
| ขายของออนไลน์ไม่มีสินค้าจริง หลอกให้โอนเงินผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลส ผิดฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ และศาลจะรอการลงโทษได้เมื่อใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการหลอกขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลส โดยจำเลยสร้างบัญชีในโปรแกรมเฟซบุ๊กและโพสต์ประกาศขายเครื่องเล่นเกมในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปอ่านได้ พร้อมลงรูปถ่ายเครื่องเล่นเกมเพื่อให้บุคคลทั่วไปหลงเชื่อว่าจำเลยมีเครื่องเล่นเกมดังกล่าวอยู่จริง ทั้งที่ความจริงจำเลยไม่มีเครื่องเล่นเกมดังกล่าวขาย เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อจึงติดต่อซื้อและโอนเงินจำนวน 8,500 บาท เข้าบัญชีธนาคารชื่อของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต คดีมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความครบถ้วนของคำฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รวมถึงผลของการที่จำเลยให้การรับสารภาพว่าโจทก์ยังจำเป็นต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์การหลอกลวงหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำฟ้องได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างบัญชีเฟซบุ๊ก การประกาศขายสินค้า การแสดงข้อความและรูปภาพอันเป็นเท็จ การทำให้บุคคลทั่วไปหลงเชื่อ ตลอดจนการที่ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินจำนวน 8,500 บาท จึงเป็นคำฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดครบองค์ประกอบตามกฎหมายและเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อความผิดตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี มิใช่คดีที่มีข้อหาความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงสามารถพิพากษาได้โดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญคือ จำเลยเคยมีประวัติการกระทำความผิดหลายครั้งในขณะที่ยังเป็นเยาวชน จำเลยจึงโต้แย้งว่าการที่ศาลนำประวัติดังกล่าวมาพิจารณาเป็นผลร้ายแก่จำเลยขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน แต่คดีนี้มิใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยก็มิใช่เด็กหรือเยาวชนที่จะต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับ สำหรับการพิจารณาว่าจะรอหรือไม่รอการลงโทษ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา และพฤติการณ์อื่นที่เกี่ยวข้องกับจำเลยได้ ศาลจึงสามารถนำประวัติการกระทำความผิดอาญาในอดีตของจำเลยมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาว่าจะรอหรือไม่รอการลงโทษได้ อย่างไรก็ตาม การที่ศาลสามารถนำประวัติเดิมมาประกอบดุลพินิจมิได้หมายความว่าจะต้องลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษเสมอไป ศาลฎีกายังพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดของจำเลยในคดีนี้ โดยเฉพาะการที่ความเสียหายจากการหลอกลวงมีจำนวน 8,500 บาท แต่จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 20,000 บาท ซึ่งสูงกว่าความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับกว่าสองเท่า อีกทั้งความผิดเดิมหลายครั้งเกิดขึ้นติดต่อกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะที่จำเลยยังเป็นเยาวชน และหลังจากพ้นการฝึกอบรมแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดอีกจนกระทั่งคดีนี้ ซึ่งห่างจากความผิดครั้งก่อนเกือบสิบปี เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจ ศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุก โดยกำหนดให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติ 1 ปี ให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 12 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 สาระสำคัญที่สุดของคดี การโพสต์ขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสต่อบุคคลทั่วไป ทั้งที่ผู้ขายไม่มีสินค้าดังกล่าวอยู่จริง และใช้ข้อความหรือข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อให้บุคคลทั่วไปหลงเชื่อจนผู้เสียหายโอนเงินให้ อาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) หากคำฟ้องบรรยายการกระทำครบองค์ประกอบความผิดและจำเลยให้การรับสารภาพในคดีที่มีอัตราโทษอยู่ในหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ศาลสามารถพิพากษาได้โดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง การพิจารณารอการลงโทษเป็นอีกประเด็นที่ต้องแยกออกจากความผิดที่จำเลยได้กระทำ ศาลสามารถนำประวัติและความประพฤติของจำเลยมาประกอบดุลพินิจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ รวมถึงประวัติการกระทำความผิดในอดีตของจำเลย แต่ต้องพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมด้วย ในคดีนี้แม้จำเลยเคยกระทำความผิดหลายครั้งขณะเป็นเยาวชน แต่ความผิดเหล่านั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ และหลังพ้นการฝึกอบรมไม่ปรากฏว่ากระทำความผิดอีกเกือบสิบปี ประกอบกับจำเลยรับสารภาพและชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายสูงกว่าความเสียหายจริงกว่าสองเท่า ศาลฎีกาจึงเห็นว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุก คำถามที่น่าสนใจ 1. โพสต์ขายสินค้าในเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสทั้งที่ไม่มีสินค้าจริงและหลอกให้ผู้ซื้อโอนเงิน เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ 2. ศาลสามารถนำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่ยังเป็นเยาวชนมาใช้ประกอบดุลพินิจว่าจะรอหรือไม่รอการลงโทษเมื่อจำเลยเป็นผู้ใหญ่แล้วได้หรือไม่ 3. จำเลยที่รับสารภาพและชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว มีเหตุให้ศาลรอการลงโทษจำคุกได้หรือไม่ 1. ข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมาตรา 343 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3 และมาตรา 14 พร้อมทั้งขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 8,500 บาทแก่ผู้เสียหาย พฤติการณ์ตามคำฟ้องระบุว่า จำเลยโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงได้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยสร้างบัญชีในโปรแกรมเฟซบุ๊ก แล้วประกาศโฆษณาผ่านช่องทางเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลส ซึ่งเป็นเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะที่บุคคลอื่นสามารถเข้าไปอ่านข้อความได้ จำเลยโพสต์ข้อความเสนอขายเครื่องเล่นเกม พร้อมลงรูปถ่ายของเครื่องเล่นเกม ทำให้ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโฆษณาต่อบุคคลทั่วไปที่เข้ามาอ่านเฟซบุ๊ก โดยแสดงให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าจำเลยมีเครื่องเล่นเกมดังกล่าวอยู่จริงและพร้อมที่จะขาย แต่ความจริงจำเลยไม่มีเครื่องเล่นเกมดังกล่าวสำหรับขายให้แก่ประชาชนหรือบุคคลทั่วไป การประกาศขายและข้อมูลที่นำเสนอจึงเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จที่ทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจผิดเกี่ยวกับการมีอยู่จริงของสินค้าที่เสนอขาย ผู้เสียหายหลงเชื่อข้อความที่จำเลยประกาศผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสว่าเป็นความจริง จึงติดต่อขอซื้อเครื่องเล่นเกมดังกล่าวจากจำเลย และโอนเงินจำนวน 8,500 บาทเข้าบัญชีธนาคารชื่อของจำเลย ผลจากการหลอกลวงทำให้จำเลยได้รับเงินจำนวน 8,500 บาทจากผู้เสียหายไปเป็นประโยชน์แก่จำเลยหรือบุคคลอื่นโดยทุจริต ภายหลังถูกฟ้องเป็นคดี จำเลยให้การรับสารภาพ ในส่วนความเสียหาย ผู้เสียหายแถลงต่อศาลว่าได้รับเงินคืนจากจำเลยเรียบร้อยแล้ว ศาลชั้นต้นจึงยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย ต่อมาในชั้นพิจารณาของศาลฎีกาปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ผู้เสียหายถูกหลอกลวงให้ชำระค่าเครื่องเล่นเกมจำนวน 8,500 บาท แต่จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นเงินจำนวน 20,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนสูงกว่าความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับกว่าสองเท่า ศาลฎีกานำพฤติการณ์ดังกล่าวมาพิจารณาประกอบการใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับการรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย 2. ประเด็นเรื่องคำฟ้องครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ จำเลยฎีกาในประเด็นข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิด และโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนอย่างไร ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยเป็นประเด็นแรกว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ และโจทก์จำเป็นต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อแสดงว่าจำเลยหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนอย่างไรหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์บรรยายรายละเอียดของการกระทำไว้ว่า จำเลยโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยสร้างบัญชีในโปรแกรมเฟซบุ๊ก และประกาศโฆษณาโดยโพสต์ข้อความผ่านช่องทางเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะซึ่งบุคคลอื่นสามารถเข้าไปอ่านได้ จำเลยเสนอขายเครื่องเล่นเกมและลงรูปถ่ายเครื่องเล่นเกม เป็นการเผยแพร่ข้อมูลให้แก่บุคคลทั่วไปที่อ่านข้อความดังกล่าวหลงเชื่อว่าจำเลยมีเครื่องเล่นเกมอยู่จริง ทั้งที่ความจริงจำเลยไม่มีเครื่องเล่นเกมดังกล่าวขายให้แก่ประชาชนหรือบุคคลทั่วไป คำฟ้องยังระบุผลของการหลอกลวงโดยชัดเจนว่า ผู้เสียหายหลงเชื่อข้อความดังกล่าวว่าเป็นความจริง จึงติดต่อซื้อเครื่องเล่นเกมจากจำเลยและโอนเงินจำนวน 8,500 บาทเข้าบัญชีธนาคารชื่อของจำเลย ส่งผลให้จำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายไปเป็นประโยชน์แก่จำเลยหรือบุคคลอื่นโดยทุจริต ข้อเท็จจริงที่บรรยายในคำฟ้องดังกล่าวจึงแสดงตั้งแต่การสร้างและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ การเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อบุคคลทั่วไป การทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ตลอดจนผลจากการหลอกลวงที่ทำให้ผู้เสียหายโอนเงินและจำเลยได้รับเงินไปโดยทุจริต ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า คำฟ้องได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมาตรา 343 ครบองค์ประกอบของกฎหมายที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด คำฟ้องจึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) 3. จำเลยรับสารภาพแล้วโจทก์ต้องสืบพยานหรือไม่ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ประเด็นต่อเนื่องที่ต้องพิจารณาคือ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์ยังมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนอย่างไรอีกหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาอัตราโทษของความผิดตามบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงมิใช่คดีที่มีข้อหาความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือกำหนดโทษสถานหนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงสามารถพิพากษาคดีได้โดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานหลักฐาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ข้อฎีกาของจำเลยที่อ้างว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนอย่างไร จึงไม่ทำให้คำพิพากษาเสียไป เพราะคดีอยู่ในหลักเกณฑ์ที่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลสามารถพิพากษาได้โดยไม่จำเป็นต้องให้โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น 4. ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนจากการโพสต์ขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลส พฤติการณ์สำคัญของคดีอยู่ที่การที่จำเลยมิได้หลอกลวงเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยตรงตั้งแต่เริ่มต้น แต่ใช้ช่องทางเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสและเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะซึ่งบุคคลอื่นสามารถเข้าไปอ่านข้อความได้เป็นช่องทางในการประกาศขายสินค้า ข้อความที่จำเลยเผยแพร่เป็นการเสนอขายเครื่องเล่นเกม พร้อมรูปถ่ายเครื่องเล่นเกม ทำให้บุคคลทั่วไปที่เข้าถึงข้อความดังกล่าวสามารถเข้าใจได้ว่าจำเลยมีเครื่องเล่นเกมอยู่จริงและมีเจตนาจะขายสินค้านั้น แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องระบุว่า จำเลยไม่มีเครื่องเล่นเกมดังกล่าวขายให้แก่ประชาชนหรือบุคคลทั่วไป การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการมีสินค้าจึงเป็นการนำเสนอข้อความอันเป็นเท็จ เมื่อผู้เสียหายพบเห็นข้อความดังกล่าวและหลงเชื่อว่าจำเลยมีเครื่องเล่นเกมอยู่จริง จึงติดต่อซื้อและโอนเงินจำนวน 8,500 บาทเข้าบัญชีธนาคารชื่อของจำเลย การหลอกลวงจึงก่อให้เกิดผลโดยตรงคือผู้เสียหายยอมส่งมอบเงินให้แก่จำเลยเพราะหลงเชื่อข้อมูลที่จำเลยเผยแพร่ ศาลชั้นต้นจึงวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ศาลชั้นต้นจึงให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุก 4 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพซึ่งเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและมีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้โทษเป็นจำคุก 1 ปี และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ประเด็นเรื่องความผิดจึงต้องแยกออกจากประเด็นเรื่องการรอการลงโทษ กล่าวคือ การที่ภายหลังจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจ มิได้ทำให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามที่จำเลยรับสารภาพเปลี่ยนแปลงไป แต่เป็นพฤติการณ์ที่ศาลฎีกานำมาพิจารณาในประเด็นสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ 5. การกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ข้อเท็จจริงสำคัญเป็นการกระทำชุดเดียวกัน กล่าวคือ จำเลยสร้างบัญชีในโปรแกรมเฟซบุ๊ก โพสต์ข้อความและรูปถ่ายเครื่องเล่นเกมผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะ โดยเสนอข้อมูลที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าจำเลยมีเครื่องเล่นเกมอยู่จริง ทั้งที่ความจริงไม่มีสินค้าดังกล่าวขาย ข้อมูลดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ติดต่อซื้อเครื่องเล่นเกมและโอนเงินจำนวน 8,500 บาทเข้าบัญชีธนาคารชื่อของจำเลย การกระทำเดียวกันนี้จึงเกี่ยวข้องทั้งกับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงประชาชนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สาระของคดีในส่วนนี้จึงแสดงให้เห็นว่า การหลอกขายสินค้าผ่านระบบคอมพิวเตอร์อาจทำให้การกระทำเดียวเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายมากกว่าหนึ่งบทได้ โดยต้องพิจารณาลักษณะของการกระทำและบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำนั้นประกอบกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีนี้ศาลใช้หลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 6. การนำประวัติการกระทำความผิดขณะเป็นเยาวชนมาประกอบดุลพินิจ ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ การที่ศาลนำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่ยังเป็นเยาวชนมาพิจารณาเป็นผลร้ายแก่จำเลยนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือไม่ จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 84 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีสาระสำคัญเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน โดยห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายหรือเป็นการเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมแก่เด็กหรือเยาวชนนั้นไม่ว่าในทางใด เว้นแต่เป็นการใช้ประกอบดุลพินิจของศาลเพื่อกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กหรือเยาวชนโดยเฉพาะ โดยห้ามนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปใช้ให้เกิดผลร้ายแก่เด็กหรือเยาวชน แต่คดีนี้มิใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และในขณะที่มีการพิจารณาคดีนี้ จำเลยก็มิใช่เด็กหรือเยาวชนที่จะต้องนำบทบัญญัติกฎหมายที่ใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนดังกล่าวมาใช้บังคับ ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาว่าศาลสามารถนำประวัติการกระทำความผิดเดิมของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจในการรอหรือไม่รอการลงโทษได้หรือไม่ จึงต้องพิจารณาประกอบกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 7. ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 84 กับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ประเด็นนี้เป็นส่วนสำคัญของคำวินิจฉัย เพราะแม้ประวัติการกระทำความผิดเดิมของจำเลยจะเกิดขึ้นในช่วงที่จำเลยยังเป็นเยาวชน แต่เมื่อศาลกำลังพิจารณาคดีนี้ซึ่งมิใช่คดีในศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยมิใช่เด็กหรือเยาวชนแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าสามารถพิจารณาประวัติและความประพฤติที่ผ่านมาเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับการรอการกำหนดโทษหรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษ โดยคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา และพฤติการณ์ของจำเลย ดังนั้น ประวัติการกระทำความผิดอาญาที่ผ่านมาของจำเลยจึงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติและความประพฤติที่ศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจว่าจะรอหรือไม่รอการลงโทษจำเลยได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย โดยนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจนั้น ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง ข้อฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น หลักสำคัญจากคำวินิจฉัยส่วนนี้คือ ต้องแยกระหว่างการคุ้มครองเด็กหรือเยาวชนตามกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว กับการใช้ดุลพินิจของศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ในคดีที่จำเลยมิใช่เด็กหรือเยาวชนแล้ว เมื่อเป็นกรณีหลัง ศาลสามารถพิจารณาประวัติและความประพฤติที่ผ่านมาของจำเลย รวมถึงประวัติการกระทำความผิดอาญา เพื่อประกอบการพิจารณาว่าควรรอหรือไม่รอการลงโทษได้ 8. ประเด็นว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าศาลสามารถนำประวัติการกระทำความผิดในอดีตของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจได้ แต่ยังมีประเด็นสำคัญประการสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยแยกต่างหากว่า เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดของคดีแล้ว มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาลักษณะของการกระทำความผิดก่อนว่า จำเลยโพสต์ข้อความผ่านช่องทางเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะที่บุคคลอื่นสามารถเข้าไปอ่านได้ เป็นการหลอกลวงขายเครื่องเล่นเกมแก่บุคคลได้โดยทั่วไป ลักษณะของช่องทางที่จำเลยใช้จึงทำให้การหลอกลวงสามารถเข้าถึงบุคคลทั่วไปได้ หากมีบุคคลหลงเชื่อและสั่งซื้อเครื่องเล่นเกมจากจำเลยเป็นจำนวนมาก การกระทำดังกล่าวก็อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายในวงกว้างได้ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิจารณาต่อไปว่า ในคดีนี้ไม่ปรากฏว่า นอกจากผู้เสียหายในคดีแล้วยังมีบุคคลอื่นหลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลยอีกหรือไม่ ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหายคือเงินค่าเครื่องเล่นเกมจำนวน 8,500 บาท ซึ่งผู้เสียหายโอนให้แก่จำเลยเพราะหลงเชื่อข้อความประกาศขายเครื่องเล่นเกมดังกล่าว ภายหลังจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นเงินจำนวน 20,000 บาท ซึ่งสูงกว่าความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับกว่าสองเท่า ศาลฎีกาเห็นว่า การชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวถือเป็นการบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหายในจำนวนที่สูงพอสมควรแล้ว พฤติการณ์ภายหลังการกระทำความผิดดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลฎีกานำมาชั่งน้ำหนักประกอบกับประวัติการกระทำความผิดในอดีตของจำเลย เพื่อพิจารณาว่าสมควรให้โอกาสจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ 9. ประวัติความผิดเดิมกับการพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดติดนิสัยหรือไม่ แม้จำเลยจะเคยมีประวัติการกระทำความผิดหลายครั้ง แต่ศาลฎีกามิได้พิจารณาเพียงจำนวนครั้งของการกระทำความผิดในอดีตเท่านั้น หากยังพิจารณาช่วงเวลาที่เกิดการกระทำความผิดและพฤติการณ์ของจำเลยภายหลังจากนั้นด้วย ศาลฎีกาพิจารณาว่า ประวัติการกระทำความผิดหลายครั้งของจำเลยนั้นเป็นการกระทำความผิดติดต่อกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะที่จำเลยยังเป็นเยาวชน หลังจากจำเลยพ้นการฝึกอบรมแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำความผิดใดอีก จนกระทั่งมากระทำความผิดในคดีนี้ ระยะเวลาระหว่างการกระทำความผิดครั้งก่อนกับการกระทำความผิดในคดีนี้ห่างกันเกือบสิบปี เมื่อพิจารณาลักษณะดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า ยังไม่อาจรับฟังได้อย่างถนัดว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการใช้ดุลพินิจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เพราะแสดงให้เห็นว่า แม้ศาลสามารถนำประวัติการกระทำความผิดเดิมมาพิจารณาได้ แต่การมีประวัติความผิดเดิมมิได้หมายความว่าจะต้องนำไปสู่ผลว่าจำเลยไม่สมควรได้รับการรอการลงโทษโดยอัตโนมัติ ศาลยังต้องพิจารณารายละเอียดของประวัติดังกล่าวว่าเกิดขึ้นเมื่อใด เกิดขึ้นในช่วงเวลาใด และภายหลังจากนั้นจำเลยมีพฤติการณ์อย่างไร สำหรับคดีนี้ ความผิดเดิมหลายครั้งเกิดขึ้นติดต่อกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะจำเลยเป็นเยาวชน หลังจากพ้นการฝึกอบรมแล้วจำเลยไม่มีประวัติการกระทำความผิดอีกเป็นระยะเวลาเกือบสิบปี ก่อนจะมากระทำความผิดในคดีนี้ ศาลฎีกาจึงมิได้ถือเอาประวัติความผิดเดิมเพียงอย่างเดียวเป็นเหตุที่จะปฏิเสธการรอการลงโทษ 10. การชดใช้ค่าเสียหายและการรับสารภาพกับเหตุอันควรปรานี ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์ภายหลังการกระทำความผิดประกอบด้วย โดยจำเลยให้การรับสารภาพและได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจ ผู้เสียหายถูกหลอกให้ชำระเงินจำนวน 8,500 บาท แต่จำเลยชดใช้ให้จำนวน 20,000 บาท ซึ่งสูงกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกว่าสองเท่า เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า ความผิดเดิมของจำเลยเกิดขึ้นในช่วงที่เป็นเยาวชนและเป็นความผิดหลายครั้งที่เกิดติดต่อกันในระยะเวลาสั้น หลังจากพ้นการฝึกอบรมแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดอีกเป็นเวลาเกือบสิบปี ศาลฎีกาจึงเห็นว่ามีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม การให้โอกาสจำเลยโดยรอการลงโทษมิได้หมายถึงการปล่อยจำเลยไปโดยไม่มีมาตรการกำกับดูแล ศาลฎีกาเห็นว่า เพื่อมิให้จำเลยหวนกลับไปกระทำความผิดอีก และเพื่อให้มีบุคคลคอยสอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือ หรือตักเตือนจำเลยตามสมควร จึงกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย 11. ผลของการรอการลงโทษและเงื่อนไขคุมความประพฤติ ศาลฎีกาพิพากษาแก้ในส่วนของโทษ โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี นอกจากการรอการลงโทษแล้ว ศาลฎีกายังกำหนดให้คุมความประพฤติจำเลยเป็นระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ภายในระยะเวลาคุมความประพฤติ จำเลยต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ศาลยังให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากส่วนที่ศาลฎีกาพิพากษาแก้ดังกล่าวแล้ว ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ผลของคำพิพากษาจึงแสดงให้เห็นการใช้ดุลพินิจของศาลโดยพิจารณาทั้งลักษณะและความร้ายแรงของการกระทำ ผลเสียหายที่เกิดขึ้น ประวัติและความประพฤติของจำเลย ระยะเวลาที่ห่างจากการกระทำความผิดเดิม การรับสารภาพ ตลอดจนการชดใช้และบรรเทาผลร้ายแก่ผู้เสียหาย แม้การหลอกขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสจะเป็นการกระทำที่สามารถสร้างความเสียหายแก่บุคคลทั่วไปและอาจก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้างหากมีผู้หลงเชื่อเป็นจำนวนมาก แต่ในคดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นนอกจากผู้เสียหายหลงเชื่อ จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 20,000 บาทจากความเสียหาย 8,500 บาท และประวัติความผิดเดิมเกิดขึ้นขณะเป็นเยาวชนโดยห่างจากความผิดครั้งนี้เกือบสิบปี เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยโดยรอการลงโทษ พร้อมกำหนดมาตรการคุมความประพฤติเพื่อป้องกันมิให้จำเลยหวนกลับไปกระทำความผิดอีก สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ส่วนคำขอให้จำเลยคืนเงิน 8,500 บาทแก่ผู้เสียหาย ศาลยกคำขอ เนื่องจากผู้เสียหายแถลงว่าได้รับเงินคืนจากจำเลยเรียบร้อยแล้ว 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เฉพาะโทษ โดยให้จำคุกจำเลย 1 ปี เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและมีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากส่วนที่แก้ดังกล่าวให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์บรรยายครบองค์ประกอบความผิด และเมื่อจำเลยรับสารภาพในความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี โจทก์ไม่ต้องสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง การนำประวัติความผิดขณะจำเลยเป็นเยาวชนมาประกอบดุลพินิจรอหรือไม่รอการลงโทษไม่ขัดต่อมาตรา 84 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 20,000 บาท จากความเสียหาย 8,500 บาท และความผิดเดิมเกิดขึ้นเกือบสิบปีก่อน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุก 2 ปี คุมความประพฤติ 1 ปี รายงานตัวทุก 3 เดือน และทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 12 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน โดยจำเลยโพสต์ประกาศขายเครื่องเล่นเกมผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปอ่านข้อความได้ ทั้งที่ความจริงจำเลยไม่มีเครื่องเล่นเกมดังกล่าวขาย เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินจำนวน 8,500 บาทให้แก่จำเลย การกระทำจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) หลักกฎหมายประการแรกที่สำคัญคือ ความครบถ้วนของคำฟ้องในคดีอาญาต้องพิจารณาจากรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำความผิด สำหรับคดีนี้โจทก์บรรยายตั้งแต่การสร้างบัญชีเฟซบุ๊ก การโพสต์ประกาศขายเครื่องเล่นเกม การลงรูปถ่ายสินค้า การเผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ความจริงที่ว่าจำเลยไม่มีสินค้าดังกล่าวขาย การที่ผู้เสียหายหลงเชื่อ ตลอดจนการโอนเงินจำนวน 8,500 บาทเข้าบัญชีธนาคารชื่อของจำเลย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการบรรยายการกระทำครบองค์ประกอบของกฎหมายที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด และเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หลักกฎหมายประการที่สองคือ เมื่อความผิดที่จำเลยถูกกล่าวหามีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และมิใช่ข้อหาความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น หากจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลสามารถพิพากษาได้โดยโจทก์ไม่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ข้อโต้แย้งของจำเลยว่าโจทก์มิได้นำสืบว่าจำเลยหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนอย่างไร จึงฟังไม่ขึ้น หลักกฎหมายประการที่สามคือ การกระทำเดียวอาจเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทได้ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดทั้งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) โดยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หลักกฎหมายประการที่สี่ซึ่งเป็นประเด็นเด่นของคดี คือ ขอบเขตของการคุ้มครองประวัติการกระทำความผิดของเด็กหรือเยาวชนตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนโดยห้ามนำประวัติการกระทำความผิดอาญาไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายหรือเป็นการเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมแก่เด็กหรือเยาวชน แต่คดีนี้มิใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยก็มิใช่เด็กหรือเยาวชนแล้ว จึงไม่ต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีนี้ หลักกฎหมายประการที่ห้าคือ ในการใช้ดุลพินิจว่าจะรอหรือไม่รอการลงโทษ ศาลสามารถพิจารณาอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา และพฤติการณ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ ดังนั้น แม้ประวัติการกระทำความผิดบางส่วนของจำเลยจะเกิดขึ้นในขณะที่จำเลยเป็นเยาวชน ประวัติดังกล่าวก็เป็นประวัติและความประพฤติที่ผ่านมาซึ่งศาลสามารถนำมาประกอบดุลพินิจในการพิจารณารอหรือไม่รอการลงโทษในคดีนี้ได้ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำประวัติดังกล่าวมาพิจารณาจึงไม่ขัดต่อมาตรา 84 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การที่ศาลมีอำนาจนำประวัติความผิดเดิมมาพิจารณามิได้หมายความว่า เมื่อจำเลยเคยมีประวัติความผิดแล้ว ศาลจะต้องไม่รอการลงโทษเสมอไป การพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน ในคดีนี้แม้จำเลยเคยมีประวัติการกระทำความผิดหลายครั้ง แต่ความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นติดต่อกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะที่จำเลยเป็นเยาวชน หลังจากพ้นการฝึกอบรมแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดใดอีกจนกระทั่งมากระทำความผิดในคดีนี้ ซึ่งห่างจากการกระทำความผิดครั้งก่อนเกือบสิบปี ศาลฎีกาจึงเห็นว่ายังไม่ถนัดที่จะรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย นอกจากนี้ แม้การโพสต์ข้อความหลอกขายเครื่องเล่นเกมผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะจะเป็นการหลอกลวงที่สามารถเข้าถึงบุคคลได้โดยทั่วไป และหากมีผู้หลงเชื่อเป็นจำนวนมากก็อาจทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง แต่ข้อเท็จจริงในคดีไม่ปรากฏว่านอกจากผู้เสียหายแล้ว ยังมีบุคคลอื่นหลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลยอีกหรือไม่ ที่สำคัญ ผู้เสียหายถูกหลอกให้ชำระเงินจำนวน 8,500 บาท แต่จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 20,000 บาท ซึ่งสูงกว่าความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับกว่าสองเท่า ศาลฎีกาถือว่าเป็นการบรรเทาผลร้ายแก่ผู้เสียหายในจำนวนที่สูงพอสมควร ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพและชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหาย จึงมีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ข้อคิดสำคัญของคดีจึงอยู่ที่การแยกพิจารณาสองประเด็นออกจากกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ประเด็นแรก ศาลมีอำนาจนำประวัติการกระทำความผิดเดิมของจำเลยมาประกอบดุลพินิจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสามารถนำมาพิจารณาได้ และไม่ขัดต่อมาตรา 84 วรรคหนึ่งในพฤติการณ์ของคดีนี้ ส่วนประเด็นที่สอง เมื่อศาลนำประวัติดังกล่าวมาพิจารณาแล้ว พฤติการณ์ทั้งหมดสมควรรอการลงโทษหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อพิจารณาระยะเวลาที่ห่างจากความผิดเดิม การรับสารภาพ และการชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว ยังมีเหตุอันควรปรานีให้รอการลงโทษจำคุกได้ การรอการลงโทษในคดีนี้จึงมิใช่การละเลยความผิดของจำเลย แต่เป็นการใช้ดุลพินิจตามพฤติการณ์โดยรวม พร้อมกำหนดมาตรการควบคุมมิให้จำเลยหวนกลับไปกระทำความผิดอีก โดยให้รอการลงโทษจำคุก 2 ปี คุมความประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 12 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ศาลสามารถนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมาใช้ประกอบดุลพินิจในการรอหรือไม่รอการลงโทษ เมื่อจำเลยมิใช่เด็กหรือเยาวชนแล้วได้หรือไม่ และการนำประวัติดังกล่าวมาใช้จะขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่งหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 84 วรรคหนึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน แต่คดีนี้มิใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยก็มิใช่เด็กหรือเยาวชนแล้ว ขณะที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กำหนดให้ศาลใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับการรอการลงโทษโดยคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา และพฤติการณ์ของจำเลยได้ ศาลจึงสามารถนำประวัติการกระทำความผิดอาญาที่ผ่านมาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง มาตรา 90 มาตรา 78 และมาตรา 56 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และมาตรา 176 วรรคหนึ่ง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายประเด็นสำคัญสั้น ๆ 1. ประวัติการกระทำความผิดขณะเป็นเยาวชน แม้ประวัติการกระทำความผิดของจำเลยจะเกิดขึ้นในขณะที่จำเลยยังเป็นเยาวชน แต่เมื่อคดีที่กำลังพิจารณามิใช่คดีในศาลเยาวชนและครอบครัวและจำเลยมิใช่เด็กหรือเยาวชนแล้ว ศาลสามารถนำประวัติดังกล่าวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประวัติและความประพฤติที่ผ่านมา มาใช้ประกอบดุลพินิจในการพิจารณาว่าจะรอหรือไม่รอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ และไม่ขัดต่อมาตรา 84 วรรคหนึ่งในพฤติการณ์ของคดีนี้ 2. รอการลงโทษจำคุก แม้ศาลสามารถนำประวัติความผิดเดิมมาประกอบดุลพินิจได้ แต่ต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด มิใช่พิจารณาเฉพาะการมีประวัติความผิดเดิม คดีนี้ความผิดเดิมเกิดขึ้นขณะจำเลยเป็นเยาวชนและห่างจากความผิดครั้งใหม่เกือบสิบปี จำเลยรับสารภาพ และชดใช้ค่าเสียหาย 20,000 บาท จากความเสียหาย 8,500 บาท จนผู้เสียหายพอใจ ศาลฎีกาจึงเห็นว่ามีเหตุอันควรปรานีและพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุก 2 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การโพสต์ขายสินค้าในเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสทั้งที่ไม่มีสินค้าจริง เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนได้หรือไม่ คำตอบ การโพสต์ประกาศขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสทั้งที่ผู้ขายไม่มีสินค้านั้นอยู่จริง อาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนได้เมื่อพฤติการณ์เป็นการหลอกลวงบุคคลทั่วไปให้หลงเชื่อและส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้กระทำ คดีนี้จำเลยสร้างบัญชีในโปรแกรมเฟซบุ๊กและโพสต์ประกาศขายเครื่องเล่นเกม พร้อมลงรูปถ่ายเครื่องเล่นเกมผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะที่บุคคลอื่นสามารถเข้าไปอ่านได้ ทั้งที่ความจริงจำเลยไม่มีเครื่องเล่นเกมดังกล่าวขายให้แก่ประชาชน เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อว่าจำเลยมีสินค้าจริง จึงติดต่อซื้อและโอนเงินจำนวน 8,500 บาทเข้าบัญชีธนาคารชื่อของจำเลย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) โดยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 2. คำถาม จำเลยรับสารภาพคดีฉ้อโกงประชาชนแล้ว โจทก์ยังต้องนำพยานเข้าสืบพิสูจน์การหลอกลวงอีกหรือไม่ คำตอบ เมื่อคำฟ้องบรรยายการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดและคดีอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง หากจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลสามารถพิพากษาได้โดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานหลักฐาน คดีนี้คำฟ้องระบุรายละเอียดว่าจำเลยสร้างบัญชีเฟซบุ๊ก โพสต์ขายเครื่องเล่นเกมพร้อมรูปถ่ายผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะ ทำให้บุคคลทั่วไปหลงเชื่อว่ามีเครื่องเล่นเกมอยู่จริง ทั้งที่จำเลยไม่มีสินค้าดังกล่าว ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงิน 8,500 บาทให้แก่จำเลย ศาลฎีกาเห็นว่าคำฟ้องบรรยายการกระทำครบองค์ประกอบตามกฎหมายและชอบด้วยมาตรา 158 (5) อีกทั้งความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี มิใช่ความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น เมื่อจำเลยรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงพิพากษาได้โดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยาน ข้อฎีกาที่ว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนอย่างไรจึงฟังไม่ขึ้น 3. คำถาม ศาลสามารถนำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมาพิจารณาว่าจะรอการลงโทษหรือไม่ได้หรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในพฤติการณ์ของคดีนี้ศาลสามารถนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยในอดีตมาใช้ประกอบดุลพินิจว่าจะรอหรือไม่รอการลงโทษได้ แม้ประวัติดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่จำเลยเป็นเยาวชนก็ตาม พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน แต่คดีนี้มิใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยก็มิใช่เด็กหรือเยาวชนที่จะต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับ ขณะเดียวกันประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับการรอการลงโทษโดยคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ และสติปัญญาของจำเลยได้ ดังนั้น ประวัติการกระทำความผิดอาญาที่ผ่านมาจึงสามารถนำมาประกอบการพิจารณาได้ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำประวัติดังกล่าวมาประกอบดุลพินิจจึงไม่ขัดต่อมาตรา 84 วรรคหนึ่ง 4. คำถาม เคยมีประวัติการกระทำความผิดหลายครั้งแล้ว ยังมีเหตุให้ศาลรอการลงโทษจำคุกได้หรือไม่ คำตอบ การเคยมีประวัติการกระทำความผิดหลายครั้งมิได้ทำให้ศาลต้องปฏิเสธการรอการลงโทษโดยอัตโนมัติ เพราะศาลต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 คดีนี้แม้จำเลยเคยมีประวัติการกระทำความผิดหลายครั้ง แต่ศาลฎีกาพิจารณาว่าความผิดเหล่านั้นเกิดขึ้นติดต่อกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะที่จำเลยยังเป็นเยาวชน หลังจากพ้นการฝึกอบรมแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดใดอีกจนกระทั่งมากระทำความผิดในคดีนี้ ซึ่งห่างจากการกระทำความผิดครั้งก่อนเกือบสิบปี ศาลฎีกาจึงเห็นว่ายังไม่ถนัดที่จะรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย นอกจากนี้ จำเลยให้การรับสารภาพและชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจ ศาลจึงนำทั้งประวัติเดิม ระยะเวลาที่ผ่านไป และพฤติการณ์ภายหลังการกระทำความผิดมาชั่งน้ำหนักร่วมกัน ก่อนวินิจฉัยว่ามีเหตุอันควรปรานีให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยได้ 5. คำถาม การชดใช้ค่าเสียหายมากกว่าความเสียหายจริงมีผลต่อการพิจารณารอการลงโทษจำคุกอย่างไร คำตอบ การชดใช้ค่าเสียหายเป็นพฤติการณ์หนึ่งที่ศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบการใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับการรอการลงโทษได้ โดยคดีนี้ผู้เสียหายถูกหลอกให้ชำระค่าเครื่องเล่นเกมจำนวน 8,500 บาท แต่จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 20,000 บาท ซึ่งสูงกว่าความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับกว่าสองเท่า ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการบรรเทาผลร้ายแก่ผู้เสียหายในจำนวนที่สูงพอสมควร ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพ ความผิดเดิมหลายครั้งเกิดขึ้นติดต่อกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะที่จำเลยเป็นเยาวชน และหลังพ้นการฝึกอบรมไม่ปรากฏว่ากระทำความผิดอีกจนถึงคดีนี้ซึ่งห่างจากความผิดครั้งก่อนเกือบสิบปี เมื่อพิจารณาพฤติการณ์เหล่านี้ร่วมกัน ศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุก จึงพิพากษาให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติ 1 ปี ให้รายงานตัวทุก 3 เดือน และทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 12 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง เป็นบทกฎหมายที่ศาลนำมาใช้วินิจฉัยความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนในคดีนี้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ลักษณะการหลอกลวงของจำเลยซึ่งมิได้จำกัดอยู่เฉพาะการแสดงข้อความต่อผู้เสียหายเป็นการส่วนตัว แต่จำเลยสร้างบัญชีในโปรแกรมเฟซบุ๊กแล้วประกาศโฆษณาขายเครื่องเล่นเกมผ่านช่องทางเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะที่บุคคลอื่น ๆ สามารถเข้าไปอ่านข้อความได้ จำเลยโพสต์ข้อความเสนอขายเครื่องเล่นเกมพร้อมลงรูปถ่ายของเครื่องเล่นเกม ทำให้บุคคลทั่วไปที่พบเห็นข้อความดังกล่าวสามารถหลงเชื่อว่าจำเลยมีเครื่องเล่นเกมอยู่จริงและมีสินค้าพร้อมขาย ทั้งที่ความจริงจำเลยไม่มีเครื่องเล่นเกมดังกล่าวขายให้แก่ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปแต่อย่างใด การเผยแพร่ข้อความจึงเป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จต่อบุคคลทั่วไปผ่านช่องทางสาธารณะ ผู้เสียหายได้อ่านข้อความดังกล่าวและหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงติดต่อซื้อเครื่องเล่นเกมจากจำเลย และโอนเงินจำนวน 8,500 บาทเข้าบัญชีธนาคารชื่อของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายไปเป็นประโยชน์แก่จำเลยหรือบุคคลอื่นโดยทุจริต คำฟ้องของโจทก์จึงบรรยายตั้งแต่การสร้างบัญชีเฟซบุ๊ก การประกาศโฆษณา การโพสต์ข้อความและรูปถ่ายเครื่องเล่นเกม การเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อความ การไม่มีสินค้าจริง การที่ผู้เสียหายหลงเชื่อ ตลอดจนผลจากการหลอกลวงที่ทำให้ผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลย ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดครบองค์ประกอบของกฎหมายที่โจทก์กล่าวหา และเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงประชาชนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หลักสำคัญจากคดีนี้จึงอยู่ที่พฤติการณ์การเผยแพร่ข้อความเสนอขายสินค้าต่อบุคคลทั่วไปผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลส ทั้งที่ไม่มีสินค้าดังกล่าวจริง และมีผู้เสียหายหลงเชื่อจนโอนเงินให้แก่จำเลย ซึ่งศาลวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 343 วรรคหนึ่ง 2. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) เป็นบทบัญญัติอีกบทหนึ่งที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด เนื่องจากพฤติการณ์ของจำเลยเกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการหลอกลวงขายสินค้า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องระบุว่า จำเลยโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยสร้างบัญชีในโปรแกรมเฟซบุ๊กแล้วประกาศโฆษณาด้วยการโพสต์ข้อความผ่านช่องทางเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะที่บุคคลอื่นสามารถเข้าไปอ่านได้ ข้อมูลที่จำเลยเผยแพร่คือข้อความเสนอขายเครื่องเล่นเกมพร้อมรูปถ่ายของเครื่องเล่นเกม ซึ่งมีผลทำให้บุคคลทั่วไปที่อ่านข้อความดังกล่าวเข้าใจว่าจำเลยมีเครื่องเล่นเกมอยู่จริงและสามารถขายสินค้าดังกล่าวได้ แต่ความจริงจำเลยไม่มีเครื่องเล่นเกมดังกล่าวขายให้แก่ประชาชนหรือบุคคลทั่วไป ข้อมูลที่นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์จึงเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จตามพฤติการณ์ที่โจทก์กล่าวหา ผลจากการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าจำเลยมีเครื่องเล่นเกมจริง จึงติดต่อซื้อและโอนเงินจำนวน 8,500 บาทเข้าบัญชีธนาคารชื่อของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต ศาลฎีกาพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ การใช้เฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสและเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะเป็นช่องทางเผยแพร่ข้อความ การเสนอขายสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง ตลอดจนผลจากการหลอกลวงที่ทำให้ผู้เสียหายโอนเงิน จึงเป็นการบรรยายการกระทำครบองค์ประกอบของกฎหมายที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด ในส่วนการลงโทษ ศาลชั้นต้นเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นทั้งความผิดตามมาตรา 14 (1) และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง โดยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คดีนี้จึงแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จกับการหลอกลวงให้ผู้เสียหายส่งมอบเงิน เมื่อการกระทำชุดเดียวกันเข้าองค์ประกอบของกฎหมายหลายบท ศาลย่อมพิจารณาการลงโทษตามหลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามที่ปรากฏในคำพิพากษา 3. พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเด็นฎีกาของจำเลย เนื่องจากจำเลยโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว มาตรา 84 วรรคหนึ่งมีสาระสำคัญเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน โดยห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายหรือเป็นการเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมแก่เด็กหรือเยาวชนนั้นไม่ว่าในทางใด เว้นแต่เป็นการใช้ประกอบดุลพินิจของศาลเพื่อกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน และหากมีการฝ่าฝืนให้ศาลสั่งระงับหรือเพิกถอนการกระทำที่ฝ่าฝืนนั้น ศาลฎีกาพิจารณาขอบเขตการใช้บทบัญญัติดังกล่าวแล้ววินิจฉัยว่า เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กหรือเยาวชนจากการนำประวัติการกระทำความผิดอาญามาใช้ให้เป็นผลร้าย อย่างไรก็ตาม คดีที่ศาลกำลังพิจารณานี้มิใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยก็มิใช่เด็กหรือเยาวชนที่จะต้องนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวซึ่งใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนมาใช้บังคับ นอกจากนี้ การพิจารณาว่าจะรอการกำหนดโทษหรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ มีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กำหนดให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา และพฤติการณ์ของจำเลยได้ ประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยจึงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติและความประพฤติที่ผ่านมา ซึ่งศาลสามารถนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการพิจารณาว่าจะรอหรือไม่รอการลงโทษได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจและไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น ไม่ขัดต่อมาตรา 84 วรรคหนึ่ง ข้อฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ศาลจะสามารถนำประวัติดังกล่าวมาพิจารณาได้ ศาลฎีกายังพิจารณารายละเอียดของประวัติความผิดนั้นต่อไป และพบว่าความผิดหลายครั้งเกิดขึ้นติดต่อกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะที่จำเลยเป็นเยาวชน หลังจากพ้นการฝึกอบรมแล้วไม่ปรากฏว่ากระทำความผิดอีกจนถึงคดีนี้ซึ่งห่างจากความผิดครั้งก่อนเกือบสิบปี จึงยังไม่ถนัดที่จะรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดติดนิสัย และเมื่อประกอบกับการรับสารภาพและการชดใช้ค่าเสียหาย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุก ดังนั้น หลักสำคัญจากมาตรา 84 ในคดีนี้จึงมิได้อยู่เพียงคำถามว่าสามารถนำประวัติความผิดขณะเป็นเยาวชนมาพิจารณาได้หรือไม่ แต่ยังต้องพิจารณาขอบเขตการใช้บทบัญญัติคุ้มครองเด็กหรือเยาวชนควบคู่กับหลักการใช้ดุลพินิจในการรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ด้วย บทสรุป คดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยโพสต์ประกาศขายเครื่องเล่นเกมผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปอ่านข้อความได้ โดยเสนอขายเครื่องเล่นเกมพร้อมลงรูปถ่ายเพื่อให้บุคคลทั่วไปหลงเชื่อว่าจำเลยมีสินค้าดังกล่าวอยู่จริง ทั้งที่ความจริงจำเลยไม่มีเครื่องเล่นเกมดังกล่าวขาย เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อจึงติดต่อซื้อและโอนเงินจำนวน 8,500 บาทเข้าบัญชีธนาคารชื่อของจำเลย การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) โดยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และศาลลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ในประเด็นเกี่ยวกับความครบถ้วนของคำฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องได้บรรยายรายละเอียดตั้งแต่การสร้างบัญชีเฟซบุ๊ก การประกาศขายเครื่องเล่นเกม การลงรูปถ่ายสินค้า การเผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ความจริงที่ว่าจำเลยไม่มีสินค้าดังกล่าว ตลอดจนการที่ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินจำนวน 8,500 บาทให้แก่จำเลย จึงเป็นการบรรยายการกระทำครบองค์ประกอบของความผิดและเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เมื่อความผิดตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี มิใช่คดีที่มีข้อหาความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงสามารถพิพากษาได้โดยโจทก์ไม่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนอย่างไรจึงฟังไม่ขึ้น ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยในขณะที่ยังเป็นเยาวชนมาใช้ประกอบดุลพินิจในการรอหรือไม่รอการลงโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน แต่คดีนี้มิใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยก็มิใช่เด็กหรือเยาวชนแล้ว จึงไม่ต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีนี้ ขณะเดียวกัน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการรอการลงโทษโดยคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา และพฤติการณ์ของจำเลยได้ ประวัติการกระทำความผิดอาญาที่ผ่านมาจึงเป็นข้อมูลที่ศาลสามารถนำมาใช้ประกอบดุลพินิจว่าจะรอหรือไม่รอการลงโทษ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยมาประกอบการพิจารณาจึงไม่ขัดต่อมาตรา 84 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การที่ศาลสามารถนำประวัติความผิดเดิมมาพิจารณาได้ มิได้หมายความว่าจำเลยที่เคยมีประวัติความผิดจะต้องถูกปฏิเสธการรอการลงโทษเสมอไป ศาลยังต้องพิจารณารายละเอียดและพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน คดีนี้แม้จำเลยเคยมีประวัติการกระทำความผิดหลายครั้ง แต่ความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นติดต่อกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะที่จำเลยยังเป็นเยาวชน หลังจากพ้นการฝึกอบรมแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดใดอีกจนกระทั่งมากระทำความผิดในคดีนี้ ซึ่งห่างจากการกระทำความผิดครั้งก่อนเกือบสิบปี ศาลฎีกาจึงเห็นว่ายังไม่ถนัดที่จะรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย นอกจากนี้ แม้การโพสต์หลอกขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะจะสามารถเข้าถึงบุคคลทั่วไป และหากมีผู้หลงเชื่อเป็นจำนวนมากอาจก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง แต่คดีนี้ไม่ปรากฏว่านอกจากผู้เสียหายแล้ว ยังมีบุคคลอื่นหลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลยอีกหรือไม่ ผู้เสียหายได้รับความเสียหายจำนวน 8,500 บาท ขณะที่จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 20,000 บาท ซึ่งสูงกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกว่าสองเท่า ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการบรรเทาผลร้ายแก่ผู้เสียหายในจำนวนที่สูงพอสมควร ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพและชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหาย จึงมีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุก ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลย 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนภายในระยะเวลาคุมความประพฤติ และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 สาระสำคัญของคดีนี้จึงอยู่ที่หลักว่า ศาลสามารถนำประวัติการกระทำความผิดในอดีตของจำเลย รวมถึงประวัติที่เกิดขึ้นขณะเป็นเยาวชน มาใช้ประกอบดุลพินิจในการรอหรือไม่รอการลงโทษได้ในพฤติการณ์ของคดีนี้ แต่การมีประวัติความผิดเดิมมิใช่เหตุที่จะทำให้จำเลยหมดโอกาสได้รับการรอการลงโทษโดยอัตโนมัติ ศาลต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด ทั้งช่วงเวลาของความผิดเดิม ระยะเวลาที่มิได้กระทำความผิดซ้ำ การรับสารภาพ และการบรรเทาผลร้ายแก่ผู้เสียหาย ก่อนตัดสินว่าการให้โอกาสจำเลยโดยรอการลงโทษพร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติเป็นมาตรการที่เหมาะสมหรือไม่ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 736/2569 ปัญหาว่า การนำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมาฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือไม่ พิจารณาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวซึ่งบัญญัติว่า "เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน ห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายหรือเป็นการเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมแก่เด็กหรือเยาวชนนั้นไม่ว่าในทางใด ๆ เว้นแต่เป็นการใช้ประกอบดุลพินิจของศาลเพื่อกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน หากมีการฝ่าฝืนให้ศาลสั่งระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือเพิกถอนการกระทำนั้น..." จะเห็นได้ว่าเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนโดยห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายแก่เด็กหรือเยาวชน แต่คดีนี้ไม่ใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยก็มิใช่เด็กหรือเยาวชนที่จะต้องนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวที่ใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนมาใช้บังคับ ทั้งการที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษไว้หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้แล้วปล่อยตัวไปก็มีบทบัญญัติแห่ง ป.อ. มาตรา 56 ให้ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงอายุประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา... ของจำเลยได้ ดังนั้น ศาลจึงนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยซึ่งเป็นประวัติและความประพฤติที่ผ่านมาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจในการที่จะรอหรือไม่รอการลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยโดยนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจ จึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 8,500 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ส่วนคำขอให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายแถลงว่าได้รับเงินคืนจากจำเลยเรียบร้อยแล้ว จึงให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายสรุปความได้ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 จำเลยบรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้เงินคืนจนเป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหาย ประกอบอาชีพโดยสุจริต และตั้งใจแก้ไขพฤติกรรมจะไม่กระทำความผิดซ้ำอีก ขอให้รอการลงโทษจำคุก และฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิด โจทก์ไม่นำสืบว่าจำเลยหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนอย่างไร นั้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดและต้องนำสืบว่าจำเลยหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนอย่างไรหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์บรรยายมีรายละเอียดว่า จำเลยโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยสร้างบัญชีในโปรแกรมเฟซบุ๊กแล้วประกาศโฆษณาโดยโพสต์ข้อความในช่องทางเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลส ในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะที่บุคคลอื่น ๆ สามารถเข้าไปอ่านดูได้ เสนอขายเครื่องเล่นเกมพร้อมลงรูปถ่ายของเครื่องเล่นเกม ส่งข้อความดังกล่าวเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยเป็นการโฆษณาให้แก่บุคคลทั่วไปที่อ่านเฟซบุ๊กดังกล่าวหลงเชื่อข้อความที่ปรากฏอันเป็นความเท็จว่า จำเลยมีเครื่องเล่นเกมเครื่องดังกล่าวอยู่จริง ความจริงแล้วจำเลยไม่มีเครื่องเล่นเกมดังกล่าวขายให้แก่ประชาชนบุคคลทั่วไปแต่อย่างใด จากการหลอกลวงของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงติดต่อซื้อเครื่องเล่นเกมดังกล่าวจากจำเลย และโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารชื่อของจำเลยจำนวน 8,500 บาท ทำให้จำเลยได้เงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายตามที่หลอกลวงไปเป็นประโยชน์ของจำเลยหรือบุคคลอื่นโดยทุจริต อันเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 เป็นฟ้องที่บรรยายครบองค์ประกอบของกฎหมายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว และความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีซึ่งมิใช่คดีที่มีข้อหาในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงพิพากษาโดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การนำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมาฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือไม่ พิจารณาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวซึ่งบัญญัติว่า "เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน ห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายหรือเป็นการเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมแก่เด็กหรือเยาวชนนั้นไม่ว่าในทางใด ๆ เว้นแต่เป็นการใช้ประกอบดุลพินิจของศาลเพื่อกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน หากมีการฝ่าฝืนให้ศาลสั่งระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือเพิกถอนการกระทำนั้น…" จะเห็นได้ว่าเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนโดยห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายแก่เด็กหรือเยาวชน แต่คดีนี้ไม่ใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยก็มิใช่เด็กหรือเยาวชนที่จะต้องนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวที่ใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนมาใช้บังคับ ทั้งการที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการกำหนดโทษไว้หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้แล้วปล่อยตัวไป ก็มีบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา…ของจำเลยได้ ดังนั้น ศาลจึงนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยซึ่งเป็นประวัติและความประพฤติที่ผ่านมาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจในการที่จะรอหรือไม่รอการลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยโดยนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลยพินิจ จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดโดยโพสต์ข้อความในช่องทางเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะที่บุคคลอื่น ๆ สามารถเข้าไปอ่านดูได้ เป็นการหลอกลวงขายเครื่องเล่นเกมแก่บุคคลได้โดยทั่วไป หากมีบุคคลหลงเชื่อและสั่งซื้อเครื่องเล่นเกมจากจำเลยเป็นจำนวนมาก ก็อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายในวงกว้างได้ แต่อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่า นอกจากผู้เสียหายแล้วยังมีบุคคลอื่นหลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลยอีกหรือไม่ ผู้เสียหายถูกหลอกลวงให้ชำระค่าเครื่องเล่นเกม 8,500 บาท จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 20,000 บาท สูงกว่าความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับกว่าสองเท่า เป็นการบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหายในจำนวนที่สูงพอสมควรแล้ว แม้จำเลยเคยมีประวัติการกระทำความผิดหลายครั้ง แต่ก็เป็นการกระทำความผิดติดต่อกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ในขณะที่เป็นเยาวชน หลังจากพ้นการฝึกอบรมแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดใดอีก จนกระทั่งมากระทำความผิดในครั้งนี้ซึ่งเป็นระยะเวลาห่างจากการกระทำความผิดครั้งก่อนเกือบสิบปี จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิดติดนิสัยนั้นยังไม่ถนัดนัก เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว นับว่ามีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้จำเลยหวนไปกระทำความผิดอีก กับให้มีบุคคลที่คอยสอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือ หรือตักเตือนจำเลยตามสมควร จึงให้กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในระยะเวลาที่คุมประพฤติ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
|




