะความตาย, สิทธิเรียกค่าทดแทนในคดีหย่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1525, ค่าเลี้ยงชีพตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526, การเข้าเป็นคู่ความแทนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42, ผู้จัดการมรดกในคดีครอบครัว, การแบ่งสินสมรสหลังคู่สมรสถึงแก่ความตาย, สิทธิของทายาทในคดีหย่า, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีครอบครัว, ขอบเขตอำนาจศาลในคดีหย่า, วิเคราะห์สิทธิเรียกร้องในคดีครอบครัว, ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหย่า

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของคดีหย่าเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดี โดยศาลได้วินิจฉัยถึงขอบเขตการเข้าเป็นคู่ความแทนของผู้จัดการมรดกและทายาท ตลอดจนสิทธิในการเรียกร้องค่าทดแทน ค่าเลี้ยงชีพ และการแบ่งสินสมรส โดยเน้นหลักกฎหมายว่าการเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาให้หย่าเท่านั้น เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตาย สิทธิดังกล่าวย่อมไม่อาจใช้บังคับได้ อันเป็นการวางแนวทางสำคัญในการตีความกฎหมายครอบครัวและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยที่ 1 โดยอ้างเหตุจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา พร้อมเรียกร้องให้มีการแบ่งสินสมรส เรียกค่าทดแทน ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ค่าเลี้ยงชีพ และให้จำเลยที่ 2 รับผิดในค่าทดแทนฐานเป็นบุคคลภายนอกที่แสดงตนมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสโจทก์ ระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกา โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย

ปัญหาการเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาพิจารณาว่า ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ และผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 มีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง จึงอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนเฉพาะในประเด็นที่สิทธิยังไม่ระงับไปตามกฎหมาย ได้แก่ การเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 การแบ่งสินสมรส และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

ผลของการถึงแก่ความตายต่อคดีหย่า

ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย การสมรสสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย การวินิจฉัยเหตุหย่าจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป และไม่อาจมีคำพิพากษาให้หย่าได้

สิทธิเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพ

ศาลฎีกาอ้างบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1525 วรรคสอง และมาตรา 1526 วางหลักว่า การเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาให้หย่าเท่านั้น เมื่อไม่มีการหย่าเพราะการสมรสสิ้นสุดด้วยความตาย สิทธิดังกล่าวย่อมระงับไป ผู้จัดการมรดกจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนในประเด็นนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42

แนวหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้

คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า สิทธิในคดีหย่ามิใช่สิทธิที่โอนหรือสืบทอดได้ทั้งหมด ต้องพิจารณาแยกตามลักษณะของสิทธิว่าเป็นสิทธิส่วนตัวหรือสิทธิในทรัพย์สิน และต้องอาศัยเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการแยกแยะสิทธิที่ยังคงอยู่และสิทธิที่ระงับไปเมื่อคู่ความถึงแก่ความตาย และเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายใช้พิจารณาวางกลยุทธ์คดีครอบครัวได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเนื่องจากขาดนัดโดยไม่มีเหตุสมควร และรับคำให้การของจำเลยที่ 2 พร้อมดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำฟ้อง

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคำสั่งศาลชั้นต้น เห็นว่าการไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเป็นไปโดยชอบ

3. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย การสมรสสิ้นสุดลง ไม่อาจพิพากษาให้หย่าได้ และสิทธิเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพจากคู่สมรสย่อมระงับไป อนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนเฉพาะประเด็นที่กฎหมายยังคุ้มครองสิทธิไว้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4398/2558 

โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยที่ 1 ขอแบ่งสินสมรส ขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา ขอให้จำเลยที่ 2 ซึ่งแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์จ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ ขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ถึงวันฟ้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จนบรรลุนิติภาวะ และให้จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับโจทก์และเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ และผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ

เมื่อผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ และผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จึงอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ในประเด็นฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ประเด็นสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ก่อนฟ้อง ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจนบรรลุนิติภาวะ และประเด็นการแบ่งสินสมรส และอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ในประเด็นที่ถูกเรียกค่าทดแทน

สำหรับประเด็นหย่า เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย ทำให้การสมรสสิ้นสุดลงเนื่องจากความตายของโจทก์ ศาลไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าหรือไม่ เพราะไม่ได้ทำให้ผลของการสมรสเปลี่ยนแปลงไป ส่วนประเด็นเรียกค่าทดแทนที่เรียกจากจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลจึงมิได้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากัน โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ เนื่องจาก ป.พ.พ. มาตรา 1525 วรรคสอง ระบุว่า การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะมีได้เฉพาะในกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเท่านั้น ส่วนประเด็นค่าเลี้ยงชีพ เนื่องจาก ป.พ.พ. มาตรา 1526 ระบุว่า ค่าเลี้ยงชีพศาลจะกำหนดให้เมื่อมีการหย่าเท่านั้น เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายก่อนหย่า การสมรสจึงสิ้นสุดเพราะการตาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 ได้ ผู้ร้องที่ 1 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ศาลฎีกาเห็นควรไม่อนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะทั้งสามประเด็นดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42

คดีเริ่มจากโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ขอให้จดทะเบียนหย่า หากไม่ยินยอมให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา พร้อมขอให้จำเลยทั้งสองโอนหรือชำระเงินแทนส่วนสิทธิของโจทก์ในรถยนต์ (รวม 1,075,000 บาท) และอสังหาริมทรัพย์ (รวม 7,250,000 บาท) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง รวมทั้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าทดแทนแก่โจทก์และบุตรสาว 13,480,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ส่งหมายเรียกให้จำเลยที่ 1 รับเองวันที่ 18 มิ.ย. 2556 และส่งจำเลยที่ 2 โดยปิดหมายวันที่ 16 มิ.ย. 2556 แต่จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 24 ก.ค. 2556 จึงยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง 25 ต.ค. 2556 ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การเพราะขาดนัดโดยไม่มีเหตุสมควร แต่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การเพราะมิได้จงใจ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกอุทธรณ์ และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ระหว่างฎีกา โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องที่ 1 (ผู้จัดการมรดกของโจทก์) และผู้ร้องที่ 2 (บุตรของจำเลยที่ 2) ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าแทนโจทก์เฉพาะประเด็นเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 แบ่งสินสมรส และค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนฟ้องกับของบุตร และอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าแทนจำเลยที่ 2 ในประเด็นถูกเรียกค่าทดแทน

สำหรับประเด็นหย่า เมื่อโจทก์ตาย การสมรสสิ้นสุดลง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเหตุหย่า อีกทั้งเมื่อศาลมิได้พิพากษาให้หย่า โจทก์ย่อมเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1525 วรรคสอง และไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพได้เพราะค่าเลี้ยงชีพกำหนดได้เฉพาะกรณีหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 ศาลฎีกาจึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนในประเด็นหย่า ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 และพิพากษายืน โดยค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

คดีนี้มีคำถามที่พบบ่อย (FAQ) ดังต่อไปนี้

Q1: เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างคดีหย่า คดีหย่ายังต้องให้ศาลวินิจฉัยเหตุหย่าหรือไม่

A1: ไม่จำต้องวินิจฉัยเหตุหย่า เพราะเมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย การสมรสย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายจากความตายอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของคู่สมรสฝ่ายใดเป็นเหตุหย่าหรือไม่ เนื่องจากผลแห่งการสมรสไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากที่กฎหมายกำหนดไว้

Q2: เหตุใดผู้จัดการมรดกจึงเข้าเป็นคู่ความแทนได้เพียงบางประเด็นในคดีครอบครัวนี้

A2: เพราะต้องพิจารณาแยกตามลักษณะของสิทธิที่ฟ้องร้องว่าเป็นสิทธิส่วนตัวที่ผูกพันกับสถานภาพการสมรส หรือเป็นสิทธิในทรัพย์สินที่ตกทอดได้ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิส่วนตัวบางประการระงับไป จึงไม่อาจให้ผู้จัดการมรดกเข้าเป็นคู่ความแทนได้ทุกประเด็น แต่ศาลอนุญาตได้เฉพาะประเด็นที่เป็นสิทธิในทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่ยังคงอยู่ตามกฎหมาย

Q3: ศาลอนุญาตให้ผู้จัดการมรดกเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ในประเด็นใดบ้าง

A3: ศาลอนุญาตให้ผู้จัดการมรดกเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์เฉพาะในประเด็นฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่เป็นบุคคลภายนอก ประเด็นการแบ่งสินสมรส และประเด็นสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ก่อนฟ้อง รวมถึงค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจนบรรลุนิติภาวะ

Q4: ทายาทของจำเลยที่เป็นบุคคลภายนอกสามารถเข้าเป็นคู่ความแทนได้หรือไม่ และในประเด็นใด

A4: ได้ ศาลอนุญาตให้ทายาทของจำเลยที่เป็นบุคคลภายนอกเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะในประเด็นที่ถูกเรียกค่าทดแทน เนื่องจากเป็นภาระผูกพันทางทรัพย์สินที่ยังต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไปได้

Q5: เมื่อไม่มีคำพิพากษาให้หย่า โจทก์หรือผู้จัดการมรดกยังเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสได้หรือไม่

A5: ไม่ได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะมีได้เฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเท่านั้น เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายทำให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยความตาย ศาลจึงไม่ได้พิพากษาให้หย่า เงื่อนไขทางกฎหมายของสิทธิเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสจึงไม่เกิดขึ้น

Q6: ค่าเลี้ยงชีพในคดีหย่ามีเงื่อนไขอย่างไร และเหตุใดจึงเรียกไม่ได้เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายก่อนหย่า

A6: ค่าเลี้ยงชีพเป็นสิทธิที่ศาลจะกำหนดให้ได้ต่อเมื่อมีการหย่าเท่านั้น เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายก่อนมีคำพิพากษาให้หย่า การสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตาย ไม่ใช่เพราะการหย่า ศาลจึงไม่จำต้องพิจารณาการกำหนดค่าเลี้ยงชีพ และผู้จัดการมรดกไม่อาจเข้ามาดำเนินคดีในประเด็นนี้แทนได้

Q7: แม้คดีหย่าจะสิ้นประเด็นแล้ว เหตุใดประเด็นแบ่งสินสมรสยังดำเนินคดีต่อได้

A7: เพราะการแบ่งสินสมรสเป็นสิทธิในทรัพย์สิน มิใช่สิทธิส่วนตัวที่ระงับไปกับสถานภาพการสมรสโดยตรง เมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินและสิทธิในส่วนของผู้มรณะย่อมตกทอดแก่ทายาทหรืออยู่ในความรับผิดชอบของผู้จัดการมรดก จึงยังสามารถดำเนินคดีต่อเพื่อให้ได้ข้อยุติในส่วนทรัพย์สินได้

Q8: การยื่นคำให้การล่าช้าของจำเลยส่งผลอย่างไรต่อรูปคดีในชั้นต้น

A8: ศาลชั้นต้นพิจารณาเหตุแห่งการขาดนัดเป็นรายบุคคล โดยเห็นว่าจำเลยที่เป็นคู่สมรสขาดนัดยื่นคำให้การโดยไม่มีเหตุสมควร จึงไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การและถือว่าขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่เป็นบุคคลภายนอก ศาลเห็นว่าไม่ขาดนัดโดยจงใจ จึงอนุญาตให้ยื่นคำให้การและรับคำให้การไว้พิจารณา

Q9: ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่เป็นคู่สมรสยื่นคำให้การ

A9: ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์และยืนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่เป็นคู่สมรสยื่นคำให้การ ส่วนศาลฎีกาพิพากษายืนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งดังกล่าว โดยเน้นว่าหลังจากโจทก์ถึงแก่ความตาย ประเด็นหย่าไม่ต้องวินิจฉัยต่อ และการเข้าเป็นคู่ความแทนทำได้เฉพาะประเด็นที่สิทธิยังคงอยู่

Q10: บทเรียนทางกฎหมายสำคัญจากคดีนี้สำหรับการทำคดีครอบครัวคืออะไร

A10: บทเรียนสำคัญคือ ต้องแยกประเภทสิทธิในคดีครอบครัวอย่างเคร่งครัด ระหว่างสิทธิที่ผูกพันกับสถานภาพการสมรส เช่น หย่า ค่าทดแทนระหว่างคู่สมรส และค่าเลี้ยงชีพ ซึ่งอาศัยคำพิพากษาให้หย่าเป็นเงื่อนไข กับสิทธิในทรัพย์สิน เช่น การแบ่งสินสมรสหรือค่าทดแทนจากบุคคลภายนอก ที่ยังอาจดำเนินคดีต่อได้แม้คู่ความถึงแก่ความตาย และต้องบริหารกระบวนพิจารณาเรื่องการเข้าเป็นคู่ความแทนให้ตรงตามกฎหมาย




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่ article
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าได้ที่ศาลใด
หนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
ฟ้องโมฆะ & หย่า / อายุความ / ค่าเลี้ยงชีพ แยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา 10770/2558)
คดีหย่า & ค่าทดแทน, สิทธิฟ้องหย่า, (มาตรา 1518, 1523)(ฎีกา 2473/2556)
หย่า แบ่งสินสมรส, อำนาจปกครองบุตร, & คุ้มครองดอกผล (ฎีกา 10361/2557)
คดีหย่า & อำนาจปกครองบุตร, ค่าอุปการะเลี้ยงดู, (ฎีกา 5535/2558)
โมฆะสมรส & สิทธิอำนาจปกครองบุตร, สิทธิเลี้ยงดูบุตร (ฎีกา 10442/2558)
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. ม.173, ฟ้องซ้ำ, (ฎีกา 8186/2551)
สิทธิครอบครองที่ดิน & เพิกถอนโฉนดออกโดยมิชอบ (ฎีกา 3169/2564)
ฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน (มาตรา 1523) (ฎีกา 4818/2551)
คดีหย่า & สิทธิฟ้องหย่า, อายุความคดีหย่า (การยินยอมและให้อภัย) (ฎีกา 3190/2549)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนบ้าน, สัญญาหย่า, พินัยกรรม, (ฎีกา 6926/2560)
ฟ้องหย่า สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา, 2520/2549),
การหย่าโมฆะ & สิทธิในมรดกที่ดินพิพาท
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเรื่องชู้สาว (ฎีกา 4261/2560)
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259 - 5260/2561 : การรับฟังพยานบันทึกเสียง, สิทธิฟ้องหย่า, ค่าทดแทนชู้ และอำนาจปกครองบุตร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2562 เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง
สมัครใจแยกกันอยู่, จงใจละทิ้งร้าง, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงอื่น เหตุชู้สาวต่อเนื่องไม่ขาดอายุความ
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ – วิเคราะห์กฎหมายครอบครัวและสิทธิของเจ้าหนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2548 สิทธิภริยาชอบด้วยกฎหมายเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรและการปรับค่าเลี้ยงดูตามสถานการณ์ใหม่ (ฎีกาที่ 1218/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
คดีฟ้องหย่าและการแบ่งทรัพย์สิน, สิทธิการเรียกค่าเลี้ยงดูของโจทก์, การชำระค่าทดแทนในคดีแพ่ง, การบังคับคดีและสิทธิทายาทในมรดก
ข้อตกลงแบ่งค่าเช่าที่ดินในสัญญาหย่า
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สามีภริยาจะต้องมีการร่วมประเวณีกันบ้างแต่ต้องเกิดจากความยินยอม
ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์
ไม่เกิดสิทธิฟ้องหย่าเพราะโจทก์มีพฤติกรรมนอกใจจำเลยยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี เหตุฟ้องหย่า
การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง
อายุความฟ้องหย่า, บันทึกข้อตกลงหย่า, หลักกฎหมายมาตรา 1515,
สิทธิฟ้องค่าอุปการะเลี้ยงดูอันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี , หน้าที่บิดามารดาในการเลี้ยงดูบุตร
การฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาท, สิทธิการฟ้องหย่าหมดอายุความ
นำตำรวจจับกุมภริยา หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง
จงใจละทิ้งร้างภริยาไปเกินหนึ่งปีฟ้องหย่าได้, สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา
การจงใจทิ้งร้างไปเกินกว่า 1 ปีต้องในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีก
ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร
สิทธิฟ้องหย่าระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีเว้นแต่เหตุฟ้องเกิดขึ้นต่อเนื่อง
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ สิทธิเรียกร้องกำหนดอายุความ 5 ปี
เหตุฟ้องหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า
สามีฟ้องหย่า,จงใจละทิ้งร้าง,เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ, อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุขด้วย
แยกกันอยู่เพราะสามีรับราชการที่อื่น, ไม่ถือว่าเป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจ
ทะเลาะกันและทำร้ายร่างกายยังไม่เป็นเหตุฟ้องหย่า
แยกกันอยู่เพราะสามียกย่องหญิงอื่น, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้างเรียกสินสอดทองหมั้นคืน
สามีหรือภริยาประพฤติชั่วอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
รู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่าจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่านั้นไม่ได้
พี่น้องของผู้ตายขอเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อนไม่ได้
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสเพราะสำคัญผิดตัว
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้
ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก-ได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่ออีกฝ่ายให้อภัยแล้ว
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีฟ้องหย่าได้
สิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามสมควรแล้วแต่พฤติการณ์
ไม่อาจร่วมประเวณีได้ ต้องการฟ้องหย่า
แยกกันอยู่หรือจงใจละทิ้งร้าง? -อยู่บ้านเดียวกันแต่ก็มีลักษณะแบบต่างคนต่างอยู่
กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง
ไม่ถือว่าจำเลยประพฤติชั่วทำให้โจทก์อับอายถูกเกลียดชังจนเป็นเหตุฟ้องหย่าได้
สิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนชู้สาวนั้นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย
เหตุแห่งการฟ้องหย่าทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงขอให้อีกฝ่ายหนึ่งจ่ายค่าเลี้ยงชีพได้
ฟ้องซ้ำ ค่าอุปการะเลี้ยงดู หนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนด
การแบ่งสินสมรสและกรรมสิทธิ์รวม
หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามสามีหรือบุพการี
สัญญาระหว่างสมรสให้ทรัพย์สินของสามีตกเป็นของภริยาห้ามบอกล้าง
ขอเพิกถอนทะเบียนสมรสซ้อน สมรสซ้อนโดยไม่สุจริต
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่าอ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่
ทำร้ายร่างกายถ้าเป็นการร้ายแรงฟ้องหย่าได้, ศาลปรับหนึ่งพันไม่เป็นการร้ายแรง
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง