
| การบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กรณีโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และไถ่ถอนทรัพย์จำนองสามารถบังคับคดีได้เพียงใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตการบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความและอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการดำเนินการตามคำพิพากษา โดยมีประเด็นสำคัญว่าหนี้ตามคำพิพากษาบางประเภทสามารถบังคับคดีผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีได้หรือไม่ และเพียงใด โดยเฉพาะกรณีที่คู่ความตกลงให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินแก่บุตร การชำระหนี้จำนองเพื่อไถ่ถอนทรัพย์สินก่อนโอนกรรมสิทธิ์ รวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ที่ต้องมีการส่งมอบทรัพย์ประกอบการโอนกรรมสิทธิ์ด้วย คดีนี้เริ่มจากการที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินหลายรายการ ทั้งที่ดิน ห้องชุด ทาวน์เฮ้าส์ และรถยนต์หลายคัน โดยกำหนดหน้าที่ให้จำเลยดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินบางส่วนแก่โจทก์และบุตร รวมทั้งชำระหนี้จำนองของทรัพย์สินบางรายการให้เสร็จสิ้นก่อนดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ แต่ต่อมาเกิดข้อพิพาทว่าจำเลยยังมิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงครบถ้วน โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามคำพิพากษา ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ การบังคับให้จำเลยชำระหนี้จำนองและไถ่ถอนทรัพย์สินก่อนโอนกรรมสิทธิ์นั้น สามารถดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีได้หรือไม่ และในส่วนของรถยนต์ที่มีการโอนทางทะเบียนแล้วแต่ยังไม่ได้ส่งมอบการครอบครอง จะถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้วหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจลักษณะของหนี้ตามคำพิพากษา ขอบเขตของการบังคับคดี และหลักกฎหมายเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์สังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการตีความและบังคับใช้คำพิพากษาที่เกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความในทางปฏิบัติ. ข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์แห่งคดี คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่โจทก์และจำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินระหว่างกัน และศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โดยกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินหลายประเภท ทั้งที่ดิน ห้องชุด ทาวน์เฮ้าส์ และรถยนต์หลายคัน รวมถึงกำหนดหน้าที่ของจำเลยในการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินบางส่วนให้แก่โจทก์ และโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินบางส่วนให้แก่บุตรทั้งสี่ของคู่ความ ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่ดินโฉนดเลขที่ 45203 ซึ่งจำเลยมีกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 3 ส่วน และที่ดินโฉนดเลขที่ 61485 จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ พร้อมส่งมอบต้นฉบับโฉนดและเอกสารชุดโอนภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2556 นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินอีกหลายรายการ ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 35001 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุดเลขที่ 172-14/206 อาคารชุดลัดดาคอนโดวิว และทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียวในโครงการหมู่บ้านห้วยปราบบึงทอง ซึ่งล้วนติดภาระจำนองกับธนาคาร โดยจำเลยตกลงรับภาระผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารจนเสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่ สำหรับรถยนต์นั้น สัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุก 6 ล้อ จำนวน 1 คัน และรถยนต์กระบะอีกหลายคันให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่ง โดยคู่ความยังตกลงกันอีกว่า หากจำเลยผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ทันที และหากจำเลยไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบางรายการให้แก่โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ภายหลังมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์เห็นว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหลายประการ โดยระบุว่าจำเลยผิดนัดเป็นเวลาหลายเดือน และเพิ่งส่งมอบเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบางรายการให้แก่โจทก์ในภายหลัง นอกจากนี้รถยนต์กระบะบางคันแม้จำเลยจะได้ดำเนินการโอนทางทะเบียนเป็นชื่อของบุตรแล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งมอบการครอบครองรถยนต์ให้แก่ผู้รับโอน ขณะที่ทรัพย์สินรายการอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็ยังไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลง ด้วยเหตุนี้ โจทก์จึงยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดี โดยขอให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินหลายรายการตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดิน ห้องชุด และทาวน์เฮ้าส์ที่ยังติดจำนอง การยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดสำหรับชำระหนี้จำนองก่อนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตร การขับไล่จำเลยและบริวารออกจากทรัพย์สินดังกล่าว รวมถึงการยึดรถยนต์บางคันเพื่อส่งมอบให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับตามคำพิพากษา ในส่วนรถยนต์ที่ยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือยังมีปัญหาเกี่ยวกับการส่งมอบ โจทก์ยังขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์ดังกล่าว และใช้คำพิพากษาตามยอมแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการโอนกรรมสิทธิ์และเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่ง โดยให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งหมด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ ต่อมาเมื่อโจทก์ยื่นคำขอยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับยกคำขอดังกล่าว โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอให้รับคำขอยึดทรัพย์ไว้ดำเนินการต่อไป ขณะที่จำเลยยื่นคำคัดค้านและขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ พร้อมเพิกถอนคำสั่งและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ โดยให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่เพิกถอนคำสั่งและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีใหม่เพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนที่จำเลยยังมิได้ปฏิบัติ หลังจากนั้นทั้งโจทก์และจำเลยต่างยื่นฎีกา ทำให้คดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์สามารถดำเนินการบังคับคดีทางเจ้าพนักงานบังคับคดีแก่จำเลยได้เพียงใด และทรัพย์สินหรือหนี้ตามคำพิพากษาประเภทใดที่อยู่ในขอบเขตการบังคับคดีตามกฎหมายได้หรือไม่ได้. คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับขอบเขตการบังคับคดีตามคำพิพากษา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การพิจารณาว่าโจทก์สามารถดำเนินการบังคับคดีทางเจ้าพนักงานบังคับคดีแก่จำเลยได้เพียงใด เนื่องจากแม้จะมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วก็ตาม แต่หนี้ตามคำพิพากษาแต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกัน จึงต้องพิจารณาถึงสภาพแห่งหนี้และสภาพแห่งการบังคับคดีเป็นรายกรณีว่ากฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีได้หรือไม่ กรณีรถยนต์บรรทุก 6 ล้อที่กำหนดให้โอนแก่บุตร ศาลฎีกาเห็นว่า รถยนต์บรรทุก 6 ล้อตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นรถที่มีทะเบียนการค้าและใบประกอบการขนส่ง โดยจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบุตรทั้งสี่ยังไม่มีทะเบียนการค้าหรือใบประกอบการขนส่ง อันเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรับโอนรถประเภทดังกล่าว ทำให้จำเลยยังไม่อาจดำเนินการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนนี้ได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าหนี้ในส่วนดังกล่าวยังไม่อยู่ในสภาพที่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้ตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา กรณีที่ดิน ห้องชุด และทาวน์เฮ้าส์ที่ติดจำนอง สำหรับทรัพย์สินตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งประกอบด้วยที่ดิน ห้องชุด และทาวน์เฮ้าส์ที่ยังติดจำนองกับธนาคารนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่ธนาคารให้เสร็จสิ้นเสียก่อน แล้วจึงโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่บุตรทั้งสี่ตามข้อตกลง หนี้ประเภทนี้จึงเป็นหนี้ที่กำหนดให้จำเลยต้องกระทำการไถ่ถอนทรัพย์สินที่จำนองอยู่ก่อน มิใช่หนี้ตามคำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยชำระเงินจำนวนหนึ่งแก่โจทก์โดยตรง เมื่อสภาพแห่งหนี้เป็นการกำหนดให้จำเลยต้องดำเนินการไถ่ถอนจำนองและปฏิบัติตามข้อตกลงด้วยตนเอง ศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่ใช่กรณีที่กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเข้าดำเนินการแทนได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาด แล้วนำเงินไปชำระหนี้จำนองแทนจำเลยเพื่อให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินดังกล่าวแก่บุตร กรณีการขอออกหมายบังคับคดีสำหรับหนี้ที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลฎีกาวางหลักว่า การบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือการบังคับให้จำเลยชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนทรัพย์สินที่จำนองอยู่ มิใช่เรื่องที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทุกกรณี การขอออกหมายบังคับคดีจึงต้องพิจารณาจากลักษณะของหนี้และสภาพแห่งการบังคับคดีเป็นสำคัญ หากหนี้นั้นมิใช่หนี้ที่สามารถดำเนินการแทนลูกหนี้ได้โดยกระบวนการบังคับคดี ย่อมไม่อาจอาศัยกระบวนการดังกล่าวได้ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่อาจร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้ออกหมายบังคับคดีตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับการบังคับคดี สำหรับหนี้ในส่วนที่จำเลยต้องชำระหนี้จำนองให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วจึงโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินแก่บุตร กรณีรถยนต์กระบะตามสัญญาประนีประนอมยอมความ สำหรับรถยนต์กระบะหลายคันที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่ารถยนต์บางคันจำเลยได้ดำเนินการโอนทางทะเบียนเป็นชื่อของบุตรแล้ว และรถยนต์อีกคันหนึ่งโจทก์เป็นผู้มีชื่อในทางทะเบียนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าการพิจารณาเรื่องกรรมสิทธิ์ในรถยนต์มิได้พิจารณาเพียงการเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนเท่านั้น เพราะรถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ การโอนกรรมสิทธิ์ให้สมบูรณ์ย่อมต้องมีการส่งมอบทรัพย์สินควบคู่กันไปด้วย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยยังมิได้ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวให้แก่ผู้มีสิทธิรับโอนตามคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นว่าจำเลยยังไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนนี้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนแล้วก็ตาม การโอนทางทะเบียนเพียงอย่างเดียวยังไม่ทำให้หน้าที่ตามคำพิพากษาเสร็จสมบูรณ์ หากยังไม่มีการส่งมอบการครอบครองรถยนต์ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ยังมีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีทางเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนรถยนต์ดังกล่าวได้ เนื่องจากจำเลยยังคงค้างการปฏิบัติตามคำพิพากษาในส่วนของการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้มีสิทธิรับโอน ขอบเขตที่ศาลอนุญาตให้ดำเนินการบังคับคดีได้ ศาลฎีกาสรุปว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้คงการออกหมายบังคับคดีไว้เฉพาะในส่วนรถยนต์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยยังมิได้ส่งมอบแก่ผู้มีสิทธิรับโอนนั้น เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบแล้ว เพราะเป็นกรณีที่จำเลยยังมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยสมบูรณ์ ส่วนหนี้เกี่ยวกับการชำระหนี้จำนองและการไถ่ถอนทรัพย์สินก่อนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรนั้น ไม่อยู่ในขอบเขตที่สามารถใช้กระบวนการบังคับคดีทางเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตามที่โจทก์ร้องขอ จึงรับฟังฎีกาของทั้งสองฝ่ายได้เพียงบางส่วน และไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป. วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ในคดี คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการวินิจฉัยเกี่ยวกับขอบเขตแห่งการบังคับคดีตามคำพิพากษา โดยศาลฎีกามิได้พิจารณาเพียงว่าจำเลยมีหน้าที่ตามคำพิพากษาหรือไม่ แต่พิจารณาลึกลงไปถึงสภาพแห่งหนี้และลักษณะของการบังคับคดีว่ากฎหมายเปิดช่องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแทนลูกหนี้ได้หรือไม่ หลักสำคัญที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยคือ แม้จะมีคำพิพากษาหรือสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลเช่นเดียวกับคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะใช้กระบวนการบังคับคดีได้เฉพาะในกรณีที่สภาพแห่งหนี้นั้นอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดให้สามารถบังคับคดีได้เท่านั้น มิใช่ว่าหนี้ทุกประเภทที่ปรากฏในคำพิพากษาจะสามารถนำเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีได้ทั้งหมด หลักกฎหมายเกี่ยวกับสภาพแห่งหนี้และสภาพแห่งการบังคับคดี จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกา จะเห็นได้ว่าการพิจารณาว่าหนี้ประเภทใดสามารถบังคับคดีได้ มิได้ขึ้นอยู่กับชื่อเรียกของหนี้หรือข้อความในคำพิพากษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงลักษณะของภาระหน้าที่ที่ลูกหนี้จะต้องปฏิบัติด้วย หากเป็นหนี้ที่กำหนดให้ลูกหนี้ต้องดำเนินการบางอย่างด้วยตนเอง หรือเป็นหนี้ที่ต้องอาศัยเงื่อนไขหรือข้อเท็จจริงอื่นให้เกิดขึ้นก่อน หนี้ดังกล่าวอาจไม่อยู่ในลักษณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะสามารถดำเนินการแทนได้ ในคดีนี้ ศาลฎีกาแยกพิจารณาหนี้แต่ละประเภทออกจากกันอย่างชัดเจน โดยถือว่าหนี้ที่กำหนดให้จำเลยต้องชำระหนี้แก่ธนาคารให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินให้แก่บุตร เป็นหนี้ที่มีขั้นตอนและเงื่อนไขหลายประการ ซึ่งต้องอาศัยการปฏิบัติของจำเลยเอง ไม่ใช่หนี้ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะสามารถเข้าดำเนินการแทนได้โดยตรง หลักกฎหมายเกี่ยวกับการไถ่ถอนทรัพย์สินที่ติดจำนอง ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่าที่ดิน ห้องชุด และทาวน์เฮ้าส์ที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความยังติดภาระจำนองกับธนาคาร โดยจำเลยตกลงว่าจะผ่อนชำระหนี้จนเสร็จสิ้นแล้วจึงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่ ศาลฎีกาเห็นว่าภาระหน้าที่ดังกล่าวเป็นการกำหนดให้จำเลยต้องดำเนินการไถ่ถอนทรัพย์สินเสียก่อน หลักกฎหมายที่ศาลนำมาปรับใช้คือ การไถ่ถอนทรัพย์สินที่จำนองมิใช่การชำระเงินแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยตรง แต่เป็นการชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกคือธนาคารเจ้าหนี้จำนอง เพื่อให้ภาระจำนองระงับลงและเปิดทางให้สามารถโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินได้ในภายหลัง ดังนั้นสภาพแห่งหนี้จึงแตกต่างจากหนี้ที่มีจำนวนเงินแน่นอนซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถดำเนินการยึดทรัพย์และขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า การบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามภาระหน้าที่ดังกล่าวไม่อยู่ในขอบเขตของการบังคับคดีที่กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแทนได้ แม้โจทก์จะเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติตามคำพิพากษาก็ตาม หลักกฎหมายเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์สังหาริมทรัพย์ ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งในคดีนี้คือเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยยึดหลักกฎหมายเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์เป็นสำคัญ กล่าวคือ รถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ การโอนกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์จะสมบูรณ์ได้ต้องมีการส่งมอบทรัพย์สินควบคู่ไปกับการแสดงเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่ารถยนต์บางคันได้มีการเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนแล้ว และรถยนต์บางคันมีชื่อผู้รับโอนในทางทะเบียนเรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยยังคงครอบครองรถยนต์อยู่และยังมิได้ส่งมอบรถยนต์ให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับตามคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับการส่งมอบทรัพย์สินตามหลักกฎหมายทรัพย์สินมากกว่าข้อเท็จจริงในทางทะเบียน เพราะสาระสำคัญของการโอนกรรมสิทธิ์สังหาริมทรัพย์อยู่ที่การส่งมอบการครอบครอง มิใช่อยู่ที่การเปลี่ยนชื่อในเอกสารทางราชการเพียงอย่างเดียว หลักกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าหนี้บางส่วนไม่อาจดำเนินการบังคับคดีผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ แต่ศาลก็ยืนยันหลักการสำคัญอีกด้านหนึ่งว่า หากจำเลยยังมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาในส่วนที่อยู่ในสภาพแห่งการบังคับคดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิใช้กระบวนการบังคับคดีเพื่อให้ได้รับประโยชน์ตามคำพิพากษาอย่างแท้จริง ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารถยนต์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความยังไม่ได้ส่งมอบให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับ แม้จะมีการเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนแล้วก็ตาม ศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์ยังคงมีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนดังกล่าวได้ เพราะภาระหน้าที่ตามคำพิพากษายังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ หลักการสำคัญที่ได้จากคำพิพากษานี้ สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การแยกแยะระหว่าง “หนี้ที่สามารถบังคับคดีได้” กับ “หนี้ที่แม้จะปรากฏอยู่ในคำพิพากษาแต่ไม่อยู่ในสภาพแห่งการบังคับคดี” โดยศาลฎีกาเน้นว่าการมีคำพิพากษาเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เหตุให้สามารถใช้กระบวนการบังคับคดีได้ทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาถึงลักษณะของหนี้นั้นประกอบด้วย หนี้ที่กำหนดให้จำเลยต้องชำระหนี้แก่ธนาคารและไถ่ถอนทรัพย์สินก่อนโอนกรรมสิทธิ์ เป็นหนี้ที่ไม่อยู่ในขอบเขตที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการแทนได้ ขณะที่หนี้เกี่ยวกับการส่งมอบรถยนต์ซึ่งจำเลยยังไม่ส่งมอบแก่ผู้มีสิทธิได้รับตามคำพิพากษา ถือเป็นกรณีที่ภาระหน้าที่ยังไม่เสร็จสิ้นและยังสามารถใช้กระบวนการบังคับคดีเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ ศาลฎีกาจึงวางแนวทางสำคัญว่า การบังคับคดีต้องพิจารณาจากสภาพแห่งหนี้และสภาพแห่งการบังคับคดีเป็นรายกรณี มิใช่อาศัยเพียงข้อความในคำพิพากษาโดยลำพัง. เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวทางการตีความที่ปรากฏจากคำพิพากษา คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์สำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในเรื่องการบังคับคดีว่า กระบวนการบังคับคดีมิได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้แทนการปฏิบัติหน้าที่ทุกประเภทของลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่มีขึ้นเพื่อรองรับเฉพาะกรณีที่สภาพแห่งหนี้และสภาพแห่งการบังคับคดีเปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถดำเนินการได้ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น หากหนี้ใดมีลักษณะเป็นการกำหนดให้ลูกหนี้ต้องดำเนินการเฉพาะตัว หรือมีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติให้สำเร็จก่อน หนี้ดังกล่าวอาจไม่อยู่ในขอบเขตที่สามารถใช้กระบวนการบังคับคดีได้โดยตรง จากข้อเท็จจริงของคดี จำเลยตกลงที่จะชำระหนี้แก่ธนาคารจนเสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่ติดจำนองให้แก่บุตรทั้งสี่ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับลักษณะของภาระหน้าที่ดังกล่าว โดยเห็นว่าการชำระหนี้แก่ธนาคารและการไถ่ถอนทรัพย์สินจากภาระจำนองเป็นขั้นตอนที่จำเลยต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนจะเกิดสิทธิในการโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การใช้กระบวนการบังคับคดีเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเข้าไปดำเนินการแทนจำเลยในส่วนนี้จึงไม่สอดคล้องกับสภาพแห่งหนี้ที่ปรากฏในคดี แนววินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากฎหมายมิได้มุ่งหมายให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเข้าไปทำหน้าที่แทนคู่ความในทุกกรณี แต่ต้องคำนึงถึงลักษณะของสิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์ทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษาเป็นสำคัญ เพราะหากเปิดโอกาสให้ใช้กระบวนการบังคับคดีได้โดยไม่มีขอบเขต อาจทำให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องเข้าไปดำเนินการในเรื่องที่กฎหมายมิได้ให้อำนาจไว้ ในอีกด้านหนึ่ง คำพิพากษานี้ยังสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายทรัพย์สินเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์สังหาริมทรัพย์ โดยศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเรื่องการส่งมอบรถยนต์มากกว่าการเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนเพียงอย่างเดียว แม้รถยนต์บางคันจะมีการโอนชื่อทางทะเบียนไปยังบุตรแล้ว แต่เมื่อยังไม่มีการส่งมอบรถยนต์ให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับตามคำพิพากษา ศาลก็ยังถือว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยสมบูรณ์ แนวคิดดังกล่าวสะท้อนหลักกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองการได้มาซึ่งการครอบครองและการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจริง มิใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางทะเบียนเท่านั้น เพราะหากถือว่าการโอนชื่อทางทะเบียนเพียงอย่างเดียวเพียงพอแล้ว ผู้รับโอนอาจมีชื่อเป็นเจ้าของในเอกสาร แต่ยังไม่สามารถเข้าครอบครองหรือใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินได้จริง ซึ่งย่อมขัดต่อวัตถุประสงค์ของการโอนกรรมสิทธิ์ตามที่คู่ความตกลงกันไว้ หลักกฎหมายที่ได้รับจากคำพิพากษา คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า การพิจารณาว่าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถบังคับคดีได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากสภาพแห่งหนี้เป็นรายกรณี มิใช่พิจารณาเพียงว่าหนี้ดังกล่าวปรากฏอยู่ในคำพิพากษาหรือสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ หลักกฎหมายประการแรก คือ หนี้ที่กำหนดให้ลูกหนี้ต้องชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกและดำเนินการไถ่ถอนทรัพย์สินก่อนที่จะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินให้แก่ผู้รับโอนได้ มิใช่หนี้ที่เปิดช่องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเข้าดำเนินการแทนลูกหนี้ได้โดยตรง ดังนั้นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่อาจขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแทนในส่วนดังกล่าว หลักกฎหมายประการที่สอง คือ การโอนกรรมสิทธิ์สังหาริมทรัพย์ไม่อาจพิจารณาเฉพาะการเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาว่ามีการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้รับโอนแล้วหรือไม่ หากยังไม่มีการส่งมอบทรัพย์สิน ย่อมถือได้ว่าภาระหน้าที่ตามคำพิพากษายังไม่เสร็จสิ้น หลักกฎหมายประการที่สาม คือ เมื่อจำเลยยังมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาในส่วนที่อยู่ในสภาพแห่งการบังคับคดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้ได้รับประโยชน์ตามคำพิพากษาอย่างแท้จริง ความสำคัญของคำพิพากษาต่อการบังคับคดีในทางปฏิบัติ ความสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การกำหนดเส้นแบ่งระหว่างหนี้ที่สามารถบังคับคดีได้กับหนี้ที่ไม่สามารถบังคับคดีได้ผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยศาลฎีกาได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้หนี้ทุกประเภทจะปรากฏอยู่ในคำพิพากษาฉบับเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหนี้ทุกประเภทจะเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีได้ในลักษณะเดียวกัน คดีนี้ยังเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการจัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สิน เพราะแสดงให้เห็นว่าหากคู่ความกำหนดภาระหน้าที่ที่ต้องอาศัยการดำเนินการหลายขั้นตอน หรือกำหนดเงื่อนไขที่ต้องเกิดขึ้นก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงอาจไม่สามารถดำเนินการผ่านกระบวนการบังคับคดีได้ทั้งหมดตามที่คู่ความคาดหมาย นอกจากนี้ คำพิพากษายังตอกย้ำหลักการสำคัญเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ว่า การโอนกรรมสิทธิ์ให้สมบูรณ์ต้องพิจารณาการส่งมอบทรัพย์ประกอบด้วย จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับรถยนต์และทรัพย์สินประเภทสังหาริมทรัพย์อื่นในทางปฏิบัติ ทั้งในส่วนของการบังคับคดีและการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ภายหลังจากที่โจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีและต่อมามีข้อพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ และเพิกถอนคำสั่งรวมทั้งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยเห็นว่าการดำเนินการบังคับคดีตามที่โจทก์ร้องขอนั้นไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ ส่งผลให้กระบวนการบังคับคดีที่เคยมีการแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไว้ต้องสิ้นสุดลงตามคำสั่งของศาลชั้นต้น 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ โดยให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เพิกถอนคำสั่งและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีใหม่เพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนที่จำเลยยังมิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามข้อตกลง ทั้งให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้ตามคำพิพากษาบางส่วนไม่อยู่ในสภาพที่สามารถใช้กระบวนการบังคับคดีทางเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ โดยเฉพาะกรณีที่จำเลยต้องชำระหนี้แก่ธนาคารให้เสร็จสิ้นและไถ่ถอนทรัพย์สินที่จำนองก่อนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตร ซึ่งมิใช่หนี้ที่กฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการบังคับคดีในลักษณะที่โจทก์ร้องขอได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับรถยนต์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยยังไม่ได้ส่งมอบแก่ผู้มีสิทธิได้รับ แม้จะมีการโอนชื่อทางทะเบียนแล้วก็ตาม ศาลเห็นว่ายังถือว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยสมบูรณ์ โจทก์จึงยังมีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ในส่วนดังกล่าว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักการสำคัญว่า การมีคำพิพากษาหรือสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้หมายความว่าหนี้ทุกประเภทตามคำพิพากษาจะสามารถนำเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีได้โดยอัตโนมัติ การบังคับคดีต้องพิจารณาจากสภาพแห่งหนี้และสภาพแห่งการบังคับคดีเป็นสำคัญ หากหนี้นั้นเป็นภาระหน้าที่ที่ลูกหนี้ต้องดำเนินการเฉพาะตัว หรือต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขบางประการก่อน กฎหมายอาจไม่เปิดช่องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเข้าไปดำเนินการแทนได้ นอกจากนี้ คดียังยืนยันหลักสำคัญเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์สังหาริมทรัพย์ว่า การเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนเพียงอย่างเดียวไม่ใช่สาระสำคัญสูงสุดของการโอนกรรมสิทธิ์ หากยังไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้รับโอน ก็ยังอาจถือได้ว่าภาระหน้าที่ตามคำพิพากษายังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ผู้มีสิทธิตามคำพิพากษาจึงยังสามารถใช้สิทธิทางบังคับคดีเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากคำพิพากษาอย่างแท้จริงได้ ในเชิงปฏิบัติ คำพิพากษานี้เป็นแนวทางสำคัญสำหรับการร่างสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สิน เนื่องจากแสดงให้เห็นว่าลักษณะของภาระหน้าที่ที่กำหนดไว้ในข้อตกลงอาจส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการบังคับคดีในอนาคต หากกำหนดเงื่อนไขหรือขั้นตอนที่ซับซ้อนเกินไป การบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาอาจไม่สามารถดำเนินการผ่านกระบวนการบังคับคดีได้ครบทุกส่วนตามที่คู่ความคาดหมาย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า หนี้ตามคำพิพากษาหรือสัญญาประนีประนอมยอมความประเภทใดอยู่ในสภาพที่สามารถบังคับคดีผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ และประเภทใดไม่อยู่ในขอบเขตที่กฎหมายเปิดช่องให้ใช้กระบวนการบังคับคดีได้ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้ที่กำหนดให้จำเลยต้องชำระหนี้แก่ธนาคารและไถ่ถอนทรัพย์สินที่จำนองก่อนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตร ไม่อยู่ในสภาพแห่งการบังคับคดีตามที่โจทก์ร้องขอ แต่กรณีรถยนต์ที่ยังไม่มีการส่งมอบ แม้จะมีการโอนชื่อทางทะเบียนแล้ว ก็ยังถือว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยสมบูรณ์ จึงยังสามารถดำเนินการบังคับคดีได้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. สภาพแห่งการบังคับคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบังคับคดีจะกระทำได้ต่อเมื่อหนี้ตามคำพิพากษาอยู่ในลักษณะที่กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการได้ หนี้ที่เป็นเพียงหน้าที่ให้ลูกหนี้ไปชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกหรือไถ่ถอนทรัพย์สินก่อน ยังไม่ใช่กรณีที่สามารถใช้กระบวนการบังคับคดีตามที่โจทก์ร้องขอได้ 2. การโอนกรรมสิทธิ์สังหาริมทรัพย์ต้องมีการส่งมอบทรัพย์ แม้รถยนต์บางคันจะมีการเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนแล้ว แต่เมื่อยังไม่มีการส่งมอบรถยนต์ให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับตามคำพิพากษา ก็ยังไม่ถือว่าการโอนกรรมสิทธิ์เสร็จสมบูรณ์ จำเลยจึงยังไม่ถือว่าปฏิบัติตามคำพิพากษา และเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังมีสิทธิใช้กระบวนการบังคับคดีเพื่อให้มีการส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวได้ต่อไป. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การมีคำพิพากษาหรือสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแทนลูกหนี้ได้ทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ การมีคำพิพากษาหรือสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว มิได้หมายความว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะสามารถใช้กระบวนการบังคับคดีได้กับภาระหน้าที่ทุกประเภทที่ระบุอยู่ในคำพิพากษา การพิจารณาว่าจะใช้กระบวนการบังคับคดีได้หรือไม่ ต้องพิจารณาจากสภาพแห่งหนี้และสภาพแห่งการบังคับคดีเป็นสำคัญ หากหนี้นั้นเป็นหนี้ที่กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการได้ ก็อาจเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีได้ แต่หากเป็นหนี้ที่กำหนดให้ลูกหนี้ต้องกระทำการเฉพาะตัว หรือต้องดำเนินการตามเงื่อนไขบางประการก่อน เช่น ต้องชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกให้เสร็จสิ้นก่อน หรือจำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนบางอย่างด้วยตนเอง หนี้ดังกล่าวอาจไม่อยู่ในขอบเขตที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเข้าดำเนินการแทนได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการบังคับคดีต้องพิจารณาจากลักษณะของหนี้เป็นรายกรณี ไม่ใช่อาศัยเพียงข้อเท็จจริงว่าหนี้ดังกล่าวปรากฏอยู่ในคำพิพากษาเท่านั้น 2. คำถาม หากคำพิพากษากำหนดให้คู่ความต้องชำระหนี้แก่ธนาคารและไถ่ถอนทรัพย์สินก่อนโอนกรรมสิทธิ์ จะสามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแทนได้หรือไม่ คำตอบ จากแนววินิจฉัยในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าหนี้ที่กำหนดให้คู่ความต้องชำระหนี้แก่ธนาคารจนเสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินให้แก่บุคคลที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เป็นหนี้ที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากหนี้ที่กำหนดให้ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยตรง เพราะเป็นภาระหน้าที่ที่ต้องดำเนินการกับบุคคลภายนอกก่อน เมื่อการไถ่ถอนทรัพย์สินยังไม่เสร็จสิ้น การโอนกรรมสิทธิ์ก็ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้ ศาลจึงเห็นว่าไม่ใช่กรณีที่กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเข้าไปดำเนินการแทนลูกหนี้ได้โดยตรง เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่อาจร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ไปขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้จำนองแทนลูกหนี้ได้ แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่ากระบวนการบังคับคดีมิใช่เครื่องมือสำหรับแก้ไขหรือปฏิบัติหน้าที่แทนลูกหนี้ทุกประเภท แต่ใช้ได้เฉพาะในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น 3. คำถาม การโอนชื่อรถยนต์ในทางทะเบียนเพียงอย่างเดียวถือว่าได้โอนกรรมสิทธิ์และปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้วหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้โดยให้ความสำคัญกับลักษณะของรถยนต์ซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ โดยเห็นว่าการโอนกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์มิได้พิจารณาเฉพาะการเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงการส่งมอบทรัพย์สินประกอบกันด้วย แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่ารถยนต์บางคันได้มีการเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนเป็นชื่อของบุตรแล้ว หรือมีชื่อผู้มีสิทธิอยู่ในทางทะเบียนแล้วก็ตาม แต่เมื่อยังไม่มีการส่งมอบรถยนต์ให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับตามคำพิพากษา ศาลยังถือว่าการปฏิบัติตามคำพิพากษายังไม่เสร็จสมบูรณ์ หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางทะเบียนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้การโอนกรรมสิทธิ์บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ หากผู้รับโอนยังไม่ได้รับการครอบครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจริง ย่อมยังอาจถือได้ว่าผู้โอนคงค้างหน้าที่ตามคำพิพากษาอยู่ 4. คำถาม เหตุใดศาลจึงอนุญาตให้บังคับคดีเกี่ยวกับรถยนต์ได้ แต่ไม่อนุญาตให้บังคับคดีในส่วนการไถ่ถอนทรัพย์สินที่จำนอง คำตอบ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่สภาพแห่งหนี้และลักษณะของการปฏิบัติตามคำพิพากษา สำหรับรถยนต์ตามคดีนี้ ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้จะมีการดำเนินการทางทะเบียนแล้วก็ตาม จึงถือว่าภาระหน้าที่ยังไม่เสร็จสิ้นและยังอยู่ในสภาพที่สามารถใช้กระบวนการบังคับคดีเพื่อให้มีการส่งมอบทรัพย์ได้ แต่ในส่วนทรัพย์สินที่ติดจำนองนั้น จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่ธนาคารและไถ่ถอนทรัพย์สินให้พ้นจากภาระจำนองเสียก่อน จึงจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ศาลเห็นว่าภาระหน้าที่ดังกล่าวไม่ใช่หนี้ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะสามารถเข้าไปดำเนินการแทนได้โดยตรง จึงไม่อยู่ในขอบเขตของการบังคับคดีตามที่โจทก์ร้องขอ ความแตกต่างนี้ทำให้คดีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการจำแนกประเภทหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อพิจารณาว่าสามารถใช้กระบวนการบังคับคดีได้เพียงใด 5. คำถาม คดีนี้ให้หลักกฎหมายสำคัญอะไรแก่ผู้ที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สิน คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญที่ได้จากคดีนี้คือ การกำหนดเงื่อนไขหรือภาระหน้าที่ในสัญญาประนีประนอมยอมความควรคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการบังคับตามคำพิพากษาในอนาคตด้วย เพราะแม้คู่ความจะตกลงกันไว้อย่างชัดเจนและศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว แต่หากภาระหน้าที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำที่ต้องอาศัยเงื่อนไขเพิ่มเติมหรือจำเป็นต้องดำเนินการเฉพาะตัว กระบวนการบังคับคดีอาจไม่สามารถนำมาใช้ได้ครบถ้วนตามที่คู่ความคาดหวัง คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่าการโอนทรัพย์สินบางประเภท โดยเฉพาะสังหาริมทรัพย์ เช่น รถยนต์ ต้องพิจารณาทั้งการเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนและการส่งมอบทรัพย์สินควบคู่กันไป การร่างข้อตกลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับการส่งมอบทรัพย์ การครอบครอง และขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดข้อพิพาทและเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในภายหลัง. อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 หลักกฎหมายตามมาตรา 275 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและดำเนินกระบวนการบังคับคดีผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล อย่างไรก็ตาม การใช้มาตราดังกล่าวมิได้หมายความว่าหนี้ทุกประเภทที่ปรากฏอยู่ในคำพิพากษาจะสามารถเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีได้ทั้งหมด แต่ต้องพิจารณาประกอบกับสภาพแห่งหนี้และลักษณะของการบังคับคดีในแต่ละกรณีด้วย คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการขอออกหมายบังคับคดีตามมาตรา 275 ต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะของหนี้ที่ปรากฏในคำพิพากษา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้บางประเภทแม้จะเกิดขึ้นจากสัญญาประนีประนอมยอมความและได้รับการรับรองโดยคำพิพากษาแล้ว แต่หากเป็นหนี้ที่กำหนดให้ลูกหนี้ต้องดำเนินการเฉพาะตัว หรือเป็นหนี้ที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขบางประการก่อน ก็อาจไม่อยู่ในขอบเขตที่สามารถใช้มาตรา 275 เพื่อดำเนินการบังคับคดีได้ ในคดีนี้ จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่ธนาคารและไถ่ถอนทรัพย์สินที่ติดจำนองก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรได้ ศาลฎีกาเห็นว่าหนี้ดังกล่าวมิใช่หนี้ที่กำหนดให้ชำระเงินแก่โจทก์โดยตรง และมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถเข้าไปดำเนินการแทนจำเลยได้ การขอให้ออกหมายบังคับคดีตามมาตรา 275 เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการเกี่ยวกับภาระหน้าที่ดังกล่าวจึงไม่อยู่ในขอบเขตที่กฎหมายเปิดช่องให้กระทำได้ สาระสำคัญที่ได้รับจากคำพิพากษานี้คือ มาตรา 275 มิใช่บทบัญญัติที่เปิดทางให้ใช้กระบวนการบังคับคดีได้โดยไม่จำกัด แต่เป็นบทบัญญัติที่ต้องตีความควบคู่กับสภาพแห่งหนี้ตามคำพิพากษา หากสภาพแห่งหนี้ไม่เหมาะสมหรือไม่อยู่ในลักษณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการแทนลูกหนี้ได้ การขอออกหมายบังคับคดีย่อมไม่อาจกระทำได้ แม้เจ้าหนี้จะเป็นผู้มีสิทธิตามคำพิพากษาก็ตาม อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 มาตรา 276 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการบังคับคดีและการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีภายหลังการออกหมายบังคับคดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปตามขอบเขตและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม การนำมาตรา 276 มาใช้ย่อมต้องอยู่ภายใต้หลักการเดียวกันกับมาตรา 275 กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่สภาพแห่งหนี้นั้นสามารถเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีได้ตามกฎหมายก่อน ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้พิจารณามาตรา 275 ประกอบมาตรา 276 และวางหลักสำคัญว่า การบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือการบังคับให้จำเลยชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนทรัพย์สินที่จำนองอยู่ มิใช่เรื่องที่กฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทุกกรณี ดังนั้น แม้จะมีการร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีโดยอาศัยมาตรา 275 และมาตรา 276 แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่อยู่ในขอบเขตของการบังคับคดี การอ้างบทบัญญัติดังกล่าวก็ไม่อาจทำให้เกิดอำนาจบังคับคดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปว่า สำหรับรถยนต์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งจำเลยยังมิได้ส่งมอบให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับ แม้จะมีการเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนแล้วก็ตาม ยังถือว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยสมบูรณ์ เนื่องจากรถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์และการโอนกรรมสิทธิ์ต้องมีการส่งมอบทรัพย์ประกอบด้วย เมื่อภาระหน้าที่ยังไม่เสร็จสิ้น จึงเป็นกรณีที่ยังสามารถใช้กระบวนการบังคับคดีผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ คำพิพากษานี้จึงแสดงให้เห็นว่า มาตรา 276 มิได้ทำหน้าที่เพียงรองรับการดำเนินการทางเทคนิคของการบังคับคดีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนหลักการสำคัญว่า การบังคับคดีจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสภาพแห่งหนี้นั้นอยู่ในลักษณะที่กฎหมายยอมรับให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการได้จริง หากหนี้ตามคำพิพากษาไม่อยู่ในลักษณะดังกล่าว แม้จะมีคำพิพากษาและมีการร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีแล้ว ก็ไม่อาจใช้มาตรา 276 เพื่อขยายขอบเขตอำนาจการบังคับคดีเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นแนวทางสำคัญในการทำความเข้าใจเรื่องขอบเขตการบังคับคดีตามคำพิพากษา โดยศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การมีคำพิพากษาหรือสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้หมายความว่าหนี้ทุกประเภทจะสามารถเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีได้ทั้งหมด การพิจารณาต้องคำนึงถึงสภาพแห่งหนี้และสภาพแห่งการบังคับคดีเป็นสำคัญ หนี้ที่กำหนดให้ลูกหนี้ต้องชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกและไถ่ถอนทรัพย์สินก่อนโอนกรรมสิทธิ์ มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถดำเนินการแทนได้ ขณะที่กรณีรถยนต์ซึ่งยังไม่มีการส่งมอบแก่ผู้มีสิทธิได้รับตามคำพิพากษา แม้จะมีการเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนแล้วก็ตาม ยังคงถือว่าการปฏิบัติตามคำพิพากษาไม่เสร็จสมบูรณ์ และยังสามารถใช้กระบวนการบังคับคดีเพื่อให้มีการส่งมอบทรัพย์สินได้ สาระสำคัญที่สุดของคดีจึงอยู่ที่การแยกแยะระหว่างหนี้ที่อยู่ในสภาพแห่งการบังคับคดีกับหนี้ที่ไม่อยู่ในสภาพแห่งการบังคับคดี ซึ่งเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่มีผลต่อการตีความคำพิพากษา การจัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และการดำเนินกระบวนการบังคับคดีในทางปฏิบัติอย่างยิ่ง. ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2561 สภาพแห่งการบังคับคดีที่จะบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมก็ดี หรือชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองก็ดี มิใช่เรื่องที่เปิดช่องให้ทำได้โดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่อาจร้องขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ออกหมายบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 ประกอบมาตรา 276 สำหรับหนี้ที่จำเลยจะต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ แม้รถยนต์ตามข้อ 1.7 ถึง 1.10 จำเลยโอนทะเบียนเป็นชื่อของบุตรแล้ว และรถยนต์ตามข้อ 1.11 โจทก์เป็นผู้มีชื่อทางทะเบียน แต่รถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ การโอนกรรมสิทธิ์จะต้องมีการส่งมอบทรัพย์ด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าว ถือว่ายังไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์มีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีทางเจ้าพนักงานบังคับคดีแก่จำเลยได้ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อความว่า ข้อ 1. โจทก์และจำเลยตกลงแบ่งทรัพย์สินดังต่อไปนี้ 1.1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 45203 จำเลยมีกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 3 ส่วน ในส่วนของจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์โดยจำเลยตกลงส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินพร้อมเอกสารชุดโอน ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2556 1.2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 35001 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ติดจำนองไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 6,000,000 บาท จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จนเสร็จสิ้น แล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้บุตรทั้งสี่ 1.3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 61485 จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยตกลงส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินพร้อมเอกสารชุดโอน ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2556 1.4 ห้องชุดเลขที่ 172-14/206 อาคารชุดลัดดาคอนโดวิว ติดจำนองไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 3,000,000 บาท จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จนเสร็จสิ้น แล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่ 1.5 ทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียว โครงการหมู่บ้านห้วยปราบบึงทอง ติดจำนองไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 270,000 บาท จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จนเสร็จสิ้น แล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่ 1.6 รถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ทะเบียน 83 - 7687 ชลบุรี จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่ง 1.7 รถยนต์กระบะ ทะเบียน ผก - 5388 ชลบุรี จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่ง 1.8 รถยนต์กระบะ ทะเบียน ผฉ - 3114 ชลบุรี จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่ง 1.9 รถยนต์กระบะ ทะเบียน ผก - 9562 ชลบุรี จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่ง 1.10 รถยนต์กระบะ ทะเบียน ผก - 8037 ชลบุรี (ที่ถูก ผค - 8037) จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่ง 1.11 รถยนต์กระบะ ทะเบียน 1 ธ - 4352 ชลบุรี จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่ง ข้อ 2 โจทก์และจำเลยตกลงไม่ติดใจเรียกร้องทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส, ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสี่ และค่าใช้จ่ายใด ๆ ต่อเดือน ตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าและหนังสือสัญญาหย่า ฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2549 อีกต่อไป ข้อ 3 ทรัพย์สินตามข้อ 1.2, 1.4 และ 1.5 จำเลยมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุตรทั้งสี่ ข้อ 4 หากจำเลยผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ข้อ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความส่วนที่ศาลสั่งไม่คืนเป็นพับ ข้อ 6 หากจำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามข้อ 1.1 และข้อ 1.3 ให้แก่โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ข้อ 7 โจทก์และจำเลยตกลงยินยอมตามข้อ 1 ถึงข้อ 6 โจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและผิดนัดหลายเดือนจนกระทั่งวันที่ 28 มกราคม 2557 จำเลยเพิ่งมอบต้นฉบับชุดโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 45203 และ 61485 แก่โจทก์ และรถยนต์กระบะตามสัญญาข้อ 1.7 และข้อ 1.8 ทะเบียน ผก - 5388 ชลบุรี และ ผฉ - 3114 ชลบุรี จำเลยโอนทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นของนายนันทิภาคย์ วันที่ 23 และ 22 มกราคม 2557 แต่ไม่มอบการครอบครองรถให้นายนันทิภาคย์ส่วนทรัพย์สินอื่น ๆ นอกจากนี้จำเลยไม่ปฏิบัติตามยอม ขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ตามสัญญายอมข้อ 1.2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 35001 ข้อ 1.4 ห้องชุดเลขที่ 172-14/206 ข้อ 1.5 ทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียว โครงการหมู่บ้านห้วยปราบบึงทอง โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดชำระหนี้จำนองแล้วโอนให้บุตรทั้งสี่ของโจทก์กับจำเลย ให้จำเลยรับผิดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ กับขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ห้ามมิให้ยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ข้อ 1.7 รถยนต์กระบะ ทะเบียน ผก - 5388 ชลบุรี และข้อ 1.8 รถยนต์กระบะ ผฉ - 3114 ชลบุรี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อส่งมอบให้แก่เจ้าของ ส่วนทรัพย์สินตามข้อ 1.6 รถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ทะเบียน 83 - 7687 ชลบุรี ข้อ 1.9 รถยนต์กระบะ ทะเบียน ผก - 9562 ข้อ 1.10 รถยนต์กระบะ ทะเบียน ผค - 8037 ชลบุรี และข้อ 1.11 รถยนต์กระบะ ทะเบียน 1 ธ - 4352 ชลบุรี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดและให้ใช้คำพิพากษาตามยอมแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการโอนกรรมสิทธิ์และเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนให้บุตรทั้งสี่หรือคนใดคนหนึ่ง โดยจำเลยเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ โจทก์ยื่นคำขอยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำขอ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้รับคำขอยึดทรัพย์ของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง เพิกถอนคำสั่งและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีใหม่เพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในข้อที่จำเลยยังมิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์สามารถดำเนินการบังคับคดีทางเจ้าพนักงานบังคับคดีแก่จำเลยได้เพียงใด เห็นว่า คดีนี้หนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์นั้น คือหนี้ที่จำเลยจะต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่มีทะเบียนการค้าและใบประกอบการขนส่งตามข้อ 1.6 ให้แก่บุตรทั้งสี่หรือบุตรคนใดคนหนึ่งเป็นหนี้ที่จำเลยยังไม่อาจปฏิบัติการชำระหนี้เพราะบุตรทั้งสี่ไม่มีทะเบียนการค้าหรือใบประกอบการขนส่ง ส่วนหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่ธนาคารจนเสร็จสิ้นแล้วโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินห้องชุด และทาวน์เฮ้าส์ ที่จำนองอยู่แก่ธนาคารดังกล่าวตามข้อ 1.2, 1.4 และ 1.5 ให้แก่บุตรทั้งสี่ ถือว่าเป็นหนี้ที่จำเลยจะต้องกระทำการไถ่ถอนทรัพย์สินซึ่งจำนองให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นให้แก่บุตรตามคำพิพากษาตามยอม มิใช่หนี้ตามคำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยชำระเงินจำนวนหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา สภาพแห่งการบังคับคดีที่จะบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมก็ดี หรือชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองก็ดี มิใช่เรื่องที่เปิดช่องให้ทำได้โดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่อาจร้องขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ ออกหมายบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 ประกอบมาตรา 276 สำหรับหนี้ที่จำเลยจะต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ตามข้อ 1.7 ถึง 1.11 แม้รถยนต์ตามข้อ 1.7 ถึง 1.10 จำเลยโอนทะเบียนเป็นชื่อของบุตรแล้ว และรถยนต์ตามข้อ 1.11 โจทก์เป็นผู้มีชื่อทางทะเบียน แต่รถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์ การโอนกรรมสิทธิ์จะต้องมีการส่งมอบทรัพย์ด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าว ถือว่ายังไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์มีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีทางเจ้าพนักงานบังคับคดีแก่จำเลยได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยยังคงให้ออกหมายบังคับคดีในส่วนหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1.7 ถึง 1.11 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้เป็นพับ
|




