
| อายัดเงินฝากส่งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ต้องวางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนเมื่ออุทธรณ์อีกหรือไม่ และขอเพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้อย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษามาพร้อมกับอุทธรณ์ ในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อธนาคาร และธนาคารส่งเงินฝากที่อายัดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วก่อนจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยเงินดังกล่าวมีจำนวนเพียงพอต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ประเด็นจึงอยู่ที่ต้องถือว่าจำเลยวางเงินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แล้วหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานะเป็นเจ้าพนักงานศาลตามมาตรา 278 วรรคหนึ่ง เงินที่ธนาคารส่งมอบตามหมายบังคับคดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแล้ว เมื่อจำเลยไม่สามารถบริหารจัดการเงินจำนวนนี้ได้อีก และโจทก์มีเงินเป็นประกันว่าจะได้รับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนเต็มจำนวน การให้จำเลยวางเงินส่วนเดียวกันเพิ่มเติมย่อมซ้ำซ้อนเกินกว่าภาระตามคำพิพากษา กรณีต้องถือว่าจำเลยวางเงินมาพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว ศาลชั้นต้นจะปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ด้วยเหตุนี้ไม่ได้ สาระสำคัญที่สุดของคดี ธนาคารส่งเงินฝากที่อายัดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนจำเลยยื่นอุทธรณ์แล้ว เงินมีจำนวนเพียงพอต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเจ้าพนักงานศาล เงินดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจของศาล จำเลยไม่สามารถบริหารจัดการเงินนั้นได้อีก และโจทก์มีหลักประกันได้รับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนเต็มจำนวน ต้องถือว่าจำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว ศาลฎีกาให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และให้ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์เพื่อมีคำสั่งใหม่ตามกฎหมาย คำถามที่น่าสนใจ 1. เงินอายัดที่ธนาคารส่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถือเป็นการวางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนพร้อมอุทธรณ์ได้หรือไม่ 2. เหตุใดการให้จำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนเพิ่มเติมจึงเป็นภาระซ้ำซ้อน 3. เมื่อเพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้ว ศาลชั้นต้นต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป ข้อเท็จจริงและลำดับกระบวนพิจารณาของคดี โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว และวันที่ 14 ตุลาคม 2564 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,033,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนดในคำพิพากษา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ดอกเบี้ยตามคำพิพากษาคิดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินแต่ละส่วน นับแต่วันเริ่มคิดดอกเบี้ยที่กำหนดจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 190,500.31 บาทตามที่โจทก์ขอ และตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงิน 2,033,000 บาทจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปีตามคำขอ วันที่ 25 มกราคม 2565 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2565 เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อธนาคาร คือเงินฝากในบัญชีกระแสรายวันจำนวน 2,429,550.61 บาท ซึ่งเพียงพอต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษา และวันที่ 25 เมษายน 2565 ธนาคารส่งมอบเงินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี วันที่ 6 พฤษภาคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ อ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ แต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เพราะจำเลยไม่ได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์พร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 และให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลย วันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เพราะเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ โดยอ้างว่าธนาคารส่งเงินฝากที่อายัดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์พร้อมกับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอน จึงยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ จำเลยจึงฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ประเด็นวินิจฉัยและเหตุผลของศาลฎีกา ปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย คือการที่ธนาคารส่งเงินฝากที่อายัดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ และเงินมีจำนวนเพียงพอต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษา จะถือว่าจำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนพร้อมกับอุทธรณ์ตามมาตรา 229 แล้วหรือไม่ สถานะของเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานะเป็นเจ้าพนักงานศาลในการดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามที่ศาลกำหนดไว้ในหมายบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อธนาคารส่งเงินฝากที่อายัดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตามหมายบังคับคดีแล้วก่อนจำเลยยื่นอุทธรณ์ ย่อมเท่ากับเงินจำนวนดังกล่าวมาอยู่ในอำนาจของศาลก่อนยื่นอุทธรณ์แล้ว การสิ้นอำนาจบริหารจัดการเงินของจำเลย เงินฝากที่ธนาคารส่งมอบให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเงินที่จำเลยไม่สามารถบริหารจัดการได้อีก ข้อเท็จจริงนี้ประกอบกับการที่เงินอยู่ในอำนาจของศาล เป็นเหตุสำคัญในการพิจารณาว่าต้องถือว่าจำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนแล้วหรือไม่ หลักประกันการได้รับค่าฤชาธรรมเนียมของโจทก์ เงินจำนวน 2,429,550.61 บาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับไว้เพียงพอต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษา โจทก์จึงมีเงินจำนวนนี้เป็นประกันว่าจะได้รับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนเต็มจำนวนแล้ว ผลของการเรียกให้วางเงินซ้ำ หากให้จำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์อีก ย่อมซ้ำซ้อนจนทวีเป็นสองเท่าอันเกินกว่าภาระของจำเลยที่จะต้องชำระตามคำพิพากษา ซึ่งผิดไปจากความมุ่งหมายที่จะให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษามาพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว ศาลชั้นต้นจะปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยด้วยเหตุนี้ไม่ได้ การเพิกถอนคำสั่งที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยผิดหลง ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งไม่เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และให้ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์เพื่อมีคำสั่งตามมาตรา 232 ใหม่ต่อไป วิเคราะห์หลักกฎหมายและความมุ่งหมายของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง มาตรา 229 กับการวางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เป็นบทบัญญัติที่ศาลชั้นต้นใช้เป็นเหตุไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากจำเลยไม่ได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์พร้อมกับอุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยของศาลฎีกาแสดงให้เห็นว่า การพิจารณาเรื่องการวางเงินในคดีนี้ต้องคำนึงถึงเงินที่ได้รับไว้ในกระบวนการบังคับคดีแล้วด้วย เหตุผลเรื่องการมีเงินเป็นประกันและการไม่สร้างภาระซ้ำซ้อนจึงเป็นสาระสำคัญของการใช้มาตรา 229 ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น มาตรา 278 วรรคหนึ่ง กับเงินที่อยู่ในอำนาจของศาล มาตรา 278 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่เชื่อมโยงการรับเงินของเจ้าพนักงานบังคับคดีกับอำนาจของศาล เพราะเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการในฐานะเจ้าพนักงานศาลตามหมายบังคับคดี การที่จำเลยไม่ได้เป็นผู้นำเงินมาวางต่อศาลด้วยตนเองจึงไม่ใช่ข้อยุติว่าจำเลยยังไม่ได้วางเงินตามมาตรา 229 เมื่อเงินที่ธนาคารส่งมอบอยู่ในอำนาจของศาลแล้วตามเหตุผลที่ศาลฎีกาวินิจฉัย มาตรา 27 วรรคหนึ่ง กับการแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เป็นฐานในการเพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ที่เกิดจากความผิดหลงว่า จำเลยยังไม่ได้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ทั้งที่กรณีต้องถือว่าวางเงินแล้ว การเพิกถอนจึงมุ่งแก้ไขกระบวนพิจารณาในส่วนที่ศาลชั้นต้นปฏิเสธอุทธรณ์ด้วยเหตุดังกล่าว เพื่อให้ดำเนินการตรวจอุทธรณ์ต่อไปตามกฎหมาย มาตรา 232 กับขั้นตอนภายหลังเพิกถอนคำสั่ง ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งตามมาตรา 232 ใหม่ต่อไป ผลคำพิพากษาจึงอยู่ที่การนำอุทธรณ์กลับเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจของศาลชั้นต้น ส่วนข้ออ้างของจำเลยว่าไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ เป็นเนื้อหาของคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยให้ในชั้นนี้ วิเคราะห์แนวคำวินิจฉัยและขอบเขตของหลักกฎหมายในคดีนี้ ข้อเท็จจริงสำคัญของคดีประกอบกันทั้งการอายัดตามหมายบังคับคดี การส่งมอบเงินให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วก่อนยื่นอุทธรณ์ ความเพียงพอของเงินต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ตลอดจนการที่จำเลยไม่สามารถบริหารจัดการเงินนั้นได้อีก จึงไม่อาจสรุปเพียงว่า เมื่อมีคำสั่งอายัดบัญชีแล้วจำเลยย่อมไม่ต้องวางเงินพร้อมอุทธรณ์ทุกกรณี เพราะศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยข้อเท็จจริงว่าธนาคารส่งมอบเงินแล้ว และโจทก์มีเงินเป็นประกันว่าจะได้รับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนเต็มจำนวน นอกจากนี้ เงินที่เป็นประเด็นวินิจฉัยคือค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษา ส่วนค่าขึ้นศาลในการยื่นอุทธรณ์ปรากฏในคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนแก่จำเลยเมื่อไม่รับอุทธรณ์ การอธิบายผลคดีจึงควรระบุประเภทของเงินให้ตรงกับประเด็นที่ศาลวินิจฉัย ขอบเขตของคำพิพากษาศาลฎีกาในชั้นนี้คือการเพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และให้ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์เพื่อมีคำสั่งใหม่ตามมาตรา 232 มิใช่การสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ทันที สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,033,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ต่อมายกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ไม่รับอุทธรณ์เพราะจำเลยไม่วางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนพร้อมอุทธรณ์ และยกคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากต้องถือว่าจำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว ให้ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งตามมาตรา 232 ใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การใช้บทบัญญัติเรื่องการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนพร้อมอุทธรณ์ต้องพิจารณาผลทางกฎหมายของการบังคับคดีที่ดำเนินไปแล้วประกอบด้วย เมื่อเงินอยู่ในอำนาจของศาลและเป็นหลักประกันครบถ้วนตามข้อเท็จจริงของคดี การกำหนดให้วางเงินส่วนเดียวกันซ้ำย่อมก่อภาระเกินกว่าที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษา การแก้ไขคำสั่งที่ผิดหลงจึงมีความสำคัญต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปด้วยความยุติธรรม ขณะเดียวกันต้องรักษาขอบเขตของผลคำพิพากษาให้ชัดเจนว่า เป็นการให้กลับไปตรวจอุทธรณ์ตามกฎหมาย ส่วนเหตุที่จะอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ยังเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ การใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบมาตรา 278 วรรคหนึ่ง เพื่อวินิจฉัยว่าเงินฝากที่ธนาคารส่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนยื่นอุทธรณ์ ต้องถือเป็นการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาพร้อมกับอุทธรณ์แล้วตามข้อเท็จจริงของคดี โดยมีข้อความสำคัญสองประการดังนี้ 1. วางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนพร้อมอุทธรณ์ เงินอายัดที่ส่งมอบแล้วก่อนยื่นอุทธรณ์และเพียงพอต่อการชำระหนี้กับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน อยู่ในอำนาจของศาลและเป็นหลักประกันให้โจทก์ครบถ้วน กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยวางเงินส่วนนี้มาพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว 2. เพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นจะปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ด้วยเหตุไม่วางเงินดังกล่าวไม่ได้ ศาลฎีกาจึงให้เพิกถอนคำสั่งตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง และให้ตรวจอุทธรณ์เพื่อมีคำสั่งตามมาตรา 232 ใหม่ต่อไป หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย ข้อสังเกตสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ความแตกต่างระหว่างการนำเงินมาวางต่อศาลด้วยตนเองกับการที่ต้องถือว่าวางเงินแล้วจากผลของการบังคับคดี ศาลฎีกาใช้ถ้อยคำว่า “ต้องถือว่า” จำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาพร้อมกับอุทธรณ์ เพราะเงินที่ธนาคารส่งมอบได้อยู่ในอำนาจของศาลแล้ว และมีจำนวนเพียงพอเป็นประกันการได้รับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนของโจทก์ ลำดับเวลามีผลต่อคำวินิจฉัยโดยตรง ธนาคารส่งเงินให้เจ้าพนักงานบังคับคดีวันที่ 25 เมษายน 2565 ส่วนจำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 การมีเงินอยู่ในอำนาจของศาลจึงเกิดขึ้นก่อนยื่นอุทธรณ์ มิใช่เพียงการคาดหมายว่าจะได้รับเงินจากการอายัดในภายหลัง อีกประการหนึ่ง ความซ้ำซ้อนที่ศาลกล่าวถึงเป็นความซ้ำซ้อนของเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนซึ่งมีหลักประกันครบถ้วนแล้ว หากกำหนดให้วางเพิ่มเติมก็จะทำให้ภาระในส่วนนี้ทวีเป็นสองเท่า เหตุผลดังกล่าวจึงต้องอ่านประกอบกับจำนวนเงินและสถานะของเงินในคดี ไม่อาจแยกมาใช้เป็นข้อยกเว้นทั่วไปสำหรับผู้ที่ถูกอายัดทรัพย์สิน ในด้านกระบวนพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นยกคำร้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ก่อนที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เกิดจากความผิดหลง การพิพากษากลับจึงเป็นการแก้ไขผลของคำสั่งศาลล่างในประเด็นนี้ โดยให้ศาลชั้นต้นกลับไปตรวจอุทธรณ์ตามขั้นตอน มิได้วินิจฉัยเนื้อหาของคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่แทนไปพร้อมกัน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ธนาคารส่งเงินอายัดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว จำเลยต้องวางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนพร้อมอุทธรณ์อีกหรือไม่ คำตอบ ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ ต้องถือว่าจำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว เพราะธนาคารส่งเงินก่อนยื่นอุทธรณ์ เงินเพียงพอต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน และอยู่ในอำนาจของศาล การให้วางเงินส่วนเดียวกันเพิ่มเติมย่อมซ้ำซ้อน ศาลชั้นต้นจะปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ด้วยเหตุนี้ไม่ได้ 2 คำถาม เหตุใดเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับจึงถือว่าอยู่ในอำนาจของศาล คำตอบ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานะเป็นเจ้าพนักงานศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278 วรรคหนึ่ง เมื่อธนาคารส่งเงินฝากที่อายัดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตามหมายบังคับคดีแล้ว จึงเท่ากับเงินนั้นมาอยู่ในอำนาจของศาลตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัย 3 คำถาม ศาลไม่รับอุทธรณ์เพราะไม่ได้วางเงิน ทั้งที่มีเงินอายัดครบถ้วนแล้ว ขอเพิกถอนคำสั่งได้หรือไม่ คำตอบ ในคดีนี้ จำเลยขอให้เพิกถอนคำสั่งโดยอ้างว่าธนาคารส่งเงินให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าต้องถือว่าจำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนพร้อมอุทธรณ์แล้ว และให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ที่เกิดจากความผิดหลงตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง โดยข้อเท็จจริงสำคัญคือการส่งมอบเงินก่อนยื่นอุทธรณ์และความเพียงพอของเงินตามคำพิพากษา 4 คำถาม เมื่อศาลฎีกาเพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ หมายความว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ทันทีหรือไม่ คำตอบ ยังไม่ใช่การอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งตามมาตรา 232 ใหม่ต่อไป ส่วนข้ออ้างว่าจำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การยังไม่ได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาในชั้นนี้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5745/2568 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานะเป็นเจ้าพนักงานศาลในการดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามที่ศาลได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 278 วรรคหนึ่ง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อธนาคารและธนาคารส่งเงินฝากที่อายัดไว้ซึ่งมีจำนวนเพียงพอต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามหมายบังคับคดีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนเวลาที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ ย่อมเท่ากับเงินจำนวนดังกล่าวมาอยู่ในอำนาจของศาลก่อนที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว เมื่อจำเลยไม่สามารถบริหารจัดการเงินจำนวนนี้ได้อีกและโจทก์ก็มีเงินจำนวนนี้เป็นประกันว่าจะได้รับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษาเต็มจำนวนแล้ว หากให้จำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์อีกย่อมซ้ำซ้อนจนทวีเป็นสองเท่าอันเกินกว่าภาระของจำเลยที่จะต้องชำระตามคำพิพากษา ซึ่งผิดไปจากข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม กรณีต้องถือว่าจำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษามาพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว ศาลชั้นต้นจะปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยด้วยเหตุนี้ไม่ได้ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว ครั้นวันที่ 14 ตุลาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,033,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 267,500 บาท นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2562 ของต้นเงิน 267,500 บาท นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2563 ของต้นเงิน 267,500 บาท นับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 ของต้นเงิน 267,500 บาท นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 ของต้นเงิน 481,500 บาท นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 และของต้นเงิน 481,500 บาท นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2563 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 พฤษภาคม 2564) ต้องไม่เกิน 190,500.31 บาท ตามที่โจทก์ขอ และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,033,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ วันที่ 25 มกราคม 2565 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี วันที่ 12 เมษายน 2565 เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อธนาคาร ก. คือ เงินฝากในบัญชีกระแสรายวัน 2,429,550.61 บาท ซึ่งเพียงพอต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษา แล้ววันที่ 25 เมษายน 2565 ธนาคารส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี วันที่ 6 พฤษภาคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ อ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่ได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์พร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลให้แก่จำเลย วันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย เพราะเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ เนื่องจากธนาคาร ก. ส่งเงินฝากในบัญชีกระแสรายวันของจำเลยตามที่อายัดไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์พร้อมกับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุต้องเพิกถอน ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อธนาคารและธนาคารส่งเงินฝากที่อายัดไว้ซึ่งมีจำนวนเพียงพอต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนเวลาที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นจะถือว่าจำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แล้วหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานะเป็นเจ้าพนักงานศาลในการดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามที่ศาลได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อธนาคารและธนาคารส่งเงินฝากที่อายัดไว้ซึ่งมีจำนวนเพียงพอต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามหมายบังคับคดีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนเวลาที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ ย่อมเท่ากับเงินจำนวนดังกล่าวมาอยู่ในอำนาจของศาลก่อนที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว เมื่อจำเลยไม่สามารถบริหารจัดการเงินจำนวนนี้ได้อีกและโจทก์ก็มีเงินจำนวนนี้เป็นประกันว่าจะได้รับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษาเต็มจำนวนแล้ว เช่นนี้หากให้จำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์อีกย่อมซ้ำซ้อนจนทวีเป็นสองเท่าอันเกินกว่าภาระของจำเลยที่จะต้องชำระตามคำพิพากษา ซึ่งผิดไปจากข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม กรณีต้องถือว่าจำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษามาพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว ศาลชั้นต้นจะปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยด้วยเหตุนี้ไม่ได้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยผิดหลง จึงเห็นสมควรเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องหรือไม่เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ดังกล่าวและมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
|



