
| เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุว่าภริยาประพฤติชั่ว อันก่อให้เกิดความอับอายขายหน้าและเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โดยศาลได้วางหลักเกณฑ์สำคัญว่าการกระทำของภริยาจะเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ ต้องมีลักษณะร้ายแรงถึงขั้นกระทบต่อเกียรติยศชื่อเสียงหรือความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาอย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงพฤติการณ์ที่เกิดจากความหึงหวงตามวิสัยสามัญของคู่สมรส ซึ่งยังสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย อยู่กินร่วมกันเป็นเวลานาน โจทก์ฟ้องขอหย่าโดยอ้างว่าจำเลยมีพฤติการณ์ทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกาย ใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยาม ทั้งต่อโจทก์และบุพการี รวมถึงติดตามรบกวนโจทก์ถึงสถานที่ทำงาน ส่งผลให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าและเสียชื่อเสียงในหน้าที่การงาน จำเลยให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าโจทก์มีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น และพฤติการณ์ของจำเลยเป็นเพียงความหึงหวงตามปกติของภริยา มิได้มีเจตนาประพฤติชั่วหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสแต่อย่างใด คำวินิจฉัยของศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนอย่างร้ายแรง จึงพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน ศาลอุทธรณ์พิจารณากลับเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอจะรับฟังได้ว่าจำเลยประพฤติชั่วถึงขั้นเป็นเหตุฟ้องหย่า จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเกิดจากความหึงหวงและความหวาดระแวง อันเป็นเรื่องที่อาจปรับปรุงแก้ไขได้ ยังไม่ถึงขั้นเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย ประเด็นทางกฎหมายที่ศาลฎีกาวางหลักไว้ ศาลฎีกาได้วางหลักการสำคัญเกี่ยวกับการตีความเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ว่า การที่ภริยามีพฤติการณ์หึงหวง ดื่มสุรา สูบบุหรี่ หรือแสดงพฤติกรรมควบคุมสามี แม้จะทำให้สามีรู้สึกอับอายหรือเบื่อหน่าย หากพฤติการณ์นั้นยังอยู่ในขอบเขตของความรักหวงแหนตามวิสัยสามัญของคู่สมรส และยังมีโอกาสแก้ไขปรับปรุงได้ ย่อมไม่ถือว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ศาลยังพิจารณาถึงพฤติการณ์ของโจทก์เอง โดยเห็นว่าหากโจทก์มีพฤติกรรมฝักใฝ่ในสตรีอื่น ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความหึงหวงของจำเลย ซึ่งต้องนำมาพิจารณาประกอบกันอย่างรอบด้าน หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่สำคัญ คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า ศาลจะใช้ดุลพินิจอย่างเคร่งครัดในการพิจารณาเหตุฟ้องหย่า โดยจะไม่รับฟังเหตุที่เป็นเพียงความขัดแย้งในชีวิตสมรสทั่วไป หรืออารมณ์หึงหวงที่ยังสามารถเยียวยาได้ การฟ้องหย่าต้องแสดงให้เห็นถึงการกระทำที่กระทบต่อเกียรติยศชื่อเสียง หรือทำลายความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาอย่างร้ายแรงจริง ๆ พร้อมพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การฟ้องหย่าไม่ใช่เครื่องมือในการยุติความไม่พอใจส่วนตัว แต่เป็นสิทธิทางกฎหมายที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง การอ้างเหตุว่าคู่สมรสประพฤติชั่วต้องพิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้งถึงความร้ายแรง และต้องพิจารณาพฤติการณ์ของทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นธรรม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ โดยเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง 3. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยเกิดจากความหึงหวงตามวิสัยภริยา ยังไม่ถึงขั้นเป็นเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2321/2537 การที่จำเลยสืบทราบว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหญิงอื่นจึงเสพสุรา สูบบุหรี่ ทะเลาะวิวาท และติดตามควบคุมโจทก์ในวิทยาลัยที่โจทก์ทำงานอยู่นั้น แม้พฤติการณ์ของจำเลยจะก่อให้โจทก์เกิดความเบื่อหน่ายอับอายในหมู่เพื่อนอาจารย์และนักศึกษา แต่ก็เกิดจากความรักหึงหวงหวาดระแวงของจำเลยตามวิสัยสตรีเพศที่เป็นภริยาซึ่งอาจปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นได้ถ้าโจทก์ไม่แสดงความรำคาญใจและฝักใฝ่ในสตรีอื่นให้ปรากฏ ทั้งจำเลยเองก็ไม่สมัครใจหย่าตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยจึงยังไม่ถึงขั้นประพฤติชั่วที่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรงหรือได้รับความดูถูกเกลียดชังเดือดร้อนเกินควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ระหว่างอยู่กินร่วมกันจำเลยหาเรื่องทะเลาะวิวาทและทุบตีโจทก์ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้า ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง จำเลยบังคับขู่เข็ญให้โจทก์ลาออกจากงาน ด่าบุพการีอย่างหยาบคาย และขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน การกระทำดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงต่อการเป็นสามีภริยา โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าหลายครั้งแต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้ศาลบังคับหย่าหรือถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่เคยทำร้ายหรือบังคับขู่เข็ญโจทก์ โจทก์ต่างหากที่มีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นและต้องการทอดทิ้งครอบครัว จึงหาเหตุฟ้องหย่าที่ไม่เป็นความจริง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นคือจำเลยประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 หรือไม่ แม้โจทก์อ้างว่าจำเลยดื่มสุรา สูบบุหรี่ ใช้ถ้อยคำดูหมิ่น ทำร้ายร่างกาย และติดตามรบกวนที่ทำงาน แต่พยานหลักฐานสนับสนุนมีน้ำหนักจำกัด หลายประเด็นเป็นเพียงคำบอกเล่า ขณะเดียวกันมีข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหญิงอื่น ซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยเกิดความหึงหวงหวาดระแวง ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นผลจากความหึงหวงตามวิสัยภริยา ยังอาจปรับปรุงแก้ไขได้ และจำเลยไม่สมัครใจหย่า ข้อเท็จจริงจึงยังไม่ถึงขั้นเป็นการประพฤติชั่วหรือเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงต่อการเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษายืนให้ยกฟ้อง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม: การฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุว่าอีกฝ่าย “ประพฤติชั่ว” ต้องพิสูจน์ให้ถึงระดับใดจึงจะเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายได้? คำตอบ: ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า พฤติการณ์ของคู่สมรสมีความร้ายแรงถึงขั้นทำให้ผู้ฟ้องได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง หรือได้รับความเดือดร้อนเกินควร หรือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตามหลักเหตุฟ้องหย่าในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่เพียงความขัดแย้งหรือการแสดงอารมณ์ในครอบครัวทั่วไป 2. คำถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่า พฤติการณ์หึงหวง ติดตามควบคุม หรือรบกวนที่ทำงาน ยังไม่เพียงพอเป็นเหตุฟ้องหย่าในคดีนี้? คำตอบ: ศาลฎีกาพิจารณาว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเกิดจากความหึงหวงและความหวาดระแวงตามวิสัยของภริยาที่เข้าใจว่าสามีมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น จึงเป็นปัญหาภายในชีวิตสมรสที่ยังอาจปรับปรุงแก้ไขได้ และยังไม่ถึงขั้นเป็นการประพฤติชั่วหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสอย่างร้ายแรงตามเกณฑ์เหตุหย่า 3. คำถาม: หากผู้ฟ้องอ้างว่าถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ศาลให้ความสำคัญกับพยานหลักฐานอย่างไร? คำตอบ: ศาลให้ความสำคัญกับพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักและตรวจสอบได้ เช่น ประจักษ์พยานหรือพยานแวดล้อมที่สอดคล้องกัน หากเป็นเพียงคำเบิกความของผู้ฟ้องลอย ๆ หรือเป็นคำบอกเล่าจากผู้อื่นที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์โดยตรง ย่อมมีน้ำหนักน้อยและอาจไม่เพียงพอให้ศาลรับฟังว่าเกิดเหตุร้ายแรงตามที่อ้าง 4. คำถาม: คำบอกเล่า (hearsay) ในคดีหย่ามีน้ำหนักเพียงใด และมีผลต่อการพิสูจน์เหตุหย่าอย่างไร? คำตอบ: คำบอกเล่ามักมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานที่เห็นเหตุการณ์โดยตรง เพราะศาลไม่อาจตรวจสอบความถูกต้องของข้อเท็จจริงได้เต็มที่ หากข้อเท็จจริงสำคัญรองรับได้เพียงคำบอกเล่า ย่อมทำให้ภาระการพิสูจน์เหตุหย่าไม่ถึงระดับที่กฎหมายกำหนด และศาลอาจไม่รับฟังว่าเป็นเหตุหย่า 5. คำถาม: ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์ของทั้งสองฝ่ายอย่างไรในการวินิจฉัยว่าเป็นเหตุหย่าหรือไม่? คำตอบ: ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงโดยรวมทั้งพฤติการณ์ของผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้อง รวมถึงสาเหตุแห่งความขัดแย้งในชีวิตสมรส เช่น ความไม่ไว้วางใจ ความหึงหวง ภาระครอบครัว และพฤติการณ์แวดล้อมที่อาจเป็นชนวนให้เกิดเหตุการณ์ เพื่อวินิจฉัยอย่างเป็นธรรมว่าพฤติการณ์ถึงขั้นร้ายแรงตามเหตุหย่าหรือเป็นเพียงปัญหาครอบครัวที่ยังเยียวยาได้ 6. คำถาม: การที่คู่สมรสไม่สมัครใจหย่าหรือยังต้องการประคองครอบครัว มีผลต่อดุลพินิจของศาลหรือไม่? คำตอบ: มีผลในแง่ประกอบการพิจารณาสภาพความสัมพันธ์และโอกาสในการปรับปรุงแก้ไข หากข้อเท็จจริงสะท้อนว่ายังมีความประสงค์รักษาความสัมพันธ์ และพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ถึงขั้นทำลายชีวิตสมรสอย่างร้ายแรง ศาลอาจเห็นว่าเหตุฟ้องหย่ายังไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย 7. คำถาม: ศาลฎีกาวางหลักสำคัญอะไรเกี่ยวกับการตีความ “เหตุฟ้องหย่า” เพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัว? คำตอบ: ศาลฎีกาวางหลักว่าเหตุฟ้องหย่าต้องตีความอย่างเคร่งครัด โดยจะไม่ถือเอาความขัดแย้งทั่วไป อารมณ์หึงหวง หรือปัญหาคู่สมรสที่ยังแก้ไขได้เป็นเหตุหย่าโดยง่าย ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์พฤติการณ์ให้ถึงระดับความร้ายแรงตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อมิให้การหย่ากลายเป็นการยุติสมรสด้วยเหตุไม่สมควร 8. คำถาม: บทเรียนทางกฎหมายจากคดีนี้สำหรับผู้ที่จะฟ้องหย่าคืออะไร? คำตอบ: ผู้จะฟ้องหย่าควรเตรียมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชัดเจนถึงความร้ายแรงของพฤติการณ์ที่อ้างให้เข้าหลักเหตุหย่าตามกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นความอับอายขายหน้า ความเดือดร้อนเกินควร หรือความเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง มิฉะนั้นศาลอาจเห็นว่าเป็นเพียงปัญหาครอบครัวและยกฟ้องได้ |




