
| หนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น
การร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหากฎหมายครอบครัวที่พบได้บ่อยในทางปฏิบัติ คือ กรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับบุคคลอื่น และคู่สมรสอีกฝ่ายใช้วิธีร้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลที่มีอำนาจกำกับดูแล เพื่อให้ตักเตือนและยับยั้งพฤติกรรมดังกล่าว คำถามสำคัญคือ การกระทำเช่นนี้จะถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรร่วมกัน 2 คน คือ เด็กชายคมกริช และเด็กหญิงวิภาดา ต่อมาจำเลยในฐานะภริยาได้มีหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของโจทก์กับหญิงอื่น ไปยังผู้บังคับบัญชาของโจทก์ รวมถึงอาจารย์ผู้สอนในระดับปริญญาโท โจทก์เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการประจาน ทำให้ตนเสียชื่อเสียง และถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง จึงนำมาอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนดังกล่าว ไม่เป็นการจงใจละทิ้งร้างโจทก์อันจะเป็นเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (4) และการกระทำของจำเลยยังไม่เข้าลักษณะเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง จึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้ฎีกาในประเด็นเรื่องละทิ้งร้าง ทำให้ประเด็นดังกล่าวยุติไป คดีจึงเหลือเพียงประเด็นตามฎีกาว่า การร้องเรียนดังกล่าวเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่ ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวต้องวินิจฉัย คือ การที่ภริยามีหนังสือร้องเรียนสามีเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับหญิงอื่น ไปยังผู้บังคับบัญชาและอาจารย์ผู้สอนของสามี จะถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์ดังกล่าว เป็นเรื่องความประพฤติส่วนตัวของโจทก์ ซึ่งจำเลยในฐานะภริยาย่อมมีความรัก ความหึงหวง และมีสิทธิที่จะกระทำได้ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาและอาจารย์ผู้สอนของโจทก์ช่วยว่ากล่าวตักเตือนให้โจทก์นึกถึงครอบครัว กรณีนี้ไม่มีการนำสืบถึงข้อความในหนังสือร้องเรียนว่าเป็นการใส่ร้ายหรือประจาน อีกทั้งโจทก์มิได้ถูกดำเนินการทางวินัยร้ายแรง เพียงแต่รับทราบว่ามีการร้องเรียนจากภริยาเท่านั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการทำให้โจทก์อับอายหรือเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง ศาลเห็นว่า การร้องเรียนดังกล่าวเป็นการกระทำที่มีเหตุผล เพื่อรักษาสิทธิในครอบครัว มิให้หญิงอื่นเข้ามาก่อให้เกิดความร้าวฉานในชีวิตสมรส โจทก์จึงไม่อาจอ้างการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่าง วิเคราะห์แนวคิดทางกฎหมายจากคำพิพากษานี้ คำพิพากษานี้สะท้อนหลักกฎหมายครอบครัวที่สำคัญว่า การพิจารณาเหตุฟ้องหย่าต้องดูทั้งพฤติการณ์ เจตนา และผลของการกระทำโดยรอบด้าน ไม่ใช่เพียงความรู้สึกไม่พอใจของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากการกระทำมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องครอบครัว และไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อเกียรติยศหรือชื่อเสียง ย่อมไม่อาจถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงได้ ข้อคิดสำหรับคดีครอบครัวในทางปฏิบัติ คู่สมรสที่ประสบปัญหาความสัมพันธ์ควรตระหนักว่า การใช้สิทธิเพื่อปกป้องครอบครัวสามารถกระทำได้ภายใต้ขอบเขตของความเหมาะสม หากการกระทำนั้นมีเหตุผล มีเจตนาเพื่อประคับประคองชีวิตสมรส และไม่เป็นการทำลายเกียรติยศของอีกฝ่ายโดยไม่จำเป็น ย่อมไม่กลายเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ช่วยกำหนดเส้นแบ่งระหว่างการใช้สิทธิของคู่สมรสโดยชอบ กับการกระทำที่อาจนำไปสู่การสิ้นสุดแห่งการสมรสตามกฎหมาย
|




