
| หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นเหยียดหยามภริยาและบุพการีของภริยาอย่างร้ายแรงต่อหน้าบุคคลอื่น ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาในระดับที่ทนอยู่ร่วมกันต่อไปไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้ภริยามีสิทธิฟ้องหย่าสามีได้ตามกฎหมาย แม้สามีจะปฏิเสธข้อกล่าวหาและอ้างเหตุทะเลาะภายในครอบครัว ศาลฎีกายังคงยึดหลักการคุ้มครองศักดิ์ศรีของคู่สมรสและบุพการีเป็นสำคัญ พร้อมทั้งวางแนวคำวินิจฉัยที่เป็นบรรทัดฐานในคดีหย่าอันเกิดจากการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นอย่างร้ายแรง ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรร่วมกัน จำเลยได้ใช้ถ้อยคำด่าทอเหยียดหยามโจทก์และมารดาของโจทก์ต่อหน้าบุคคลอื่นในที่สาธารณะ โดยเปรียบเปรยภริยาเป็นสัตว์ และใช้คำหยาบคายดูหมิ่นบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง นอกจากนี้ยังมีพฤติการณ์ขับไล่โจทก์และบุตรออกจากบ้าน ทำให้โจทก์ต้องออกจากที่อยู่อาศัยและไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โจทก์เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นเหยียดหยาม และเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง จนไม่อาจอยู่ร่วมกันต่อไปได้ จึงฟ้องขอหย่าและขอให้แบ่งสินสมรส จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างว่าไม่ได้ด่าทอโจทก์และบุพการี อีกทั้งยังไม่ประสงค์จะหย่า โดยอ้างเหตุสงสารบุตร ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีคือ โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้หรือไม่ จากการที่จำเลยใช้ถ้อยคำด่าทอเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์ต่อหน้าบุคคลอื่น คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยมีพยานบุคคลซึ่งเป็นคนกลาง ไม่มีส่วนได้เสีย เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยได้ใช้ถ้อยคำด่าทอเหยียดหยามโจทก์และมารดาของโจทก์จริง ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นบุพการีของภริยาอย่างร้ายแรง เป็นการทำลายศักดิ์ศรีและเกียรติยศของคู่สมรสในที่สาธารณะ และถือเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาในระดับที่ไม่อาจคาดหมายให้โจทก์อดทนอยู่ร่วมกันต่อไปได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามกฎหมาย หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่ควรศึกษา คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาที่ชัดเจนว่า การใช้ถ้อยคำดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือเปรียบเปรยภริยาและบุพการีในลักษณะลดทอนความเป็นมนุษย์ แม้จะเป็นเพียงคำพูด แต่หากกระทำต่อหน้าบุคคลอื่น ย่อมถือเป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง ศาลไม่ได้พิจารณาเพียงความขัดแย้งภายในครอบครัวทั่วไป แต่ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อศักดิ์ศรี เกียรติยศ และความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาเป็นหลัก การกระทำที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในสภาพถูกดูหมิ่นในสังคม ย่อมเป็นเหตุหย่าที่ชอบด้วยกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การอยู่กินฉันสามีภรรยาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน การใช้ถ้อยคำด่าทอเหยียดหยามภริยาหรือบุพการีอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะต่อหน้าบุคคลอื่น ไม่ใช่เพียงปัญหาศีลธรรม แต่เป็นการกระทำที่มีผลทางกฎหมาย และอาจเป็นเหตุให้ฝ่ายที่ถูกกระทำมีสิทธิฟ้องหย่าได้โดยชอบ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำการหมิ่นประมาทหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากัน และให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์ตามที่ร้องขอ 3. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าการด่าทอเหยียดหยามภริยาและบุพการีอย่างร้ายแรงต่อหน้าบุคคลอื่น เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 629/2537 จำเลยด่าว่าภริยาและมารดาของภริยาต่อหน้าบุคคลอื่นว่า"ซื้อหมาอ้วนมาตัวหนึ่งราคา 100,000 บาท วัน ๆ ไม่ทำอะไร นอนอยู่แต่หน้าเตา โคตรเง่าเหล่าอีหมวยกูไม่เอามาทำพันธุ์อีกแล้ว"คำว่าหมาอ้วนหมายถึงภริยาส่วนคำว่าอีหม่วยหรืออีม่วยหมายถึงมารดาของภริยา ถ้อยคำของจำเลยดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทภริยาและบุพการีของภริยาอย่างร้ายแรงตามกฎหมายแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นภริยาจึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยได้ใช้ถ้อยคำด่าทอเหยียดหยามโจทก์และมารดาของโจทก์ต่อหน้าบุคคลอื่น โดยเปรียบเปรยโจทก์เป็นสัตว์และใช้คำหยาบคายดูหมิ่นบุพการีของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยยังขับไล่โจทก์และบุตรออกจากบ้าน ทำให้โจทก์และบุตรต้องออกจากบ้านไปในวันรุ่งขึ้น โจทก์จึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาท เหยียดหยาม และเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง จนไม่อาจอยู่ร่วมกันต่อไปได้ จึงขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าและให้แบ่งสินสมรสเป็นเงิน 39,345 บาท จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างว่าไม่เคยด่าทอหรือขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน แต่เป็นมารดาของโจทก์ที่ด่าทอและขับไล่ทั้งสองออกจากบ้าน จำเลยอ้างว่าครอบครัวมีปัญหาทะเลาะกันเนื่องจากโจทก์ไม่เอาใจใส่การทำมาหากิน และยืนยันว่าไม่ประสงค์จะหย่าเพราะสงสารบุตร ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากัน และให้จำเลยแบ่งสินสมรสแก่โจทก์ตามที่ร้องขอ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นที่ต้องพิจารณามีเพียงว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยหรือไม่ เห็นว่าพยานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยมีพยานบุคคลซึ่งเป็นคนกลางยืนยันว่าจำเลยได้ด่าว่าโจทก์และมารดาของโจทก์จริง ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นบุพการีอย่างร้ายแรง จึงถือเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ ศาลฎีกาพิพากษายืน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม: การที่สามีด่าทอภริยาและมารดาของภริยาต่อหน้าบุคคลอื่น ถือเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่ คำตอบ: ถือเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ หากถ้อยคำมีลักษณะดูหมิ่นเหยียดหยามและหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงต่อภริยาและบุพการีของภริยา โดยเฉพาะเมื่อกระทำต่อหน้าบุคคลอื่นจนกระทบต่อเกียรติ ศักดิ์ศรี และความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา ศาลถือว่าเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง จึงเป็นเหตุให้ภริยามีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามกฎหมาย 2. คำถาม: คำพูดเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการทำร้ายร่างกาย สามารถเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ คำตอบ: เป็นเหตุหย่าได้ หากเป็นความรุนแรงทางวาจาที่มีความร้ายแรงถึงขั้นทำลายศักดิ์ศรีของคู่สมรส และทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันต่อไปได้ ศาลพิจารณาจากระดับความร้ายแรงของถ้อยคำ บริบทของเหตุการณ์ และผลกระทบต่อชีวิตสมรส แม้ไม่มีการทำร้ายร่างกายก็ตาม 3. คำถาม: ศาลพิจารณาอย่างไรว่าเป็นการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นบุพการีของภริยาอย่างร้ายแรง คำตอบ: ศาลพิจารณาจากถ้อยคำที่ใช้ว่ามีความหมายลดทอนคุณค่าและทำให้เสื่อมเสียเกียรติหรือไม่ รวมถึงสถานที่และบุคคลที่รับฟัง หากเป็นคำหยาบคายหรือมีเจตนาดูหมิ่นชัดเจน และกล่าวต่อหน้าบุคคลอื่นในที่สาธารณะจนก่อให้เกิดความอับอายแก่ภริยาและบุพการี ย่อมถือว่ามีความร้ายแรงตามกฎหมาย 4. คำถาม: พยานหลักฐานแบบใดที่ทำให้ศาลเชื่อว่ามีการด่าทอจริงในคดีลักษณะนี้ คำตอบ: พยานบุคคลที่เป็นคนกลาง ไม่มีส่วนได้เสีย และไม่มีเหตุโกรธเคืองกับฝ่ายใดมาก่อน มีน้ำหนักสำคัญ หากพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของคู่ความ และอีกฝ่ายไม่สามารถนำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ศาลอาจรับฟังได้ว่ามีการด่าทอจริง และเพียงพอสำหรับวินิจฉัยเหตุหย่า 5. คำถาม: เมื่อมีการด่าทอแล้วภริยาออกจากบ้านทันที ส่งผลต่อสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่ คำตอบ: โดยหลักไม่ตัดสิทธิ หากการออกจากบ้านเป็นผลโดยตรงจากการถูกดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรงหรือถูกขับไล่จนอยู่ร่วมกันต่อไปไม่ได้ การแยกกันอยู่ย่อมเป็นผลของเหตุหย่า มิใช่การละทิ้งหน้าที่ฝ่ายเดียว ศาลจะพิจารณาจากสภาพเหตุการณ์รวมว่ามีเหตุอันสมควรในการออกจากบ้านหรือไม่ 6. คำถาม: การดูหมิ่นบุพการีของคู่สมรสเกี่ยวข้องกับเหตุหย่าอย่างไร คำตอบ: การดูหมิ่นบุพการีของคู่สมรสเป็นการกระทบต่อศักดิ์ศรีและความรู้สึกของคู่สมรสอย่างรุนแรง และสะท้อนถึงการไม่ให้เกียรติในความเป็นครอบครัวเดียวกัน หากทำในลักษณะร้ายแรงและต่อหน้าบุคคลอื่น ศาลอาจถือว่าเป็นการปฏิบัติต่อคู่สมรสอย่างดูหมิ่นอย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ 7. คำถาม: ศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาได้เพราะเหตุใด คำตอบ: ศาลอุทธรณ์อาจเห็นแตกต่างจากศาลชั้นต้นได้เมื่อพิจารณาน้ำหนักพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ามีการด่าทอเหยียดหยามอย่างร้ายแรงจริง และการกระทำนั้นเข้าลักษณะเหตุหย่าตามกฎหมาย จึงพิพากษากลับให้หย่าได้ ทั้งนี้เป็นดุลพินิจตามพยานหลักฐานในสำนวน 8. คำถาม: ถ้าคู่สมรสฝ่ายถูกกล่าวหาปฏิเสธว่าไม่ได้ด่าทอ ศาลใช้หลักอะไรในการชั่งน้ำหนัก คำตอบ: ศาลใช้หลักการชั่งน้ำหนักพยาน โดยพิจารณาความน่าเชื่อถือ ความสอดคล้องต้องกัน และความเป็นกลางของพยาน ตลอดจนพฤติการณ์แวดล้อม หากพยานโจทก์เป็นคนกลางและเบิกความชัดเจน อีกฝ่ายไม่อาจหักล้างได้ ศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานโจทก์ แม้จำเลยจะปฏิเสธก็ตาม |




