
| ศาลที่บังคับคดีแทนมีอำนาจสั่งยึดทรัพย์ที่โอนให้บุคคลภายนอกได้หรือไม่ วิเคราะห์หลักการบังคับคดีนอกเขตศาล
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการบังคับคดีแทน เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสืบพบว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินเพิ่มเติมซึ่งได้โอนไปให้บุคคลภายนอกภายหลังมีคำพิพากษา และเจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิเสธการยึดทรัพย์โดยเห็นว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียนมิใช่ลูกหนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยถึงขอบเขตอำนาจของศาลที่บังคับคดีแทนในการไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งเกี่ยวกับการดำเนินการบังคับคดี ตลอดจนการตีความบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับการบังคับคดีนอกเขตศาล ซึ่งเป็นหลักกฎหมายสำคัญสำหรับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดี และผู้ปฏิบัติงานด้านการบังคับคดี เนื่องจากแสดงให้เห็นว่าศาลที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการบังคับคดีแทนมิได้มีหน้าที่เพียงดำเนินการตามคำสั่งเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนการบังคับคดีตามที่กฎหมายบัญญัติ เพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปโดยครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นธรรม สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ได้รับคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย โดยกำหนดให้ผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน และหากผิดนัดงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด พร้อมเปิดโอกาสให้โจทก์บังคับคดีและบังคับจำนองได้ทันที ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงดำเนินการยึดทรัพย์จำนองและขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำนวนเงินที่ได้รับยังไม่เพียงพอต่อหนี้ตามคำพิพากษา ทำให้ยังมีหนี้คงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก ภายหลังการบังคับจำนอง โจทก์สืบพบว่าจำเลยมีทรัพย์สินเพิ่มเติม ได้แก่ ที่ดินและห้องชุด ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยได้โอนให้บุคคลภายนอกโดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทน จึงยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้ดำเนินการยึดทรัพย์ดังกล่าว โดยการบังคับคดีในส่วนนี้ได้มีการมอบหมายให้สำนักงานบังคับคดีแพ่งในอีกเขตหนึ่งดำเนินการแทน เนื่องจากทรัพย์สินตั้งอยู่นอกเขตศาลที่มีคำพิพากษาเดิม อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีที่รับดำเนินการแทนมีคำสั่งไม่ยึดทรัพย์ โดยให้เหตุผลว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียนมิใช่จำเลย และเห็นว่าโจทก์จำต้องไปใช้สิทธิทางศาลก่อน จึงจะสามารถดำเนินการบังคับคดีต่อทรัพย์ดังกล่าวได้ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งดังกล่าว โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลที่ทำหน้าที่บังคับคดีแทน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่สืบพบ แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าศาลที่มีอำนาจพิจารณาคำร้องควรเป็นศาลที่พิจารณาและพิพากษาคดีในชั้นต้น จึงไม่รับคำร้อง ต่อมาเมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ส่งผลให้คดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งต้องวินิจฉัยว่าศาลที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการบังคับคดีแทนมีอำนาจรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดีได้หรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันว่า ศาลเดิมได้ออกหมายบังคับคดีและมีการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว อีกทั้งได้มีการมอบหมายให้ดำเนินการบังคับคดีแทนในเขตที่ทรัพย์สินตั้งอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงทำให้ประเด็นสำคัญของคดีมิใช่การพิสูจน์ว่าทรัพย์เป็นของผู้ใด แต่เป็นการวินิจฉัยขอบเขตอำนาจของศาลที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการบังคับคดีแทน ว่าสามารถไต่สวนคำร้อง เพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี และกำหนดวิธีดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้หรือไม่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับอำนาจของศาลที่บังคับคดีแทน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งได้รับมอบหมายให้ดำเนินการบังคับคดีแทนมีคำสั่งไม่ยึดทรัพย์ตามคำขอของเจ้าหนี้ โดยให้เหตุผลว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียนมิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าหนี้สามารถยื่นคำร้องต่อศาลที่ได้รับมอบหมายให้บังคับคดีแทนเพื่อขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งดังกล่าวได้หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจศาลในการดำเนินกระบวนการบังคับคดี มิใช่ปัญหาเกี่ยวกับการพิจารณาคดีเดิมหรือการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเดิมแต่อย่างใด ศาลฎีกาพิจารณาบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่กำหนดให้คำร้องหรือคำฟ้องใดซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดี และจำเป็นต้องได้รับคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง ต้องยื่นต่อศาลที่มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดี พร้อมทั้งพิจารณาบทบัญญัติที่กำหนดอำนาจของศาลในการบังคับคดีทั้งกรณีที่ศาลผู้พิจารณาคดีในชั้นต้นเป็นผู้ดำเนินการเอง และกรณีที่มีการมอบหมายให้ศาลอื่นดำเนินการบังคับคดีแทนเมื่อทรัพย์สินตั้งอยู่นอกเขตอำนาจของศาลเดิม จากข้อเท็จจริง ศาลฎีการับฟังว่า หลังจากมีการออกหมายบังคับคดีและขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้ว เจ้าหนี้สืบพบทรัพย์สินเพิ่มเติมของลูกหนี้ซึ่งตั้งอยู่นอกเขตศาลที่มีคำพิพากษา ศาลเดิมจึงมีคำสั่งให้สำนักงานบังคับคดีอีกแห่งหนึ่งดำเนินการบังคับคดีแทน และมีการแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเรียบร้อยแล้ว จึงถือว่าได้มีการบังคับคดีนอกเขตศาลโดยชอบด้วยกฎหมาย และศาลที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการบังคับคดีแทนย่อมมีฐานะเป็นศาลที่ใช้อำนาจเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการบังคับคดีในส่วนที่ได้รับมอบหมาย มิใช่เพียงทำหน้าที่ในเชิงธุรการหรือปฏิบัติตามคำสั่งของศาลเดิมเท่านั้น ศาลฎีกายังเห็นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยอมยึดทรัพย์เพราะผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียนมิใช่ลูกหนี้ เป็นคำสั่งที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการบังคับคดี ซึ่งหากเจ้าหนี้เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลที่มีอำนาจกำกับดูแลการบังคับคดีพิจารณาตรวจสอบได้ ทั้งนี้ เนื่องจากคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีมิใช่คำวินิจฉัยเด็ดขาดเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน แต่เป็นการใช้ดุลพินิจในกระบวนการบังคับคดีซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อศาลที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการบังคับคดีแทนเป็นศาลที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งทรัพย์สินตั้งอยู่ อีกทั้งเป็นศาลที่ใกล้ชิดกับพยานหลักฐานและการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลดังกล่าวจึงสามารถไต่สวนข้อเท็จจริง ตรวจสอบความถูกต้องของคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี และหากเห็นว่าการดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมาย ก็มีอำนาจเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งดังกล่าว รวมทั้งกำหนดวิธีดำเนินการบังคับคดีต่อไปเพื่อให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและเกิดความยุติธรรมแก่คู่ความได้ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าเจ้าหนี้ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลที่บังคับคดีแทน เพราะเมื่อได้มีการมอบหมายการบังคับคดีนอกเขตศาลโดยชอบแล้ว ศาลที่ได้รับมอบหมายย่อมมีอำนาจพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับการดำเนินการบังคับคดีในส่วนที่ตนรับผิดชอบ รวมทั้งมีอำนาจออกคำสั่งที่จำเป็นเพื่อให้กระบวนการบังคับคดีดำเนินไปได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง และสอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นการยืนยันหลักสำคัญว่า การมอบหมายให้ศาลอื่นดำเนินการบังคับคดีแทนมิได้เป็นเพียงการโอนภารกิจในการปฏิบัติงานเท่านั้น แต่รวมถึงการให้อำนาจศาลผู้รับมอบหมายในการควบคุม ตรวจสอบ และกำหนดวิธีดำเนินกระบวนการบังคับคดีในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน เพื่อให้การบังคับคดีนอกเขตศาลสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง วิเคราะห์หลักกฎหมายและหลักเกณฑ์การบังคับคดีตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัย สาระสำคัญของคดีนี้มิได้อยู่ที่การวินิจฉัยว่าเจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์ดังกล่าวได้ในที่สุดหรือไม่ แต่เป็นการกำหนดขอบเขตอำนาจของศาลในกระบวนการบังคับคดี เมื่อมีการแต่งตั้งให้ศาลอีกแห่งหนึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนเนื่องจากทรัพย์สินตั้งอยู่นอกเขตอำนาจของศาลเดิม ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อการบังคับคดีได้ถูกโอนให้ดำเนินการในอีกเขตศาลหนึ่งโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลที่ได้รับมอบหมายย่อมมีอำนาจดำเนินการทุกประการที่จำเป็นต่อการบังคับคดีในส่วนที่ได้รับมอบหมาย มิใช่มีหน้าที่เพียงประสานงานหรือปฏิบัติตามคำสั่งของศาลเดิมเท่านั้น ศาลฎีกาอธิบายว่า บทบัญญัติที่กำหนดให้คำร้องซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีและจำเป็นต้องได้รับคำวินิจฉัยของศาลก่อนการดำเนินการบังคับคดีจะเป็นไปโดยครบถ้วนและถูกต้อง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการบังคับคดีอยู่ภายใต้การควบคุมของศาล เมื่อเกิดข้อโต้แย้งหรือข้อขัดข้องระหว่างการดำเนินการ เจ้าหนี้จึงสามารถนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลที่มีอำนาจเกี่ยวกับการบังคับคดีได้ เพื่อให้ศาลตรวจสอบว่าการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ สำหรับกรณีที่มีการบังคับคดีนอกเขตศาล ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อศาลที่มีอำนาจบังคับคดีได้มอบหมายให้ศาลอีกแห่งหนึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนแล้ว ศาลผู้รับมอบหมายย่อมมีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและมีอำนาจออกคำสั่งต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินกระบวนการบังคับคดีในเขตของตน ทั้งยังมีหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปตามกฎหมาย จึงถือเป็นอำนาจที่เกิดขึ้นโดยตรงจากบทบัญญัติของกฎหมาย มิใช่อำนาจที่ต้องรอการอนุมัติจากศาลที่มีคำพิพากษาเดิมในทุกกรณี ข้อเท็จจริงในคดีนี้แสดงให้เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้รับดำเนินการแทนปฏิเสธการยึดทรัพย์โดยอาศัยเหตุว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียนมิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา และให้เจ้าหนี้ไปใช้สิทธิทางศาลก่อน ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นของลูกหนี้หรือไม่ แต่พิจารณาว่า เมื่อเจ้าหนี้เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธินำข้อโต้แย้งดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของศาลที่กำลังดำเนินการบังคับคดีแทน เพื่อให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งตามอำนาจหน้าที่ของตนได้ ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าศาลผู้รับมอบหมายเป็นศาลที่อยู่ใกล้กับทรัพย์สินและอยู่ใกล้ชิดกับพยานหลักฐานเกี่ยวกับการบังคับคดีมากที่สุด จึงสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงและควบคุมการดำเนินงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ การให้อำนาจแก่ศาลดังกล่าวในการไต่สวนและออกคำสั่งจึงสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการบังคับคดีนอกเขตศาล ซึ่งต้องการให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และลดอุปสรรคจากการที่ทรัพย์สินตั้งอยู่คนละเขตศาลกับศาลที่มีคำพิพากษา จากเหตุผลดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นซึ่งได้รับมอบหมายให้ดำเนินการบังคับคดีแทนมีอำนาจรับคำร้องของเจ้าหนี้ไว้พิจารณา ไต่สวนข้อเท็จจริง และมีคำสั่งเกี่ยวกับการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ การที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องโดยเห็นว่ามีเพียงศาลที่พิจารณาคดีในชั้นต้นเท่านั้นที่มีอำนาจ จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายและหลักการบังคับคดีนอกเขตศาลตามที่ศาลฎีกาตีความไว้ คำพิพากษานี้จึงยืนยันหลักกฎหมายที่สำคัญว่า เมื่อมีการมอบหมายการบังคับคดีไปยังศาลอื่นตามกฎหมายแล้ว ศาลผู้รับมอบหมายย่อมมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการบังคับคดีในส่วนที่ได้รับมอบหมายอย่างครบถ้วน รวมถึงการพิจารณาคำร้อง การไต่สวนข้อเท็จจริง การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี การเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนการบังคับคดี และการกำหนดวิธีดำเนินการที่เหมาะสม เพื่อให้การบังคับคดีดำเนินไปโดยถูกต้อง เป็นธรรม และสอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาวินิจฉัย จากเหตุผลในคำพิพากษา ศาลฎีกาได้อธิบายให้เห็นถึงหลักการสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า กระบวนการบังคับคดีมิใช่เพียงขั้นตอนภายหลังคำพิพากษาเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอำนวยความยุติธรรมที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของศาลอย่างต่อเนื่อง เมื่อเกิดข้อขัดข้องหรือข้อพิพาทระหว่างการดำเนินการบังคับคดี ศาลย่อมต้องมีอำนาจเข้าตรวจสอบและมีคำสั่งเพื่อให้การบังคับคดีสามารถดำเนินไปได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นธรรมตามที่กฎหมายมุ่งหมายไว้ ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งต้องบังคับคดีตั้งอยู่นอกเขตศาลที่มีคำพิพากษา กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการมอบหมายการบังคับคดีไปยังศาลอีกแห่งหนึ่ง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงในพื้นที่ การมอบหมายดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์เพียงแบ่งเบาภาระด้านการปฏิบัติงานของศาลเดิม แต่ยังมุ่งหมายให้ศาลผู้รับมอบหมายสามารถใช้อำนาจทางศาลในการควบคุมกระบวนการบังคับคดีภายในเขตอำนาจของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะศาลดังกล่าวเป็นผู้ที่อยู่ใกล้กับทรัพย์สิน เจ้าพนักงานบังคับคดี และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมากที่สุด ศาลฎีกายังแสดงให้เห็นว่า หากตีความว่าศาลผู้รับมอบหมายไม่มีอำนาจพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับการบังคับคดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องกลับไปยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีเดิมทุกครั้ง แม้ว่าการบังคับคดีจะอยู่ในอีกจังหวัดหรืออีกเขตศาลหนึ่งแล้วก็ตาม ย่อมทำให้กระบวนการบังคับคดีเกิดความล่าช้า เพิ่มภาระแก่คู่ความ และไม่สอดคล้องกับระบบการบังคับคดีนอกเขตศาลที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้น การตีความให้ศาลผู้รับมอบหมายมีอำนาจรับคำร้อง ไต่สวน และมีคำสั่งเกี่ยวกับการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงเป็นการตีความที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายและช่วยให้การบังคับคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา โดยเห็นว่า เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งที่เจ้าหนี้เห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหนี้ต้องมีช่องทางให้ศาลตรวจสอบคำสั่งดังกล่าวได้ มิฉะนั้นคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของศาล ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่กำหนดให้ศาลเป็นผู้ควบคุมกระบวนการบังคับคดีทั้งหมด การให้อำนาจศาลผู้รับมอบหมายตรวจสอบคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายในกระบวนการบังคับคดี อีกประการหนึ่ง ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยล่วงหน้าว่าทรัพย์ที่เจ้าหนี้อ้างถึงเป็นของลูกหนี้หรือไม่ หรือการโอนทรัพย์ดังกล่าวมีผลทางกฎหมายอย่างไร แต่ศาลวินิจฉัยเฉพาะประเด็นเรื่องอำนาจของศาลในการรับคำร้องและพิจารณาข้อโต้แย้งเกี่ยวกับคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงหลักการสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่แยกเรื่องอำนาจในการพิจารณาคำร้องออกจากการวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน เพื่อให้แต่ละประเด็นได้รับการพิจารณาตามลำดับขั้นตอนของกฎหมายอย่างเหมาะสม จากเหตุผลทั้งหมดดังกล่าว คำพิพากษานี้จึงสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งให้การบังคับคดีนอกเขตศาลสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของศาลที่รับผิดชอบโดยตรงในพื้นที่นั้น โดยศาลผู้รับมอบหมายสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบ แก้ไข และกำหนดแนวทางการบังคับคดีได้ เพื่อให้การบังคับตามคำพิพากษาบรรลุผลอย่างแท้จริงและเป็นไปตามหลักความยุติธรรมที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องของโจทก์ โดยเห็นว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องเกี่ยวกับการขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ตามกระบวนการบังคับคดี แต่ยังไม่ปรากฏว่าศาลซึ่งเป็นผู้พิจารณาและพิพากษาคดีในชั้นต้นได้มีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้วหรือไม่ จึงเห็นว่าโจทก์ควรยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาและชี้ขาดคดีเดิม เนื่องจากเป็นศาลที่มีอำนาจเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิจารณาแล้วเห็นพ้องกับเหตุผลของศาลชั้นต้นว่า การยื่นคำร้องของโจทก์ควรดำเนินการต่อศาลที่พิจารณาและพิพากษาคดีในชั้นต้น จึงพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น พร้อมกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลที่มีอำนาจบังคับคดีได้มอบหมายให้ศาลอีกแห่งหนึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนเนื่องจากทรัพย์สินตั้งอยู่นอกเขตศาลแล้ว ศาลที่ได้รับมอบหมายย่อมมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดีในส่วนที่ได้รับมอบหมาย รวมทั้งมีอำนาจตรวจสอบและเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ หากเห็นว่าการดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องของโจทก์และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้พิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นหลักการสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า การมอบหมายให้ศาลอื่นดำเนินการบังคับคดีแทนมิใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนสถานที่ดำเนินการบังคับคดี หากแต่เป็นการมอบอำนาจให้ศาลผู้รับมอบหมายสามารถใช้อำนาจทางศาลในการควบคุม กำกับ ตรวจสอบ และแก้ไขกระบวนการบังคับคดีในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนได้อย่างเต็มที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธินำข้อพิพาทดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของศาลที่กำลังดำเนินการบังคับคดีแทน โดยไม่จำเป็นต้องกลับไปยื่นคำร้องต่อศาลที่มีคำพิพากษาเดิมทุกกรณี หลักการดังกล่าวช่วยให้การบังคับคดีนอกเขตศาลดำเนินไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของศาลอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและรักษาความถูกต้องของกระบวนการบังคับคดีให้เป็นไปตามกฎหมายทุกขั้นตอน ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดอำนาจของศาลที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการบังคับคดีแทน ว่าสามารถรับคำร้อง ไต่สวน และมีคำสั่งเกี่ยวกับการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโต้แย้งว่าคำสั่งไม่ยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสรุป อำนาจของศาลที่บังคับคดีแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 วรรคสาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมีการบังคับคดีนอกเขตศาลและศาลเดิมได้มอบหมายให้ศาลอีกแห่งหนึ่งดำเนินการบังคับคดีแทน ศาลผู้รับมอบหมายย่อมมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการบังคับคดีในส่วนที่ได้รับมอบหมาย รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาคำร้องและออกคำสั่งที่จำเป็นเพื่อให้การบังคับคดีดำเนินไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย มิใช่มีหน้าที่เพียงประสานงานหรือปฏิบัติตามคำสั่งของศาลเดิมเท่านั้น การยึดทรัพย์ที่มีชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าทรัพย์ที่มีชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แท้จริงเป็นทรัพย์ของลูกหนี้และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งไม่ยึดทรัพย์ เจ้าหนี้มีสิทธินำข้อโต้แย้งดังกล่าวยื่นต่อศาลที่ดำเนินการบังคับคดีแทน เพื่อให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินการบังคับคดีได้ ทั้งนี้ ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นของลูกหนี้หรือไม่ แต่รับรองอำนาจของศาลในการพิจารณาคำร้องและควบคุมกระบวนการบังคับคดีให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ศาลที่บังคับคดีแทนมีอำนาจพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับการยึดทรัพย์แทนศาลที่มีคำพิพากษาเดิมได้หรือไม่ คำตอบ ตามหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ เมื่อศาลที่มีอำนาจบังคับคดีได้มอบหมายให้ศาลอีกแห่งหนึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนเนื่องจากทรัพย์สินตั้งอยู่นอกเขตศาล ศาลที่ได้รับมอบหมายย่อมมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการบังคับคดีในส่วนที่ได้รับมอบหมายได้ มิใช่มีหน้าที่เพียงประสานงานหรือดำเนินการตามคำสั่งของศาลเดิมเท่านั้น หากเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดี เช่น การมีคำสั่งไม่ยึดทรัพย์ตามคำขอของเจ้าหนี้ ศาลที่บังคับคดีแทนย่อมมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณา ไต่สวนข้อเท็จจริง และมีคำสั่งตามที่กฎหมายกำหนดได้ เพราะเป็นศาลที่กำลังควบคุมกระบวนการบังคับคดีในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ การตีความเช่นนี้ทำให้การบังคับคดีนอกเขตศาลดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความล่าช้า และยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของศาลตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยเฉพาะเรื่องอำนาจในการพิจารณาคำร้อง มิได้วินิจฉัยว่าทรัพย์พิพาทเป็นของลูกหนี้หรือไม่ ซึ่งยังต้องดำเนินการตามกระบวนการพิจารณาต่อไป 2 คำถาม หากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดทรัพย์เพราะผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียนไม่ใช่ลูกหนี้ เจ้าหนี้ต้องดำเนินการอย่างไร คำตอบ ในคดีนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้รับดำเนินการบังคับคดีแทนมีคำสั่งไม่ยึดทรัพย์โดยให้เหตุผลว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียนมิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา และเห็นว่าเจ้าหนี้ต้องไปใช้สิทธิทางศาลก่อน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากเจ้าหนี้เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่กำลังดำเนินการบังคับคดีแทนเพื่อขอให้ศาลไต่สวนและพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ เพราะคำสั่งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบังคับคดีซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของศาล อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นของลูกหนี้หรือการโอนทรัพย์มีผลอย่างไร แต่รับรองว่าศาลที่บังคับคดีแทนมีอำนาจตรวจสอบคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี และหากเห็นว่าการดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมายก็สามารถเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งนั้นได้ตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด 3 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าศาลที่บังคับคดีแทนควรเป็นผู้พิจารณาคำร้องในคดีนี้ คำตอบ ศาลฎีกาให้เหตุผลว่า เมื่อมีการมอบหมายให้ศาลอีกแห่งหนึ่งดำเนินการบังคับคดีแทน ศาลดังกล่าวเป็นศาลที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งทรัพย์สินตั้งอยู่ และเป็นศาลที่ใกล้ชิดกับเจ้าพนักงานบังคับคดีรวมทั้งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการบังคับคดีมากที่สุด จึงสามารถไต่สวนข้อเท็จจริง ตรวจสอบการดำเนินงานของเจ้าพนักงานบังคับคดี และมีคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนการบังคับคดีได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม หากตีความว่าศาลผู้รับมอบหมายไม่มีอำนาจ เจ้าหนี้จะต้องกลับไปยื่นคำร้องต่อศาลที่มีคำพิพากษาเดิมทุกครั้ง แม้ว่าทรัพย์สินจะอยู่ต่างเขตศาลแล้วก็ตาม ซึ่งจะทำให้การบังคับคดีเกิดความล่าช้าและไม่สอดคล้องกับระบบการบังคับคดีนอกเขตศาลที่กฎหมายบัญญัติไว้ ศาลฎีกาจึงวางหลักให้ศาลผู้รับมอบหมายสามารถใช้อำนาจควบคุมกระบวนการบังคับคดีในส่วนที่ได้รับมอบหมายได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้การบังคับคดีดำเนินไปโดยมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามกฎหมาย 4 คำถาม คำพิพากษานี้วางหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการบังคับคดีนอกเขตศาลไว้อย่างไร คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้คือ การมอบหมายให้ศาลอื่นดำเนินการบังคับคดีแทนมิได้เป็นเพียงการเปลี่ยนสถานที่ดำเนินการหรือแบ่งเบาภาระของศาลเดิม แต่เป็นการมอบอำนาจให้ศาลผู้รับมอบหมายสามารถดำเนินกระบวนการบังคับคดีในส่วนที่ได้รับมอบหมายได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการรับคำร้อง การไต่สวนข้อเท็จจริง การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี การเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนการบังคับคดี และการกำหนดวิธีดำเนินการที่เหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับคดีนอกเขตศาลสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ถูกต้อง และเป็นธรรม หลักการดังกล่าวจึงมีความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยไม่กระทบต่อการพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินซึ่งยังต้องดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของศาลในการบังคับคดีนอกเขตศาล โดยวินิจฉัยว่า เมื่อศาลที่มีอำนาจบังคับคดีได้มอบหมายให้ศาลอีกแห่งหนึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนแล้ว ศาลผู้รับมอบหมายย่อมมิได้มีหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกหรือปฏิบัติตามคำสั่งของศาลเดิมเท่านั้น แต่มีอำนาจรับคำร้อง ไต่สวนข้อเท็จจริง ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี และมีคำสั่งเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการบังคับคดีในส่วนที่ได้รับมอบหมายได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ศาลฎีกายังชี้ให้เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งไม่ยึดทรัพย์โดยอ้างว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียนมิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา มิได้ตัดสิทธิของเจ้าหนี้ในการขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งดังกล่าว หากเจ้าหนี้เห็นว่าคำสั่งนั้นไม่ถูกต้อง ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่กำลังดำเนินการบังคับคดีแทน เพื่อให้ศาลใช้อำนาจตามกฎหมายพิจารณาและมีคำสั่งที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นของลูกหนี้หรือไม่ แต่รับรองอำนาจของศาลในการควบคุมและกำกับกระบวนการบังคับคดีให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สาระสำคัญของคำพิพากษานี้จึงอยู่ที่การตีความบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการบังคับคดีนอกเขตศาล เพื่อให้การบังคับตามคำพิพากษาสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ภายใต้การกำกับดูแลของศาลที่รับผิดชอบในพื้นที่ที่มีการดำเนินการบังคับคดี อันเป็นหลักประกันสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ควบคู่กับการรักษาความถูกต้องและความเป็นธรรมของกระบวนการบังคับคดีตามหลักนิติธรรม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8105/2568 ศาลที่จะมีการบังคับคดีแทน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 วรรคสาม มีอำนาจดำเนินการในกรณีที่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของจำเลยลูกหนี้ตามคำพิพากษามีชื่อของบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 298 นอกเหนือจากศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดพิษณุโลกพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน 347,840.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงิน 285,257.65 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 สิงหาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยจะชำระหนี้เป็นงวด งวดละเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 4,200 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 และงวดต่อไปทุกวันที่ 26 ของทุกเดือนติดต่อกันจนกว่าจะครบ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีและบังคับจำนองได้ทันที ปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ แต่ไม่พอชำระหนี้ คงค้างอยู่อีก 294,494.31 บาท ต่อมาโจทก์สืบพบทรัพย์สินของจำเลย ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 14009 และห้องชุดเลขที่ 84/51 ซึ่งจำเลยยกทรัพย์สินทั้งสองรายการให้บุคคลภายนอกโดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทน โดยสำนักงานบังคับคดีพิษณุโลกให้สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 บังคับคดีแทน สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 เห็นว่า ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ทั้งสองรายการดังกล่าวมิใช่เป็นของจำเลย ดังนั้น โจทก์ต้องไปใช้สิทธิทางศาลก่อน โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตรวจคำร้องแล้วมีการดำเนินการในชั้นเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคสาม แต่ยังไม่ปรากฏว่า ศาลจังหวัดพิษณุโลกซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น มีคำสั่งตามมาตรานี้แล้วหรือไม่ อย่างไร ชอบที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องให้ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิจารณามีคำสั่ง ชั้นนี้ไม่รับคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ ปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลจังหวัดพิษณุโลกออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แล้ว แต่ไม่พอชำระหนี้ ต่อมาโจทก์สืบพบทรัพย์ของจำเลยได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 14009 และห้องชุดเลขที่ 85/51 โจทก์ยื่นขอยึดทรัพย์ที่สืบพบทั้ง 2 รายการ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลก ให้สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 บังคับคดีแทน แต่สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 มีคำสั่งไม่ยึด อ้างว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งสองรายการดังกล่าวมิใช่เป็นของจำเลย โจทก์ต้องไปใช้สิทธิทางศาลก่อน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลที่บังคับคดีแทนให้เพิกถอนแก้ไขการบังคับคดีได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่กำหนดไว้ในมาตรา 271" และมาตรา 271 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีซึ่งมีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับคดีตามมาตรา 276 และมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง คือศาลที่ได้พิจารณาหรือชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น หรือตามที่มีกฎหมายบัญญัติ" วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่จะต้องบังคับนอกเขตศาล ให้ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีมีอำนาจตั้งให้ศาลอื่นบังคับคดีแทนได้ หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำแถลง หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีแทนทราบพร้อมด้วยสำเนาหมายบังคับคดีหรือสำเนาคำสั่งกำหนดวิธีการบังคับคดี ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลดังกล่าวแจ้งให้ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีทราบโดยไม่ชักช้า และให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีแทนตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือมีคำสั่งอื่นใดเพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไป" วรรคห้า บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการบังคับคดีนอกเขตศาลโดยบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ศาลที่บังคับคดีแทนมีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับคดีใดๆ โดยเฉพาะ หรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อแก้ไขบกพร่อง ผิดพลาดหรือฝ่าฝืนกฎหมายนั้น..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมในคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำพิพากษาและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลกยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ไม่พอชำระหนี้ ต่อมาโจทก์สืบพบทรัพย์ของจำเลยคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 14009 และห้องชุดเลขที่ 85/51 โจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดี จังหวัดพิษณุโลกขอให้ยึดทรัพย์ที่สืบพบทั้งสองรายการ เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลกขอให้ศาลชั้นต้นซึ่งทรัพย์ที่สืบพบดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตอำนาจมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ช่วยยึดทรัพย์และทำการขายทอดตลาดแทน ปรากฏตามหนังสือของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลก ที่ พล 0026/(1) 30682 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เรื่อง บังคับคดีแทน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ดำเนินการบังคับคดีแทนแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจดำเนินการในทรัพย์ของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์ที่สืบพบว่าจำเลยโอนไปหลังมีคำพิพากษา อันเป็นกรณีที่จะต้องบังคับคดีนอกเขตศาล โดยมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งใด ๆ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 วรรคสาม ประกอบมาตรา 298 วรรคสาม นอกเหนือจากศาลจังหวัดพิษณุโลกด้วย เมื่อตามคำร้องของโจทก์อ้างว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ที่ไม่ยึดทรัพย์ตามคำขอของโจทก์ โดยให้เหตุผลว่า ผู้ถือกรรมสิทธิ์มิใช่จำเลย และมิได้จดทะเบียนสมรสแต่อย่างใด หากโจทก์ยืนยันว่าทรัพย์เป็นของจำเลยได้มีการโอนขายหลังจากศาลมีคำพิพากษา โจทก์ต้องไปใช้สิทธิทางศาลก่อนเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 บังคับคดียึดทรัพย์ต่อไป ศาลชั้นต้นซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทน และอยู่ใกล้ชิดพยานหลักฐานต่าง ๆ ย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนเสียได้เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 16 วรรคสอง และมาตรา 271 วรรคห้า ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยเห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่บังคับคดีแทน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่.
|




