ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา

คำพิพากษาศาลฎีกา 3822/2524, การหมดสิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1518 เมื่อคู่สมรสให้อภัย, การตีความเหตุจงใจละทิ้งร้าง, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับสมัครใจแยกกันอยู่, หน้าที่สามีต้องอุปการะเลี้ยงดูภริยาตามมาตรา 1461 ประกอบมาตรา 1598/38, การตีความฐานะและความสามารถในการเลี้ยงดูคู่สมรส, ข้อพิพาทระหว่างสามีภริยาเกี่ยวกับการแยกกันอยู่และบุตร, คดีครอบครัวเกี่ยวกับค่าเลี้ยงดูภริยา, หลักเกณฑ์ความผิดฐานละทิ้งร้างและผลทางกฎหมาย, การให้อภัยคู่สมรสที่ทำร้ายร่างกาย,

           ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับสิทธิฟ้องหย่าที่ระงับไปโดยการให้อภัย การตีความว่าการแยกกันอยู่เป็นความสมัครใจของคู่สมรสหรือเป็นการละทิ้งร้างโดยเจตนา พร้อมประเด็นหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามมาตรา 1461 และ 1598/38 จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักกฎหมายชัดเจนในเรื่องการพิจารณาพฤติกรรมคู่สมรส ความร้ายแรงของเหตุ และฐานะของคู่สมรส

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิฟ้องหย่าที่ระงับไปเมื่อคู่สมรสได้ให้อภัย การพิจารณาว่าการแยกกันอยู่เป็นความสมัครใจหรือเป็นการจงใจละทิ้งร้าง และหน้าที่ของสามีในการอุปการะเลี้ยงดูภริยาตามกฎหมายเมื่อมีฐานะดีกว่า โดยศาลวางหลักเกี่ยวกับการตีความพฤติการณ์คู่สมรส ความร้ายแรงของเหตุหย่า และความรับผิดในการดูแลภริยาเมื่อยังคงสถานะสมรสอยู่

ข้อเท็จจริงในคดี

โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน 1 คน ระหว่างการครองคู่เกิดเหตุทะเลาะวิวาทรุนแรง โดยจำเลยใช้มีดทำร้ายโจทก์จนบาดเจ็บ แต่โจทก์ไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษ เนื่องจากเห็นว่าจำเลยเป็นภริยาและมีบุตรร่วมกัน ต่อมาเกิดปัญหาในครอบครัวอีกระลอก จนจำเลยนำบุตรไปอยู่กับมารดาของตน โจทก์อ้างว่าการไปดังกล่าวเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกิน 1 ปี จึงฟ้องหย่าและขอให้จำเลยส่งมอบบุตรคืน

ด้านจำเลยปฏิเสธการทำร้ายร่างกาย และอ้างว่าครอบครัวฝ่ายโจทก์ต่างหากเป็นฝ่ายทำร้ายและกดดันจนต้องย้ายออก รวมถึงระบุว่าโจทก์ไม่ยอมให้ค่าอุปการะเลี้ยงดู จึงฟ้องแย้งขอให้โจทก์ส่งเสียเลี้ยงดูตนและบุตรเดือนละ 3,000 บาท

โจทก์แก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยมีรายได้และมีทรัพย์สินที่นำออกจากบ้านพอใช้จ่าย จึงไม่ควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู

ประเด็นกฎหมายสำคัญที่ต้องวินิจฉัย

กฎหมายที่เกี่ยวข้องในคดี ได้แก่

1. สิทธิฟ้องหย่าอันเกิดจากเหตุร้ายแรงระหว่างคู่สมรส

และผลของการ “ให้อภัย” ตาม มาตรา 1518 ป.พ.พ.

2. การพิจารณาว่าการแยกกันอยู่เป็นการจงใจละทิ้งร้างหรือไม่

ตามหลักพิจารณาเรื่อง “เจตนา” และ “พฤติการณ์ของคู่สมรส”

3. หน้าที่ของสามีในการอุปการะเลี้ยงดูภริยา

ตาม มาตรา 1461 ประกอบ มาตรา 1598/38

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 

1 ประเด็นสิทธิฟ้องหย่าในเหตุทำร้ายร่างกาย

ศาลฎีกาตั้งข้อสังเกตว่า

– เหตุทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นก่อนโจทก์จำเลยจะมีบุตรด้วยกัน

– โจทก์บรรยายฟ้องว่าไม่ได้แจ้งความเพราะเห็นว่าจำเลยเป็นภริยาและมีบุตร

ศาลตีความว่า

ถือเป็นการ “ให้อภัย” ตามกฎหมาย แม้ไม่ได้ระบุชัดเป็นคำพูด แต่พฤติการณ์ที่ไม่ดำเนินคดี เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ครอบครัว ถือได้ว่าเป็นการยอมรับและละเว้นการกล่าวโทษ

ผลคือ

สิทธิฟ้องหย่าตามเหตุทำร้ายร่างกายถือว่าสิ้นสุดไปทันทีตาม มาตรา 1518

หลักนี้สำคัญมาก เพราะศาลย้ำว่า การให้อภัยในคดีครอบครัว พิจารณาจากพฤติการณ์ได้ ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารหรือคำกล่าวชัดเจน

2 ประเด็น “จงใจละทิ้งร้าง” เกิน 1 ปี

โจทก์อ้างว่าจำเลยพาบุตรไปอยู่ที่อื่นโดยเจตนาละทิ้งร้าง แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

– โจทก์เป็นฝ่ายพาจำเลยไปอยู่กับมารดาจำเลยเอง

– โจทก์ขนเสื้อผ้าและนำรถยนต์ไปให้จำเลยใช้

– ต่อมาโจทก์ยังขอให้จำเลยกลับ แต่ตกลงกันไม่ได้เรื่องจะตั้งครอบครัวใหม่ที่ใด

– เมื่อไม่ได้ข้อยุติ โจทก์จึงรับรถคืน

– ทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าไม่ติดต่อกันต่อเนื่องนานกว่า 2 ปี

– โจทก์ไม่ส่งเสียค่าใช้จ่ายหลังจากนั้น

ศาลเห็นว่า

ทั้งสองฝ่าย “สมัครใจแยกกันอยู่”

ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้างฝ่ายเดียวตามกฎหมาย

การละทิ้งร้างต้องมี

1. การแยกกันอยู่โดยไร้เหตุอันสมควร

2. เจตนาตัดสัมพันธ์สมรสอย่างชัดแจ้ง

แต่กรณีนี้

– เป็นผลจากการไม่สามารถตกลงร่วมกัน

– การที่โจทก์หยุดส่งเสียเลี้ยงดูเอง

– การที่ไม่ติดต่อกัน เป็นพฤติการณ์ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน

ดังนั้น

ไม่มีเหตุฟ้องหย่าตามมาตราเรื่องละทิ้งร้าง

3 ประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา

ศาลพิเคราะห์ฐานะสองฝ่ายว่า

– โจทก์มีอาชีพทำการค้ากับบิดา มีรายได้และฐานะมั่นคง

– จำเลยไม่มีอาชีพ

– ในช่วงแรกที่จำเลยไปอยู่กับมารดาโจทก์ก็ยังจ่ายค่าใช้จ่ายให้

– บิดาโจทก์เคยเสนอจะซื้ออาคารพาณิชย์ให้จำเลยประกอบอาชีพ

ศาลจึงเห็นว่า

โจทก์มีความสามารถชัดเจนในการเลี้ยงดูภริยา

ตามกฎหมายสามีต้องอุปการะเลี้ยงดูภริยา ตามมาตรา 1461 และมาตรา 1598/38

อัตรา 1,500 บาทต่อเดือนที่ศาลล่างกำหนด

ถือว่า

เหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติการณ์ แล้ว

หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้

1. การให้อภัยทำให้สิทธิฟ้องหย่า “ระงับโดยเด็ดขาด”

ไม่อาจกลับมาฟ้องอีก แม้เหตุการณ์นั้นจะร้ายแรง เช่น การทำร้ายร่างกาย

2. การแยกกันอยู่โดยความยินยอมของทั้งคู่ไม่ถือเป็น “ละทิ้งร้าง”

แม้จะไม่ติดต่อกันเป็นเวลานาน หากเกิดจากการตกลงร่วมกันหรือการขัดแย้งที่ทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนร่วม

3. การพิจารณาค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยาต้องดู “ฐานะ + ความสามารถ + ความจำเป็นของภริยา”

สามีที่มีฐานะดีกว่ามีหน้าที่ตามกฎหมาย แม้จะมีข้อพิพาทส่วนตัวก็ตาม

ข้อคิดทางกฎหมายจากคดีนี้

1. คู่สมรสควรตระหนักว่า เมื่อ ให้อภัย ต่อเหตุหย่าแล้ว ย่อมไม่อาจกลับมาอ้างฟ้องได้อีก

2. การแยกกันอยู่ต้องพิจารณาเจตนาเป็นสำคัญ ไม่ใช่แค่การอยู่คนละที่

3. ภาระอุปการะเลี้ยงดูภริยาเป็นหน้าที่ตามกฎหมายผูกพัน ไม่ได้สิ้นสุดเพียงเพราะฝ่ายชายไม่พอใจหรือต้องการฟ้องหย่า

4. คดีนี้เป็นตัวอย่างของการที่ศาลใช้หลัก “พฤติการณ์เหนือถ้อยคำ” เพื่อค้นหาความจริงของความสัมพันธ์คู่สมรส

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์ ไม่รับฟ้องหย่า และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 1,500 บาทจนกว่าจำเลยจะเสียชีวิตหรือสมรสใหม่

2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการแยกกันอยู่เป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย และโจทก์ยังคงมีหน้าที่เลี้ยงดูจำเลย

3. ศาลฎีกา พิพากษายืนเช่นเดียวกัน เห็นว่าสิทธิฟ้องหย่าตกไปเพราะโจทก์ให้อภัย และไม่ใช่การละทิ้งร้างโดยเจตนา พร้อมยืนยันหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3822/2524 

จำเลยใช้มีดจะแทงโจทก์ตั้งแต่ก่อนโจทก์จำเลยจะมีบุตรด้วยกัน ต่อมาโจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นภริยาและมีบุตรด้วยกัน จึงไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลย แสดงว่าโจทก์ได้ให้อภัยจำเลยแต่แรกแล้ว ถือได้ว่าสิทธิฟ้องหย่าในข้อนี้ย่อมหมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518

โจทก์จำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่ โจทก์จะกล่าวหาว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไม่ได้

ความสามารถและฐานะของโจทก์ดีกว่าจำเลย โจทก์ผู้เป็นสามีจึงต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยซึ่งเป็นภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 ประกอบด้วยมาตรา1598/38 

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันมีบุตร 1 คน เมื่อต้นปี 2519 จำเลยประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาโดยทะเลาะวิวาทกับโจทก์ ใช้มีดแทงทำร้ายโจทก์ได้รับบาดเจ็บ โจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นภริยามีบุตรด้วยกัน จึงมิได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ  ต่อมาจำเลยพาบุตรไปอาศัยอยู่ที่อื่น เป็นการจงใจละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี ขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า ถ้าจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย และให้จำเลยส่งมอบบุตรมาอยู่ในความปกครองของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยทะเลาะหรือทำร้ายร่างกายโจทก์ พี่สาวโจทก์ทุบตีด่าว่าและไล่จำเลย โจทก์จึงพาจำเลยและบุตรไปอยู่กับมารดาจำเลยแล้วโจทก์ไม่ยอมส่งเสียค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตร จึงฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรเดือนละ 3,000 บาทนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะตายและบุตรบรรลุนิติภาวะ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยมีรายได้พอที่จะอุปการะเลี้ยงดูบุตรเมื่อจำเลยออกจากบ้านโจทก์ จำเลยได้นำทรัพย์สินของโจทก์ไปด้วย มีจำนวนมากพอที่จำเลยจะใช้จ่ายเลี้ยงดูตนเองได้ตลอดชีวิต ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้จำเลยให้เงินเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 1,500 บาทนับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจำเลยจะตายหรือสมรสใหม่

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้มีดจะแทงโจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนโจทก์จำเลยจะมีบุตรด้วยกัน ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งว่าโจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นภริยาและมีบุตรด้วยกัน จึงไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลย จึงแสดงว่าโจทก์ได้ให้อภัยแก่จำเลยมาแต่แรกแล้ว ถือได้ว่าสิทธิฟ้องหย่าในข้อนี้หมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518

ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่า 1 ปีนั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์จำเลยต่างนำสืบรับกันฟังได้ว่า จำเลยและบุตรไปอยู่กับมารดาจำเลยโดยโจทก์เป็นผู้พาไปส่งขนเสื้อผ้าไปให้และนำรถยนต์ไปให้จำเลยใช้สอย ต่อมาโจทก์ขอให้จำเลยกลับแต่จำเลยไม่ยอมกลับ ในที่สุดบิดาโจทก์จะให้เงินไปซื้อตึกแถวเพื่อแยกมาตั้งครอบครัวและประกอบอาชีพต่างหาก ดังนั้นการที่จำเลยพาบุตรไปอยู่กับมารดาจำเลยจึงถือไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาจงใจละทิ้งร้างโจทก์ หลังจากที่โจทก์จำเลยตกลงกันไม่ได้ว่าจะซื้อตึกแถว ณ ที่ใด โจทก์ได้มาขอรับรถยนต์คืนไปจากจำเลยแม้จำเลยจะเบิกความรับว่าจำเลยไม่ได้ติดต่อกับโจทก์มา 2 ปีเศษแล้ว และเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โจทก์เคยให้มาแต่แรกที่มาอยู่กับมารดาจำเลย โจทก์ก็ไม่นำมาจ่ายให้อีก พฤติการณ์ที่โจทก์จำเลยแยกกันอยู่และโจทก์ไม่ส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูจำเลยถือได้ว่า โจทก์จำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่โจทก์จะกล่าวหาว่าจำเลยมีเจตนาจงใจละทิ้งร้างโจทก์หาได้ไม่

ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ไม่จำต้องจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลย เพราะจำเลยไม่ได้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยอยู่ต่างหากนั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เดิมจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์อยู่ในบ้านของโจทก์ โจทก์มีอาชีพประกอบการค้าร่วมกับบิดา จำเลยไม่มีอาชีพอะไร โจทก์เคยจ่ายเงินเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยมาตลอด ครั้นเมื่อโจทก์ยินยอมให้จำเลยพาบุตรมาอยู่กับมารดาจำเลย โจทก์ก็ยังจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยอยู่ ครั้นต่อมาเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์จำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่ โจทก์มีความสามารถและฐานะดีกว่าจำเลยดังจะเห็นได้ว่าโจทก์และบิดาโจทก์เคยรับปากจะซื้อตึกแถวเพื่อประกอบอาชีพการค้าร่วมกับจำเลย เมื่อคำนึงถึงความสามารถและฐานะดังกล่าวของโจทก์ ย่อมเป็นที่เห็นประจักษ์แจ้งว่าโจทก์ดีกว่าจำเลย โจทก์ผู้เป็นสามีจึงต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยซึ่งเป็นภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 ประกอบด้วยมาตรา 1598/38 ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 1,500 บาท จึงเป็นการเหมาะสมแล้ว

 พิพากษายืน


เรื่อง สิทธิฟ้องหย่าระงับในกรณีใดได้บ้าง — วิเคราะห์หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

สถาบันครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคม แต่เมื่อคู่สมรสไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข กฎหมายเปิดโอกาสให้ฟ้องหย่าได้ตามเหตุที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 อย่างไรก็ตาม สิทธิในการฟ้องหย่ามิใช่ “สิทธิที่ใช้ได้ตลอดไป” เพราะในบางกรณีสิทธินี้ อาจระงับหรือสิ้นสุดลง โดยคู่สมรสไม่สามารถนำเหตุดังกล่าวมาฟ้องหย่าได้อีก แม้เหตุจะร้ายแรงเพียงใดก็ตาม

หนึ่งในหลักกฎหมายสำคัญที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบคือ

สิทธิฟ้องหย่าสามารถ “ระงับ” ได้ หากคู่สมรสแสดงพฤติการณ์ว่าได้ให้อภัยหรือยอมรับการกระทำของอีกฝ่ายแล้ว

หลักการนี้ปรากฏอยู่ในมาตรา 1518 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และได้รับการตีความอย่างต่อเนื่องในแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดี

บทความนี้จะอธิบายให้ครอบคลุมว่า

– สิทธิฟ้องหย่าระงับในกรณีใด

– พฤติการณ์ใดถือว่าเป็นการ “ให้อภัย” ตามกฎหมาย

– มีตัวอย่างคำพิพากษาใดบ้างที่ศาลนำหลักนี้ไปใช้

– และข้อควรรู้สำหรับคู่สมรสก่อนดำเนินคดีหย่า

1. หลักกฎหมายตามมาตรา 1518 — สิทธิฟ้องหย่าระงับอย่างไร

มาตรา 1518 บัญญัติว่า

“คู่สมรสผู้มีสิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 จะฟ้องหย่าไม่ได้ ถ้าได้ให้อภัยแก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในความผิดนั้น”

การให้อภัยจึงเป็นเหตุให้

สิทธิฟ้องหย่าในเหตุที่เกิดขึ้น “ระงับโดยเด็ดขาด”

และคู่สมรสจะนำเหตุดังกล่าวมาฟ้องหย่าในภายหลังไม่ได้อีก

ตัวบทไม่ได้จำกัดว่าการให้อภัยต้องทำโดยวาจาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ใช้คำว่า “ได้ให้อภัย” ซึ่งเปิดช่องให้ศาลพิจารณาจาก พฤติการณ์และข้อเท็จจริง เช่น

– การกลับไปใช้ชีวิตคู่ตามปกติ

– การยอมกินอยู่ร่วมกัน

– การดูแลกันเหมือนเดิม

– การไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษ (ในกรณีเป็นความผิดอาญา)

– การแสดงเจตนางดเว้นการกล่าวโทษแม้เหตุจะร้ายแรง

เมื่อศาลพบว่ามีการให้อภัย สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปทันที ไม่อาจอ้างเหตุเดิมได้อีก

2. การให้อภัยต้องมีลักษณะอย่างไรจึงถือว่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ

กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบตายตัว แต่จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลพิจารณาปัจจัยดังนี้

2.1 คู่สมรสรู้ถึงเหตุแต่ยังดำรงชีวิตร่วมกัน

หากฝ่ายที่ได้รับความเสียหายทราบถึงพฤติการณ์ของอีกฝ่าย เช่น

– การมีชู้

– การทำร้ายร่างกาย

– การประพฤติชั่วร้ายแรง

แต่ยังเลือกใช้ชีวิตคู่ตามปกติ เช่น นอนบ้านเดียวกัน ทำกิจการร่วมกัน หรือมีความสัมพันธ์สามีภริยา ศาลถือว่าเป็นการ “ยอมรับ” หรือ “ให้อภัย”

2.2 งดเว้นการกล่าวโทษในเหตุร้ายแรง

หากเหตุร้ายแรงถึงขั้นเป็นความผิดอาญา เช่น การทำร้ายร่างกาย แต่คู่สมรสไม่ร้องทุกข์ ทั้งที่มีสิทธิทำได้ ศาลมักตีความว่าเป็นการให้อภัย เช่น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3822/2524 วางหลักว่า

สามีไม่ร้องทุกข์ภริยาที่ใช้มีดทำร้ายเพราะเห็นว่าเป็นแม่ของบุตร ถือเป็นการให้อภัยโดยพฤติการณ์

จึงหมดสิทธิฟ้องหย่าเหตุนี้

2.3 อยู่กินฉันสามีภริยาหลังรู้เหตุผิด

การกลับมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกันหลังเกิดเหตุเป็นพฤติการณ์สำคัญที่ศาลเห็นว่าเป็นการคืนดี

ตัวอย่าง เช่น

– สามียอมรับภริยากลับบ้านหลังพบว่าภริยามีชู้

– ภริยายอมกลับมาอยู่กับสามีหลังถูกทำร้ายแต่ไม่แจ้งความ

– คู่สมรสกลับมาเลี้ยงดูซึ่งกันและกันหลังเหตุการณ์รุนแรง

2.4 การให้อภัยต้องเกิดขึ้นหลังรู้เหตุ

หากไม่รู้เหตุเลย เช่น ฝ่ายหนึ่งมีชู้โดยปิดเป็นความลับ อีกฝ่ายไม่สามารถให้อภัยได้เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริง ดังนั้นสิทธิฟ้องหย่ายังไม่ระงับ

2.5 การให้อภัยต้องเกี่ยวเฉพาะเหตุที่เกิดขึ้น

การให้อภัยไม่ทำให้เหตุใหม่สิ้นสุด เช่น

– ภริยาให้อภัยสามีที่มีชู้ครั้งแรก แต่สามีทำซ้ำอีกครั้ง นับเป็นเหตุใหม่

– สามีให้อภัยเหตุทะเลาะรุนแรง แต่ภายหลังฝ่ายภริยาประพฤติชั่วอีกแบบหนึ่ง ก็ยังฟ้องหย่าได้

3. ตัวอย่างเหตุฟ้องหย่าที่อาจถูกตีความว่า “ให้อภัยแล้ว”

3.1 การทำร้ายร่างกาย

หากฝ่ายหนึ่งทำร้ายอีกฝ่าย แต่ผู้เสียหาย

– ไม่ร้องทุกข์

– หรือยอมกลับไปใช้ชีวิตร่วมกัน

– หรือให้อภัยเพราะเห็นแก่บุตร

ศาลมักถือว่า สิทธิฟ้องหย่าเหตุทำร้ายร่างกายหมดไป

3.2 การประพฤติชั่วหรือมีชู้

แม้การมีชู้เป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) แต่หากอีกฝ่าย

– กลับไปใช้ชีวิตปกติ

– ยอมความ

– ยอมรับการกลับมาร่วมกันอยู่

สิทธินี้ก็จะระงับไป

ตัวอย่างเช่น

หากสามีรู้ว่าภริยามีชู้ แต่ยังให้ภริยาอยู่บ้านตามปกติและไม่ได้ดำเนินคดีเมื่อรู้ทันที ศาลถือว่าเป็นการให้อภัยตามพฤติการณ์

3.3 การละทิ้งร้าง

กรณีแยกกันอยู่ ศาลต้องพิจารณาเจตนาเป็นหลัก หากข้อเท็จจริงแสดงว่า

– แยกกันอยู่เพราะทั้งสองฝ่ายตกลง

– หรือแยกกันอยู่เพราะเหตุจำเป็น เช่น ต้องไปทำงาน

– หรืออีกฝ่ายยินยอมโดยไม่คัดค้าน

ย่อมถือว่าเป็นการให้อภัยพฤติการณ์การแยก ไม่อาจฟ้องหย่าเหตุละทิ้งร้างได้

3.4 การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือทำให้เสื่อมเกียรติ

หากอีกฝ่ายยอมรับคำขอโทษหรือประนีประนอมแล้ว ยังใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอยู่ สิทธิฟ้องหย่าจากเหตุนี้อาจถือว่าหมดไป

4. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญเกี่ยวกับการให้อภัย

แม้ตัวบทจะกำหนดสั้น ๆ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาได้ขยายหลักนี้ไว้อย่างละเอียด คดีสำคัญที่ควรทราบ ได้แก่

ฎีกาที่ 3822/2524

– ภริยาใช้มีดทำร้ายสามี

– สามีไม่ร้องทุกข์เพราะเห็นว่าเป็นภริยาและมีบุตรด้วยกัน

– ศาลถือว่าการไม่ดำเนินคดีเป็นการ “ให้อภัยโดยพฤติการณ์”

ผล: หมดสิทธิฟ้องหย่าเหตุทำร้ายร่างกาย

ฎีกาที่ 2104/2519

– ฝ่ายสามีทราบว่าภริยามีชู้แต่ยังคงอยู่ด้วยกัน

– ศาลถือว่าเป็นการคืนดี

ผล: ไม่สามารถนำเหตุมีชู้มาฟ้องได้อีก

ฎีกาที่ 2419/2535

– คู่สมรสมีปากเสียงรุนแรง แต่กลับมาอยู่กินกันตามเดิม

– ศาลเห็นว่าการกลับมาอยู่ด้วยกันเป็นการให้อภัย

ผล: เหตุทะเลาะวิวาทหมดไป

ฎีกาที่ 6832/2546

– แยกกันอยู่ด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย

– ไม่ถือเป็นละทิ้งร้าง

ผล: ฟ้องหย่าเหตุละทิ้งร้างไม่ได้

ฎีกาที่ 598/2541

– สามีรู้ว่าภริยามีสัมพันธ์กับบุคคลอื่น แต่ยังพาไปทำงานและออกงานสังคม

– ศาลถือว่าเป็นการให้อภัย

ผล: หมดสิทธิฟ้องหย่าเหตุมีชู้

แนวคำพิพากษาเหล่านี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า

ศาลมองเจตนาและพฤติการณ์มากกว่าถ้อยคำ

แม้คู่สมรสจะไม่ได้พูดคำว่า “ให้อภัย” แต่การกระทำสามารถตีความว่าเป็นการให้อภัยได้

5. กรณีที่สิทธิฟ้องหย่า “ไม่ระงับ” แม้คู่สมรสเคยให้อภัย

แม้มีการให้อภัย แต่สิทธิฟ้องหย่าจะไม่ระงับในกรณีต่อไปนี้

5.1 เกิดเหตุใหม่ขึ้นหลังการให้อภัย

หากภริยามีชู้ครั้งที่สอง หรือสามีทำร้ายอีกครั้ง แม้เคยให้อภัยครั้งแรก ก็ยังฟ้องได้โดยอ้างเหตุใหม่

5.2 เหตุบางอย่างให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินคดีตามกฎหมาย

เช่น ความผิดอาญาแผ่นดินบางประเภทที่คู่สมรสไม่สามารถยอมความหรือให้อภัยแทนรัฐได้

5.3 การให้อภัยเกิดจากถูกบังคับ

หากการให้อภัยเกิดจาก

– ถูกข่มขู่

– ถูกหลอกลวง

– ถูกบีบบังคับทางเศรษฐกิจหรือสังคม

ศาลอาจไม่ถือว่าเป็นการให้อภัยอย่างแท้จริง

5.4 ไม่ได้ “ให้ความยินยอม” ในความผิด

ตัวอย่างเช่น สามีไม่ทราบว่าภริยามีชู้จริง เพราะถูกปกปิด การอยู่ร่วมกันต่อจึงไม่ใช่การให้อภัย เนื่องจากไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด

6. ข้อควรรู้สำหรับคู่สมรสก่อนตัดสินใจฟ้องหย่า

1. การให้อภัยมีผลทางกฎหมายชัดเจนมาก หากให้อภัยแล้วจะไม่สามารถนำเหตุเดิมมาฟ้องได้อีก

2. ต้องรวบรวมหลักฐานเหตุใหม่ให้ชัดเจน หากจะฟ้องหย่าหลังจากเคยคืนดีกัน

3. ไม่ควรปล่อยให้เวลาเนิ่นนานเกินควร เพราะอาจถูกตีความว่า “ยอมรับ” พฤติการณ์คู่สมรส

4. ควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการ เพื่อประเมินว่าเหตุในคดีเข้าข่ายให้อภัยหรือไม่

5. ในกรณีมีบุตร ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อบุตร เพราะศาลจะพิจารณาเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

6. หากแยกกันอยู่ ควรเก็บหลักฐานว่าไม่ใช่การสมัครใจแยกกันอยู่ เช่น การติดต่อขอให้กลับบ้าน, ข้อความสนทนา, สิ่งที่แสดงเจตนาพยายามประคับประคองชีวิตคู่

7. ถ้าถูกทำร้ายร่างกายหรือทรมาน ควรบันทึกหลักฐาน เช่น แจ้งความ หรือรับการตรวจรักษา เพื่อป้องกันการถูกตีความว่าให้อภัย

7. สรุปภาพรวม — สิทธิฟ้องหย่าสิ้นสุดได้ด้วย “การให้อภัยโดยพฤติการณ์”

สิทธิฟ้องหย่าไม่ได้คงอยู่เสมอไป หากคู่สมรสแสดงเจตนาหรือพฤติการณ์ว่า ให้อภัยและยอมรับเหตุผิดทางคู่สมรสแล้ว

การให้อภัยอาจเกิดจากการ

– ไม่ร้องทุกข์

– กลับไปใช้ชีวิตคู่ตามเดิม

– ยอมรับการคืนดี

– สนับสนุนหรือดูแลกันเช่นเคย

เมื่อเกิดการให้อภัยเช่นนี้ สิทธิฟ้องหย่าย่อมระงับโดยเด็ดขาด

ศาลฎีกาได้ยืนยันหลักการนี้อย่างชัดเจนหลายคดี ในทางปฏิบัติ คู่สมรสที่ต้องการใช้สิทธิฟ้องหย่าควรพิจารณาพฤติการณ์ของตนเองย้อนหลังอย่างถี่ถ้วนว่าได้มีการให้อภัยหรือยอมรับเหตุไว้แล้วหรือไม่ เพราะจะมีผลต่อความสำเร็จของคดีโดยตรง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. สิทธิฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยสามารถระงับได้ในกรณีใดบ้าง

คำถาม-คำตอบ

สิทธิฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 สามารถระงับได้เมื่อคู่สมรสผู้มีสิทธินำเหตุนั้นมาฟ้องหย่า ได้แสดงเจตนา “ให้อภัย” หรือยอมรับการกระทำของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1518 การให้อภัยอาจปรากฏทั้งทางคำพูดและทางพฤติการณ์ เช่น การกลับไปใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยา การกลับมาดูแลกันตามหน้าที่คู่สมรส หรือการงดเว้นไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษในกรณีที่เป็นความผิดอาญา เมื่อศาลฟังได้ว่ามีการให้อภัยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าในเหตุเดิมจะระงับโดยเด็ดขาด ไม่สามารถนำเหตุนั้นมาฟ้องหย่าในภายหลังได้อีก หากจะฟ้องหย่าต่อไปต้องอาศัยเหตุใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลังการให้อภัยเท่านั้น

2. การให้อภัยคู่สมรสตามมาตรา 1518 ต้องทำเป็นหนังสือหรือกล่าวคำว่าให้อภัยชัดเจนหรือไม่

คำถาม-คำตอบ

การให้อภัยตามมาตรา 1518 ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือหรือกล่าวคำว่า “ให้อภัย” อย่างชัดเจน ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด เช่น คู่สมรสกลับมาอยู่กินร่วมกันในบ้านเดียวกัน มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา ร่วมทำกิจกรรมในครอบครัว ดูแลบุตรร่วมกัน หรือยอมงดเว้นการร้องทุกข์กล่าวโทษในกรณีเป็นความผิดอาญา เช่น การทำร้ายร่างกาย หากข้อเท็จจริงโดยรวมแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายยอมรับและยกโทษให้อีกฝ่ายแล้ว ศาลย่อมถือว่าเป็นการให้อภัยโดยพฤติการณ์ ซึ่งมีผลทำให้สิทธิฟ้องหย่าตกไปตามกฎหมาย

3. กรณีใดบ้างที่แม้คู่สมรสกลับมาอยู่ร่วมกัน ศาลอาจยังไม่ถือว่ามีการให้อภัยจนทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ

คำถาม-คำตอบ

แม้คู่สมรสจะกลับมาอยู่ร่วมบ้านกัน แต่ไม่ใช่ทุกกรณีที่ศาลจะถือว่ามีการให้อภัยจนสิทธิฟ้องหย่าระงับ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า การกลับมาอยู่ร่วมกันเกิดจากการถูกบังคับ ข่มขู่ หรือจำต้องอยู่ด้วยกันเพราะเหตุทางเศรษฐกิจหรือสังคม อีกทั้งยังมีพฤติการณ์แยกห้องนอน ไม่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา ไม่มีการทำกิจกรรมครอบครัวร่วมกัน และไม่มีการแสดงออกถึงการคืนดีหรือยอมรับการกระทำของอีกฝ่าย ศาลอาจวินิจฉัยว่าเป็นเพียงการอยู่ร่วมสถานที่โดยปราศจากการให้อภัย จึงไม่ถือว่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับตามมาตรา 1518 ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์โดยรวมในแต่ละคดีเป็นสำคัญ

4. หลักการสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้เกี่ยวกับการให้อภัยและการระงับสิทธิฟ้องหย่าคืออะไร

คำถาม-คำตอบ

หลักการที่ศาลฎีกาวางไว้คือ การให้อภัยไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยถ้อยคำโดยตรง แต่สามารถสรุปได้จากพฤติการณ์ที่คู่สมรสปฏิบัติต่อกัน เช่น การไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษในความผิดอาญาที่เกิดจากคู่สมรส การยอมกลับมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน การทำกิจกรรมครอบครัว และการยอมรับอีกฝ่ายในสังคมในฐานะสามีภริยา เมื่อข้อเท็จจริงแสดงว่าผู้มีสิทธิฟ้องยอมรับการกระทำของคู่สมรสอีกฝ่ายแล้ว ศาลถือว่าสิทธิฟ้องหย่าตามเหตุเดิมได้ระงับลงตามมาตรา 1518 ไม่อาจนำเหตุดังกล่าวมาฟ้องซ้ำได้ แม้เหตุจะร้ายแรงเพียงใด หลักนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเสถียรภาพของชีวิตสมรสและป้องกันการนำเหตุเก่ามาใช้เป็นเครื่องมือภายหลัง

5. คดีตัวอย่างของศาลฎีกาที่แสดงให้เห็นการให้อภัยจนทำให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปมีลักษณะอย่างไร

คำถาม-คำตอบ

คดีตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนหลักการให้อภัยคือกรณีที่คู่สมรสฝ่ายภริยาใช้มีดทำร้ายสามีจนได้รับบาดเจ็บ แต่สามีมิได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยให้เหตุผลว่าคำนึงถึงความเป็นภริยาและเป็นมารดาของบุตร และต่อมาทั้งสองยังคงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในฐานะครอบครัว ศาลเห็นว่าการไม่ดำเนินคดีและการยอมรับให้ภริยาดำรงสถานะคู่สมรสเช่นเดิมเป็นการให้อภัยโดยพฤติการณ์ ทำให้สิทธิฟ้องหย่าตามเหตุทำร้ายร่างกายหมดไป ไม่อาจนำเหตุเดิมมาฟ้องหย่าในภายหลังได้ แม้ต่อมาจะมีข้อขัดแย้งหรือข้อพิพาทอื่นเกิดขึ้นภายในครอบครัวก็ตาม

6. การสมัครใจแยกกันอยู่ของคู่สมรสแตกต่างจากการจงใจละทิ้งร้างอย่างไรในทางกฎหมาย

คำถาม-คำตอบ

การจงใจละทิ้งร้างเป็นเหตุฟ้องหย่าที่กฎหมายกำหนด ต้องมีองค์ประกอบว่าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งแยกไปอยู่ต่างหากโดยไม่มีเหตุอันสมควร และมีเจตนาตัดขาดจากการครองเรือน แต่หากข้อเท็จจริงแสดงว่า ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันให้แยกกันอยู่ เช่น สามีพาภริยาและบุตรไปอยู่กับมารดาฝ่ายภริยา จัดหาเสื้อผ้าและทรัพย์สินให้ใช้ และยอมให้ใช้ยานพาหนะของสามี รวมทั้งทั้งสองฝ่ายต่างยอมรับสภาพการแยกกันอยู่ดังกล่าว ศาลจะเห็นว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่ ไม่เข้าองค์ประกอบการจงใจละทิ้งร้าง คู่สมรสจึงไม่อาจอ้างเหตุนี้มาฟ้องหย่าได้ และยังคงมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสตามสมควรแก่ฐานะอยู่เช่นเดิม

7. ในกรณีที่สิทธิฟ้องหย่าระงับแล้ว หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสยังคงมีอยู่หรือไม่

คำถาม-คำตอบ

แม้สิทธิฟ้องหย่าจะระงับไปแล้วจากการที่คู่สมรสผู้มีสิทธิฟ้องได้ให้อภัยต่อการกระทำของอีกฝ่าย แต่หน้าที่ตามกฎหมายของสามีภริยาไม่ได้สิ้นสุดไปโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะหน้าที่สามีในการอุปการะเลี้ยงดูภริยาตามมาตรา 1461 ประกอบมาตรา 1598/38 หากสามีมีฐานะและความสามารถดีกว่าภริยา และภริยายังอยู่ในสถานะคู่สมรส ศาลสามารถกำหนดให้สามีต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ภริยาตามสมควรแก่ฐานะและความจำเป็นของภริยา แม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้อยู่ร่วมกันก็ตาม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีได้ยืนยันหลักการนี้อย่างชัดเจน

8. หากเคยให้อภัยคู่สมรสแล้ว แต่ภายหลังมีการกระทำผิดซ้ำ สามารถใช้เหตุใหม่มาฟ้องหย่าได้หรือไม่

คำถาม-คำตอบ

หากคู่สมรสเคยให้อภัยในเหตุหย่าครั้งแรกแล้ว สิทธิฟ้องหย่าในเหตุเดิมย่อมระงับ ไม่อาจนำเหตุนั้นมาฟ้องซ้ำได้ แต่หากภายหลังคู่สมรสอีกฝ่ายยังคงประพฤติผิดซ้ำ หรือก่อเหตุใหม่ เช่น มีชู้ซ้ำ ทำร้ายร่างกายอีกครั้ง ละทิ้งครอบครัวครั้งใหม่ เหตุเหล่านี้ถือเป็น “เหตุใหม่” ที่สามารถนำมาใช้เป็นมูลฟ้องหย่าได้ โดยผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ว่าการกระทำครั้งใหม่เป็นเหตุอิสระ แยกจากเหตุเดิมที่เคยให้อภัยไปแล้ว ศาลจึงจะพิจารณาว่ามีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 และไม่อยู่ในบังคับการระงับสิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1518 ในเหตุเดิมนั้นอีก




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าได้ที่ศาลใด
หนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
ฟ้องโมฆะ & หย่า / อายุความ / ค่าเลี้ยงชีพ แยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา 10770/2558)
คดีหย่า & ค่าทดแทน, สิทธิฟ้องหย่า, (มาตรา 1518, 1523)(ฎีกา 2473/2556)
หย่า แบ่งสินสมรส, อำนาจปกครองบุตร, & คุ้มครองดอกผล (ฎีกา 10361/2557)
คดีหย่า & อำนาจปกครองบุตร, ค่าอุปการะเลี้ยงดู, (ฎีกา 5535/2558)
โมฆะสมรส & สิทธิอำนาจปกครองบุตร, สิทธิเลี้ยงดูบุตร (ฎีกา 10442/2558)
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. ม.173, ฟ้องซ้ำ, (ฎีกา 8186/2551)
สิทธิครอบครองที่ดิน & เพิกถอนโฉนดออกโดยมิชอบ (ฎีกา 3169/2564)
ฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน (มาตรา 1523) (ฎีกา 4818/2551)
คดีหย่า & สิทธิฟ้องหย่า, อายุความคดีหย่า (การยินยอมและให้อภัย) (ฎีกา 3190/2549)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนบ้าน, สัญญาหย่า, พินัยกรรม, (ฎีกา 6926/2560)
ฟ้องหย่า สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา, 2520/2549),
การหย่าโมฆะ & สิทธิในมรดกที่ดินพิพาท
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเรื่องชู้สาว (ฎีกา 4261/2560)
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259 - 5260/2561 : การรับฟังพยานบันทึกเสียง, สิทธิฟ้องหย่า, ค่าทดแทนชู้ และอำนาจปกครองบุตร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2562 เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง
สมัครใจแยกกันอยู่, จงใจละทิ้งร้าง, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงอื่น เหตุชู้สาวต่อเนื่องไม่ขาดอายุความ
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ – วิเคราะห์กฎหมายครอบครัวและสิทธิของเจ้าหนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2548 สิทธิภริยาชอบด้วยกฎหมายเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรและการปรับค่าเลี้ยงดูตามสถานการณ์ใหม่ (ฎีกาที่ 1218/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
คดีฟ้องหย่าและการแบ่งทรัพย์สิน, สิทธิการเรียกค่าเลี้ยงดูของโจทก์, การชำระค่าทดแทนในคดีแพ่ง, การบังคับคดีและสิทธิทายาทในมรดก
ข้อตกลงแบ่งค่าเช่าที่ดินในสัญญาหย่า
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สามีภริยาจะต้องมีการร่วมประเวณีกันบ้างแต่ต้องเกิดจากความยินยอม
ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์
ไม่เกิดสิทธิฟ้องหย่าเพราะโจทก์มีพฤติกรรมนอกใจจำเลยยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี เหตุฟ้องหย่า
การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง
อายุความฟ้องหย่า, บันทึกข้อตกลงหย่า, หลักกฎหมายมาตรา 1515,
สิทธิฟ้องค่าอุปการะเลี้ยงดูอันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี , หน้าที่บิดามารดาในการเลี้ยงดูบุตร
การฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาท, สิทธิการฟ้องหย่าหมดอายุความ
นำตำรวจจับกุมภริยา หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง
จงใจละทิ้งร้างภริยาไปเกินหนึ่งปีฟ้องหย่าได้, สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา
การจงใจทิ้งร้างไปเกินกว่า 1 ปีต้องในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีก
ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร
สิทธิฟ้องหย่าระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีเว้นแต่เหตุฟ้องเกิดขึ้นต่อเนื่อง
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ สิทธิเรียกร้องกำหนดอายุความ 5 ปี
เหตุฟ้องหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า
สามีฟ้องหย่า,จงใจละทิ้งร้าง,เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ, อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุขด้วย
แยกกันอยู่เพราะสามีรับราชการที่อื่น, ไม่ถือว่าเป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจ
ทะเลาะกันและทำร้ายร่างกายยังไม่เป็นเหตุฟ้องหย่า
แยกกันอยู่เพราะสามียกย่องหญิงอื่น, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้างเรียกสินสอดทองหมั้นคืน
สามีหรือภริยาประพฤติชั่วอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
รู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่าจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่านั้นไม่ได้
พี่น้องของผู้ตายขอเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อนไม่ได้
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสเพราะสำคัญผิดตัว
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้
ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก-ได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่ออีกฝ่ายให้อภัยแล้ว
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีฟ้องหย่าได้
สิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามสมควรแล้วแต่พฤติการณ์
ไม่อาจร่วมประเวณีได้ ต้องการฟ้องหย่า
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง
ไม่ถือว่าจำเลยประพฤติชั่วทำให้โจทก์อับอายถูกเกลียดชังจนเป็นเหตุฟ้องหย่าได้
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย
เหตุแห่งการฟ้องหย่าทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงขอให้อีกฝ่ายหนึ่งจ่ายค่าเลี้ยงชีพได้
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซ้ำได้หรือไม่ เมื่อหนี้เพิ่งถึงกำหนดชำระ