
| หลอกทำใบสั่งซื้อเท็จถือเป็นฉ้อโกงหรือไม่ ไม่ใช่ลักทรัพย์ และต้องร้องทุกข์ภายในกำหนดหรือไม่จึงไม่ขาดอายุความ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยแยกแยะความผิดระหว่าง “ลักทรัพย์” กับ “ฉ้อโกง” ในกรณีที่จำเลยใช้อุบายหลอกลวงโดยจัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จ เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและชำระเงินให้แก่บุคคลที่สาม โดยที่จำเลยไม่ได้เข้าครอบครองเงินของผู้เสียหายโดยตรง ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ลักษณะของการได้ทรัพย์ว่าเป็นการเอาทรัพย์ไปโดยพลการ หรือเป็นการได้ทรัพย์เพราะผู้เสียหายหลงเชื่อจากการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ นอกจากนี้ยังมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับ “คำร้องทุกข์” และ “อายุความ” ในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ว่าการแจ้งลงบันทึกประจำวันเป็นเพียงหลักฐานนั้นถือเป็นคำร้องทุกข์หรือไม่ และหากผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ภายในกำหนดสามเดือนนับแต่รู้ตัวผู้กระทำความผิด จะมีผลให้สิทธิฟ้องคดีระงับไปหรือไม่ ซึ่งเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่มีผลต่อการดำเนินคดีอาญาโดยตรง ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ประกอบธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างโดยมีระบบขายแบบให้เครดิตแก่ลูกค้า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายและได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสั่งซื้อสินค้าแทนโจทก์ได้ ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จ โดยแอบอ้างชื่อลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าสินค้าถูกสั่งซื้อจริง จึงได้ชำระเงินให้แก่ผู้ขายสินค้า และสั่งให้จัดส่งสินค้าไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อโจทก์ไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้าที่ถูกแอบอ้าง กลับพบว่าไม่มีการสั่งซื้อจริง จึงทราบว่าถูกหลอกลวง ประเด็นข้อกฎหมาย ประเด็นสำคัญมี 2 ประการ คือ หนึ่ง การกระทำของจำเลยเข้าข่ายความผิดฐานลักทรัพย์ หรือฐานฉ้อโกง สอง การฟ้องคดีในส่วนของจำเลยบางรายขาดอายุความหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้มีการร้องทุกข์ตามกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์เสียเงินไปมิใช่เพราะจำเลยเอาเงินไปโดยพลการ แต่เป็นเพราะโจทก์หลงเชื่อจากการถูกหลอกลวงโดยใช้ใบสั่งซื้อปลอม การกระทำจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ไม่ใช่ลักทรัพย์ เพราะจำเลยไม่เคยได้ครอบครองเงินของโจทก์โดยตรง ส่วนประเด็นคำร้องทุกข์ ศาลเห็นว่า การลงบันทึกประจำวันเป็นเพียงการนำเอกสารมาแสดง มิได้มีเจตนาให้ดำเนินคดี จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ และโจทก์ฟ้องเกิน 3 เดือนนับแต่รู้ตัวผู้กระทำความผิด จึงทำให้คดีในส่วนของจำเลยบางรายขาดอายุความ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ “ลักษณะของการได้ทรัพย์” กล่าวคือ หากผู้กระทำเอาทรัพย์ไปโดยไม่ได้รับความยินยอม ย่อมเป็นลักทรัพย์ แต่หากผู้เสียหายยินยอมส่งมอบทรัพย์เพราะถูกหลอกลวง ย่อมเป็นฉ้อโกง อีกประเด็นสำคัญคือ “คำร้องทุกข์” ซึ่งต้องมีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ มิใช่เพียงการบันทึกข้อเท็จจริงไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนี้ อายุความ 3 เดือนในความผิดอันยอมความได้เป็นเงื่อนไขสำคัญ หากไม่ปฏิบัติตามย่อมทำให้สิทธิฟ้องคดีระงับไปโดยเด็ดขาด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง จึงให้ยกฟ้องและให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 โดยเห็นว่าการกระทำเป็นการหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อ มิใช่การลักทรัพย์ และเป็นหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 ลงโทษจำคุกรวม 46 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ยกฟ้อง 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นพ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ไม่ใช่ลักทรัพย์ และในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์มิได้ร้องทุกข์ตามกฎหมาย อีกทั้งฟ้องเกินกำหนดสามเดือน จึงขาดอายุความตามมาตรา 96 คดีในส่วนดังกล่าวจึงต้องยกฟ้อง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายอาญาเกี่ยวกับ “การจำแนกประเภทความผิด” และ “เงื่อนไขในการดำเนินคดี” อย่างชัดเจน กล่าวคือ การพิจารณาว่าการกระทำเป็นลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ต้องพิจารณาที่ลักษณะของการได้มาซึ่งทรัพย์เป็นสำคัญ มิใช่เพียงผลลัพธ์ว่าผู้เสียหายสูญเสียทรัพย์ไป หากเป็นกรณีที่ผู้เสียหายส่งมอบทรัพย์โดยสมัครใจเนื่องจากถูกหลอกลวง ย่อมเข้าลักษณะความผิดฐานฉ้อโกง แม้ผู้กระทำจะมีเจตนาทุจริตก็ตาม นอกจากนี้ คดีนี้ยังเน้นย้ำถึงหลักเรื่อง “คำร้องทุกข์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของความผิดอันยอมความได้ โดยต้องมีการกล่าวหาโดยมีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ มิใช่เพียงการแจ้งข้อมูลหรือบันทึกข้อเท็จจริงไว้เป็นหลักฐาน หากไม่มีคำร้องทุกข์โดยชอบ ย่อมทำให้การฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้ง อายุความในการร้องทุกข์เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นเงื่อนไขตัดสิทธิ มิใช่เพียงข้อจำกัดในการดำเนินคดี กล่าวคือ หากพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด สิทธิในการดำเนินคดีอาญาจะระงับไปทันที ศาลไม่มีอำนาจรับฟ้องในส่วนดังกล่าว แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ช่วยวางหลักในการแยกแยะความผิดระหว่างลักทรัพย์กับฉ้อโกง และย้ำเตือนให้ผู้เสียหายต้องดำเนินการร้องทุกข์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นจะเสียสิทธิในการฟ้องร้องโดยเด็ดขาด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็น “ฉ้อโกง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 หรือเป็น “ลักทรัพย์” ตามมาตรา 335 (7) รวมถึงประเด็นเรื่อง “อายุความร้องทุกข์” ตามมาตรา 96 ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของความผิดอันยอมความได้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การได้ทรัพย์โดยหลอกลวง สาระสำคัญอยู่ที่การที่ผู้เสียหายยินยอมส่งมอบทรัพย์เพราะถูกหลอกลวง ไม่ใช่การที่ผู้กระทำไปเอาทรัพย์โดยพลการ จึงเข้าลักษณะความผิดฐานฉ้อโกง มิใช่ลักทรัพย์ ซึ่งต้องมีการแย่งการครอบครองโดยตรง 2. อายุความร้องทุกข์ 3 เดือน ความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด หากไม่ดำเนินการภายในกำหนด สิทธิในการฟ้องคดีจะระงับไปโดยเด็ดขาด แม้จะมีพยานหลักฐานชัดเจนเพียงใดก็ตาม อธิบายหลักกฎหมายแยกตามมาตรา ข้อ 1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 บทบัญญัตินี้กำหนดหลักเรื่อง “ตัวการร่วม” กล่าวคือ หากบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปได้ร่วมกันกระทำความผิด ไม่ว่าจะร่วมวางแผน แบ่งหน้าที่ หรือช่วยกันดำเนินการจนความผิดสำเร็จ บุคคลเหล่านั้นย่อมเป็นตัวการร่วมและต้องรับโทษเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดด้วยตนเองทุกคน หลักสำคัญอยู่ที่การมี “เจตนาร่วม” และ “การกระทำร่วม” แม้ผู้กระทำแต่ละคนจะมิได้ลงมือในทุกขั้นตอน แต่หากมีบทบาทสำคัญในการทำให้ความผิดเกิดขึ้น ก็ต้องรับผิดในฐานะตัวการร่วมทั้งหมด ข้อ 2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาตรานี้บัญญัติหลัก “หลายกรรมต่างกัน” กล่าวคือ หากการกระทำของผู้กระทำเป็นความผิดหลายกรรมที่แยกจากกัน เช่น กระทำหลายครั้งในต่างวาระหรือมีเจตนาแยกกันแต่ละครั้ง ศาลต้องลงโทษทุกกรรมแยกกัน แล้วจึงนำโทษมารวมกันภายหลัง แตกต่างจากกรณีกรรมเดียวผิดหลายบท ซึ่งจะใช้บทลงโทษที่หนักที่สุดเพียงบทเดียว หลักนี้มีผลโดยตรงต่อระยะเวลาโทษที่ผู้กระทำต้องรับ ข้อ 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 บทบัญญัตินี้กำหนด “อายุความร้องทุกข์” สำหรับความผิดอันยอมความได้ โดยผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด หากพ้นกำหนดดังกล่าว สิทธิในการดำเนินคดีอาญาจะระงับไปโดยเด็ดขาด ไม่ใช่เพียงขาดอายุความฟ้องธรรมดา แต่เป็นการตัดสิทธิทางคดีโดยสิ้นเชิง ศาลไม่อาจรับฟ้องได้ ข้อ 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) เป็นบทบัญญัติความผิดฐานลักทรัพย์ในลักษณะฉกรรจ์ โดยกำหนดโทษหนักขึ้นในกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ เช่น การใช้กลอุบายหรือวิธีการหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์ไปจากผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม การตีความต้องพิจารณาว่าเป็นการเอาทรัพย์ไปโดยผู้เสียหายมิได้ยินยอมหรือไม่ หากผู้เสียหายยินยอมเพราะถูกหลอกลวง จะไม่เข้าลักษณะลักทรัพย์ แต่จะเป็นฉ้อโกงแทน ข้อ 5 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 กำหนดความผิดฐานฉ้อโกง โดยองค์ประกอบสำคัญคือการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอก เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อและยินยอมส่งมอบทรัพย์สินแก่ผู้กระทำ ความยินยอมดังกล่าวเกิดจากความเข้าใจผิดอันเป็นผลจากการหลอกลวง จึงถือเป็นการได้ทรัพย์โดยมิชอบ กฎหมายกำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ข้อ 6 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7)
บัญญัตินิยามของ “คำร้องทุกข์” ว่าต้องเป็นการที่ผู้เสียหายกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานว่ามีผู้กระทำความผิด และมีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ การแจ้งข้อเท็จจริงทั่วไปหรือการลงบันทึกประจำวันโดยไม่มีเจตนาให้ดำเนินคดี จะไม่ถือเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการฟ้องคดีในความผิดอันยอมความได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การหลอกทำใบสั่งซื้อสินค้าเท็จเข้าข่ายลักทรัพย์หรือฉ้อโกง คำตอบ การพิจารณาว่าการกระทำเข้าข่ายลักทรัพย์หรือฉ้อโกง ต้องพิจารณาจากลักษณะของการได้มาซึ่งทรัพย์เป็นสำคัญ หากเป็นกรณีที่ผู้กระทำเอาทรัพย์ไปโดยพลการโดยที่ผู้เสียหายมิได้ยินยอม ย่อมเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ แต่หากผู้เสียหายยินยอมส่งมอบทรัพย์ให้เพราะถูกหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือการปกปิดความจริง ย่อมเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้ผลสุดท้ายผู้เสียหายจะสูญเสียทรัพย์ไปก็ตาม ในคดีลักษณะการทำใบสั่งซื้อเท็จ ผู้เสียหายเป็นผู้ชำระเงินด้วยความสมัครใจจากความเข้าใจผิดที่เกิดจากการหลอกลวง จึงเข้าลักษณะฉ้อโกงตามกฎหมาย มิใช่ลักทรัพย์ที่ต้องมีการแย่งการครอบครองทรัพย์โดยตรงจากผู้เสียหาย 2. คำถาม การที่จำเลยไม่เคยได้รับเงินโดยตรงจากผู้เสียหาย ยังถือว่าฉ้อโกงได้หรือไม่ คำตอบ แม้จำเลยจะมิได้เข้าถือครองเงินของผู้เสียหายโดยตรง แต่หากการกระทำของจำเลยเป็นการใช้อุบายหลอกลวงจนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและยินยอมจ่ายเงินไปให้บุคคลที่สาม ซึ่งส่งผลให้จำเลยหรือพวกได้รับประโยชน์โดยมิชอบ ย่อมเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงได้ เนื่องจากองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานฉ้อโกงอยู่ที่การแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริง และการที่ผู้เสียหายยินยอมส่งมอบทรัพย์เพราะการหลอกลวงนั้น มิได้จำกัดว่าผู้กระทำต้องได้รับทรัพย์โดยตรงจากผู้เสียหาย 3. คำถาม การลงบันทึกประจำวันกับพนักงานสอบสวนถือเป็นคำร้องทุกข์หรือไม่ คำตอบ การลงบันทึกประจำวันจะถือเป็นคำร้องทุกข์ได้หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าผู้แจ้งมีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษหรือไม่ หากเป็นเพียงการแจ้งข้อเท็จจริงหรือการนำเอกสารไปบันทึกไว้เป็นหลักฐานโดยมิได้แสดงเจตนาชัดเจนให้ดำเนินคดี ย่อมไม่ถือเป็นคำร้องทุกข์ตามความหมายของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งกำหนดว่าคำร้องทุกข์ต้องเป็นการกล่าวหาโดยมีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ ดังนั้นการลงบันทึกประจำวันเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดสิทธิในการดำเนินคดีอาญา 4. คำถาม ความผิดฐานฉ้อโกงต้องร้องทุกข์ภายในกี่วัน คำตอบ ความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด หากผู้เสียหายทราบข้อเท็จจริงครบถ้วนแล้วแต่ไม่ดำเนินการร้องทุกข์ภายในกำหนดดังกล่าว จะทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาระงับไปทันที ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นเงื่อนไขตัดสิทธิ มิใช่เพียงข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการดำเนินคดี 5. คำถาม หากฟ้องคดีโดยไม่มีคำร้องทุกข์จะมีผลอย่างไร คำตอบ หากคดีเป็นความผิดอันยอมความได้ เช่น ความผิดฐานฉ้อโกง การฟ้องคดีโดยไม่มีคำร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายย่อมทำให้การฟ้องคดีไม่ชอบ ศาลไม่มีอำนาจรับฟ้องในส่วนดังกล่าว และต้องพิพากษายกฟ้อง แม้จะมีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยกระทำความผิดจริงก็ตาม เนื่องจากคำร้องทุกข์เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการดำเนินคดีอาญาในความผิดประเภทนี้ 6. คำถาม อายุความร้องทุกข์เริ่มนับเมื่อใด คำตอบ อายุความร้องทุกข์จะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดครบถ้วน หากผู้เสียหายยังไม่ทราบตัวผู้กระทำความผิด อายุความจะยังไม่เริ่มนับ แต่เมื่อทราบตัวผู้กระทำแล้ว ต้องดำเนินการร้องทุกข์ภายในสามเดือน มิฉะนั้นสิทธิจะระงับไปตามกฎหมาย การตีความเรื่องวันเริ่มนับจึงเป็นประเด็นสำคัญในทางปฏิบัติ 7. คำถาม การกระทำหลายครั้งถือเป็นกี่กรรม คำตอบ หากการกระทำแต่ละครั้งมีเจตนาแยกกันและเกิดขึ้นต่างวาระกัน แม้จะมีลักษณะคล้ายกัน เช่น การหลอกลวงหลายครั้งโดยใช้วิธีการเดียวกัน ก็อาจถือเป็นหลายกรรมต่างกันตามกฎหมายอาญา และต้องลงโทษทุกกรรมแยกกัน ซึ่งมีผลให้โทษรวมสูงขึ้นตามหลักการลงโทษหลายกรรม 8. คำถาม ความแตกต่างระหว่างลักทรัพย์กับฉ้อโกงคืออะไร คำตอบ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “การยินยอมของผู้เสียหาย” หากผู้เสียหายไม่ได้ยินยอมและผู้กระทำเอาทรัพย์ไปโดยพลการ จะเป็นลักทรัพย์ แต่หากผู้เสียหายยินยอมส่งมอบทรัพย์เพราะถูกหลอกลวง จะเป็นฉ้อโกง การแยกแยะดังกล่าวมีผลต่อทั้งองค์ประกอบความผิดและกระบวนการดำเนินคดี เช่น เรื่องคำร้องทุกข์และอายุความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5770/2568 การที่โจทก์ต้องสูญเสียเงินไป มิได้เกิดจากจำเลยทั้งสามเอาเงินของโจทก์ไปโดยพลการ เพราะจำเลยทั้งสามมิเคยได้รับหรือเข้าถือครองเงินของโจทก์เลยไม่ว่าในช่วงเวลาใด หากแต่จำเลยที่ 1 เพียงร่วมกับจำเลยที่ 2 และร่วมกับจำเลยที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จจนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อว่าลูกค้าสินเชื่อของโจทก์สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จริง โจทก์จึงชำระเงินค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อ การที่โจทก์เสียเงินไปจึงเป็นผลมาจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสามตามที่ได้ร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากคู่ค้าของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 มิใช่เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายแต่อย่างใด ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ลงวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์เพียงแต่นำเอาบันทึกรับสภาพความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2560 มาแจ้งให้พนักงานสอบสวนให้ลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ที่มีการกล่าวถึงชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 รับสารภาพผิดไว้ หาได้มีข้อความใดที่โจทก์ได้กล่าวโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนว่าร่วมกันฉ้อโกงโจทก์และโจทก์ประสงค์จะร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกงเลย ข้อความที่ว่า พร้อมได้ยืนยันความประสงค์ขอนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีไปดำเนินการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกผู้ต้องหาเป็นคดีอาญาต่อศาลต่อไป ซึ่งต่อมาในวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์เป็นคดีนี้ มิได้ฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ยังแสดงว่าโจทก์มีความเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ มิใช่ร่วมกันฉ้อโกงโจทก์มาแต่แรก จึงไม่มีความจำเป็นใดที่โจทก์จะต้องร้องทุกข์เพื่อว่ากล่าวเอาโทษแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงอีกด้วย การแจ้งให้ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ ถือว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่มีการร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ตามที่พิจารณาได้ความ เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้และโจทก์อ้างว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเกินกว่าสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดอายุความ ตาม ป.อ. มาตรา 96 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และ 335 (7) ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงรับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฉ้อโกงตามมาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 โดยเห็นว่าการกระทำเป็นหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 23 กระทง เป็น 69 เดือน และลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 46 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้อุบายจัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จแอบอ้างลูกค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์หลงเชื่อและชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขาย ทั้งที่ไม่มีการสั่งซื้อจริง การที่โจทก์เสียเงินไปมิได้เกิดจากจำเลยเอาเงินไปโดยพลการ แต่เกิดจากการหลอกลวง จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง มิใช่ลักทรัพย์ ส่วนประเด็นอายุความ ศาลเห็นว่าการลงบันทึกประจำวันเป็นเพียงการนำเอกสารมาแสดง มิใช่คำร้องทุกข์ตามกฎหมาย เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่โจทก์ฟ้องเกินกำหนดดังกล่าวในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดอายุความตามมาตรา 96 ศาลฎีกาพิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335 (7) ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 23 กระทง เป็นจำคุก 69 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 46 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ประกอบการค้าขายสินค้าประเภทวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างทุกชนิด ทั้งชำระด้วยเงินสดและแบบให้สินเชื่อ จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานส่งเสริมการขายของบริษัท ร. ซึ่งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่าย จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ ที่ทำการของโจทก์มานานกว่า 4 ปี และโจทก์ยังได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนขายสินค้าของโจทก์ด้วย โดยได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 1,000 บาท กับค่าตอบแทนพิเศษจากยอดขายสินค้า ในกรณีไม่มีสินค้าอยู่ในคลัง จำเลยที่ 1 สามารถสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายสินค้าแทนโจทก์ได้ ระหว่างวันที่ 5 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้าคอนกรีตผสมเสร็จ จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 2 รวม 11 ครั้ง โจทก์ชำระเงินให้แก่บริษัท ค. ครบถ้วน แต่เมื่อโจทก์ไปวางบิลเรียกเก็บเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 จึงทราบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 ไม่ได้สั่งซื้อสินค้า ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า โครงการ ส. ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้า จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. บริษัท ท. และบริษัท ด. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 3 รวม 12 ครั้ง โจทก์ชำระเงินให้แก่ผู้ขายครบถ้วน แต่เมื่อโจทก์ไปวางบิลเรียกเก็บเงินจากโครงการ ส. จึงทราบว่าโครงการ ส. ไม่ได้สั่งซื้อสินค้า ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาฉ้อโกง ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี วันที่ 11 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 1 รับสารภาพต่อโจทก์ว่า ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย มิใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง นั้น เห็นว่า การกระทำทั้งหลายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด ก็โดยร่วมกันใช้อุบายวางแผนลักเงินของโจทก์ไปซื้อสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างเพื่อนำไปจำหน่ายหรือแสวงหาประโยชน์แก่ตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต ทรัพย์ตามที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามลักไปคือเงินซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ แต่ข้อที่ได้ความทั้งตามคำฟ้องและตามทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้าคอนกรีตผสมเสร็จ จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 2 รวม 11 ครั้ง และจำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า โครงการ ส. ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้า จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. บริษัท ท. และบริษัท ด. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 3 รวม 12 ครั้ง ทำให้โจทก์หลงเชื่อและได้ชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายตามที่สั่งซื้อ แล้วโจทก์ไม่สามารถไปเรียกเก็บเงินจำนวนดังกล่าวจากห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 และโครงการ ส. ตามวิธีของการค้าขายตามที่เคยปฏิบัติต่อกันได้นั้น เห็นได้ว่า การที่โจทก์ต้องสูญเสียเงินไป มิได้เกิดจากจำเลยทั้งสามได้เอาเงินของโจทก์ไปโดยพลการ เพราะจำเลยทั้งสามมิเคยได้รับหรือเข้าถือครองเงินของโจทก์เลยไม่ว่าในช่วงเวลาใด หากแต่จำเลยที่ 1 เพียงร่วมกับจำเลยที่ 2 และร่วมกับจำเลยที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จจนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 และโครงการ ส. ลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จริง โจทก์จึงได้ชำระเงินค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อ การที่โจทก์เสียเงินไปจึงเป็นผลมาจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสามตามที่ได้ร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากคู่ค้าของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 มิใช่เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกฟ้องฐานร่วมกันลักทรัพย์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ภายหลังจำเลยที่ 1 รับสารภาพต่อโจทก์ว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ ตามบันทึกรับสภาพความผิด ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ใช้เวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงสักระยะ จึงตัดสินใจไปลงบันทึกประจำวันให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 22 มกราคม 2561 จึงต้องถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) บัญญัติว่า "คำร้องทุกข์" หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตามซึ่งได้กระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ แต่ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ลงวันที่ 22 มกราคม 2561 ที่มีข้อความว่า "พตท.อุดร แจ้งว่า ตามปจว.ข้อ 17 ก. ลว. 20 ก.ย. 61 (ที่ถูก 60) กรณี น.ส.นิดา กรรมการผู้จัดการบริษัท อ. ได้มาพบพนักงานสอบสวน แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ น.ส.เมตตา กับพวก ผู้ต้องหา ซึ่งได้แสดงข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ โดยการแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลอื่นที่มีเครดิต สั่งซื้อสินค้ากับทางบริษัทฯ มาทำการหลอกลวงเอาสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างของบริษัท อ. ไปขายให้กับลูกค้าอื่น จนทำให้บริษัทฯ ผู้แจ้งหลงเชื่อส่งมอบสินค้า ค่าสินค้าให้กับลูกค้าอื่นไป รวมเป็นเงินทั้งหมด 1,214,156.96 บาท ในความผิดฐาน "ฉ้อโกง" แล้ว พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้สอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น ต่อมาในวันที่ 11 ตุลาคม 2560 เวลากลางวัน น.ส.เมตตา ผู้ต้องหาได้ให้การยอมรับว่าในระหว่างปี 2559 -2560 ขณะเป็นพนักงานขายสินค้าของบริษัท ร. รับผิดชอบขายสินค้าวัสดุก่อสร้างให้กับบริษัทฯ ผู้เสียหาย โดยได้ประจำอยู่ที่บริษัทฯ ของผู้เสียหาย ได้ร่วมกับนายพีระพันธ์หรือโอม นายกิตติวัจน์หรือช่างอ้วน ใช้อุบายหลอกลวงบริษัทฯ ผู้เสียหาย โดยแอบอ้างชื่อลูกค้ารายอื่นของผู้เสียหายที่มีประวัติเป็นลูกค้าชั้นดีและมีเครดิตสั่งซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้างจากผู้เสียหายจนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นลูกค้ารายที่แอบอ้างชื่อจึงได้อนุมัติการสั่งซื้อและได้ส่งสินค้าไปยังสถานที่ก่อสร้าง ซึ่งนายพีระพันธ์ ทราบดีว่าหากสั่งซื้อสินค้าในนามของนายพีระพันธ์ ผู้เสียหายจะไม่ยอมขายสินค้าโดยให้เครดิตและจะไม่ส่งมอบสินค้าให้อย่างแน่แท้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวของนายพีระพันธ์ ทำให้บริษัทฯ ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย จึงได้ให้ น.ส.เมตตา จัดทำบันทึกรับสารภาพความผิด พร้อมได้ให้ น.ส.เมตตา ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานเพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในวันนี้ทางบริษัท อ. โดย น.ส.นิดา กรรมการผู้จัดการ จึงได้นำเอกสารบันทึกรับสารภาพความผิด ลงวันที่ 11 ต.ค. 2560 ดังกล่าวมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมได้ยืนยันความประสงค์ขอนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีไปดำเนินการยื่นฟ้อง น.ส.เมตตา กับพวกผู้ต้องหาเป็นคดีอาญาต่อศาลต่อไป จึงบันทึกไว้ เหตุเกิดที่... ลงชื่อ นิดา ผู้แจ้ง ลงชื่อ เมตตา ผู้ต้องหา ลงชื่อ พตท. อุดร สว. (สอบสวน)" นั้น เห็นได้ว่า โจทก์โดยนางสาวนิดาเพียงแต่นำเอาบันทึกรับสภาพความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2560 มาแจ้งให้พนักงานสอบสวนให้ลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ที่มีการกล่าวถึงชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 รับสารภาพผิดไว้ หาได้มีข้อความใดที่โจทก์ได้กล่าวโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนว่าร่วมกันฉ้อโกงโจทก์และโจทก์ประสงค์จะร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกงเลย ข้อความที่ว่า พร้อมได้ยืนยันความประสงค์ขอนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีไปดำเนินการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกผู้ต้องหาเป็นคดีอาญาต่อศาลต่อไป จึงบันทึกไว้ ซึ่งต่อมาในวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์เป็นคดีนี้ มิได้ฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ยังแสดงว่าโจทก์มีความเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ มิใช่ร่วมกันฉ้อโกงโจทก์มาแต่แรก จึงไม่มีความจำเป็นใดที่โจทก์จะต้องร้องทุกข์เพื่อว่ากล่าวเอาโทษแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงอีกด้วย การแจ้งให้ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ กับถือว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่มีการร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ตามที่พิจารณาได้ความ เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้และโจทก์อ้างมาในฎีกาว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเกินกว่าสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน. |



