
| สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ตลอดจนภาระการพิสูจน์กรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างการสมรส โดยเฉพาะกรณีที่ทรัพย์สินมีชื่อคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญสองประเด็น ได้แก่ (1) การที่คู่สมรสตกลงหย่าโดยสัญญาประนีประนอมยอมความในระหว่างพิจารณา ย่อมทำให้ไม่มีประเด็นให้ศาลวินิจฉัยว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายใด อันกระทบสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ และ (2) การอ้างกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน จำต้องมีพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิเป็นผู้ครอบครองโดยชอบ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความมาตรา 1526 เกี่ยวกับค่าเลี้ยงชีพ และมาตรา 1373 ว่าด้วยข้อสันนิษฐานแห่งสิทธิครอบครอง อันมีนัยสำคัญต่อการดำเนินคดีครอบครัวและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสในทางปฏิบัติ ข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์ฟ้องขอหย่า ขอแบ่งสินสมรส ขอเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย ขอให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และขอแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 122591 จังหวัดอุบลราชธานี โดยอ้างว่าเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวม ระหว่างพิจารณา คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หย่าขาดจากกัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว มิได้ตกลงเรื่องค่าเลี้ยงชีพ ข้อพิพาทสำคัญจึงเหลือ 2 ประเด็น คือ (1) โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทหรือไม่ และ (2) จำเลยต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์หรือไม่ คำวินิจฉัยประเด็นกรรมสิทธิ์ที่ดิน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินมีชื่อจำเลยแต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่เอกสาร น.ส.3 ก. จนเป็นโฉนด จำเลยได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวม จึงมีภาระพิสูจน์ แต่โจทก์มิได้นำสืบแหล่งที่มาของเงินซื้อที่ดินอย่างชัดเจน ไม่ปรากฏรายได้หรือพฤติการณ์สนับสนุน ต่างจากจำเลยที่เบิกความโดยละเอียด อีกทั้งภายหลังจำเลยยังนำที่ดินไปจำนองสร้างบ้านโดยโจทก์มิได้คัดค้าน ศาลจึงรับฟังว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยฝ่ายเดียว ไม่ใช่สินสมรสหรือกรรมสิทธิ์รวม คำวินิจฉัยประเด็นค่าเลี้ยงชีพ ตามมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง การเรียกค่าเลี้ยงชีพต้องครบ 3 เงื่อนไข ได้แก่ (1) เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายแต่เพียงผู้เดียว (2) การหย่าทำให้อีกฝ่ายยากจนลง (3) ต้องเรียกมาในคดีหย่า เมื่อคู่ความตกลงหย่าด้วยความสมัครใจ ไม่มีประเด็นให้ศาลวินิจฉัยว่าใครผิด จึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อแรก อีกทั้งมิได้ตกลงเรื่องค่าเลี้ยงชีพไว้ในสัญญายอมความ ย่อมไม่มีสิทธิตามกฎหมายจะเรียกได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง หลักตามมาตรา 1373 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองความมั่นคงแห่งเอกสารสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ การหักล้างต้องมีพยานหลักฐานหนักแน่น มิใช่เพียงคำกล่าวอ้าง ส่วนมาตรา 1526 มีวัตถุประสงค์คุ้มครองคู่สมรสฝ่ายสุจริตที่ได้รับผลกระทบจากการหย่าซึ่งเกิดจากความผิดของอีกฝ่าย หากเป็นการหย่าโดยยินยอม ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบ “ความผิดฝ่ายเดียว” อันเป็นสาระสำคัญ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยสม่ำเสมอถือว่า การตกลงหย่าด้วยความสมัครใจทำให้ไม่อาจกล่าวอ้างความผิดฝ่ายเดียวเพื่อเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ เว้นแต่มีข้อตกลงเฉพาะไว้ชัดแจ้ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้หย่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะบุตรเดือนละ 3,000 บาท คำขออื่นยก 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน และไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักว่า ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้กล่าวอ้างสิทธิ และข้อสันนิษฐานตามกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองมีน้ำหนักสูง การกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์รวมต้องมีหลักฐานชัดเจนถึงแหล่งที่มาของเงินและเจตนาร่วมกัน ในส่วนค่าเลี้ยงชีพ มาตรา 1526 เป็นบทบัญญัติคุ้มครองเฉพาะกรณีความผิดฝ่ายเดียว มิใช่สิทธิทั่วไปของคู่หย่า หากเลือกยุติข้อพิพาทด้วยสัญญายอมความโดยไม่กำหนดเรื่องค่าเลี้ยงชีพ ย่อมผูกพันตามหลักเสรีภาพในการทำนิติกรรม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 และภาระการพิสูจน์กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามมาตรา 1373 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคู่สมรสหย่ากันโดยสัญญาประนีประนอมยอมความ มิได้มีการวินิจฉัยว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายเดียว จึงไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1526 ที่จะเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ อีกทั้งผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน ต้องมีภาระพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานแห่งสิทธิครอบครองของผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิ ซึ่งในคดีนี้โจทก์ไม่อาจพิสูจน์ได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 และมาตรา 1373 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า (มาตรา 1526) เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นได้ต่อเมื่อการหย่าเกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว และการหย่านั้นทำให้อีกฝ่ายยากจนลง อีกทั้งต้องเรียกมาในคดีหย่าโดยชอบ หากเป็นการหย่าโดยยินยอมกันและไม่มีการวินิจฉัยความผิดฝ่ายเดียว ย่อมไม่เข้าเงื่อนไขเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ 2. ภาระการพิสูจน์กรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน (มาตรา 1373) ผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้ครอบครองโดยชอบ ผู้ที่อ้างสิทธิร่วมต้องนำพยานหลักฐานชัดเจนมาหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว การกล่าวอ้างเพียงว่าเป็นผู้ชำระเงินซื้อโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน ย่อมไม่เพียงพอให้ศาลรับฟังว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การหย่าโดยสัญญาประนีประนอมยอมความเรียกค่าเลี้ยงชีพได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักไม่ได้ เว้นแต่จะตกลงกันไว้ชัดแจ้ง เพราะไม่มีการวินิจฉัยว่าฝ่ายใดผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว 2. หากที่ดินมีชื่อคู่สมรสฝ่ายเดียว อีกฝ่ายจะอ้างกรรมสิทธิ์รวมได้หรือไม่ คำตอบ ได้ แต่ต้องมีพยานหลักฐานหนักแน่นหักล้างข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1373 3. เงื่อนไข 3 ประการตามมาตรา 1526 มีอะไรบ้าง คำตอบ ความผิดฝ่ายเดียว ความยากจนลง และต้องเรียกในคดีหย่า 4. การไม่ตกลงเรื่องค่าเลี้ยงชีพในสัญญายอมความมีผลอย่างไร คำตอบ ถือว่าไม่มีสิทธิเรียกร้องภายหลัง เว้นแต่มีฐานกฎหมายอื่นรองรับ 5. รายได้ของคู่สมรสมีผลต่อการพิสูจน์กรรมสิทธิ์หรือไม่ คำตอบ มีผลสำคัญ เพราะต้องพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินซื้อทรัพย์สิน 6. ค่าอุปการะบุตรต่างจากค่าเลี้ยงชีพคู่สมรสอย่างไร คำตอบ ค่าอุปการะบุตรเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ขึ้นกับความผิดฝ่ายใด 7. สามารถยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกาได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ หากมิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่าง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2561 โจทก์ฟ้องจำเลยขอหย่า ขอแบ่งสินสมรส ขอถอนอำนาจปกครองจำเลย และขอให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยยินยอมที่จะหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว การที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่ตนได้นั้น โจทก์จะต้องนำสืบให้ได้ครบหลักเกณฑ์ 3 ประการว่า เหตุแห่งการหย่าในคดีนี้เป็นความผิดของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว การหย่านั้นทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้จากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยทำอยู่และโจทก์จะต้องฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพมาในคดีฟ้องหย่า เมื่อคดีนี้โจทก์จำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันระหว่างพิจารณาโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย จึงไม่มีประเด็นฟ้องหย่าต่อศาลให้วินิจฉัย และไม่มีกรณีที่จะถือได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายใด จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 เมื่อมิได้ตกลงกันไว้ในเรื่องค่าเลี้ยงชีพ ย่อมไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะมาเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอหย่า ขอใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว เรียกค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และขอคืนเงินสินสมรส 2,000,000 บาท หรือให้แบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 122591 กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายแล้วแบ่งเงินกัน จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาระหว่างพิจารณา คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงหย่า และให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่ผู้เดียว ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะบุตรเดือนละ 3,000 บาท คำขออื่นยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยแต่ผู้เดียวตั้งแต่เอกสาร น.ส.3 ก. จนเป็นโฉนด จำเลยได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1373 โจทก์ซึ่งอ้างกรรมสิทธิ์รวมมีภาระพิสูจน์ แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานแหล่งที่มาของเงินซื้อที่ดินหรือการมีส่วนร่วมได้ ข้ออ้างใหม่ในชั้นฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัย อีกทั้งจำเลยนำที่ดินไปจำนองปลูกบ้านโดยโจทก์ไม่คัดค้าน พยานจำเลยจึงมีน้ำหนักกว่า ฟังได้ว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยฝ่ายเดียว ส่วนค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 ต้องพิสูจน์ว่าการหย่าเกิดจากความผิดฝ่ายเดียวและทำให้อีกฝ่ายยากจนลง อีกทั้งต้องเรียกในคดีหย่า เมื่อคดีนี้หย่าโดยสัญญายอมความ ไม่มีการวินิจฉัยความผิด และไม่ได้ตกลงเรื่องค่าเลี้ยงชีพ จึงไม่เข้าเงื่อนไขเรียกได้ ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ของจำเลย ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยคืนเงินส่วนที่เป็นสินสมรสของโจทก์ 2,000,000 บาท หากคืนไม่ได้ให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินสินสมรสโฉนดเลขที่ 122591 อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายที่ดินดังกล่าว โดยประมูลราคาระหว่างโจทก์จำเลยหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และจำเลยยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันและให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่เดือนเมษายน 2559 จนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยเมื่อปี 2542 ต่อมาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2553 จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 122591 อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ที่ดินพิพาทเดิมมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2264 อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์นั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์จำเลย แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ประกอบกับที่ดินพิพาทยังมีชื่อจำเลยแต่เพียงผู้เดียวมาตั้งแต่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดิน ซึ่งจำเลยได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อให้ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่โจทก์กลับนำสืบเพียงว่า โจทก์ว่าเป็นผู้ชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ขาย ซึ่งนอกจากจะไม่ปรากฏว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาเมื่อใด จากผู้ใด ในราคาเท่าใด และเหตุใดจึงใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองหรือผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าขณะซื้อที่ดินพิพาทโจทก์ประกอบอาชีพใด มีรายได้เดือนละเท่าใดที่จะสามารถนำเงินไปชำระราคาที่ดินพิพาทได้ หรือโจทก์นำเงินจากที่ใดไปชำระราคาที่ดินพิพาท ซึ่งต่างจากจำเลยที่เบิกความถึงข้อเท็จจริงในส่วนนี้โดยละเอียด ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ซื้อที่ดินด้วยตนเองเพราะมีรายได้มั่นคงกว่าจำเลยซึ่งมีรายได้เพียงขายก๋วยเตี๋ยวเดือนละ 10,000 บาท และเหตุที่โจทก์ใส่ชื่อจำเลยในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เพราะส่วนใหญ่โจทก์อาศัยอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้น เป็นข้อที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้อง ไม่ได้นำสืบ แต่เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนั้นจำเลยยังเบิกความถึงข้อเท็จจริงหลังจากซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วว่า จำเลยนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ที่กู้ยืมเงินจากธนาคารนำมาปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาท โดยโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือคัดค้านแต่ประการใด ซึ่งเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า แม้ที่ดินพิพาทจะได้มาระหว่างโจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยา แต่โจทก์จำเลยต่างทำมาหาได้แยกกัน จำเลยนำเงินรายได้จากการขายก๋วยเตี๋ยวของจำเลยไปซื้อที่ดินพิพาท โดยโจทก์ไม่ได้ลงทุนร่วมแรงทำมาหาได้หรือมีส่วนร่วมหรือช่วยเหลือแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์หามีกรรมสิทธิ์รวมด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียวและการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้... ดังนั้น การที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่ตนได้นั้น โจทก์จะต้องนำสืบให้ได้ครบหลักเกณฑ์ 3 ประการว่า เหตุแห่งการหย่าในคดีนี้เป็นความผิดของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว การหย่านั้นทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้จากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยทำอยู่และโจทก์จะต้องฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพมาในคดีฟ้องหย่า เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นสามีฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันและขอให้จำเลยซึ่งเป็นภริยาจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่ตนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า คดีนี้โจทก์จำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันระหว่างพิจารณาโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย จึงไม่มีประเด็นฟ้องหย่าต่อศาลให้วินิจฉัย และไม่มีกรณีที่จะถือได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายใด จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1526 เมื่อมิได้ตกลงกันไว้ในเรื่องค่าเลี้ยงชีพ ย่อมไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะมาเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



.jpg)
