ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)

คำพิพากษาศาลฎีกา 629/2537, การหมิ่นประมาทภริยาและบุพการีเป็นเหตุหย่า, การด่าทอเหยียดหยามคู่สมรสต่อหน้าสาธารณชน, เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายครอบครัวไทย, ปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับคดีหย่า, การใช้ถ้อยคำดูหมิ่นคู่สมรส, สิทธิภริยาในการฟ้องหย่า, การวินิจฉัยเหตุหย่าของศาลฎีกา, หลักกฎหมายการหย่าโดยคำพิพากษา, การแบ่งสินสมรสหลังหย่า, ตัวอย่างคดีหย่าที่ศาลฎีกาวินิจฉัย, คำพิพากษาศาลฎีกาคดีครอบครัว, กฎหมายครอบครัว

       ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นเหยียดหยามภริยาและบุพการีของภริยาอย่างร้ายแรงต่อหน้าบุคคลอื่น ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาในระดับที่ทนอยู่ร่วมกันต่อไปไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้ภริยามีสิทธิฟ้องหย่าสามีได้ตามกฎหมาย แม้สามีจะปฏิเสธข้อกล่าวหาและอ้างเหตุทะเลาะภายในครอบครัว ศาลฎีกายังคงยึดหลักการคุ้มครองศักดิ์ศรีของคู่สมรสและบุพการีเป็นสำคัญ พร้อมทั้งวางแนวคำวินิจฉัยที่เป็นบรรทัดฐานในคดีหย่าอันเกิดจากการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นอย่างร้ายแรง

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์และจำเลยเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรร่วมกัน จำเลยได้ใช้ถ้อยคำด่าทอเหยียดหยามโจทก์และมารดาของโจทก์ต่อหน้าบุคคลอื่นในที่สาธารณะ โดยเปรียบเปรยภริยาเป็นสัตว์ และใช้คำหยาบคายดูหมิ่นบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง นอกจากนี้ยังมีพฤติการณ์ขับไล่โจทก์และบุตรออกจากบ้าน ทำให้โจทก์ต้องออกจากที่อยู่อาศัยและไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน

โจทก์เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นเหยียดหยาม และเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง จนไม่อาจอยู่ร่วมกันต่อไปได้ จึงฟ้องขอหย่าและขอให้แบ่งสินสมรส

จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างว่าไม่ได้ด่าทอโจทก์และบุพการี อีกทั้งยังไม่ประสงค์จะหย่า โดยอ้างเหตุสงสารบุตร

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญของคดีคือ

โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้หรือไม่ จากการที่จำเลยใช้ถ้อยคำด่าทอเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์ต่อหน้าบุคคลอื่น

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยมีพยานบุคคลซึ่งเป็นคนกลาง ไม่มีส่วนได้เสีย เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยได้ใช้ถ้อยคำด่าทอเหยียดหยามโจทก์และมารดาของโจทก์จริง

ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นบุพการีของภริยาอย่างร้ายแรง เป็นการทำลายศักดิ์ศรีและเกียรติยศของคู่สมรสในที่สาธารณะ และถือเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาในระดับที่ไม่อาจคาดหมายให้โจทก์อดทนอยู่ร่วมกันต่อไปได้

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามกฎหมาย

หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่ควรศึกษา

คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาที่ชัดเจนว่า

การใช้ถ้อยคำดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือเปรียบเปรยภริยาและบุพการีในลักษณะลดทอนความเป็นมนุษย์ แม้จะเป็นเพียงคำพูด แต่หากกระทำต่อหน้าบุคคลอื่น ย่อมถือเป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง

ศาลไม่ได้พิจารณาเพียงความขัดแย้งภายในครอบครัวทั่วไป แต่ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อศักดิ์ศรี เกียรติยศ และความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาเป็นหลัก การกระทำที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในสภาพถูกดูหมิ่นในสังคม ย่อมเป็นเหตุหย่าที่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การอยู่กินฉันสามีภรรยาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน การใช้ถ้อยคำด่าทอเหยียดหยามภริยาหรือบุพการีอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะต่อหน้าบุคคลอื่น ไม่ใช่เพียงปัญหาศีลธรรม แต่เป็นการกระทำที่มีผลทางกฎหมาย และอาจเป็นเหตุให้ฝ่ายที่ถูกกระทำมีสิทธิฟ้องหย่าได้โดยชอบ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำการหมิ่นประมาทหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากัน และให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์ตามที่ร้องขอ

3. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าการด่าทอเหยียดหยามภริยาและบุพการีอย่างร้ายแรงต่อหน้าบุคคลอื่น เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 629/2537  

 จำเลยด่าว่าภริยาและมารดาของภริยาต่อหน้าบุคคลอื่นว่า"ซื้อหมาอ้วนมาตัวหนึ่งราคา 100,000 บาท วัน ๆ ไม่ทำอะไร นอนอยู่แต่หน้าเตา โคตรเง่าเหล่าอีหมวยกูไม่เอามาทำพันธุ์อีกแล้ว"คำว่าหมาอ้วนหมายถึงภริยาส่วนคำว่าอีหม่วยหรืออีม่วยหมายถึงมารดาของภริยา ถ้อยคำของจำเลยดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทภริยาและบุพการีของภริยาอย่างร้ายแรงตามกฎหมายแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นภริยาจึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยได้ใช้ถ้อยคำด่าทอเหยียดหยามโจทก์และมารดาของโจทก์ต่อหน้าบุคคลอื่น โดยเปรียบเปรยโจทก์เป็นสัตว์และใช้คำหยาบคายดูหมิ่นบุพการีของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยยังขับไล่โจทก์และบุตรออกจากบ้าน ทำให้โจทก์และบุตรต้องออกจากบ้านไปในวันรุ่งขึ้น โจทก์จึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาท เหยียดหยาม และเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง จนไม่อาจอยู่ร่วมกันต่อไปได้ จึงขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าและให้แบ่งสินสมรสเป็นเงิน 39,345 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างว่าไม่เคยด่าทอหรือขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน แต่เป็นมารดาของโจทก์ที่ด่าทอและขับไล่ทั้งสองออกจากบ้าน จำเลยอ้างว่าครอบครัวมีปัญหาทะเลาะกันเนื่องจากโจทก์ไม่เอาใจใส่การทำมาหากิน และยืนยันว่าไม่ประสงค์จะหย่าเพราะสงสารบุตร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากัน และให้จำเลยแบ่งสินสมรสแก่โจทก์ตามที่ร้องขอ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นที่ต้องพิจารณามีเพียงว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยหรือไม่ เห็นว่าพยานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยมีพยานบุคคลซึ่งเป็นคนกลางยืนยันว่าจำเลยได้ด่าว่าโจทก์และมารดาของโจทก์จริง ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นบุพการีอย่างร้ายแรง จึงถือเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ ศาลฎีกาพิพากษายืน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม: การที่สามีด่าทอภริยาและมารดาของภริยาต่อหน้าบุคคลอื่น ถือเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่

คำตอบ: ถือเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ หากถ้อยคำมีลักษณะดูหมิ่นเหยียดหยามและหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงต่อภริยาและบุพการีของภริยา โดยเฉพาะเมื่อกระทำต่อหน้าบุคคลอื่นจนกระทบต่อเกียรติ ศักดิ์ศรี และความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา ศาลถือว่าเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง จึงเป็นเหตุให้ภริยามีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามกฎหมาย

2. คำถาม: คำพูดเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการทำร้ายร่างกาย สามารถเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่

คำตอบ: เป็นเหตุหย่าได้ หากเป็นความรุนแรงทางวาจาที่มีความร้ายแรงถึงขั้นทำลายศักดิ์ศรีของคู่สมรส และทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันต่อไปได้ ศาลพิจารณาจากระดับความร้ายแรงของถ้อยคำ บริบทของเหตุการณ์ และผลกระทบต่อชีวิตสมรส แม้ไม่มีการทำร้ายร่างกายก็ตาม

3. คำถาม: ศาลพิจารณาอย่างไรว่าเป็นการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นบุพการีของภริยาอย่างร้ายแรง

คำตอบ: ศาลพิจารณาจากถ้อยคำที่ใช้ว่ามีความหมายลดทอนคุณค่าและทำให้เสื่อมเสียเกียรติหรือไม่ รวมถึงสถานที่และบุคคลที่รับฟัง หากเป็นคำหยาบคายหรือมีเจตนาดูหมิ่นชัดเจน และกล่าวต่อหน้าบุคคลอื่นในที่สาธารณะจนก่อให้เกิดความอับอายแก่ภริยาและบุพการี ย่อมถือว่ามีความร้ายแรงตามกฎหมาย

4. คำถาม: พยานหลักฐานแบบใดที่ทำให้ศาลเชื่อว่ามีการด่าทอจริงในคดีลักษณะนี้

คำตอบ: พยานบุคคลที่เป็นคนกลาง ไม่มีส่วนได้เสีย และไม่มีเหตุโกรธเคืองกับฝ่ายใดมาก่อน มีน้ำหนักสำคัญ หากพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของคู่ความ และอีกฝ่ายไม่สามารถนำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ศาลอาจรับฟังได้ว่ามีการด่าทอจริง และเพียงพอสำหรับวินิจฉัยเหตุหย่า

5. คำถาม: เมื่อมีการด่าทอแล้วภริยาออกจากบ้านทันที ส่งผลต่อสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่

คำตอบ: โดยหลักไม่ตัดสิทธิ หากการออกจากบ้านเป็นผลโดยตรงจากการถูกดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรงหรือถูกขับไล่จนอยู่ร่วมกันต่อไปไม่ได้ การแยกกันอยู่ย่อมเป็นผลของเหตุหย่า มิใช่การละทิ้งหน้าที่ฝ่ายเดียว ศาลจะพิจารณาจากสภาพเหตุการณ์รวมว่ามีเหตุอันสมควรในการออกจากบ้านหรือไม่

6. คำถาม: การดูหมิ่นบุพการีของคู่สมรสเกี่ยวข้องกับเหตุหย่าอย่างไร

คำตอบ: การดูหมิ่นบุพการีของคู่สมรสเป็นการกระทบต่อศักดิ์ศรีและความรู้สึกของคู่สมรสอย่างรุนแรง และสะท้อนถึงการไม่ให้เกียรติในความเป็นครอบครัวเดียวกัน หากทำในลักษณะร้ายแรงและต่อหน้าบุคคลอื่น ศาลอาจถือว่าเป็นการปฏิบัติต่อคู่สมรสอย่างดูหมิ่นอย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้

7. คำถาม: ศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาได้เพราะเหตุใด

คำตอบ: ศาลอุทธรณ์อาจเห็นแตกต่างจากศาลชั้นต้นได้เมื่อพิจารณาน้ำหนักพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ามีการด่าทอเหยียดหยามอย่างร้ายแรงจริง และการกระทำนั้นเข้าลักษณะเหตุหย่าตามกฎหมาย จึงพิพากษากลับให้หย่าได้ ทั้งนี้เป็นดุลพินิจตามพยานหลักฐานในสำนวน

8. คำถาม: ถ้าคู่สมรสฝ่ายถูกกล่าวหาปฏิเสธว่าไม่ได้ด่าทอ ศาลใช้หลักอะไรในการชั่งน้ำหนัก

คำตอบ: ศาลใช้หลักการชั่งน้ำหนักพยาน โดยพิจารณาความน่าเชื่อถือ ความสอดคล้องต้องกัน และความเป็นกลางของพยาน ตลอดจนพฤติการณ์แวดล้อม หากพยานโจทก์เป็นคนกลางและเบิกความชัดเจน อีกฝ่ายไม่อาจหักล้างได้ ศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานโจทก์ แม้จำเลยจะปฏิเสธก็ตาม




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

จดทะเบียนหย่าเพื่อลดภาษีแต่ยังอยู่กินกันเป็นสามีภริยา การหย่าเป็นโมฆะหรือไม่ และฟ้องแบ่งสินสมรสได้ตลอดหรือไม่
สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่