
| ชักชวนลงทุนอ้างธุรกิจปล่อยกู้และรับจำนำรถโดยไม่มีการดำเนินกิจการจริง เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการชักชวนประชาชนให้นำเงินมาร่วมลงทุนโดยอ้างว่ามีการดำเนินธุรกิจปล่อยเงินกู้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ ธุรกิจรับจำนำรถ และการปล่อยเงินกู้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน พร้อมเสนอผลตอบแทนในลักษณะดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน จนมีผู้หลงเชื่อนำเงินมาลงทุนเป็นจำนวนมาก ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงว่ากิจการที่กล่าวอ้างไม่มีอยู่จริงและผู้ลงทุนจำนวนหลายรายไม่ได้รับเงินต้นหรือผลตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้ คดีนี้จึงมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาถึงบทบาทของผู้ร่วมกระทำความผิดแต่ละคนว่ามีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชนเพียงใด ตลอดจนหลักการสำคัญเกี่ยวกับความหมายของการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนตามกฎหมาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยตรงทุกครั้ง หากการกระทำนั้นส่งผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาร่วมลงทุนก็อาจถือเป็นความผิดสำเร็จได้แล้ว ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี คดีนี้เกิดจากการที่ผู้เสียหายจำนวนสิบสี่รายนำเงินไปลงทุนกับนางเดือนเพ็ญ โดยมีการชักชวนว่ามีการดำเนินธุรกิจปล่อยเงินกู้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจ ธุรกิจรับจำนำรถบริเวณตลาดช่องสะงำ หรือปล่อยเงินกู้ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินบางแห่ง และผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน ผู้เสียหายหลายรายได้รับการชักชวนผ่านจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้แนะนำรายละเอียดการลงทุน รับเงินจากผู้ลงทุน และนำผลตอบแทนบางส่วนมาจ่ายให้ผู้ลงทุนในระยะแรก ทำให้ผู้เสียหายเกิดความเชื่อมั่นและลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่บางรายได้รับการชักชวนโดยตรงจากนางเดือนเพ็ญซึ่งใช้บัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 เป็นช่องทางรับโอนเงินลงทุนจากผู้เสียหายหลายราย ต่อมาผู้เสียหายไม่ได้รับเงินต้นหรือผลตอบแทนตามกำหนดจึงมีการติดตามทวงถามและเข้าแจ้งความดำเนินคดี จากการตรวจสอบของพนักงานสอบสวนไม่ปรากฏว่ามีสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจภูสิงห์หรือกิจการรับจำนำรถตามที่กล่าวอ้าง รวมทั้งไม่ปรากฏการประกอบกิจการจริงที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนในอัตราสูงดังที่มีการชักชวนประชาชนให้ลงทุน ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญในการวินิจฉัยว่าการลงทุนทั้งหมดเป็นเพียงการสร้างเรื่องขึ้นเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อและมอบเงินให้แก่กลุ่มผู้กระทำความผิดหรือไม่ เหตุผลที่ศาลรับฟังว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมในการหลอกลวงประชาชน ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ผู้เสียหายหลายรายเบิกความสอดคล้องกันในสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้พูดชักชวนให้ร่วมลงทุนกับนางเดือนเพ็ญ โดยอ้างว่ามีธุรกิจปล่อยเงินกู้และธุรกิจรับจำนำรถซึ่งให้ผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 10 ต่อเดือน ผู้เสียหายบางรายได้รับการชักชวนโดยตรงจากจำเลยที่ 1 และบางรายได้รับข้อมูลจากบุคคลอื่นก่อนจะติดต่อกับนางเดือนเพ็ญในภายหลัง แต่ข้อเท็จจริงที่ตรงกันคือจำเลยที่ 1 มีบทบาทในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เสียหาย รับเงินจากผู้ลงทุนไปส่งต่อ และเป็นผู้จ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุนหลายรายในระยะแรก ทำให้ผู้เสียหายเชื่อว่าการลงทุนดังกล่าวมีอยู่จริงและสามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามที่กล่าวอ้าง ศาลเห็นว่าพยานผู้เสียหายหลายรายซึ่งต่างคนต่างเบิกความ สามารถยืนยันได้ตรงกันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำผู้เสียหายเข้าสู่ระบบการลงทุนดังกล่าว โดยเฉพาะผู้เสียหายที่เบิกความว่าจำเลยที่ 1 พูดถึงธุรกิจปล่อยเงินกู้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ ธุรกิจรับจำนำรถ และการปล่อยเงินกู้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน พร้อมทั้งยืนยันว่ามีผลตอบแทนในอัตราสูงเป็นพิเศษ จนผู้เสียหายตัดสินใจนำเงินมาร่วมลงทุนหลายครั้ง นอกจากนี้ยังปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินจากผู้เสียหายบางรายเพื่อนำไปมอบให้นางเดือนเพ็ญอีกด้วย ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่ศาลให้ความสำคัญคือ กรณีที่นางเดือนเพ็ญยืมเงินจำนวน 300,000 บาท จากผู้เสียหายรายหนึ่ง โดยอ้างว่าจะนำเงินไปช่วยเหลือจำเลยที่ 2 ในเรื่องการเลื่อนตำแหน่ง และจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าว ศาลเห็นว่าหากจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ร่วมลงทุนซึ่งถูกหลอกลวงเช่นเดียวกับบุคคลอื่นตามที่กล่าวอ้าง ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องรับภาระค้ำประกันหนี้จำนวนสูงเช่นนั้น เพราะอาจต้องรับผิดชำระหนี้แทนผู้กู้ได้ การที่จำเลยที่ 1 ยอมลงลายมือชื่อค้ำประกันจึงเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์และความเกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวมากกว่าบุคคลที่ถูกหลอกลวงโดยทั่วไป อีกทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เสียหายจนกล้าลงทุนหรือให้กู้ยืมเงินเพิ่มขึ้น ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเกินกว่าหน้าที่ของผู้ที่อ้างว่าตนเป็นเพียงผู้เสียหายร่วมในขบวนการเดียวกัน นอกจากนี้ศาลยังพิจารณาว่า ผู้เสียหายที่มาเบิกความส่วนใหญ่เป็นเพื่อนหรือบุคคลใกล้ชิดกับจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุโกรธเคืองหรือมีมูลเหตุที่จะกลั่นแกล้งให้จำเลยได้รับโทษ อีกทั้งผู้เสียหายบางรายยังได้ถอนคำร้องทุกข์ภายหลังเกิดเหตุ แต่ยังคงยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบทบาทของจำเลยที่ 1 ในการชักชวนลงทุน ศาลจึงเห็นว่าคำเบิกความของพยานเหล่านี้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือและสามารถรับฟังประกอบกันได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมในการชักชวนและดำเนินการให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินลงทุนจริง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ร่วมลงทุนที่ตกเป็นเหยื่อของนางเดือนเพ็ญตามที่อ้าง ส่วนพยานที่จำเลยที่ 1 นำมาสืบเพื่อสนับสนุนว่า ตนเองก็เป็นผู้ถูกชักชวนให้ร่วมลงทุนเช่นเดียวกับบุคคลอื่นนั้น ศาลเห็นว่าแม้จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และพยานบางรายเคยร่วมลงทุนกับบุคคลอื่นมาก่อน แต่พยานดังกล่าวไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายหลายรายยืนยันตรงกันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชักชวน รับเงิน และดำเนินการเกี่ยวข้องกับการลงทุนที่เป็นคดีนี้ได้ จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ศาลจึงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดตามฟ้องอย่างชัดเจน เหตุผลที่ศาลรับฟังว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นและมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกหน้าชักชวนผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนโดยตรงเหมือนจำเลยที่ 1 หรือนางเดือนเพ็ญ แต่ศาลเห็นว่าพฤติการณ์โดยรวมแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนรู้เห็นและสนับสนุนการกระทำความผิดอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือผู้เสียหายหลายรายเบิกความตรงกันว่านางเดือนเพ็ญให้หมายเลขบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 สำหรับใช้โอนเงินลงทุน และมีการรับโอนเงินจำนวนมากผ่านบัญชีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการโอนผลตอบแทนกลับไปยังผู้ลงทุนผ่านระบบบัญชีเดียวกันอีกด้วย จึงเป็นพฤติการณ์ที่เชื่อมโยงจำเลยที่ 2 เข้ากับการดำเนินการทั้งหมดโดยตรง ศาลยังเห็นว่าคำอธิบายของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่ามอบสมุดบัญชีและบัตรฝากถอนเงินอัตโนมัติให้นางเดือนเพ็ญดูแลค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวนั้นไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ เนื่องจากจำเลยที่ 2 และนางเดือนเพ็ญอาศัยอยู่ร่วมกัน อีกทั้งจำเลยที่ 2 เองมีภาระทางการเงินหลายด้านและมีรายได้ไม่แน่นอน จึงเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยที่เจ้าของบัญชีจะไม่สนใจการเคลื่อนไหวทางการเงินที่เกิดขึ้นในบัญชีของตน โดยเฉพาะเมื่อมีการรับโอนเงินจากบุคคลจำนวนมากและมีเงินหมุนเวียนอยู่เป็นจำนวนมากเช่นนั้น ศาลยังนำข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของผู้เสียหายหลายรายมาประกอบการพิจารณา โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายไปติดตามทวงถามเงินที่บ้านของนางเดือนเพ็ญและได้พบจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้แสดงท่าทีเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ทราบเรื่อง กลับมีการพูดถึงแนวทางการชำระเงินคืน การติดตามตัวนางเดือนเพ็ญ และการช่วยดูแลปัญหาที่เกิดขึ้น พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 2 รับรู้ถึงการกู้ยืมเงินและการรับเงินจากผู้เสียหายมาตลอด ไม่ใช่บุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องตามที่กล่าวอ้าง อีกทั้งจำเลยที่ 2 ยังยอมรับว่าผู้เสียหายบางรายเคยมาสอบถามเรื่องเงินที่นางเดือนเพ็ญยืมไป จึงยิ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ทราบถึงการดำเนินการดังกล่าวเป็นอย่างดี เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้บัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 รับเงินลงทุน การโอนผลตอบแทนผ่านบัญชีดังกล่าว การมอบสมุดบัญชีและบัตรฝากถอนเงินอัตโนมัติให้นางเดือนเพ็ญใช้ รวมทั้งพฤติการณ์ขณะผู้เสียหายติดตามทวงถามหนี้ ศาลจึงเห็นว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นและเกี่ยวข้องกับการกระทำของนางเดือนเพ็ญและจำเลยที่ 1 โดยมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมาย จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย การวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันชักชวนผู้เสียหายและบุคคลอื่นให้นำเงินมาลงทุน โดยอ้างว่ามีการประกอบกิจการปล่อยเงินกู้และธุรกิจรับจำนำรถที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงได้ ทั้งที่แท้จริงไม่มีการประกอบกิจการดังกล่าวอยู่จริง การกระทำเช่นนี้จึงเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและเป็นการปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้งแก่ผู้ลงทุน โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและมอบเงินให้แก่ตน เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อและส่งมอบเงินตามที่ถูกชักชวน การกระทำจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนแล้ว ศาลเห็นด้วยว่าลักษณะการกระทำดังกล่าวมิใช่เพียงการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลทั่วไป แต่เป็นการระดมเงินจากประชาชนจำนวนมากโดยเสนอผลตอบแทนในอัตราสูงกว่าที่สถาบันการเงินสามารถจ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือเสนอผลตอบแทนร้อยละ 10 ต่อเดือน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินพึงจ่ายได้ในช่วงเวลานั้นอยู่ที่ร้อยละ 2.45 ต่อปี นอกจากนี้ยังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองกับพวกรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าไม่มีธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เพียงพอสำหรับนำมาจ่ายผลตอบแทนตามที่รับปากไว้ และมีลักษณะนำเงินที่ได้รับจากผู้ลงทุนรายใหม่มาหมุนเวียนจ่ายให้แก่ผู้ลงทุนรายก่อน จนเป็นเหตุให้มีผู้หลงเชื่อมอบเงินจำนวนมากให้แก่กลุ่มผู้กระทำความผิด ศาลจึงเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนอีกบทหนึ่งด้วย ประเด็นสำคัญที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นต่อสู้คือ การจะเป็นการหลอกลวงประชาชนได้นั้นต้องมีการโฆษณาหรือประกาศต่อประชาชนทั่วไปอย่างเปิดเผย และต้องมีพยานหลักฐานแสดงว่ามีการเชิญชวนบุคคลทั่วไปโดยไม่เจาะจงตัวบุคคล แต่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย โดยวินิจฉัยว่าความหมายของการชักชวนให้บุคคลทั่วไปหรืออย่างน้อยตั้งแต่สิบคนขึ้นไปมาทำการกู้ยืมเงินกันโดยการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน มิได้จำกัดเฉพาะการโฆษณาผ่านสื่อมวลชนหรือการป่าวประกาศในที่สาธารณะเท่านั้น หากแต่หมายถึงการกระทำใด ๆ ที่ทำให้ข้อความหลอกลวงแพร่กระจายไปสู่ประชาชนทั่วไปจนเกิดความเชื่อถือและมีการนำเงินมาลงทุนตามคำชักชวนด้วย ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองกับพวกจะมิได้เป็นผู้พูดกับผู้เสียหายทุกคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้น หรือมิได้จัดทำโฆษณาเผยแพร่ต่อสาธารณชนในรูปแบบที่เห็นได้ชัด แต่เมื่อปรากฏว่ามีการแสดงข้อความหลอกลวงแก่บุคคลบางคนก่อน และข้อความดังกล่าวถูกส่งต่อจนทำให้ประชาชนหลายรายหลงเชื่อและนำเงินมาร่วมลงทุน ก็ถือว่าความผิดสำเร็จแล้วตามความหมายของกฎหมาย การที่จำเลยที่ 2 จะอยู่ร่วมในขณะมีการชักชวนทุกครั้งหรือไม่ จึงไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้พ้นความรับผิดได้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดทั้งฐานฉ้อโกงประชาชนและฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาไว้ ประเด็นเรื่องการกำหนดโทษและเหตุที่ไม่อาจลดโทษให้จำเลยที่ 1 ได้ สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้ศาลลงโทษสถานเบา ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และคดีนี้มีการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 14 กระทง แม้เมื่อคำนวณโทษรายกระทงแล้วจะได้โทษจำคุกรวมสูงกว่านั้น แต่กฎหมายกำหนดเพดานโทษจำคุกรวมไว้ไม่เกินยี่สิบปีสำหรับกรณีดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอยู่แล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าไม่อาจลดโทษลงไปได้อีก จึงไม่รับฟังฎีกาข้อนี้และเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง หลักกฎหมายที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยของศาลฎีกา คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า การพิจารณาความรับผิดฐานฉ้อโกงประชาชนมิได้พิจารณาเฉพาะถ้อยคำที่ผู้กระทำความผิดกล่าวอ้างต่อผู้เสียหายเท่านั้น แต่ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกันว่า มีการสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ประชาชนหลงเชื่อจนยอมมอบเงินให้หรือไม่ เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองกับพวกอ้างว่ามีธุรกิจปล่อยเงินกู้และธุรกิจรับจำนำรถซึ่งสามารถให้ผลตอบแทนในอัตราสูง ทั้งที่ไม่มีการประกอบกิจการดังกล่าวอยู่จริง และมีผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อนำเงินมามอบให้ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จโดยมีเจตนาทุจริตและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนตามลักษณะของความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนอย่างชัดเจน ศาลยังวางหลักไว้อย่างสำคัญว่า การหลอกลวงประชาชนไม่จำเป็นต้องกระทำต่อผู้เสียหายทุกคนโดยตรง หรือกระทำซ้ำต่อผู้เสียหายแต่ละรายด้วยตนเองทุกครั้ง หากมีการเผยแพร่ข้อความหลอกลวงให้ประชาชนบางส่วนรับรู้ก่อน แล้วข้อความดังกล่าวส่งผลให้บุคคลอื่นหลงเชื่อต่อเนื่องและนำเงินมาลงทุนในภายหลัง ก็ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการหลอกลวงประชาชนได้เช่นกัน เพราะสาระสำคัญอยู่ที่ผลของการกระทำซึ่งทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความเชื่อถือและส่งมอบทรัพย์สิน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรูปแบบการโฆษณาหรือวิธีการเผยแพร่ข้อมูลเท่านั้น อีกหลักหนึ่งที่ปรากฏจากคำพิพากษาคือ การร่วมกระทำความผิดอาจพิสูจน์ได้จากพฤติการณ์แวดล้อมและการแบ่งหน้าที่กันทำ แม้บุคคลหนึ่งจะไม่ได้เป็นผู้พูดชักชวนผู้เสียหายโดยตรง แต่หากมีส่วนสนับสนุนหรืออำนวยความสะดวกให้การกระทำความผิดเกิดขึ้น เช่น อนุญาตให้ใช้บัญชีธนาคารรับเงินจากผู้เสียหาย รับรู้การเคลื่อนไหวทางการเงิน และมีพฤติการณ์แสดงถึงการรับรู้หรือช่วยเหลือการดำเนินงานของกลุ่มผู้กระทำความผิด ก็อาจถูกถือว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดได้ ศาลจึงมิได้พิจารณาเฉพาะการกระทำในช่วงเริ่มต้นของการชักชวนเท่านั้น แต่พิจารณาพฤติการณ์ตลอดกระบวนการทั้งหมดประกอบกันด้วย คดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าการเสนอผลตอบแทนในอัตราสูงผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราที่สถาบันการเงินสามารถจ่ายได้ตามปกติ เป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลนำมาประกอบการพิจารณาว่าผู้กระทำความผิดรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถดำเนินกิจการโดยชอบด้วยกฎหมายให้เกิดผลตอบแทนตามที่รับปากได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกิจการจริงรองรับการจ่ายผลตอบแทนดังกล่าว การรับเงินจากประชาชนจึงมีลักษณะเป็นการกู้ยืมเงินโดยอาศัยการหลอกลวงและเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนด้วย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันจำนวน 14 กระทง และเป็นกรณีกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามบทกฎหมายที่มีโทษหนักกว่า กำหนดโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 14 กระทง เป็นจำคุกคนละ 70 ปี แต่เมื่อกฎหมายกำหนดเพดานโทษไว้ จึงให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 20 ปี พร้อมให้ร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายแต่ละรายตามจำนวนที่ได้รับความเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลกำหนด ส่วนข้อหาอื่นให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นพ้องด้วยว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง และเห็นว่าการกำหนดโทษรวมทั้งคำสั่งให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายเป็นไปโดยชอบแล้ว 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีบทบาทในการชักชวน รับเงิน และสร้างความน่าเชื่อถือแก่ผู้ลงทุน ส่วนจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดผ่านการใช้บัญชีธนาคารรับเงินลงทุนและพฤติการณ์อื่นประกอบกัน อีกทั้งเห็นว่าการชักชวนประชาชนให้นำเงินมาลงทุนโดยอ้างธุรกิจที่ไม่มีอยู่จริงและเสนอผลตอบแทนสูง เป็นทั้งความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน สำหรับคำขอให้ลดโทษของจำเลยที่ 1 ศาลเห็นว่าไม่อาจลดโทษลงได้อีกเนื่องจากศาลชั้นต้นกำหนดโทษตามเพดานสูงสุดที่กฎหมายอนุญาตไว้แล้ว จึงพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาความรับผิดฐานฉ้อโกงประชาชนมิได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบว่ามีการกล่าวข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่เท่านั้น แต่ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดของผู้เกี่ยวข้องร่วมกันว่ามีการดำเนินการเป็นระบบเพื่อสร้างความเชื่อถือแก่ประชาชนและทำให้เกิดการส่งมอบทรัพย์สินหรือไม่ หากปรากฏว่ามีการอ้างกิจการหรือแหล่งรายได้ที่ไม่มีอยู่จริง ใช้บุคคลหลายคนช่วยกันสร้างความน่าเชื่อถือ รับเงินจากผู้ลงทุน และจ่ายผลตอบแทนในระยะแรกเพื่อดึงดูดให้มีการลงทุนเพิ่มเติม ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงเจตนาหลอกลวงประชาชนอย่างชัดเจน แม้ผู้กระทำบางรายจะมิได้เป็นผู้ติดต่อผู้เสียหายโดยตรงทุกครั้งก็อาจต้องร่วมรับผิดได้ หากมีส่วนสนับสนุนหรืออำนวยความสะดวกให้การกระทำความผิดสำเร็จขึ้น อีกประการหนึ่ง คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่าการรับเงินจากประชาชนโดยเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติ จะต้องสามารถอธิบายได้ว่ามีกิจการหรือแหล่งรายได้ที่ชอบด้วยกฎหมายรองรับการจ่ายผลตอบแทนดังกล่าวได้จริง หากไม่ปรากฏกิจการที่ก่อให้เกิดรายได้เพียงพอ หรือปรากฏว่ามีการนำเงินของผู้ลงทุนรายใหม่มาหมุนเวียนจ่ายให้แก่ผู้ลงทุนรายก่อน ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงความไม่ชอบมาพากลและอาจเข้าลักษณะความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนได้ ศาลจึงให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของผลตอบแทนและความสามารถในการดำเนินกิจการจริงมากกว่าคำกล่าวอ้างของผู้ชักชวนลงทุน นอกจากนี้ คดียังวางหลักเกี่ยวกับการพิสูจน์การร่วมกระทำความผิดว่า ศาลสามารถพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อม ความเชื่อมโยงทางการเงิน การใช้บัญชีธนาคาร การติดต่อประสานงาน และการแบ่งหน้าที่กันทำได้ ไม่จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานแสดงว่าผู้ร่วมกระทำทุกคนเป็นผู้พูดชักชวนผู้เสียหายด้วยตนเอง เพราะการกระทำความผิดในลักษณะนี้มักดำเนินการเป็นเครือข่ายและมีการแบ่งบทบาทหน้าที่กันอย่างชัดเจน ผู้ที่มีส่วนสนับสนุนให้การหลอกลวงเกิดผลสำเร็จย่อมอาจต้องรับผิดเช่นเดียวกับผู้ที่ออกหน้าชักชวนประชาชนโดยตรง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การชักชวนประชาชนให้นำเงินมาลงทุนโดยอ้างธุรกิจที่ไม่มีอยู่จริง พร้อมเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติ เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยทั้งสองกับพวกแสดงข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับกิจการลงทุน ทำให้ประชาชนหลงเชื่อและมอบเงินให้ อีกทั้งไม่มีการประกอบกิจการจริงที่สามารถสร้างผลตอบแทนตามที่รับปากไว้ได้ การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นความผิดสำเร็จ แม้จะมิได้มีการโฆษณาหรือชักชวนผู้เสียหายแต่ละรายโดยตรงทุกครั้งก็ตาม สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การหลอกลวงประชาชนด้วยการลงทุนเท็จ สาระสำคัญอยู่ที่การอ้างว่ามีธุรกิจปล่อยเงินกู้และธุรกิจรับจำนำรถซึ่งสามารถให้ผลตอบแทนสูง ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีกิจการดังกล่าวอยู่จริง การกระทำเช่นนี้เป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อและมอบเงินให้แก่ผู้กระทำความผิด จึงเข้าลักษณะความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน 2. การกู้ยืมเงินโดยเสนอผลตอบแทนสูงเกินปกติ จำเลยทั้งสองกับพวกเสนอผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ทั้งที่ไม่มีธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เพียงพอสำหรับจ่ายผลตอบแทนดังกล่าว และศาลรับฟังว่ามีการรับเงินจากประชาชนจำนวนมากโดยอาศัยความเชื่อว่าผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนตามที่รับปากไว้ จึงเข้าลักษณะความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนอีกบทหนึ่งด้วย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การชักชวนบุคคลให้ร่วมลงทุนโดยอ้างว่ามีธุรกิจปล่อยเงินกู้หรือรับจำนำรถ แต่ภายหลังพบว่าไม่มีธุรกิจดังกล่าวอยู่จริง จะถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ คำตอบ การพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าผู้ชักชวนได้แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบหรือไม่ และข้อความดังกล่าวมีผลทำให้ประชาชนหลงเชื่อจนมอบเงินให้แก่ผู้กระทำหรือไม่ ในคดีนี้ศาลรับฟังได้ว่ามีการอ้างว่ามีธุรกิจปล่อยเงินกู้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ ธุรกิจรับจำนำรถ และกิจการอื่นที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงได้ แต่ผลการตรวจสอบไม่พบว่ามีกิจการดังกล่าวอยู่จริง ขณะเดียวกันผู้เสียหายจำนวนมากต่างหลงเชื่อและนำเงินมาลงทุนตามคำชักชวน จึงเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงการหลอกลวงประชาชนด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เมื่อประชาชนหลงเชื่อและส่งมอบเงินให้แก่ผู้กระทำ ความผิดย่อมสำเร็จโดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดความเสียหายครบทุกกรณีหรือครบทุกคนก่อน ศาลจึงวินิจฉัยว่าการกระทำในลักษณะดังกล่าวเข้าลักษณะความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนได้ 2. คำถาม หากผู้กระทำความผิดไม่ได้เป็นผู้พูดชักชวนผู้เสียหายทุกคนด้วยตนเอง จะยังถือว่ามีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนได้หรือไม่ คำตอบ หลักที่ศาลวางไว้ในคดีนี้คือ ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนมิได้พิจารณาเฉพาะการพูดชักชวนต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยตรงเท่านั้น แต่พิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมว่าผู้กระทำมีส่วนร่วมในการสร้างความเชื่อถือและทำให้ประชาชนหลงเชื่อหรือไม่ หากปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวมีบทบาทในการแนะนำการลงทุน รับเงินจากผู้ลงทุน ส่งต่อเงินให้ผู้ร่วมกระทำความผิด หรือมีส่วนช่วยจ่ายผลตอบแทนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แม้จะมิได้ติดต่อกับผู้เสียหายทุกคนด้วยตนเองก็อาจถือว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิดได้ ศาลเห็นว่าการหลอกลวงประชาชนในลักษณะนี้มักมีการแบ่งหน้าที่กันทำ และการพิจารณาความรับผิดต้องดูจากบทบาทที่แต่ละคนมีต่อความสำเร็จของแผนการหลอกลวงทั้งหมด ไม่ใช่จำกัดเฉพาะการเป็นผู้กล่าวข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้เสียหายโดยตรงเท่านั้น 3. คำถาม การใช้บัญชีธนาคารของบุคคลหนึ่งเป็นช่องทางรับเงินลงทุนจากประชาชน สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานแสดงการร่วมกระทำความผิดได้หรือไม่ คำตอบ การใช้บัญชีธนาคารรับเงินจากผู้เสียหายเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลสามารถนำมาประกอบการพิจารณาได้ แต่โดยลำพังอาจยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิด จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับพฤติการณ์อื่นประกอบกันด้วย ในคดีนี้ศาลรับฟังว่ามีการใช้บัญชีของจำเลยรายหนึ่งเป็นช่องทางรับโอนเงินลงทุนจากผู้เสียหายหลายราย และยังใช้บัญชีเดียวกันในการโอนผลตอบแทนกลับไปยังผู้ลงทุน นอกจากนี้ยังมีข้อเท็จจริงว่าจำเลยดังกล่าวทราบถึงการติดตามทวงถามเงินของผู้เสียหาย และมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของผู้ร่วมกระทำความผิด ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ทั้งหมดเชื่อมโยงกันจนมีน้ำหนักเพียงพอให้เชื่อว่ามีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด มิใช่เพียงเจ้าของบัญชีที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานดังกล่าว 4. คำถาม การหลอกลวงประชาชนจำเป็นต้องมีการโฆษณาผ่านสื่อมวลชนหรือประกาศต่อสาธารณชนอย่างเปิดเผยหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า การชักชวนให้บุคคลทั่วไปหรือประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมลงทุน มิได้จำกัดว่าต้องดำเนินการผ่านสื่อมวลชน วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือการประกาศต่อสาธารณชนในลักษณะเปิดเผยเท่านั้น สาระสำคัญอยู่ที่การทำให้ข้อความหลอกลวงแพร่กระจายไปสู่ประชาชนจนเกิดความเชื่อถือและมีการนำเงินมามอบให้แก่ผู้กระทำความผิด หากเริ่มต้นจากการชักชวนบุคคลบางรายก่อน แล้วบุคคลเหล่านั้นนำข้อมูลไปบอกต่อจนมีผู้หลงเชื่อและเข้าร่วมลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจถือได้ว่ามีการชักชวนประชาชนตามความหมายของกฎหมายแล้ว ดังนั้นการไม่มีโฆษณาอย่างเป็นทางการหรือไม่มีการประกาศในที่สาธารณะ จึงไม่ใช่เหตุที่จะทำให้ผู้กระทำพ้นจากความรับผิด หากพฤติการณ์โดยรวมแสดงให้เห็นว่ามีการหลอกลวงประชาชนในวงกว้างจนมีผู้เสียหายจำนวนมาก 5. คำถาม การเสนอผลตอบแทนสูงกว่าปกติเป็นเหตุเพียงพอที่จะถือว่าเป็นการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ คำตอบ การเสนอผลตอบแทนในอัตราสูงเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยว่ามีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน แต่หากพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงอื่นแล้วพบว่าไม่มีการประกอบกิจการจริง ไม่มีแหล่งรายได้ที่สามารถสร้างผลตอบแทนตามที่รับปากไว้ และมีการรับเงินจากประชาชนจำนวนมากโดยอาศัยความเชื่อว่าผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนดังกล่าว พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมมีน้ำหนักสำคัญในการพิสูจน์ความผิด ในคดีนี้ศาลรับฟังว่ามีการเสนอผลตอบแทนร้อยละ 10 ต่อเดือน ทั้งที่ไม่ปรากฏว่ามีกิจการที่สามารถสร้างรายได้เพียงพอสำหรับจ่ายผลตอบแทนดังกล่าว อีกทั้งยังไม่พบกิจการที่กล่าวอ้างว่าเป็นแหล่งสร้างรายได้ จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศาลเชื่อว่าการรับเงินจากประชาชนเกิดขึ้นจากการหลอกลวงและเข้าลักษณะความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนด้วย ข้อ 1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 90 มาตรา 91 (2) และมาตรา 343 วรรคแรก มาตรา 83 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยตัวการร่วม มีหลักสำคัญว่าหากบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันกระทำความผิด ไม่ว่าจะมีบทบาทแตกต่างกันเพียงใด แต่ต่างมีส่วนร่วมในแผนการหรือการดำเนินการให้ความผิดสำเร็จ บุคคลเหล่านั้นย่อมต้องรับผิดในฐานะตัวการร่วมทั้งหมด ในคดีนี้ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะผู้ที่ออกหน้าชักชวนผู้เสียหายเท่านั้น แต่พิจารณาพฤติการณ์ของบุคคลแต่ละคนโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการชักชวน การรับเงิน การใช้บัญชีธนาคารรับโอนเงิน การจ่ายผลตอบแทน และการดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองต่างมีบทบาทสนับสนุนให้การหลอกลวงสำเร็จ ศาลจึงวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิด มาตรา 343 วรรคแรก เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งมีลักษณะร้ายแรงกว่าความผิดฐานฉ้อโกงทั่วไป เนื่องจากการหลอกลวงมิได้มุ่งต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ แต่มีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง หลักสำคัญของมาตรานี้คือการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรแจ้งให้ทราบโดยเจตนาทุจริต จนทำให้ประชาชนหลงเชื่อและมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้กระทำความผิด ในคดีนี้ศาลรับฟังว่ามีการอ้างว่ามีธุรกิจปล่อยเงินกู้ ธุรกิจรับจำนำรถ และกิจการอื่นที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงได้ ทั้งที่ไม่ปรากฏว่ามีกิจการดังกล่าวอยู่จริง อีกทั้งมีผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อและนำเงินมาลงทุน จึงเข้าลักษณะความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามบทบัญญัตินี้ มาตรา 90 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยกรณีกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หลักกฎหมายกำหนดว่า หากการกระทำเพียงครั้งเดียวเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายหลายบทพร้อมกัน ศาลจะลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษซ้ำซ้อนจากการกระทำเดียวกัน ในคดีนี้ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นทั้งความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนในคราวเดียวกัน จึงต้องเลือกลงโทษตามบทกฎหมายที่กำหนดโทษหนักกว่า มาตรา 91 (2) เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการรวมโทษในกรณีที่ผู้กระทำความผิดได้กระทำหลายกรรมต่างกันและศาลต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป หลักของกฎหมายมาตรานี้กำหนดเพดานโทษจำคุกสูงสุดไว้ แม้ว่าหากนำโทษของแต่ละกระทงมารวมกันแล้วจะเกินกว่ากำหนดก็ตาม ในคดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี จำนวน 14 กระทง รวมเป็น 70 ปี แต่เมื่อกฎหมายกำหนดเพดานโทษสำหรับกรณีดังกล่าวไว้ไม่เกิน 20 ปี ศาลจึงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเพียงคนละ 20 ปี และศาลฎีกาเห็นว่าการกำหนดโทษดังกล่าวเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแล้ว จึงไม่อาจลดโทษลงได้อีก ข้อ 2. พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมาตรา 12 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติสำคัญที่มุ่งป้องกันการระดมเงินจากประชาชนโดยอาศัยการหลอกลวงหรือการเสนอผลตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของกิจการ หลักการของกฎหมายมุ่งควบคุมมิให้บุคคลนำเงินจากประชาชนจำนวนมากมาใช้โดยปราศจากฐานธุรกิจที่แท้จริง หรือโดยอาศัยการสร้างความเชื่อถือปลอมเพื่อให้ประชาชนมอบเงินให้แก่ตน กฎหมายจึงให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่าผู้รับเงินมีความสามารถในการดำเนินกิจการเพื่อสร้างผลตอบแทนตามที่รับปากไว้จริงหรือไม่ และรู้หรือควรรู้อยู่แล้วหรือไม่ว่าการจ่ายผลตอบแทนดังกล่าวไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการดำเนินกิจการตามปกติ ในคดีนี้ศาลรับฟังว่าจำเลยทั้งสองกับพวกเสนอผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน โดยอ้างว่ามีธุรกิจปล่อยเงินกู้และธุรกิจรับจำนำรถรองรับ แต่ผลการตรวจสอบไม่พบว่ามีกิจการดังกล่าวอยู่จริง อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีธุรกิจใดที่สามารถสร้างรายได้เพียงพอสำหรับนำมาจ่ายผลตอบแทนในอัตราสูงเช่นนั้นได้ ศาลจึงเห็นว่าจำเลยทั้งสองกับพวกรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าการรับเงินจากประชาชนดังกล่าวไม่อาจดำเนินต่อไปได้อย่างถูกต้องตามที่กล่าวอ้าง และมีลักษณะเป็นการนำเงินของผู้ลงทุนมาหมุนเวียนจ่ายให้แก่ผู้ลงทุนรายอื่น มาตรา 12 เป็นบทกำหนดโทษสำหรับการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดฉบับนี้ โดยกำหนดโทษสำหรับผู้ที่กระทำการกู้ยืมเงินจากประชาชนในลักษณะที่เป็นการหลอกลวงหรืออาศัยความเข้าใจผิดของประชาชนเพื่อให้ได้รับเงินไป กฎหมายมีเจตนารมณ์คุ้มครองประชาชนจากการลงทุนหรือการระดมทุนที่ไม่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง และป้องกันความเสียหายในวงกว้างซึ่งอาจเกิดขึ้นแก่ผู้ลงทุนจำนวนมาก คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญในเชิงหลักกฎหมาย เพราะศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยว่า การหลอกลวงประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้วิธีโฆษณาผ่านสื่อมวลชนหรือประกาศต่อสาธารณชนในรูปแบบเปิดเผยเสมอไป หากมีการแสดงข้อความหลอกลวงแก่บุคคลบางส่วนก่อน แล้วข้อความดังกล่าวแพร่กระจายจนทำให้ประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อและนำเงินมาลงทุน ก็อาจถือเป็นการหลอกลวงประชาชนได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าศาลจะพิจารณาความเกี่ยวข้องของผู้ร่วมกระทำความผิดจากพฤติการณ์โดยรวม ไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่ออกหน้าชักชวนประชาชนโดยตรง แต่รวมถึงผู้ที่มีส่วนสนับสนุน อำนวยความสะดวก หรือช่วยให้การกระทำความผิดบรรลุผลสำเร็จด้วย ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการปราบปรามการระดมทุนโดยหลอกลวงที่กระทำกันเป็นเครือข่ายและมีการแบ่งหน้าที่กันดำเนินการอย่างเป็นระบบ. บทสรุปท้ายบทความ คำพิพากษานี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายต่อการระดมเงินจากประชาชนโดยอาศัยการสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับการลงทุนที่ไม่มีอยู่จริง ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเชิงพฤติการณ์มากกว่าถ้อยคำปฏิเสธของจำเลย โดยพิจารณาจากบทบาทของแต่ละบุคคล การเคลื่อนไหวทางการเงิน การรับส่งเงินลงทุน การใช้บัญชีธนาคาร การจ่ายผลตอบแทน และความเชื่อมโยงระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดทั้งหมดประกอบกัน จนรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีส่วนร่วมในการดำเนินการเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมามอบให้ตามแผนการที่วางไว้ สาระสำคัญอีกประการหนึ่งของคดีนี้คือ การตีความคำว่า การโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน ตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน โดยศาลวางหลักว่าไม่จำเป็นต้องมีการโฆษณาผ่านสื่อมวลชนหรือป่าวประกาศในสถานที่สาธารณะเสมอไป หากข้อความหลอกลวงถูกเผยแพร่ไปยังบุคคลบางกลุ่มก่อน และส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความเชื่อถือจนเข้าร่วมลงทุน ก็เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการหลอกลวงประชาชนตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณาคดีที่มีลักษณะการชักชวนลงทุนผ่านเครือข่ายบุคคล ความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือการบอกต่อกันเป็นทอด ๆ ซึ่งพบได้บ่อยในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ คดียังสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการประกอบธุรกิจที่แท้จริงกับการระดมเงินจากประชาชนโดยปราศจากกิจการรองรับ เพราะแม้ผู้ลงทุนบางรายจะได้รับผลตอบแทนในช่วงแรก แต่หากไม่ปรากฏว่ามีกิจการที่สามารถสร้างรายได้ตามที่กล่าวอ้าง และผู้รับเงินรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนตามสัญญาได้ การกระทำดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นการหลอกลวงมากกว่าการลงทุนโดยสุจริต ศาลจึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบแหล่งที่มาของรายได้และความเป็นจริงของกิจการที่นำมาอ้างประกอบการชักชวนลงทุนเป็นอย่างมาก ในด้านการร่วมกระทำความผิด คำพิพากษานี้ยืนยันหลักว่า บุคคลที่มิได้ออกหน้าชักชวนประชาชนด้วยตนเองก็อาจต้องรับผิดได้ หากพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่ามีส่วนสนับสนุน อำนวยความสะดวก หรือร่วมดำเนินการในส่วนสำคัญของแผนการหลอกลวง การพิจารณาความรับผิดจึงต้องดูจากข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกัน ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะการกระทำใดการกระทำหนึ่งโดยแยกส่วนออกจากกัน หลักดังกล่าวช่วยป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดหลีกเลี่ยงความรับผิดด้วยการแบ่งหน้าที่กันดำเนินการหรือซ่อนบทบาทของตนไว้เบื้องหลังบุคคลอื่น คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการทำความเข้าใจองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน โดยเฉพาะในกรณีที่มีการชักชวนลงทุนโดยเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติ อ้างกิจการที่ไม่ปรากฏว่ามีอยู่จริง และใช้บุคคลหลายคนร่วมกันดำเนินการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่ผู้ลงทุน ซึ่งศาลถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงการหลอกลวงประชาชนและต้องรับผิดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 596/2561 การชักชวนให้บุคคลทั่วไปหรืออย่างน้อยตั้งแต่สิบคนขึ้นไปมาทำการกู้ยืมเงินกันโดยการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน คือการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่วๆไป ไม่จำกัดว่าด้วยการโฆษณาทางสื่อมวลชนหรือป่าวประกาศต่อประชาชนในสถานที่ต่างๆ จึงไม่จำเป็นที่จำเลยทั้งสองกับพวกจะต้องกระทำการดังกล่าวต่อผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทุกครั้งเป็นคราวๆไป เพียงแต่จำเลยทั้งสองกับพวกแสดงข้อความหลอกลวงให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายบางคนแล้วเป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาลงทุนกับจำเลยทั้งสองกับพวกก็ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว จำเลยที่ 2 จะอยู่ด้วยกับจำเลยที่ 1 และ พ. หรือไม่ ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4, 5, 9, 12 ให้จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหาย แต่ละรายตามจำนวนที่ผู้เสียหายแต่ละรายถูกฉ้อโกงไปรวม 6,394,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินของผู้เสียหายแต่ละรายนับแต่วันที่ได้กู้ยืมเงินไปจนกว่าจะคืนเงินต้นเสร็จสิ้น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และ 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่งและ 12 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชกำหนด การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 14 กระทง เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 70 ปี แต่ความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียงคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กับให้จำเลยทั้งสองใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 121,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 396,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 2,448,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 674,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตาร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 11 จำนวน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 12 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 13 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และผู้เสียหายที่ 14 จำนวน 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายทั้งสิบสี่นำเงินมาลงทุนกับนางเดือนเพ็ญ จำเลยที่ 2 กับนางเดือนเพ็ญเป็นสามีภริยากันแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ขณะเกิดเหตุอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้คือ อัตราร้อยละ 2.45 ต่อปี ตามประกาศเรื่องอัตราดอกเบี้ยตั๋วสัญญาใช้เงินครั้งที่ 5/2554 พันตำรวจโทสังวรพนักงานสอบสวนตรวจสอบบัญชีของผู้เสียหายที่ 4 และที่ 6 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แล้ว สรุปความเคลื่อนไหวทางบัญชีของจำเลยทั้งสอง จากการตรวจสอบไม่มีสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจภูสิงห์หรือธุรกิจรับจำนำรถบริเวณตลาดช่องสะงำ หรือปล่อยเงินกู้ให้แก่ลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ต่อมาผู้เสียหายที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 13 และที่ 14 ทำบันทึกถอนคำร้องทุกข์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนหนึ่งที่ถูกนางเดือนเพ็ญพูดหลอกลวงให้นำเงินมาร่วมลงทุน ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และนางเดือนเพ็ญกระทำความผิด สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์มีผู้เสียหายที่ 8 ที่ 9 และที่ 11 เบิกความเป็นพยานได้ความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 พูดชักชวนผู้เสียหายทั้งสามร่วมลงทุนทำธุรกิจปล่อยเงินกู้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจภูสิงห์ รับจำนำรถบริเวณตลาดช่องสะงำ หรือปล่อยเงินกู้ให้แก่ลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรกับนางเดือนเพ็ญ ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ส่วนผู้เสียหายที่ 7 เบิกความว่า นางเดือนเพ็ญมาที่โรงเรียนบ้านขะยูงและอธิบายเกี่ยวกับการลงทุนในลักษณะเดียวกัน จากนั้นผู้เสียหายที่ 7 โทรศัพท์ไปหานางเดือนเพ็ญ ผู้เสียหายทั้งสี่หลงเชื่อจำเลยที่ 1 กับนางเดือนเพ็ญ จึงมอบเงินให้จำเลยที่ 1 นำไปลงทุนกับนางเดือนเพ็ญหลายครั้ง และจำเลยที่ 1 นำผลประโยชน์ตอบแทนมาจ่ายให้ผู้เสียหายทั้งสี่ สำหรับผู้เสียหายที่ 14 เบิกความว่า ขณะผู้เสียหายที่ 14 ไปประชุมกลุ่มโรงเรียน พบจำเลยที่ 1 กับเพื่อนครูหลายคน ได้ยินกลุ่มเพื่อนครูพูดกันว่านำเงินไปลงทุนกับนางเดือนเพ็ญได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน นางเดือนเพ็ญมาที่โรงเรียนบ้านแก และชักชวนผู้เสียหายที่ 14 ทำธุรกิจรับจำนำรถบริเวณตลาดช่องสะงำ ผู้เสียหายที่ 14 ชวนจำเลยที่ 1 ไปเป็นเพื่อนเพื่อถอนเงินที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ แล้วนำเงินไปให้นางเดือนเพ็ญด้วยกัน และผู้เสียหายที่ 13 เบิกความว่า ขณะผู้เสียหายที่ 13 รับประทานอาหารกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พูดเกี่ยวกับการนำเงินไปลงทุนกับนางเดือนเพ็ญ ที่ทำธุรกิจรับจำนำรถบริเวณตลาดช่องสะงำ และปล่อยเงินกู้ให้แก่ลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ผู้เสียหายที่ 13 ขอหมายเลขโทรศัพท์ของนางเดือนเพ็ญจากจำเลยที่ 1 เพื่อติดต่อลงทุน นางเดือนเพ็ญให้หมายเลขบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 สำหรับโอนเงินส่วนผลประโยชน์ตอบแทน จำเลยที่ 1 จะโอนเข้าบัญชีธนาคารให้ผู้เสียหายที่ 13 ต่อมานางเดือนเพ็ญไม่จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนตามกำหนดนัด จึงติดตามทวงถามแต่นางเดือนเพ็ญขอผัดผ่อน เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 13 เบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ชักชวนให้มาร่วมลงทุนกับนางเดือนเพ็ญ โดยเสนอจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน และรับเงินจากผู้ร่วมลงทุนนำไปให้นางเดือนเพ็ญ โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 ส่วนผู้เสียหายที่ 7 และที่ 14 ก็ยืนยันว่าฝากเงินให้จำเลยที่ 1 นำไปให้นางเดือนเพ็ญ เมื่อนางเดือนเพ็ญจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนได้โอนเงินจากบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 เข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 จากนั้น จำเลยที่ 1 จะนำเงินมาจ่ายให้ผู้เสียหายทั้งหก นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 14 ว่า เมื่อนางเดือนเพ็ญยืมเงิน 300,000 บาท จากผู้เสียหายที่ 14 โดยอ้างว่า จะนำเงินไปช่วยจำเลยที่ 2 เพื่อเลื่อนตำแหน่ง จำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันด้วย ซึ่งหากจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ร่วมลงทุนธรรมดาโดยถูกนางเดือนเพ็ญหลอกลวงแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีหน้าที่จะต้องลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันนางเดือนเพ็ญในจำนวนเงินที่สูงขนาดนั้นเพราะอาจจะต้องรับผิดชำระหนี้แทนหากนางเดือนเพ็ญไม่ชำระ ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างว่าห้ามผู้เสียหายที่ 14 ไม่ให้นางเดือนเพ็ญยืมเงินจำนวนดังกล่าวเพราะไม่มีงานทำ การที่จำเลยที่ 1 ยอมทำเช่นนั้นก็คงให้ความมั่นใจแก่ผู้เสียหายที่ 14 เพื่อผู้เสียหายที่ 14 จะได้นำเงินมาร่วมลงทุนมากขึ้น จึงเป็นการเกินเลยหน้าที่ของผู้ถูกหลอกลวงพึงกระทำ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งหกมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสอง ทั้งได้ความว่าผู้เสียหายทั้งหกเป็นเพื่อนจำเลยที่ 1 จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ดังกล่าวจะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษ เพราะแม้แต่ผู้เสียหายที่ 8 ที่ 9 และที่ 11 จะเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ชักชวนให้ร่วมลงทุน แต่ขณะเบิกความผู้เสียหายที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 13 และที่ 14 ก็ขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 1 เหตุผลดังกล่าวมีน้ำหนักเชื่อได้ว่าผู้เสียหายทั้งหกเบิกความไปตามความจริง ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า ถูกนางเดือนเพ็ญชักขวนให้ร่วมลงทุนและมิได้ชักชวนผู้เสียหายทั้งหกให้ร่วมลงทุน แม้จะมีนายไชยโรจน์และนายเพิ่มศักดิ์เบิกความสนับสนุนทำนองเดียวกันว่านางเกศกานต์ดาหรือชไมพรชักชวนจำเลยที่ 1 และพยานทั้งสองร่วมลงทุน จำเลยที่ 1 กับพยานทั้งสองจึงร่วมลงทุนกับนางเกศกานต์ดา หลังจากได้รับผลประโยชน์ตอบแทนประมาณ 2 เดือน นางเกศกานต์ดาพาจำเลยที่ 1 กับพยานไปดูธุรกิจรับจำนำรถที่อำเภอภูสิงห์และแนะนำให้รู้จักนางเดือนเพ็ญ โดยได้ความเพิ่มเติมจากคำเบิกความของนายไชยโรจน์ว่า นางเดือนเพ็ญบอกว่าจะโอนเงินผลประโยชน์ตอบแทนเข้าบัญชีธนาคารของพยาน แต่พยานจำหมายเลขบัญชีธนาคารไม่ได้จึงบอกให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 ก่อน จากนั้นให้จำเลยที่ 1 นำมาจ่ายพยานก็ไม่มีเหตุผลให้รับฟัง เพราะได้ความจากคำเบิกความของนายไชยโรจน์และนายเพิ่มศักดิ์ทำนองเดียวกันว่า เมื่อไม่ได้เงินผลประโยชน์ตอบแทน พยานทั้งสองไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีนางเดือนเพ็ญ เนื่องจากร่วมลงทุนกับนางเกศกานต์ดา ต่อมานางเกศกานต์ดาทยอยจ่ายเงินให้นายไชยโรจน์จนครบถ้วน แต่นายเพิ่มศักดิ์ยังไม่ครบ กรณีดังกล่าวน่าจะรับฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 นายไชยโรจน์และนายเพิ่มศักดิ์ร่วมลงทุนกับนางเกศกานต์ดา ดังจะเห็นได้จากข้อความระบุในหนังสือมอบอำนาจ หามีน้ำหนักหักล้างให้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ทำนองเดียวกันว่านางเดือนเพ็ญชักชวนให้ผู้เสียหายทั้งสี่ลงทุนทำธุรกิจปล่อยเงินกู้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจ ธุรกิจรับจำนำรถบริเวณตลาดช่องสะงำ หรืออ้างว่าขอกู้ยืมเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสอบเลื่อนตำแหน่งของจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน นางเดือนเพ็ญให้หมายเลขบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 ไว้สำหรับโอนเงินลงทุน กับบอกว่าจำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการตำรวจ โดยได้ความเพิ่มเติมจากผู้เสียหายที่ 4 ว่า เคยไปสอบถามจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับเงินที่นางเดือนเพ็ญยืมไป จำเลยที่ 2 บอกว่าจะติดตามนางเดือนเพ็ญและจะดูแลให้และยังได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 5 ทำนองเดียวกันว่านางกรรณิกาหรือจ๋าพานางเดือนเพ็ญมาแนะนำให้รู้จักพร้อมกับบอกว่าสามีของนางเดือนเพ็ญเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ นางเดือนเพ็ญขอกู้ยืมเงินผู้เสียหายที่ 1 และที่ 5 อ้างว่านำไปลงทุนธุรกิจส่วนตัว ให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน โดยนางเดือนเพ็ญทำหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่กับผู้เสียหายที่ 1 พร้อมมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 2 ให้ด้วย โดยได้ความเพิ่มเติมจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะไปทวงเงินที่บ้านนางเดือนเพ็ญพบจำเลยที่ 2 จึงบอกเรื่องที่นางเดือนเพ็ญยืมเงินไป จำเลยที่ 2 บอกว่าไม่ทราบเรื่อง แต่ถามผู้เสียหายที่ 1 ว่า จะผ่อนให้เดือนละ 5,000 บาท ได้หรือไม่ กับได้ความต่อไปจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 10 และที่ 12 โดยผู้เสียหายที่ 10 เบิกความว่า ปลายปี 2555 ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นพี่ชักชวนให้ลงทุนกับนางเดือนเพ็ญ จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงิน 3,000 ถึง 5,000 บาท ต่อมานางเดือนเพ็ญชักชวนผู้เสียหายที่ 10 ลงทุนทำธุรกิจปล่อยเงินกู้ ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเดือนละ 5,000 บาท ผู้เสียหายที่ 10 โอนเงิน 30,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 ตามที่นางเดือนเพ็ญให้มา หลังจากนั้น 2 วัน นางเดือนเพ็ญโอนเงินผลประโยชน์ตอบแทนให้ 10,000 บาท พร้อมชักชวนลงทุนเพิ่ม ผู้เสียหายที่ 10 ลงทุนเพิ่มหลายครั้งและได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ต่อมาไม่ได้รับเงินต้นและผลประโยชน์ตอบแทน ส่วนผู้เสียหายที่ 12 เบิกความว่า ทราบจากผู้เสียหายที่ 4 ว่าลงทุนทำธุรกิจรับจำนำรถบริเวณตลาดช่องสะงำกับนางเดือนเพ็ญให้หมายเลขบัญชีของจำเลยที่ 2 สำหรับโอนเงิน ผู้เสียหายที่ 4 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารดังกล่าวหลายครั้ง เห็นว่า แม้ไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในขั้นตอนที่นางเดือนเพ็ญชักชวนผู้เสียหายทั้งสิบสี่ลงทุนทำธุรกิจด้วย แต่การที่จำเลยที่ 2 มอบบัตรฝากถอนเงินอัตโนมัติกับสมุดบัญชีธนาคารของตนให้นางเดือนเพ็ญ และไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยอ้างว่าให้นางเดือนเพ็ญดูแลค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวนั้นเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ เพราะจำเลยที่ 2 กับนางเดือนเพ็ญอาศัยอยู่ด้วยกัน และจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ได้ความว่า จำเลยที่ 2 ลงทุนเปิดร้านอาหารให้นางเดือนเพ็ญ มีค่าใช้จ่ายวันละ 2,000 ถึง 3,000 บาท ต้องแบ่งเงินเดือนเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากภริยาเก่าเดือนละ 4,000 ถึง 5,000 บาท ดำเนินชีวิตโดยอาศัยรายได้จากการขายอาหาร ทั้งมีรายได้ไม่แน่นอนเพราะจะต้องนำเงินไปหักชำระหนี้เงินกู้จากธนาคารและสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจ แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีปัญหาทางด้านการเงิน จึงเป็นการผิดปกติวิสัยที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางบัญชี ประกอบกับผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 เบิกความยืนยันว่าพบจำเลยที่ 2 ที่บ้านขณะไปทวงเงินนางเดือนเพ็ญ โดยจำเลยที่ 2 ถามผู้เสียหายที่ 1 ว่า จะผ่อนให้เดือนละ 5,000 บาท ได้หรือไม่ กับบอกผู้เสียหายที่ 4 ว่าจะติดตามนางเดือนเพ็ญและจะดูแลให้ ซึ่งจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่าผู้เสียหายที่ 1 เคยมาสอบถามเรื่องนางเดือนเพ็ญยืมเงินไป 50,000 บาท ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ทราบถึงการกระทำของนางเดือนเพ็ญ การที่จำเลยที่ 2 มอบบัตรฝากถอนเงินอัตโนมัติกับสมุดบัญชีธนาคารของตนให้นางเดือนเพ็ญมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 2 รู้ว่าจะมีการนำไปใช้ในการกระทำความผิด ตามพฤติการณ์ดังกล่าวน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องกับนางเดือนเพ็ญและจำเลยที่ 1 โดยวางแผนเป็นขั้นตอนเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมาย ซึ่งมีลักษณะของการแบ่งหน้าที่กันทำ การที่จำเลยทั้งสองกับพวกชักชวนผู้เสียหายทั้งสิบสี่และบุคคลอื่นให้นำเงินมาลงทุน ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าไม่มีการประกอบกิจการจริง การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกจึงเป็นการหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสิบสี่และบุคคลทั่วไปไม่จำกัดว่าเป็นใคร อันเป็นการหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยเจตนาทุจริต ทำให้ผู้เสียหายทั้งสิบสี่หลงเชื่อมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวกไป จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก และการกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวเป็นการกู้ยืมเงินตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3 และเป็นการชักชวนว่า ในการกู้ยืมเงินจำเลยทั้งสองกับพวกจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้สูงกว่าอัตราสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินที่พึงจ่ายได้ โดยจำเลยทั้งสองกับพวกรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสองกับพวกจะนำเงินจากผู้เสียหายทั้งสิบสี่หรือบุคคลอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสิบสี่ หรือโดยที่จำเลยทั้งสองกับพวกรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสองกับพวกไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายดอกเบี้ยตามสัญญาได้ และเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองกับพวกได้กู้ยืมเงินไป จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตาม มาตรา 4, 12 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวอีกบทหนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การจะเป็นการหลอกลวงประชาชนต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าขณะที่ผู้กระทำความผิดไปพูดหลอกลวงจะต้องมีการประกาศโฆษณาให้บุคคลอื่นทั่ว ๆ ไปได้เข้าร่วมลงทุนหรือมีประชาชนทั่วไปอยู่บริเวณดังกล่าวและการหลอกลวงไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นคนใด ๆ แต่คดีนี้ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่า ขณะนางเดือนเพ็ญไปขอยืมเงินกับผู้เสียหายทั้งหมด นางเดือนเพ็ญและจำเลยทั้งสองหรือคนใดคนหนึ่งประกาศโฆษณาเพื่อให้ประชาชนทั่วไปมาลงทุน และไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นอยู่ร่วมด้วย เห็นว่า การชักชวนให้บุคคลทั่วไปหรืออย่างน้อยตั้งแต่สิบคนขึ้นไปมาทำการกู้ยืมเงินกันโดยการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน คือการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่ว ๆ ไป ไม่จำกัดว่าด้วยการโฆษณาทางสื่อมวลชนหรือป่าวประกาศต่อประชาชนในสถานที่ต่าง ๆ จึงไม่จำเป็นที่จำเลยทั้งสองกับพวกจะต้องกระทำการดังกล่าวต่อผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทุกครั้งเป็นคราว ๆ ไป เพียงแต่จำเลยทั้งสองกับพวกแสดงข้อความหลอกลวงให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายบางคนแล้วเป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาลงทุนกับจำเลยทั้งสองกับพวก ก็ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว จำเลยที่ 2 จะอยู่ด้วยกับจำเลยที่ 1 และนางเดือนเพ็ญหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชกำหนด การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 มีโทษตามพระราชกำหนดดังกล่าวมาตรา 12 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปีรวม 14 กระทง เป็นกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินยี่สิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงไม่อาจลงโทษให้เบาลงอีกได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
|




