ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส

สิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า, การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล, วันสิ้นสุดการสมรสตามกฎหมายแพ่ง, ค่าเลี้ยงชีพภริยาหลังหย่า, อำนาจศาลฎีกาในคดีครอบครัว, ความสงบเรียบร้อยของประชาชนทางกระบวนพิจารณา, การแก้ไขคำพิพากษาโดยศาลฎีกา, มาตรา 1526 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, มาตรา 1531 วรรคสอง, ค่าฤชาธรรมเนียมคดีครอบครัว, สิทธิฟ้องหย่าและผลทางกฎหมาย, หลักกฎหมายค่าเลี้ยงชีพคู่สมรส, คดีหย่าศาลเยาวชนและครอบครัว, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาค่าเลี้ยงชีพ,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความสิทธิในการได้รับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษา ตลอดจนการกำหนดช่วงเวลาที่การสมรสสิ้นสุดลงตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในคดีครอบครัวที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสภายหลังการหย่า โดยเฉพาะในกรณีที่ฝ่ายหนึ่งต้องตกอยู่ในภาวะขาดแคลนทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการสมรสและพฤติการณ์ของอีกฝ่าย

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของศาลในการคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายที่เสียเปรียบ ตลอดจนการใช้อำนาจของศาลฎีกาในการตรวจสอบและแก้ไขคำพิพากษาของศาลล่างในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้ยกเป็นประเด็นในฎีกาก็ตาม อีกทั้งยังเป็นคดีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงหลักเกณฑ์สำคัญในการเริ่มต้นสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงโดยคำพิพากษาถึงที่สุด อันเป็นการวางแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในคดีหย่าและคดีครอบครัวในอนาคต

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย โดยมีการอยู่กินฉันสามีภริยามาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับหญิงอื่นและมีบุตรร่วมกัน เป็นเหตุให้ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยเสื่อมถอยลงจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ โจทก์จึงฟ้องขอหย่าขาดจากจำเลย พร้อมทั้งขอให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน โดยอ้างว่าโจทก์ต้องออกจากงานเดิม ย้ายถิ่นฐาน และประสบปัญหาด้านรายได้อันเนื่องมาจากการสมรสและพฤติการณ์ของจำเลย

จำเลยให้การปฏิเสธ โดยขอให้ยกฟ้องทั้งในส่วนของการหย่าและการเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียม โจทก์จึงอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และกำหนดให้จำเลยต้องชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นรายเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยไม่เห็นด้วยจึงฎีกา

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญออกเป็นหลายส่วน ได้แก่

ประเด็นแรก โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าเหตุแห่งการหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยฝ่ายเดียว เนื่องจากจำเลยไปอยู่กินฉันสามีภริยากับหญิงอื่นและมีบุตรร่วมกัน อีกทั้งจำเลยมิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับฐานะและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของโจทก์ในชั้นอุทธรณ์ จึงถือว่าจำเลยต้องรับผิดชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ตามกฎหมาย

ประเด็นที่สอง วันเริ่มต้นสิทธิในการได้รับค่าเลี้ยงชีพ ศาลฎีกาอธิบายว่า สิทธิในการได้รับค่าเลี้ยงชีพจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น กรณีเป็นการหย่าโดยคำพิพากษา การสมรสย่อมสิ้นสุดลงเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด มิใช่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา ดังนั้น การกำหนดให้จำเลยต้องชำระค่าเลี้ยงชีพนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง ต้องแก้ไขให้เริ่มนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา

ประเด็นที่สาม การไม่สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกเป็นประเด็นในฎีกาก็ตาม

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

หลักกฎหมายสำคัญในคดีนี้อยู่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ซึ่งบัญญัติให้คู่สมรสฝ่ายที่มิได้เป็นฝ่ายผิดและต้องตกอยู่ในภาวะยากจนลงอันเนื่องมาจากการหย่า มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจากอีกฝ่ายหนึ่ง บทบัญญัตินี้มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายที่เสียเปรียบทางเศรษฐกิจ และป้องกันมิให้การหย่ากลายเป็นเหตุซ้ำเติมความเดือดร้อนในการดำรงชีพ

ส่วนมาตรา 1531 วรรคสอง วางหลักชัดเจนว่า การหย่าโดยคำพิพากษาย่อมมีผลให้การสมรสสิ้นสุดลงนับแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้มุ่งให้เกิดความแน่นอนทางนิติสัมพันธ์ และป้องกันปัญหาความสับสนเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของคู่สมรสในระหว่างที่คดียังอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์หรือฎีกา

ขณะเดียวกัน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6 แสดงให้เห็นถึงอำนาจหน้าที่ของศาลในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและความถูกต้องของกระบวนพิจารณา โดยศาลฎีกาสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดของศาลล่างในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้เอง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีครอบครัวหลายคดีได้วางหลักสอดคล้องกันว่า สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังการสมรสสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น และการพิจารณาว่าฝ่ายใดเป็นผู้มีความผิดในเหตุแห่งการหย่าเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดสิทธิและจำนวนค่าเลี้ยงชีพ คำพิพากษานี้จึงเป็นการตอกย้ำแนวทางเดิมของศาลฎีกา และช่วยสร้างบรรทัดฐานที่ชัดเจนให้แก่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในการวินิจฉัยคดีลักษณะเดียวกันต่อไป

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคำขอหย่าและค่าเลี้ยงชีพ โดยมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ซึ่งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และกำหนดให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นรายเดือน โดยให้มีผลตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นวันเริ่มต้นสิทธิรับค่าเลี้ยงชีพ โดยวินิจฉัยว่า การหย่าโดยคำพิพากษามีผลให้การสมรสสิ้นสุดลงเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด จึงให้เริ่มนับค่าเลี้ยงชีพตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา พร้อมทั้งแก้ไขเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายในฐานะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า สิทธิในการได้รับค่าเลี้ยงชีพมิใช่สิทธิที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติทันทีเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้หย่าในชั้นใดชั้นหนึ่ง หากแต่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย กล่าวคือเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเท่านั้น หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองความแน่นอนแห่งนิติสัมพันธ์ และป้องกันการใช้สิทธิโดยคลาดเคลื่อนในระหว่างที่คดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลสูง

นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังตอกย้ำอำนาจของศาลฎีกาในการยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นเป็นประเด็นในฎีกา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทของศาลในการรักษาความถูกต้องของกระบวนพิจารณาและความเป็นธรรมในคดีครอบครัว อันเป็นคดีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานภาพบุคคลและสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคู่สมรสฝ่ายที่อ่อนแอกว่า

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าเกิดขึ้นเมื่อใด

คำตอบ

สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงแล้ว กรณีเป็นการหย่าโดยคำพิพากษา การสมรสย่อมสิ้นสุดเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด มิใช่วันที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา

2. คำถาม

ศาลสามารถกำหนดให้ชำระค่าเลี้ยงชีพย้อนหลังได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักแล้ว ศาลจะกำหนดให้ชำระค่าเลี้ยงชีพตั้งแต่วันที่สิทธิได้เกิดขึ้นตามกฎหมาย หากกำหนดก่อนวันที่การสมรสสิ้นสุดลง ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและอาจถูกแก้ไขในชั้นฎีกา

3. คำถาม

หากศาลชั้นต้นไม่สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาแก้ไขได้หรือไม่

คำตอบ

ศาลฎีกามีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เอง หากเห็นว่าเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้ยกเป็นประเด็นในฎีกา

4. คำถาม

การเป็นฝ่ายผิดในเหตุแห่งการหย่ามีผลต่อสิทธิรับค่าเลี้ยงชีพหรือไม่

คำตอบ

มีผลโดยตรง เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้คู่สมรสฝ่ายที่มิได้เป็นฝ่ายผิด และต้องตกอยู่ในภาวะยากจนลงอันเนื่องมาจากการหย่า มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจากอีกฝ่ายหนึ่ง

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4532/2556

สิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจะมีได้เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง การหย่าโดยคำพิพากษาย่อมมีผลให้การสมรสสิ้นสุดนับแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1531 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้จำเลยชดใช้ค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 14,500 บาท นับตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้หย่าเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่หรือสามารถช่วยเหลือตัวเองได้

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพให้โจทก์เดือนละ 7,500 บาท นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะช่วยเหลือตนเองได้หรือจดทะเบียนสมรสใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2552 โดยอยู่กินด้วยกันที่รังสิตแกรนด์คอนโด ห้องเลขที่ 550A ซอยคลองหลวง 11 ตำบลคลองหลวง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อปี 2535 เป็นต้นมา จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวกัลยา ที่หมู่บ้านวังทองริเวอร์ปาร์ค บ้านเลขที่ 802/300 หมู่ที่ 12 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายกชและนางสาวปริยา อายุ 18 ปี และ 16 ปี ตามลำดับ (ขณะฟ้อง) ต่อมาปลายเดือนธันวาคม 2553 นางสาวกัลยาพาบุตรทั้งสองไปหาจำเลยกับโจทก์ที่ห้องพัก จากนั้นในเดือนมกราคม 2554 โจทก์ออกจากที่ทำงานเดิมคือบริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) สาขาห้วยขวาง เพื่อไปทำงานที่บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) สาขานครสวรรค์ แล้วแยกกันอยู่กับจำเลยตลอดมา

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาเพียงว่าเหตุฟ้องหย่ามิใช่ความผิดของจำเลยฝ่ายเดียว โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากจำเลย เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามข้อวินิจฉัยข้างต้นแล้วย่อมแสดงว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว เมื่อจำเลยมิได้คัดค้านในคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าโจทก์ต้องยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากการงานที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรสอย่างไร และค่าเลี้ยงชีพสูงเกินไปหรือไม่ ย่อมไม่มีประเด็นให้ศาลฎีกาวินิจฉัย จำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจะมีได้เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง คดีนี้เป็นการหย่าโดยคำพิพากษาย่อมมีผลนับแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น เมื่อคดีนี้มีการฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้มีผลนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา และที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยเช่นกัน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ 




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าได้ที่ศาลใด
หนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
ฟ้องโมฆะ & หย่า / อายุความ / ค่าเลี้ยงชีพ แยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา 10770/2558)
คดีหย่า & ค่าทดแทน, สิทธิฟ้องหย่า, (มาตรา 1518, 1523)(ฎีกา 2473/2556)
หย่า แบ่งสินสมรส, อำนาจปกครองบุตร, & คุ้มครองดอกผล (ฎีกา 10361/2557)
คดีหย่า & อำนาจปกครองบุตร, ค่าอุปการะเลี้ยงดู, (ฎีกา 5535/2558)
โมฆะสมรส & สิทธิอำนาจปกครองบุตร, สิทธิเลี้ยงดูบุตร (ฎีกา 10442/2558)
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. ม.173, ฟ้องซ้ำ, (ฎีกา 8186/2551)
สิทธิครอบครองที่ดิน & เพิกถอนโฉนดออกโดยมิชอบ (ฎีกา 3169/2564)
ฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน (มาตรา 1523) (ฎีกา 4818/2551)
คดีหย่า & สิทธิฟ้องหย่า, อายุความคดีหย่า (การยินยอมและให้อภัย) (ฎีกา 3190/2549)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนบ้าน, สัญญาหย่า, พินัยกรรม, (ฎีกา 6926/2560)
ฟ้องหย่า สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา, 2520/2549),
การหย่าโมฆะ & สิทธิในมรดกที่ดินพิพาท
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเรื่องชู้สาว (ฎีกา 4261/2560)
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259 - 5260/2561 : การรับฟังพยานบันทึกเสียง, สิทธิฟ้องหย่า, ค่าทดแทนชู้ และอำนาจปกครองบุตร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2562 เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง
สมัครใจแยกกันอยู่, จงใจละทิ้งร้าง, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงอื่น เหตุชู้สาวต่อเนื่องไม่ขาดอายุความ
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ – วิเคราะห์กฎหมายครอบครัวและสิทธิของเจ้าหนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2548 สิทธิภริยาชอบด้วยกฎหมายเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรและการปรับค่าเลี้ยงดูตามสถานการณ์ใหม่ (ฎีกาที่ 1218/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
คดีฟ้องหย่าและการแบ่งทรัพย์สิน, สิทธิการเรียกค่าเลี้ยงดูของโจทก์, การชำระค่าทดแทนในคดีแพ่ง, การบังคับคดีและสิทธิทายาทในมรดก
ข้อตกลงแบ่งค่าเช่าที่ดินในสัญญาหย่า
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สามีภริยาจะต้องมีการร่วมประเวณีกันบ้างแต่ต้องเกิดจากความยินยอม
ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์
ไม่เกิดสิทธิฟ้องหย่าเพราะโจทก์มีพฤติกรรมนอกใจจำเลยยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี เหตุฟ้องหย่า
การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง
อายุความฟ้องหย่า, บันทึกข้อตกลงหย่า, หลักกฎหมายมาตรา 1515,
สิทธิฟ้องค่าอุปการะเลี้ยงดูอันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี , หน้าที่บิดามารดาในการเลี้ยงดูบุตร
การฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาท, สิทธิการฟ้องหย่าหมดอายุความ
นำตำรวจจับกุมภริยา หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง
จงใจละทิ้งร้างภริยาไปเกินหนึ่งปีฟ้องหย่าได้, สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา
การจงใจทิ้งร้างไปเกินกว่า 1 ปีต้องในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีก
ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร
สิทธิฟ้องหย่าระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีเว้นแต่เหตุฟ้องเกิดขึ้นต่อเนื่อง
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ สิทธิเรียกร้องกำหนดอายุความ 5 ปี
เหตุฟ้องหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า
สามีฟ้องหย่า,จงใจละทิ้งร้าง,เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ, อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุขด้วย
แยกกันอยู่เพราะสามีรับราชการที่อื่น, ไม่ถือว่าเป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจ
ทะเลาะกันและทำร้ายร่างกายยังไม่เป็นเหตุฟ้องหย่า
แยกกันอยู่เพราะสามียกย่องหญิงอื่น, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้างเรียกสินสอดทองหมั้นคืน
สามีหรือภริยาประพฤติชั่วอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
รู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่าจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่านั้นไม่ได้
พี่น้องของผู้ตายขอเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อนไม่ได้
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสเพราะสำคัญผิดตัว
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้
ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก-ได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่ออีกฝ่ายให้อภัยแล้ว
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีฟ้องหย่าได้
สิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามสมควรแล้วแต่พฤติการณ์
ไม่อาจร่วมประเวณีได้ ต้องการฟ้องหย่า
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง
ไม่ถือว่าจำเลยประพฤติชั่วทำให้โจทก์อับอายถูกเกลียดชังจนเป็นเหตุฟ้องหย่าได้
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย
เหตุแห่งการฟ้องหย่าทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงขอให้อีกฝ่ายหนึ่งจ่ายค่าเลี้ยงชีพได้
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซ้ำได้หรือไม่ เมื่อหนี้เพิ่งถึงกำหนดชำระ