ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




หลอกใช้โฉนดที่ดินเป็นหลักประกันเงินกู้ของผู้อื่น ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงเกิดขึ้นเมื่อใด และศาลวินิจฉัยอย่างไร

ร่วมกันฉ้อโกงโดยหลอกใช้โฉนดที่ดินของผู้อื่นเป็นหลักประกันเงินกู้, ความผิดฐานฉ้อโกงจากการอ้างอำนาจใช้ที่ดินเป็นหลักประกันโดยเจ้าของไม่ยินยอม, หลอกใช้โฉนดที่ดินและหนังสือมอบอำนาจเพื่อกู้เงินจากผู้ให้กู้, นำโฉนดที่ดินของบุคคลอื่นไปค้ำประกันหนี้เงินกู้ของตนเอง, หนังสือมอบอำนาจให้จำนองที่ดินไม่ใช่อำนาจให้กู้เงินแทนเจ้าของที่ดิน, หลอกลวงผู้ให้กู้ว่ามีอำนาจนำโฉนดที่ดินมาเป็นหลักประกัน, สัญญากู้ยืมเงินที่ผู้กู้รับว่าได้รับเงินครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา,หลักประกันเงินกู้โดยใช้โฉนดที่ดินของผู้อื่น      

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการที่จำเลยทั้งสองนำโฉนดที่ดิน หนังสือมอบอำนาจ และเอกสารของนายอำพลไปใช้ประกอบการกู้ยืมเงินจากโจทก์ โดยอ้างว่านายอำพลมอบอำนาจให้นำที่ดินมาเป็นหลักประกันเงินกู้ของจำเลยทั้งสอง

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายอำพลมอบโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้ยึดถือไว้เป็นประกัน และมอบอำนาจให้จัดการจดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้เงินกู้ของนายอำพลกับจำเลยที่ 2 มิได้มอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองนำที่ดินไปเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสองกับโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยจากพฤติการณ์การรับเงินกู้ การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ การออกเช็คชำระหนี้ และข้อความที่จำเลยที่ 2 เขียนต่อท้ายสัญญากู้ จนรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้รับเงินกู้จำนวน 3,500,000 บาท จากโจทก์ครบถ้วนแล้ว และร่วมกันหลอกลวงโจทก์เกี่ยวกับอำนาจใช้โฉนดที่ดินเป็นหลักประกัน

สาระสำคัญที่สุดของคดี

จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 3,500,000 บาท

จำเลยทั้งสองนำโฉนดที่ดินและเอกสารของนายอำพลมาแสดงเป็นหลักประกัน

นายอำพลมิได้มอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองใช้ที่ดินเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสอง

การอ้างว่ามีอำนาจดังกล่าวทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าสามารถบังคับชำระหนี้จากที่ดินได้

โจทก์จึงให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงิน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่น

คำถามที่น่าสนใจ

1. การนำโฉนดที่ดินของผู้อื่นมาอ้างเป็นหลักประกันเงินกู้ของตนเองเป็นฉ้อโกงหรือไม่

2. หนังสือมอบอำนาจให้จำนองที่ดินใช้เป็นหลักฐานว่ามีอำนาจกู้เงินแทนเจ้าของที่ดินได้หรือไม่

3. การลงลายมือชื่อในสัญญากู้และออกเช็คชำระหนี้มีผลต่อการพิสูจน์ว่าได้รับเงินกู้แล้วอย่างไร

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินและเอกสารที่ดิน

นายอำพลทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 1,950,000 บาท โดยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 67999 และ 77764 ให้จำเลยที่ 2 ยึดถือไว้เป็นประกัน และทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จัดการจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงในวงเงิน 1,950,000 บาท

ต่อมาจำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 3,500,000 บาท โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 หนังสือมอบอำนาจที่นายอำพลลงลายมือชื่อผู้มอบอำนาจแต่ยังไม่กรอกข้อความ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของนายอำพลแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คจำนวน 3,500,000 บาท เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ต่อมาพนักงานสอบสวนมีหนังสือขออายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 77764 เนื่องจากนายอำพลแจ้งความร้องทุกข์ว่าจำเลยที่ 2 นำโฉนดที่ดินไปโดยนายอำพลไม่ยินยอม

ประเด็นการได้รับเงินกู้ของจำเลยทั้งสอง

โจทก์เบิกความว่า จำเลยทั้งสองมาขอกู้เงินจำนวน 3,500,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นนักธุรกิจค้าขายที่ดิน มีฐานะและมีความรู้ความสามารถ ต้องการกู้เงินเพื่อนำไปลงทุน มีหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินของนายอำพล และนายอำพลมอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองใช้โฉนดที่ดินไปทำสัญญากู้ยืมเงิน โดยให้ถือว่าที่ดินเป็นหลักประกันเงินกู้

โจทก์ไม่มีเงินสด จึงไปจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ แล้วมอบเงินที่ได้จากการขายฝากให้แก่จำเลยทั้งสอง เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ จำเลยทั้งสองขอผัดผ่อนและขอไม่ให้โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน

จำเลยทั้งสองนำสืบว่าไม่ได้รับเงินจากโจทก์ แต่พยานจำเลยทั้งสองเบิกความว่า ระหว่างเดินทางไปสำนักงานที่ดิน จำเลยที่ 2 พูดว่าได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว ทั้งจำเลยที่ 2 ยังออกเช็คจำนวน 3,500,000 บาท เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ และในสัญญากู้ยืมเงินมีข้อความว่าผู้กู้ได้รับเงินไปถูกต้องครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา

ศาลฎีกาเห็นว่า หากจำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับเงินจำนวน 3,500,000 บาท จากโจทก์ ย่อมไม่มีหนี้ที่จำเลยทั้งสองต้องชำระให้แก่โจทก์และสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวชำระหนี้ คำเบิกความของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 3,500,000 บาท จากโจทก์ครบถ้วนแล้ว

ขอบเขตอำนาจของนายอำพลและการหลอกลวงเรื่องหลักประกัน

พันตำรวจโทรุ่งรวีพนักงานสอบสวนเบิกความประกอบคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอำพล สรุปใจความได้ว่า นายอำพลไปหาจำเลยที่ 2 เพื่อขอกู้ยืมเงิน และตกลงจะนำโฉนดที่ดินเลขที่ 67999 มาเป็นหลักประกัน จำเลยที่ 2 ขอเอกสารและให้นายอำพลลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มหนังสือมอบอำนาจ สัญญากู้ที่ยังไม่ได้ลงรายละเอียด เอกสารทางทะเบียนราษฎร และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่รับรองเอกสารไว้

ต่อมานายอำพลต้องการกู้เงินเพิ่มเติม จึงมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 ให้จำเลยที่ 2 หนังสือสัญญากู้และหนังสือมอบอำนาจระบุว่า นายอำพลมอบโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้ถือไว้เป็นประกัน และให้อำนาจจัดการจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้เงินกู้ของนายอำพลกับจำเลยที่ 2 ในวงเงิน 1,950,000 บาท

ศาลฎีกาเห็นว่า เจตนาของนายอำพลคือให้จำเลยที่ 2 หาเงินกู้เพิ่มเติม และให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือมอบอำนาจ เพื่อเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินของนายอำพล แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งสองกลับนำหนังสือมอบอำนาจที่นายอำพลลงลายมือชื่อผู้มอบอำนาจและยังไม่กรอกข้อความ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านที่นายอำพลขีดคร่อมเขียนข้อความว่า จำนองที่ดิน รวมทั้งโฉนดที่ดิน ไปใช้เป็นหลักประกันในการทำสัญญากู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสองกับโจทก์ โดยนายอำพลมิได้ยินยอม

การร่วมกันฉ้อโกงและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

จำเลยที่ 2 เขียนข้อความต่อท้ายสัญญากู้ยืมเงินว่า นายอำพลมอบหมายหรือมอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองนำหลักฐานเกี่ยวกับโฉนดที่ดินไปทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ โดยให้ถือว่าที่ดินเป็นหลักประกันส่วนหนึ่งของสัญญากู้ และยืนยันว่าได้รับมอบอำนาจจากนายอำพลให้มาทำสัญญาผูกพันตนดังกล่าวจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 เขียนขึ้นกล่าวอ้างกับโจทก์เพื่อให้โจทก์เชื่อ โดยนายอำพลไม่ได้ยินยอม ทั้งยังขัดกับคำเบิกความของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่ามากู้ยืมเงินกับโจทก์แทนนายอำพลและไม่ได้รับเงินจากโจทก์

เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน จำเลยทั้งสองขอผัดผ่อนและขอไม่ให้โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน เมื่อโจทก์สอบถามถึงที่ดินที่นำมาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์ว่า นายอำพลมอบอำนาจให้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 มาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสอง

ความจริงนายอำพลแจ้งให้หาเงินกู้เพิ่มเติม และให้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ของนายอำพลที่กู้ยืมจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น นายอำพลมิได้มอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองมาทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์

การหลอกลวงของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองขอกู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันเป็นโฉนดที่ดินของนายอำพล ที่โจทก์สามารถบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินดังกล่าวได้ โจทก์จึงให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่น

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

3. ศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าจำเลยทั้งสองได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว และร่วมกันหลอกลวงโจทก์ว่านายอำพลมอบอำนาจให้นำโฉนดที่ดินมาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสอง ทั้งที่นายอำพลมิได้ยินยอม การหลอกลวงทำให้โจทก์หลงเชื่อและให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงิน จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่น

ข้อคิดทางกฎหมาย

การมีโฉนดที่ดิน หนังสือมอบอำนาจ หรือเอกสารของเจ้าของที่ดินอยู่ในความครอบครอง มิได้แสดงโดยลำพังว่าผู้ครอบครองมีอำนาจนำทรัพย์สินหรือเอกสารนั้นไปเป็นหลักประกันหนี้ของตนเอง

การพิจารณาขอบเขตอำนาจต้องเป็นไปตามเจตนาของผู้มอบอำนาจและข้อความในเอกสาร หากอำนาจมีเพื่อจัดการจำนองที่ดินและประกันหนี้ของเจ้าของที่ดิน การนำไปกล่าวอ้างเป็นหลักประกันหนี้ของบุคคลอื่นย่อมเป็นคนละกรณีกัน

ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาพยานเอกสารร่วมกับพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสอง ทั้งการลงลายมือชื่อในสัญญากู้ที่ระบุว่าได้รับเงินครบถ้วนแล้ว การออกเช็คชำระหนี้ การขอผัดผ่อนชำระหนี้ และข้อความที่จำเลยที่ 2 เขียนต่อท้ายสัญญากู้ จนรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้รับเงินกู้และร่วมกันหลอกลวงโจทก์เกี่ยวกับอำนาจใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

การหลอกลวงโจทก์ว่าได้รับมอบอำนาจให้นำโฉนดที่ดินของนายอำพลมาเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสอง ทั้งที่นายอำพลมิได้ยินยอม ทำให้โจทก์หลงเชื่อและให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงิน เป็นเหตุที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกงผู้อื่น

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงิน นำโฉนดที่ดินและเอกสารของนายอำพลมาแสดงแก่โจทก์ และร่วมกันหลอกลวงเรื่องอำนาจใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน ศาลจึงวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดร่วมกัน

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

คดีนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การแยกขอบเขตของอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจ ออกจากการนำเอกสารไปกล่าวอ้างต่อบุคคลภายนอก หนังสือมอบอำนาจที่ให้อำนาจจำเลยที่ 2 จัดการจดทะเบียนจำนองที่ดิน เพื่อประกันหนี้ของนายอำพลต่อจำเลยที่ 2 มิได้ให้อำนาจจำเลยทั้งสองนำที่ดินไปเป็นหลักประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยทั้งสอง

ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยจากการมีโฉนดหรือเอกสารของนายอำพลอยู่ในความครอบครองเพียงลำพัง แต่พิจารณาเจตนาของนายอำพลตามสัญญากู้และหนังสือมอบอำนาจ ประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองนำเอกสารที่ยังไม่กรอกข้อความไปใช้ และจำเลยที่ 2 เขียนข้อความต่อท้ายสัญญากู้เพื่อยืนยันว่ามีอำนาจ ทั้งที่นายอำพลไม่ได้ยินยอม

การหลอกลวงจึงมิใช่เพียงการนำเอกสารของผู้อื่นมาแสดง แต่เป็นการกล่าวอ้างว่ามีอำนาจให้ที่ดินเป็นหลักประกันหนี้ของจำเลยทั้งสอง จนโจทก์หลงเชื่อว่าสามารถบังคับชำระหนี้จากที่ดินได้ และยอมให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงิน

คำถามที่พบบ่อย

1. คำถาม

การนำโฉนดที่ดินของผู้อื่นมาเป็นหลักประกันเงินกู้ของตนเองเป็นฉ้อโกงหรือไม่

คำตอบ

ในคดีนี้ จำเลยทั้งสองอ้างต่อโจทก์ว่าได้รับมอบอำนาจจากนายอำพลให้นำโฉนดที่ดินมาเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสอง ทั้งที่นายอำพลมิได้ยินยอม การหลอกลวงทำให้โจทก์หลงเชื่อและให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงิน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83

2. คำถาม

หนังสือมอบอำนาจให้จำนองที่ดินใช้เป็นหลักฐานว่ามีอำนาจกู้เงินแทนเจ้าของที่ดินได้หรือไม่

คำตอบ

หนังสือมอบอำนาจในคดีนี้ให้อำนาจจำเลยที่ 2 จัดการจดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้เงินกู้ของนายอำพลกับจำเลยที่ 2 มิได้เป็นการมอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองนำที่ดินไปทำสัญญากู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสองกับโจทก์

3. คำถาม

ศาลรับฟังได้อย่างไรว่าจำเลยทั้งสองได้รับเงินกู้แล้ว

คำตอบ

ศาลฎีกาพิจารณาจากพยานหลักฐานหลายประการ ได้แก่ การที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการเรื่องขายฝาก การพูดว่าได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว การออกเช็คจำนวน 3,500,000 บาท เพื่อชำระหนี้ การระบุในสัญญากู้ว่าผู้กู้ได้รับเงินไปถูกต้องครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา และพฤติการณ์ขอผัดผ่อนชำระหนี้

4. คำถาม

เหตุใดศาลฎีกาจึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คำตอบ

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้รับเงินกู้จากโจทก์ครบถ้วนแล้ว และร่วมกันหลอกลวงโจทก์ว่านายอำพลมอบอำนาจให้นำโฉนดที่ดินมาเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสอง ทั้งที่นายอำพลมิได้ยินยอม การหลอกลวงทำให้โจทก์หลงเชื่อและให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงิน จึงพิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8213/2567 

จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์ว่า นาย อ. มอบอำนาจให้นำโฉนดที่ดินมาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสอง แต่ความจริงแล้วนาย อ. แจ้งว่าให้หาเงินกู้เพิ่มเติม และให้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ของนาย อ. ที่กู้ยืมจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น นาย อ. มิได้มอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองมาทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ การหลอกลวงของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองขอกู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันเป็นโฉนดที่ดินของนาย อ. ที่สามารถให้โจทก์ชำระหนี้หรือบังคับหนี้เอาจากที่ดินดังกล่าวได้ โจทก์จึงให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 341

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2561 นายอำพลทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 1,950,000 บาท มีข้อตกลงว่า นายอำพลนำโฉนดที่ดิน 2 ฉบับ เลขที่ 67999, 77764 ตามลำดับ ให้จำเลยที่ 2 ยึดถือไว้เป็นประกัน ในวันเดียวกันนายอำพลทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จัดการจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงในวงเงิน 1,950,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามกฎหมายใหม่และสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2561 จำเลยทั้งสองร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 3,500,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 หนังสือมอบอำนาจ (ท.ด. 21) ที่นายอำพลลงชื่อผู้มอบอำนาจ แต่ยังไม่ได้กรอกข้อความ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของนายอำพลที่นายอำพลลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องให้ไว้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 จำนวน 3,500,000 บาท ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันที่ 9 เมษายน 2562 ตามใบแจ้งผลเช็คคืนในวันที่ 25 เมษายน 2562 พนักงานสอบสวนมีหนังสือขออายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 77764 ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เนื่องจากนายอำพลแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 2 เอาโฉนดที่ดินไปโดยนายอำพลไม่ยินยอม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยทั้งสองได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์แล้วหรือไม่ โจทก์เบิกความในทำนองว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2561 จำเลยทั้งสองมาขอกู้เงินโจทก์ อ้างว่าเป็นนักธุรกิจค้าขายที่ดิน มีฐานะ มีความรู้ความสามารถ ต้องการกู้เงินโจทก์ 3,500,000 บาท เพื่อนำไปลงทุน มีหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินมูลค่า 11,000,000 บาทเศษ โดยนายอำพล เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน มอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองใช้โฉนดที่ดินไปทำสัญญากู้ยืมเงิน โดยให้ถือว่าที่ดินเป็นหลักประกันเงินกู้ จำเลยที่ 1 มอบโฉนดที่ดิน หนังสือมอบอำนาจที่นายอำพลลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจ แต่ยังไม่กรอกข้อความ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของนายอำพลที่ลงลายมือชื่อรับรองไว้ สำเนาระวางแผนที่ที่ตั้งที่ดินและราคาประเมินที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็ค 3,500,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ แต่โจทก์ไม่มีเงินสด ก่อนทำสัญญากันในวันดังกล่าว โจทก์จึงไปจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 26290 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และมอบเงินที่ได้จากการขายฝากให้แก่จำเลยทั้งสองไป เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน จำเลยทั้งสองขอผัดผ่อน และขอให้โจทก์ไม่นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน หลังจากนั้นโจทก์ทราบว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 77764 ถูกอายัด ส่วนจำเลยทั้งสองเบิกความในทำนองเดียวกันว่า นายอำพลมอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองกู้เงินจากโจทก์ ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ไปขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ให้แก่นายอำพล ส่วนจำเลยที่ 1 ไปทวงเงินค่าใช้จ่ายที่ทำงานให้แก่โจทก์ที่จังหวัดพังงา ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 2 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 และ 67999 ของนายอำพลไปให้โจทก์พิจารณา โจทก์ไม่มีเงินให้กู้และไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างงานที่จังหวัดพังงา แต่จะยืมเงินจากน้องสาวโจทก์มาให้นายอำพลกู้ และมีเงื่อนไขว่าจะต้องให้จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงิน ออกเช็คค้ำประกัน และมอบโฉนดที่ดินของนายอำพลไปเสนอให้น้องสาวโจทก์พิจารณา จำเลยที่ 1 อยากจะได้ค่าใช้จ่ายคืน และอยากได้เงินไปให้นายอำพล จำเลยทั้งสองจึงยินยอมตามเงื่อนไขของโจทก์ จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับเงินจากโจทก์ แต่นายสุวรรณพยานจำเลยทั้งสอง ซึ่งเคยทำงานกับโจทก์ มีตำแหน่งเป็นนายหน้าในการปล่อยเงินกู้ให้โจทก์ เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์เจือสมพยานโจทก์ว่า ในวันที่เดินทางไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงหนองจอกนั้น นายสุวรรณ โจทก์และจำเลยทั้งสองเดินทางไปด้วยกัน ระหว่างทางไปห้างสรรพสินค้าโลตัส จำเลยที่ 2 พูดว่า ได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว แม้ตามหนังสือสัญญาขายฝากดังกล่าวระบุว่า ขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นจำนวนเงิน 1,696,000 บาท ก็ตาม แต่นายสุวรรณเบิกความว่า ผู้ที่ทำนิติกรรมขายฝากกับโจทก์โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีการชำระค่าที่ดินดังกล่าว 3,500,000 บาท ซึ่งได้ความจากจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า หลังจากเสร็จธุระที่สำนักงานที่ดินแล้วได้เดินทางมาทำสัญญากู้ยืมที่บริเวณทาวน์อินทาวน์ จำแขวงและเขตไม่ได้ จึงเห็นได้ว่า เนื่องจากโจทก์ไม่มีเงินที่จะให้จำเลยทั้งสองกู้ โจทก์จึงต้องจดทะเบียนขายฝากที่ดินกับนายชลัชก่อน แล้วจึงให้จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ โดยมอบเงินที่ได้จากการขายฝากให้จำเลยทั้งสอง การที่นายสุวรรณเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ในวันที่มีการขายฝากที่ดิน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ทำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายฝากที่ดิน แต่ร่วมเดินทางไปที่สำนักงานที่ดินด้วย และจำเลยที่ 2 ดำเนินการเรื่องการขายฝาก ก็เพื่อรับเงินที่โจทก์ได้จากการขายฝากที่ดิน ยิ่งไปกว่านั้น จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คเงินสด 3,500,000 บาท ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 จำนวนเงินเท่ากับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ โดยระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงินว่า เพื่อชำระหนี้เงินกู้ นับเป็นเรื่องขัดต่อเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะหากจำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับเงิน 3,500,000 บาท จากโจทก์ดังที่กล่าวอ้าง ย่อมไม่มีหนี้ที่จำเลยทั้งสองต้องชำระให้แก่โจทก์และสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ทั้งในการทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในฐานะผู้กู้ ตกลงว่า ข้อ 1... ผู้กู้ได้รับเงินไปถูกต้องครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองนำสืบและกล่าวอ้างว่าไม่ได้รับเงินจากโจทก์ นับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่าประกอบอาชีพเกี่ยวกับการจัดหานายทุนปล่อยกู้ ที่ต้องใช้ความระมัดระวังรอบคอบในการลงลายมือชื่อในเอกสารที่ต้องผูกพันตนให้ต้องรับผิดเป็นอย่างยิ่ง คำเบิกความของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน จำนวน 3,500,000 บาท จากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 2 เพียงแต่นำโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 และ 67999 ของนายอำพลไปเสนอให้แก่นายทุนเงินกู้ เพื่อที่จะกู้เงินให้แก่นายอำพล จำเลยที่ 2 ไม่ได้หลอกลวงโจทก์ จำเลยที่ 2 ได้โฉนดที่ดินทั้งสองแปลงมาโดยได้รับความยินยอมจากนายอำพลนั้น พันตำรวจโทรุ่งรวีพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอุบลราชธานีพยานโจทก์เบิกความประกอบคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอำพลตามบันทึกคำให้การของพยาน สรุปใจความได้ว่า ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 นายอำพลไปหาจำเลยที่ 2 เพื่อขอกู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท โดยตกลงจะนำโฉนดที่ดินเลขที่ 67999 ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ตกลงจะมอบเงิน 100,000 บาท ให้นายอำพล ส่วนที่เหลือจำเลยที่ 2 แจ้งว่าจะนำโฉนดที่ดินไปเสนอนายทุนกรุงเทพก่อน ในระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 ขอดูโฉนดที่ดินแปลงข้างเคียง นายอำพลจึงมอบสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 ให้แก่จำเลยที่ 2 หลังจากดูแล้ว จำเลยที่ 2 ให้นายอำพลลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มหนังสือมอบอำนาจ สัญญากู้ที่ไม่ได้ลงรายละเอียดเอกสารทางทะเบียนราษฎร และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ที่ได้รับรองเอกสารไว้ให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ตกลงว่าจะมอบเงิน 100,000 บาท ให้แก่นายอำพลในวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 เมื่อถึงกำหนดนายอำพลได้รับเงิน 100,000 บาท ส่วนที่เหลือจำเลยที่ 2 ให้มารับในวันที่ 21 กรกฎาคม 2561 เมื่อถึงกำหนดจำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้ฉบับแรก 1,950,000 บาท ดอกเบี้ย 450,000 บาท เนื่องจากมีการหักดอกเบี้ยไว้ แต่นายอำพลต้องการกู้เงินเพิ่มอีกประมาณ 300,000 ถึง 500,000 บาท และได้มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 ให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้ฉบับที่ 2 ว่า นายอำพลกู้เงิน 2,400,000 บาท ยินยอมจ่ายดอกเบี้ย 900,000 บาท แต่นายอำพลไม่ลงลายมือชื่อ เนื่องจากเห็นว่าไม่ถูกต้องตามข้อตกลง ในวันนี้จำเลยที่ 2 โอนเงินให้ 430,000 บาท ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2561 จำเลยที่ 2 โอนเงินให้อีก 525,000 บาท รวมเป็นเงินที่นายอำพลได้รับตามสัญญากู้ฉบับแรก 1,055,000 บาท หลังจากนั้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จำเลยที่ 2 ติดต่อผ่านดาบตำรวจนิยม ให้นายอำพล ไปจดทะเบียนจำนองที่ดิน และแจ้งว่าจะให้นายอำพลกู้เพิ่มอีก 300,000 บาท แต่ไม่สามารถติดต่อจำเลยที่ 2 ได้อีก ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 กู้เงินจากโจทก์ให้แก่นายอำพล โดยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 และ 67999 ของนายอำพลไปให้โจทก์พิจารณา โดยได้รับความยินยอมจากนายอำพล ส่วนจำเลยที่ 2 ไปทวงค่าใช้จ่ายที่ทำงานให้แก่โจทก์ที่จังหวัดพังงา จำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินจากโจทก์ เห็นว่า สำเนาหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2561 ระบุว่านายอำพลกู้เงินจำเลยที่ 2 จำนวน 1,950,000 บาท นายอำพลมอบโฉนดที่ดิน 2 แปลง 67999, 77764... ให้จำเลยที่ 2 ถือไว้เป็นประกัน และหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2561 แนบท้ายหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว ระบุว่า นายอำพลมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจจัดการจำนองที่ดิน โฉนดเลขที่ 67999, 77764 กับจำเลยที่ 2 ในวงเงิน 1,950,000 บาท เพื่อประกันหนี้เงินกู้ของนายอำพล โดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน จึงเห็นได้ถึงเจตนาของนายอำพลว่า มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 ให้แก่จำเลยที่ 2 เนื่องจากประสงค์ให้จำเลยที่ 2 หาเงินกู้เพิ่มเติม และให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือมอบอำนาจ เป็นประกันการกู้ยืมเงิน จึงได้ลงลายมือชื่อหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินของนายอำพล แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองกลับนำหนังสือมอบอำนาจที่นายอำพลลงลายมือชื่อผู้มอบอำนาจและยังไม่กรอกข้อความ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่นายอำพลขีดคร่อมเขียนข้อความว่า จำนองที่ดิน และสำเนาทะเบียนบ้านที่นายอำพลขีดคร่อมเขียนข้อความว่า จำนองที่ดินไปใช้เป็นหลักประกันในการทำสัญญากู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสองกับโจทก์ โดยนายอำพลมิได้ยินยอม และจำเลยที่ 2 เขียนข้อความในบันทึกต่อท้ายสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวด้วยลายมือตนเองว่า นายอำพลได้มอบหมายหรือมอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองนำหลักฐานเกี่ยวกับโฉนดที่ดินไปทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ โดยที่ให้ถือว่าที่ดินเป็นหลักประกันส่วนหนึ่งของสัญญากู้ยืมเงิน และยืนยันว่าได้รับมอบอำนาจจากนายอำพลให้มาทำสัญญาผูกพันตนดังกล่าวจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 เขียนขึ้นกล่าวอ้างกับโจทก์เพื่อให้โจทก์เชื่อ โดยนายอำพลไม่ได้ยินยอม ทั้งบันทึกต่อท้ายดังกล่าวยังขัดกับคำเบิกความของจำเลยทั้งสองที่ว่ามากู้ยืมเงินกับโจทก์แทนนายอำพล จำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินจากโจทก์ ยิ่งไปกว่านั้น ได้ความจากโจทก์ว่า เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน จำเลยทั้งสองขอผัดผ่อน ไม่ให้โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน เมื่อโจทก์สอบถามถึงที่ดินที่นำมาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์ว่า นายอำพลมอบอำนาจให้นำโฉนดที่ดิน เลขที่ 77764 มาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสอง ความจริงแล้วนายอำพลแจ้งว่าให้หาเงินกู้เพิ่มเติม และให้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ของนายอำพลที่กู้ยืมจากจำเลยที่ 2 นายอำพลมิได้มอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองมาทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย การหลอกลวงดังกล่าวของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองขอกู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันเป็นโฉนดที่ดินของนายอำพล ที่สามารถให้โจทก์ชำระหนี้หรือบังคับหนี้เอาจากที่ดินดังกล่าวได้ โจทก์จึงให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ฉ้อโกงเงินกู้, หลอกใช้โฉนดที่ดิน, จำนองที่ดิน  หลอกใช้โฉนดที่ดินเป็นหลักประกันเงินกู้ของผู้อื่น ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงเกิดขึ้นเมื่อใด และศาลวินิจฉัยอย่างไร หนังสือมอบอำนาจให้จำนองที่ดิน ไม่ใช่อำนาจให้นำที่ดินไปค้ำประกันเงินกู้ของตนเอง  นายอำพลกู้เงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 1,950,000 บาท และมอบโฉนดที่ดิน 2 แปลงให้จำเลยที่ 2 ยึดถือไว้เป็นประกัน




การฉ้อโกงตามกฎหมายอาญา

ขายของออนไลน์ไม่มีสินค้าจริง หลอกให้โอนเงินผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลส ผิดฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ และศาลจะรอการลงโทษได้เมื่อใด
ชักชวนลงทุนอ้างธุรกิจปล่อยกู้และรับจำนำรถโดยไม่มีการดำเนินกิจการจริง เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือไม่
ผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงเรียกค่าขาดประโยชน์ในคดีอาญาได้หรือไม่ เมื่อไม่ได้ยื่นคำร้องค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
หลอกทำใบสั่งซื้อเท็จถือเป็นฉ้อโกงหรือไม่ ไม่ใช่ลักทรัพย์ และต้องร้องทุกข์ภายในกำหนดหรือไม่จึงไม่ขาดอายุความ
คดีฉ้อโกงออนไลน์ผ่านอีเมลปลอมกับความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และกรรมเดียวหลายบท
การกู้ยืมเงินโดยมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นประกัน และข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์–ฎีกา
พรีออเดอร์สินค้าไม่เป็นฉ้อโกง หากผู้ซื้อรู้ว่ายังไม่มีของ(ฎีกา 3664/2568)
ฟ้องคดีฉ้อโกงต้องร้องทุกข์ภายในกี่เดือน? ถ้ารู้ตัวผู้กระทำผิดแล้วแต่ฟ้องช้า จะขาดอายุความหรือไม่ และศาลจะยกฟ้องหรือไม่
คดีซื้อขายรถไม่โอนกรรมสิทธิ์ ไม่เป็นฉ้อโกง (ฎีกา 1028/2567)
ฎีกาที่ไม่แย้งคำพิพากษาอุทธรณ์ & ฉ้อโกงลงทุน (ฎีกา 1154/2567)
สรุปคดีลงทุนบริษัท-แชร์ลูกโซ่ & ผู้เสียหายโดยนิตินัย (ฎีกา 1220/2567)
สรุปคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “อั้งยี่–ซ่องโจร” และฉ้อโกงประชาชน (ฎีกา 2614/2568)
หลากกรรมต่างกัน หลอกลงทุนสลากกินแบ่งรัฐบาล,คดีฉ้อโกง, มาตรา 341,(ฎีกา 3133/2568)
คดีฉ้อโกงประชาชน & พยานหลักฐานเท็จ, ป.อ. มาตรา 341, (ฎีกา 725/2567)
นิติกรรมฉ้อฉลจากการโอนทรัพย์, การโอนทรัพย์หนีหนี้เพิกถอนได้(ฎีกา 1383/2568)
(ฎีกา 238/2568) คดีฉ้อโกง & การห้ามฎีกา,ป.อ. มาตรา 341
คำพิพากษาศาลฎีกา 2659/2567 – สรุปคดีฉ้อโกงออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก & ข้อมูลคอมพิวเตอร์เท็จ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567: รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารให้คนร้าย ใช้โอนเงินจากการฉ้อโกงประชาชน
คดีฉ้อโกงออนไลน์กับความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกา 1093/2568 | คดีฉ้อโกงประชาชน ผ่านกลอุบายลงทุน แชร์ออนไลน์