ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิกันส่วนของผู้รับจำนอง เมื่อการบังคับคดีตามคำพิพากษาพ้นกำหนด 10 ปี

สิทธิกันส่วนของผู้รับจำนองในชั้นบังคับคดี, การเข้าสวมสิทธิของบริษัทบริหารสินทรัพย์แทนเจ้าหนี้เดิม, อายุความ 10 ปี ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 เดิม, การยื่นคำร้องขอกันส่วนตามมาตรา 287 เดิม ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 289 เดิม, หนี้ตามคำพิพากษากับหนี้ตามสัญญาจำนองเป็นคนละฐาน, ผลของการไม่บังคับคดีภายในสิบปีต่อหนี้จำนอง, การบังคับเอาแต่ต้นเงินและดอกเบี้ยไม่เกินห้าปีตามมาตรา 193/27 และมาตรา 745, สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการกันส่วนเงินจากการขายทอดตลาด

          ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิกันส่วนของผู้รับจำนองซึ่งเข้าสวมสิทธิแทนบริษัทเงินทุนเจ้าหนี้เดิม ในขณะที่การบังคับคดีตามคำพิพากษาต้นเรื่องได้ล่วงพ้นกำหนดสิบปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) ไปแล้ว ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้มีประกันยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์จำนอง เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาจำนองได้หรือไม่ และการยื่นคำร้องดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเรื่องกำหนดเวลาการยื่นตามมาตรา 287 และมาตรา 289 (เดิม) หรือไม่ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอายุความบังคับคดีตามคำพิพากษากับการดำรงอยู่ของหนี้จำนอง ตลอดจนขอบเขตสิทธิกันส่วนของเจ้าหนี้มีประกันในชั้นบังคับคดี

ข้อเท็จจริงโดยสังเขป

ในคดีภาษีอากรต้นเรื่อง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าภาษีอากรจำนวน 3,746,521.23 บาท พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ชนะคดีในศาลฎีกา จำเลยทั้งสามมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงดำเนินการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 นำออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2557 ได้ราคาจำนวน 7,010,000 บาท

ขณะเดียวกัน ที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 แปลงเดียวกันเคยเป็นทรัพย์จำนองในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 21685/2540 ของศาลแพ่ง ระหว่างบริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ กับบริษัทหอวิจิตร จำกัด กับพวกรวม 2 คน เป็นจำเลย โดยมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินต้น 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 24 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำกัดวงตามที่โจทก์ขอ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด และหากเงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นมาชำระหนี้ พร้อมทั้งให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ

ต่อมา บริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายยื่นคำร้องขอออกหมายบังคับคดี แต่ไม่มีการดำเนินการบังคับคดีให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจึงพ้นกำหนด 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม)

ภายหลัง ผู้ร้องได้ซื้อหนี้และสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) รวมทั้งหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 และยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมในชั้นบังคับคดี ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิม แต่ระบุให้แยกพิจารณาว่า ผู้ร้องจะยังมีสิทธิบังคับคดีได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เมื่อการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 ในคดีภาษีอากรสำเร็จ ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิและเป็นผู้รับจำนองของที่ดินแปลงเดียวกัน จึงยื่นคำร้องในคดีภาษีอากร ขอให้ศาลอนุญาตกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าว เพื่อนำไปชำระหนี้จำนองที่ยังค้างชำระกับผู้ร้อง

โจทก์ในคดีภาษีอากรยื่นคำคัดค้าน เห็นว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิกันส่วน เนื่องจากสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีแพ่งเดิมได้พ้นกำหนด 10 ปีแล้ว หนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่อาจบังคับได้อีก

กระบวนพิจารณาของศาลทั้งสามและประเด็นข้อพิพาท

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของผู้ร้องและคำคัดค้านของโจทก์ เห็นว่าผู้ร้องเป็นผู้สวมสิทธิแทนเจ้าหนี้ผู้รับจำนองในคดีแพ่งเดิม และมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 ซึ่งถูกขายทอดตลาด จึงมีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าว เพื่อชำระหนี้จำนองให้แก่ตนเอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้กันส่วนตามคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เดิมได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่การไม่บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่มีคำพิพากษาชั้นที่สุดทำให้สิทธิบังคับคดีของโจทก์เดิมสิ้นสุดไปแล้ว ผู้ร้องในฐานะผู้สวมสิทธิย่อมอยู่ในฐานะเดียวกับโจทก์เดิม ไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีหรือขอกันส่วนจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองในคดีแพ่งเดิมได้ จึงพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา โดยยืนยันว่าการยื่นคำร้องขอกันส่วนในคดีภาษีอากรครั้งนี้ มิใช่การยึดทรัพย์บังคับคดีตามคำพิพากษาเดิม แต่เป็นการใช้สิทธิของผู้รับจำนองในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน โดยอาศัยบทบัญญัติมาตรา 287 (เดิม) แห่ง ป.วิ.พ. ซึ่งไม่ได้กำหนดให้ต้องยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 289 (เดิม) และการที่สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาพ้นกำหนดสิบปี มิได้ทำให้สัญญาจำนองระงับสิ้นไปแต่อย่างใด

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญจึงอยู่ที่ว่า

1. การยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดของผู้ร้อง เป็นการใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) หรือเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 289 (เดิม) อันต้องยื่นก่อนออกขายทอดตลาด และ

2. อายุความบังคับคดีตามคำพิพากษา 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) มีผลทำให้หนี้จำนองระงับสิ้นไปหรือไม่ และผู้ร้องยังมีสิทธิในฐานะเจ้าหนี้มีประกันที่จะขอกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดอยู่หรือไม่

3. เหตุผลและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องโดยอาศัยฐานะเป็นผู้รับจำนองและเจ้าหนี้มีประกันของจำเลยที่ 3 มิได้อ้างสิทธิตามมาตรา 289 (เดิม) โดยตรง แต่เป็นการใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง ดังนั้น กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 289 วรรคสอง (เดิม) ที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต้องยื่นก่อนนำทรัพย์ออกขายทอดตลาด

ในส่วนของอายุความบังคับคดี ศาลฎีกายอมรับว่า สิทธิบังคับคดีของโจทก์เดิมตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 21685/2540 ได้พ้นกำหนดสิบปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) แล้ว ผู้ร้องในฐานะผู้สวมสิทธิย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวต่อทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองต่อไปได้ อย่างไรก็ดี การขอกันส่วนในคดีนี้ ผู้ร้องมิได้เป็นฝ่ายยึดทรัพย์หรือดำเนินกระบวนการบังคับคดีเอง หากแต่เข้ามาใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเฉพาะส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการไปแล้วในคดีภาษีอากร

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า หนี้จำนองมีลักษณะเป็นหนี้มีประกันโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญาจำนองย่อมระงับสิ้นไปตามเหตุที่บัญญัติไว้ในมาตรา 744 เท่านั้น เช่น หนี้ประธานระงับสิ้นไป การไถ่ถอนจำนอง หรือการรวมสิทธิของเจ้าหนี้และลูกหนี้ในบุคคลเดียวกัน การที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมไม่บังคับคดีภายใน 10 ปี แม้ทำให้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาสิ้นสุด แต่ยังไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไปแต่อย่างใด

อีกทั้ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และมาตรา 745 แม้การเรียกดอกเบี้ยจะจำกัดวงเพียงดอกเบี้ยย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันฟ้องหรือวันใช้สิทธิ แต่ในส่วนต้นเงินจำนองยังคงบังคับได้เมื่อยังไม่ระงับตามมาตรา 744 ดังนั้น ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจึงยังมีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองได้ในขอบเขตดังกล่าว

เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 เป็นทรัพย์จำนอง ซึ่งถูกขายทอดตลาดในคดีภาษีอากร การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเพื่อนำมาชำระหนี้จำนอง จึงเป็นการใช้สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันโดยชอบ ไม่ใช่การฟื้นสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ล่วงเลยกำหนดเวลาไปแล้ว

ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับเหตุผลของศาลอุทธรณ์ที่ถือว่าการร้องขอกันส่วนเป็นการบังคับคดีรูปแบบหนึ่งที่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องอายุความ 10 ปีตามมาตรา 271 (เดิม) ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นให้อนุญาตให้กันเงินส่วนที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเป็นพับ

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

1. มาตรา 271 (เดิม) แห่ง ป.วิ.พ. – อายุความบังคับคดีตามคำพิพากษา

เจตนารมณ์ของมาตรา 271 (เดิม) คือ การกำหนดกรอบเวลาให้คู่ความผู้ชนะคดีดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เหมาะสม เพื่อความแน่นอนของสิทธิและเพื่อมิให้ฝ่ายแพ้คดีตกอยู่ในภาวะไม่มั่นคงเกินสมควร แต่บทบัญญัติดังกล่าวจำกัดอยู่เพียง “สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษา” หาได้ขยายให้รวมถึงสิทธิอื่นที่มีอยู่ตามสัญญาหรือสิทธิในทรัพย์สินที่มีประกันโดยเฉพาะไม่

2. มาตรา 287 และ 289 (เดิม) แห่ง ป.วิ.พ. – สิทธิกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด

มาตรา 287 (เดิม) วางหลักในการขอกันส่วนเพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้อื่นซึ่งมีสิทธิเหนือทรัพย์ที่ถูกบังคับคดีหรือมีสิทธิในทรัพย์นั้น โดยให้สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้ก่อนนำไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เจตนารมณ์คือป้องกันมิให้สิทธิของเจ้าหนี้รายอื่นถูกกลบล้างโดยกระบวนการบังคับคดีของเจ้าหนี้รายเดียว

ส่วนมาตรา 289 (เดิม) กำหนดกรอบเวลาให้ผู้มีสิทธิบางประเภทต้องยื่นคำร้องก่อนการขายทอดตลาด เพื่อให้กระบวนการบังคับคดีมีความชัดเจนล่วงหน้า แต่ในคดีนี้ ศาลฎีกาเน้นย้ำว่า เมื่อผู้ร้องตั้งเรื่องโดยอาศัยมาตรา 287 (เดิม) มิได้อ้างมาตรา 289 (เดิม) โดยตรง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของกำหนดเวลาในมาตรา 289 วรรคสอง

3. มาตรา 744, 745 และ 193/27 แห่ง ป.พ.พ. – การระงับหนี้จำนองและขอบเขตการบังคับดอกเบี้ย

มาตรา 744 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติถึงเหตุระงับสิทธิแห่งสัญญาจำนองอย่างจำกัด เช่น เมื่อหนี้ประธานระงับหรือมีการไถ่ถอนจำนอง เจตนารมณ์คือ คุ้มครองเจ้าหนี้มีประกันให้ได้รับความมั่นคงในหนี้ที่มีทรัพย์เป็นประกัน มิให้สิทธิระงับไปโดยง่ายเพียงเหตุล่วงเวลาของการบังคับคดีตามคำพิพากษา

ส่วนมาตรา 193/27 และมาตรา 745 กำหนดเพียงข้อจำกัดเรื่องดอกเบี้ยที่เรียกเก็บย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปี ไม่ได้ทำให้ตัวหนี้จำนองระงับสิ้นไปโดยอัตโนมัติ ดังนั้น แม้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะพ้นกำหนด 10 ปี เจ้าหนี้มีประกันยังคงใช้สิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองเพื่อให้ได้รับชำระหนี้ต้นเงิน และดอกเบี้ยในขอบเขตที่กฎหมายยอมให้บังคับได้

แนวคำพิพากษาและผลกระทบต่อการปฏิบัติของเจ้าหนี้มีประกัน

คำพิพากษาศาลฎีกานี้สะท้อนแนวทางวินิจฉัยที่แยก “สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษา” ออกจาก “สิทธิในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนอง” อย่างชัดเจน กล่าวคือ แม้เจ้าหนี้หรือผู้สวมสิทธิจะปล่อยให้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาพ้นกำหนด 10 ปี แต่ตราบเท่าที่สัญญาจำนองยังไม่ระงับตามมาตรา 744 ป.พ.พ. เจ้าหนี้มีประกันยังคงมีสิทธิเรียกรับชำระจากทรัพย์จำนองได้ เมื่อทรัพย์จำนองถูกนำออกขายทอดตลาดในคดีอื่น ก็สามารถใช้กลไก “การกันส่วน” เพื่อสงวนสิทธิของตนในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดได้

แนววินิจฉัยดังกล่าวมีผลต่อการวางแผนของสถาบันการเงิน บริษัทบริหารสินทรัพย์ และเจ้าหนี้มีประกันโดยทั่วไป กล่าวคือ แม้จะมีความบกพร่องในการดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษา แต่สิทธิตามสัญญาจำนองยังคงได้รับการคุ้มครองในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี เจ้าหนี้ยังจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อจำกัดเรื่องดอกเบี้ยย้อนหลังไม่เกิน 5 ปีตามมาตรา 193/27 และมาตรา 745 รวมถึงต้องออกแบบการใช้สิทธิกันส่วนให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากศาล

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ให้แก่ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองและเจ้าหนี้มีประกัน โดยเห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิในทรัพย์จำนองและมีสิทธิขอกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าว

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ เห็นว่าการที่โจทก์เดิมไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปีนับแต่มีคำพิพากษาชั้นที่สุด ทำให้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาสิ้นสุดลง ผู้ร้องในฐานะผู้สวมสิทธิย่อมอยู่ในฐานะเดียวกัน จึงถือว่าขาดสิทธิบังคับคดีและไม่อาจขอกันส่วนจากทรัพย์สินของจำเลยได้ มีคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เห็นว่าการร้องขอกันส่วนของผู้ร้องเป็นการอาศัยสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ไม่อยู่ในบังคับของอายุความบังคับคดีตามมาตรา 271 (เดิม) และไม่ต้องยื่นก่อนขายทอดตลาดตามมาตรา 289 (เดิม) เมื่อสัญญาจำนองยังไม่ระงับตามมาตรา 744 ป.พ.พ. ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดได้ ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้กันเงินส่วนดังกล่าวแก่ผู้ร้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

1. การกำหนดอายุความบังคับคดีตามคำพิพากษา 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) มีผลจำกัดเฉพาะสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น มิได้ทำให้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนองระงับสิ้นไปโดยอัตโนมัติ หากไม่เข้าเหตุระงับตามมาตรา 744 ป.พ.พ.

2. การยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง สามารถกระทำได้โดยอาศัย ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบเวลาการยื่นคำร้องก่อนขายทอดตลาดตามมาตรา 289 (เดิม) หากคำร้องมิได้ตั้งอยู่บนฐานสิทธิตามมาตรา 289 โดยตรง

3. ผู้สวมสิทธิในฐานะผู้รับโอนหนี้และสิทธิในจำนอง มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกัน สามารถใช้สิทธิกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในคดีอื่นได้ แม้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาต้นเรื่องจะพ้นกำหนด 10 ปีไปแล้วก็ตาม โดยต้องเคารพข้อจำกัดเรื่องดอกเบี้ยย้อนหลังตามมาตรา 193/27 และมาตรา 745 ป.พ.พ.

4. คำพิพากษานี้เน้นย้ำให้เจ้าหนี้มีประกันและบริษัทบริหารสินทรัพย์พิจารณาแยก “กลไกบังคับคดีตามคำพิพากษา” ออกจาก “สิทธิในทรัพย์จำนอง” ในการวางแผนใช้สิทธิในชั้นบังคับคดี เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในกรณีที่มีการนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดในคดีอื่น

5. สำหรับฝ่ายโจทก์หรือหน่วยงานของรัฐที่ยึดทรัพย์และขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ของลูกหนี้ คดีนี้ชี้ให้เห็นความจำเป็นในการตรวจสอบว่าทรัพย์ที่ถูกบังคับคดีมีภาระจำนองหรือภาระประกันอื่นใดอยู่หรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทภายหลังจากเจ้าหนี้มีประกันซึ่งมีสิทธิกันส่วนตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1108/2561 

ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิบริษัทเงินทุน ท. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่ผู้ร้อง เป็นการตั้งเรื่องโดยขอใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) มิได้อ้างสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 (เดิม) โดยตรง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับต้องยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดตามมาตรา 289 วรรคสอง (เดิม)

แม้โจทก์เดิมคือบริษัทเงินทุน ท. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษา ผู้ร้องเป็นผู้สวมสิทธิไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปได้ แต่การร้องขอคดีนี้ผู้ร้องขอกันส่วน มิได้เป็นผู้ยึดทรัพย์บังคับคดีเอง ย่อมไม่อยู่ในบังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) แต่ผู้ร้องขอใช้สิทธิกันส่วนในฐานะเป็นผู้รับจำนองที่ดิน ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิในการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่จำนองเพราะหนี้จำนองยังไม่ระงับสิ้นไป โดยสัญญาจำนองย่อมระงับสิ้นไปเมื่อมีกรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 744 ดังนั้นการที่บริษัทเงินทุน ท. โจทก์เดิมไม่บังคับคดีภายใน 10 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำพิพากษาชั้นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) ก็ยังไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป เมื่อจำเลยที่ 3 ยังคงต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้กันเงินส่วนที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่ผู้ร้อง

คดีมีที่มาจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าภาษีอากร 3,746,521.23 บาท พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน และให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาทแทนโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2557 ได้เงิน 7,010,000 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลอนุญาตกันส่วนเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวเพื่อนำไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ตนรับโอนสิทธิ

โจทก์คัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรรับฟังข้อเท็จจริงโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 21685/2540 ศาลแพ่งพิพากษาเมื่อ 10 ตุลาคม 2540 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 24 ต่อปี นับแต่ 1 ตุลาคม 2538 ถึงวันชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 2,532,281.92 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาด และหากเงินไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่น พร้อมให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ 5,000 บาท ต่อมาโจทก์เดิมถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นขอออกหมายบังคับคดีเมื่อ 20 มิถุนายน 2546 โดยไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีจนเสร็จ

ภายหลัง ผู้ร้องยื่นคำร้องตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554 ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเกินสิบปีนับแต่มีคำพิพากษา แม้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2556 อนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิแทนโจทก์ในชั้นบังคับคดี แต่กำหนดว่าเรื่องสิทธิบังคับคดีเป็นอีกปัญหาหนึ่ง ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2558 มีการบังคับจำนองและจดทะเบียนระงับจำนอง

ประเด็นในฎีกาคือ คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องขอกันส่วนเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์เคยอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิแทนบริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนอง ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะผู้สวมสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองของจำเลยที่ 3 การยื่นคำร้องขอกันส่วนเป็นการใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) มิใช่สิทธิตามมาตรา 289 (เดิม) จึงไม่ต้องอยู่ในกำหนดเวลาตามมาตรา 289 วรรคสอง แม้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาต้นเรื่องจะพ้นกำหนดสิบปี ผู้ร้องในฐานะผู้สวมสิทธิจึงไม่อาจบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวต่อทรัพย์อื่นได้ แต่การร้องคดีนี้ ผู้ร้องมิได้เป็นผู้ยึดทรัพย์เอง จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 271 (เดิม) และผู้ร้องใช้สิทธิกันส่วนในฐานะผู้รับจำนอง

เมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกัน ย่อมมีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่จำนอง เพราะหนี้จำนองยังไม่ระงับ สัญญาจำนองย่อมระงับเมื่อเข้าเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 เท่านั้น และการบังคับได้เฉพาะต้นเงินและดอกเบี้ยย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี ตามมาตรา 193/27 และ 745 การที่โจทก์เดิมไม่บังคับคดีภายในสิบปีตามมาตรา 271 (เดิม) จึงไม่ทำให้หนี้จำนองระงับ เมื่อจำเลยที่ 3 ยังต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง เหตุผลของศาลอุทธรณ์ที่ถือว่าการขอกันส่วนเป็นการบังคับคดีอย่างหนึ่งจนทำให้ผู้ร้องหมดสิทธิขอกันส่วนจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้อง ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษากลับ อนุญาตให้กันเงินส่วนที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำพิพากษานี้เกี่ยวข้องกับสิทธิกันส่วนของผู้รับจำนองอย่างไร

คำพิพากษานี้วินิจฉัยว่าผู้รับจำนองซึ่งเข้าสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้เดิมในคดีแพ่ง แม้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาจะพ้นกำหนดสิบปีแล้ว แต่ยังคงมีสิทธิในฐานะเจ้าหนี้มีประกันที่จะยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเพื่อชำระหนี้จำนองของตนได้

2. อายุความ 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 เดิม มีผลต่อหนี้จำนองหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อายุความสิบปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 เดิม มีผลเฉพาะสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น ไม่ทำให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป สัญญาจำนองจะระงับต่อเมื่อมีเหตุระงับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744

3. การยื่นคำร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดต้องยื่นเมื่อใด

ในคดีนี้ศาลฎีกาถือว่าผู้ร้องตั้งเรื่องโดยอาศัยสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 เดิม ไม่ใช่มาตรา 289 เดิม จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องยื่นคำร้องก่อนนำทรัพย์ออกขายทอดตลาดตามมาตรา 289 วรรคสอง เดิม การยื่นคำร้องขอกันส่วนหลังจากขายทอดตลาดจึงยังชอบด้วยกฎหมายได้

4. ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังใช้สิทธิบังคับคดีได้หรือไม่เมื่อเลย 10 ปี

เมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่มีคำพิพากษาชั้นที่สุด ผู้สวมสิทธิย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไปได้ แต่หากผู้นั้นมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันจากสัญญาจำนองที่ยังไม่ระงับ ก็ยังสามารถใช้สิทธิตามสัญญาจำนอง เช่น การขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด




การบังคับคดีตามคำพิพากษา

สิทธิผู้รับจำนองหลังพ้นกำหนดสิบปี และขอบเขตการกันเงินขายทอดตลาด(ฎีกาที่ 7397/2561)
บังคับจำนองหลังพ้น 10 ปี และผลการวางทรัพย์แทนชำระหนี้
การใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและอำนาจศาลสั่งเจ้าพนักงานที่ดิน(ฎีกาที่ 4713/2566
ความรับผิดละเมิด เจ้าหนี้ละเลยไม่แจ้งงดการบังคับคดีตามข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้(ฎีกา 742/2567)
คดีซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 และการบังคับคดี (ฎีกา 1279/2568)
เพิกถอนขายทอดตลาด & ไม่รับฎีกา, วางเงินประกัน, (ฎีกา ครพ.1072/2567)
สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิไม่อยู่ในบังคับคดี ม.301(5) ป.วิ.พ. (ฎีกา 900/2568)
คดีเพิกถอนการขายทอดตลาด & สิทธิครอบครอง, สิทธิในที่ดินพิพาท (ฎีกา 2564/2567)
สิทธิของเจ้าหนี้ & การขัดกันของคำพิพากษา, บังคับคดี, ทรัพยสิทธิ, (ฎีกา 674/2566)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5357/2567: การตีความสถานะ “บริวารของจำเลย” และอำนาจพิเศษในการครอบครอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5437/2567: สิทธิหักส่วนได้ใช้แทนของเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง และการเพิกถอนการขายทอด
บทบาทและอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี และกระบวนการบังคับคดีตามกฎหมายไทย
คำพิพากษาศาลฎีกา 367/2568: บ้านบนที่ดินรกร้าง ยึดขายชำระหนี้ได้หรือไม่?
สินส่วนตัว vs สินสมรส & บังคับคดี, ยึดทรัพย์, การปล่อยทรัพย์, (ฎีกา 372/2567)
จดทะเบียนหย่าหลีกเลี่ยงบังคับคดี โมฆะกรรมเจ้าหนี้ไม่อาจฟ้อง (ฎีกา 1241/2567)
จำเลยมีสิทธิรับมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, โจทก์มีสิทธิยึดชำระหนี้ได้แม้ยังเป็นชื่อผู้จัดการมรดก, การยึดทรัพย์มรดก, การบังคับคดี
การขายทอดตลาดที่ดิน, การประมูลซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด, ความไม่สุจริตในการประมูลซื้อที่ดิน, การขับไล่ผู้คัดค้านออกจากที่ดิน,
เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดิน, อำนาจฟ้อง, การฟ้องร้องละเมิดเจ้าพนักงานบังคับคดี, คดีการขายทอดตลาดในราคาต่ำกว่าปกติ
ลำดับการนับโทษคดีอาญา, การนับโทษจำคุกต่อเนื่อง, การแก้ไขหมายจำคุก,
คำร้องงดการบังคับคดี, การเพิกถอนการบังคับคดี, การขายทอดตลาดทรัพย์สิน
ทรัพย์สินของแผ่นดิน, เงินอุดหนุนจากรัฐและการยกเว้นการอายัด, หน่วยงานของรัฐกับการบังคับคดี
ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับจำนองแม้หนี้ประธานขาดอายุความแล้วแต่ต้องบังคับคดีภายในสิบปี
ยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย, ค่าธรรมเนียมการยึดหรือการบังคับคดี, อำนาจเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคาร
คำขอไต่สวนทรัพย์สินของลูกหนี้, บังคับคดีลูกหนี้ตามคำพิพากษา, การยึดทรัพย์สินลูกหนี้
ขอให้เพิกถอนการบังคับคดี, ชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว
โจทก์ขอบังคับคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในจำนวนที่มากกว่าเงินเหลือจากหักค่าใช้จ่าย
ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ออกหมายบังคับคดีได้
ขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนอง
สิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินที่โจทก์นำยึด(ร้องขัดทรัพย์)
ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี
ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด | ฟ้องขับไล่
เขตอำนาจศาลเรื่องคำร้องขัดทรัพย์
สิทธิขอกันส่วนที่ดินก่อนขายทอดตลาด เจ้าของรวม ขอให้ปล่อยทรัพย์
หากผู้กู้นำทรัพย์สินมาตีใช้หนี้แก่ผู้ให้กู้ในราคาท้องตลาดหนี้ระงับ
ขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ระงับการมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามี
การบังคับคดีอายัดเงินค่าหุ้นของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ
เงินเดือนข้าราชการไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรืออายัดไม่ได้จริงหรือไม่?
ขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์
อายัดเงินที่บุคคลภายนอกจะต้องชำระให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา
ผู้มีอำนาจขอให้บังคับคดีคือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
อายัดเงินฝากในบัญชีของจำเลย