
| สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความสิทธิในการได้รับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษา ตลอดจนการกำหนดช่วงเวลาที่การสมรสสิ้นสุดลงตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในคดีครอบครัวที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสภายหลังการหย่า โดยเฉพาะในกรณีที่ฝ่ายหนึ่งต้องตกอยู่ในภาวะขาดแคลนทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการสมรสและพฤติการณ์ของอีกฝ่าย คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของศาลในการคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายที่เสียเปรียบ ตลอดจนการใช้อำนาจของศาลฎีกาในการตรวจสอบและแก้ไขคำพิพากษาของศาลล่างในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้ยกเป็นประเด็นในฎีกาก็ตาม อีกทั้งยังเป็นคดีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงหลักเกณฑ์สำคัญในการเริ่มต้นสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงโดยคำพิพากษาถึงที่สุด อันเป็นการวางแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในคดีหย่าและคดีครอบครัวในอนาคต สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย โดยมีการอยู่กินฉันสามีภริยามาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับหญิงอื่นและมีบุตรร่วมกัน เป็นเหตุให้ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยเสื่อมถอยลงจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ โจทก์จึงฟ้องขอหย่าขาดจากจำเลย พร้อมทั้งขอให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน โดยอ้างว่าโจทก์ต้องออกจากงานเดิม ย้ายถิ่นฐาน และประสบปัญหาด้านรายได้อันเนื่องมาจากการสมรสและพฤติการณ์ของจำเลย จำเลยให้การปฏิเสธ โดยขอให้ยกฟ้องทั้งในส่วนของการหย่าและการเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียม โจทก์จึงอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และกำหนดให้จำเลยต้องชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นรายเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยไม่เห็นด้วยจึงฎีกา คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญออกเป็นหลายส่วน ได้แก่ ประเด็นแรก โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าเหตุแห่งการหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยฝ่ายเดียว เนื่องจากจำเลยไปอยู่กินฉันสามีภริยากับหญิงอื่นและมีบุตรร่วมกัน อีกทั้งจำเลยมิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับฐานะและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของโจทก์ในชั้นอุทธรณ์ จึงถือว่าจำเลยต้องรับผิดชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ตามกฎหมาย ประเด็นที่สอง วันเริ่มต้นสิทธิในการได้รับค่าเลี้ยงชีพ ศาลฎีกาอธิบายว่า สิทธิในการได้รับค่าเลี้ยงชีพจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น กรณีเป็นการหย่าโดยคำพิพากษา การสมรสย่อมสิ้นสุดลงเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด มิใช่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา ดังนั้น การกำหนดให้จำเลยต้องชำระค่าเลี้ยงชีพนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง ต้องแก้ไขให้เริ่มนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ประเด็นที่สาม การไม่สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกเป็นประเด็นในฎีกาก็ตาม วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง หลักกฎหมายสำคัญในคดีนี้อยู่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ซึ่งบัญญัติให้คู่สมรสฝ่ายที่มิได้เป็นฝ่ายผิดและต้องตกอยู่ในภาวะยากจนลงอันเนื่องมาจากการหย่า มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจากอีกฝ่ายหนึ่ง บทบัญญัตินี้มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายที่เสียเปรียบทางเศรษฐกิจ และป้องกันมิให้การหย่ากลายเป็นเหตุซ้ำเติมความเดือดร้อนในการดำรงชีพ ส่วนมาตรา 1531 วรรคสอง วางหลักชัดเจนว่า การหย่าโดยคำพิพากษาย่อมมีผลให้การสมรสสิ้นสุดลงนับแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้มุ่งให้เกิดความแน่นอนทางนิติสัมพันธ์ และป้องกันปัญหาความสับสนเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของคู่สมรสในระหว่างที่คดียังอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์หรือฎีกา ขณะเดียวกัน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6 แสดงให้เห็นถึงอำนาจหน้าที่ของศาลในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและความถูกต้องของกระบวนพิจารณา โดยศาลฎีกาสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดของศาลล่างในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้เอง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีครอบครัวหลายคดีได้วางหลักสอดคล้องกันว่า สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังการสมรสสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น และการพิจารณาว่าฝ่ายใดเป็นผู้มีความผิดในเหตุแห่งการหย่าเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดสิทธิและจำนวนค่าเลี้ยงชีพ คำพิพากษานี้จึงเป็นการตอกย้ำแนวทางเดิมของศาลฎีกา และช่วยสร้างบรรทัดฐานที่ชัดเจนให้แก่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในการวินิจฉัยคดีลักษณะเดียวกันต่อไป สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคำขอหย่าและค่าเลี้ยงชีพ โดยมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ซึ่งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และกำหนดให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นรายเดือน โดยให้มีผลตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นวันเริ่มต้นสิทธิรับค่าเลี้ยงชีพ โดยวินิจฉัยว่า การหย่าโดยคำพิพากษามีผลให้การสมรสสิ้นสุดลงเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด จึงให้เริ่มนับค่าเลี้ยงชีพตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา พร้อมทั้งแก้ไขเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายในฐานะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า สิทธิในการได้รับค่าเลี้ยงชีพมิใช่สิทธิที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติทันทีเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้หย่าในชั้นใดชั้นหนึ่ง หากแต่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย กล่าวคือเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเท่านั้น หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองความแน่นอนแห่งนิติสัมพันธ์ และป้องกันการใช้สิทธิโดยคลาดเคลื่อนในระหว่างที่คดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลสูง นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังตอกย้ำอำนาจของศาลฎีกาในการยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นเป็นประเด็นในฎีกา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทของศาลในการรักษาความถูกต้องของกระบวนพิจารณาและความเป็นธรรมในคดีครอบครัว อันเป็นคดีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานภาพบุคคลและสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคู่สมรสฝ่ายที่อ่อนแอกว่า คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าเกิดขึ้นเมื่อใด คำตอบ สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงแล้ว กรณีเป็นการหย่าโดยคำพิพากษา การสมรสย่อมสิ้นสุดเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด มิใช่วันที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา 2. คำถาม ศาลสามารถกำหนดให้ชำระค่าเลี้ยงชีพย้อนหลังได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว ศาลจะกำหนดให้ชำระค่าเลี้ยงชีพตั้งแต่วันที่สิทธิได้เกิดขึ้นตามกฎหมาย หากกำหนดก่อนวันที่การสมรสสิ้นสุดลง ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและอาจถูกแก้ไขในชั้นฎีกา 3. คำถาม หากศาลชั้นต้นไม่สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาแก้ไขได้หรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกามีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เอง หากเห็นว่าเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้ยกเป็นประเด็นในฎีกา 4. คำถาม การเป็นฝ่ายผิดในเหตุแห่งการหย่ามีผลต่อสิทธิรับค่าเลี้ยงชีพหรือไม่ คำตอบ มีผลโดยตรง เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้คู่สมรสฝ่ายที่มิได้เป็นฝ่ายผิด และต้องตกอยู่ในภาวะยากจนลงอันเนื่องมาจากการหย่า มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจากอีกฝ่ายหนึ่ง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4532/2556 สิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจะมีได้เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง การหย่าโดยคำพิพากษาย่อมมีผลให้การสมรสสิ้นสุดนับแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1531 วรรคสอง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้จำเลยชดใช้ค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 14,500 บาท นับตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้หย่าเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่หรือสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพให้โจทก์เดือนละ 7,500 บาท นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะช่วยเหลือตนเองได้หรือจดทะเบียนสมรสใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2552 โดยอยู่กินด้วยกันที่รังสิตแกรนด์คอนโด ห้องเลขที่ 550A ซอยคลองหลวง 11 ตำบลคลองหลวง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อปี 2535 เป็นต้นมา จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวกัลยา ที่หมู่บ้านวังทองริเวอร์ปาร์ค บ้านเลขที่ 802/300 หมู่ที่ 12 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายกชและนางสาวปริยา อายุ 18 ปี และ 16 ปี ตามลำดับ (ขณะฟ้อง) ต่อมาปลายเดือนธันวาคม 2553 นางสาวกัลยาพาบุตรทั้งสองไปหาจำเลยกับโจทก์ที่ห้องพัก จากนั้นในเดือนมกราคม 2554 โจทก์ออกจากที่ทำงานเดิมคือบริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) สาขาห้วยขวาง เพื่อไปทำงานที่บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) สาขานครสวรรค์ แล้วแยกกันอยู่กับจำเลยตลอดมา คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาเพียงว่าเหตุฟ้องหย่ามิใช่ความผิดของจำเลยฝ่ายเดียว โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากจำเลย เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามข้อวินิจฉัยข้างต้นแล้วย่อมแสดงว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว เมื่อจำเลยมิได้คัดค้านในคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าโจทก์ต้องยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากการงานที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรสอย่างไร และค่าเลี้ยงชีพสูงเกินไปหรือไม่ ย่อมไม่มีประเด็นให้ศาลฎีกาวินิจฉัย จำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง สิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจะมีได้เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง คดีนี้เป็นการหย่าโดยคำพิพากษาย่อมมีผลนับแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น เมื่อคดีนี้มีการฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้มีผลนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา และที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยเช่นกัน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ |




