
| ที่ดินถูกน้ำเซาะกลายเป็นแม่น้ำ ต่อมาตื้นเขินจะกลับเป็นกรรมสิทธิ์เจ้าของเดิมหรือไม่ และเทศบาลมีอำนาจฟ้องคุ้มครองที่สาธารณะเพียงใด
บทนำ ที่ดินริมแม่น้ำที่มีโฉนดอาจเกิดปัญหาทางกฎหมายที่สำคัญเมื่อสภาพพื้นที่จริงเปลี่ยนแปลงไปจากแนวเขตและเนื้อที่ซึ่งปรากฏในโฉนด โดยเฉพาะกรณีที่ที่ดินบางส่วนถูกกระแสน้ำเซาะพังลงไปในแม่น้ำและกลายเป็นลำน้ำที่ประชาชนใช้เรือแพสัญจรเป็นเวลานาน คำถามสำคัญคือ เจ้าของที่ดินยังสามารถถือเอาเนื้อที่ตามตัวเลขในโฉนดเป็นหลักและอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ซึ่งเคยถูกน้ำเซาะได้หรือไม่ หากต่อมาสภาพแม่น้ำเปลี่ยนแปลงไปจนตื้นเขินหรือแห้งลง พื้นที่ดังกล่าวจะกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินเดิมโดยอัตโนมัติหรือไม่ และหากมีการถมดินลงในพื้นที่ดังกล่าว เทศบาลซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาทางน้ำและที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจะมีอำนาจดำเนินคดีเพื่อให้รื้อถอนหรือขนย้ายสิ่งที่ถมออกจากพื้นที่หรือไม่ คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า การพิจารณากรรมสิทธิ์ในที่ดินริมแม่น้ำมิได้พิจารณาเฉพาะจำนวนเนื้อที่ซึ่งยังคงปรากฏอยู่ในโฉนดเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาสภาพที่ดินตามความเป็นจริงด้วย หากที่ดินบางส่วนถูกน้ำเซาะพังลงจนกลายเป็นลำน้ำ และลำน้ำนั้นถูกใช้เป็นทางสัญจรของประชาชนเป็นเวลานานจนมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ที่ซื้อที่ดินตามโฉนดภายหลังย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในส่วนที่ได้กลายสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปแล้ว การที่ยังมิได้ดำเนินการแบ่งหักเนื้อที่ส่วนดังกล่าวออกจากโฉนดตามสภาพความเป็นจริง มิได้ทำให้กรรมสิทธิ์ของเอกชนเหนือพื้นที่นั้นยังคงอยู่ อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คืออำนาจหน้าที่ของเทศบาลในการดูแลรักษาทางน้ำและที่ดินสาธารณะภายในเขตเทศบาล เมื่อพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 50 (2) และมาตรา 53 กำหนดหน้าที่เกี่ยวกับการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ประกอบกับคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยที่มอบหมายให้เทศบาลดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินภายในเขตเทศบาล เทศบาลจึงมีอำนาจดำเนินคดีเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าวได้ และไม่จำเป็นต้องอาศัยการกล่าวอ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่าเป็นรายคดีอีก สาระสำคัญที่สุดของคดี สาระสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่การวินิจฉัยสถานะของที่ดินซึ่งเดิมอยู่ในโฉนดของเอกชน แต่ต่อมาถูกน้ำเซาะพังลงในแม่น้ำจนกลายเป็นลำน้ำที่ประชาชนใช้สัญจรเป็นเวลานาน ศาลวินิจฉัยว่า ที่ดินส่วนดังกล่าวกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปแล้ว ผู้ซื้อที่ดินตามโฉนดภายหลังจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ส่วนนั้น แม้เนื้อที่ในโฉนดยังไม่ได้ถูกแบ่งหักออกตามสภาพจริงก็ตาม และแม้ภายหลังแม่น้ำจะตื้นเขิน น้ำแห้ง หรือเรือไม่สามารถสัญจรผ่านบริเวณดังกล่าวได้ พื้นที่นั้นก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ การถมดินลงในพื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่กระทบต่อพื้นที่ซึ่งเทศบาลมีหน้าที่ดูแลรักษาและเป็นการทำละเมิดต่อเทศบาล คำถามที่น่าสนใจ 1. ที่ดินมีโฉนดแต่ถูกน้ำเซาะพังลงไปจนกลายเป็นแม่น้ำ เจ้าของยังมีกรรมสิทธิ์ตามจำนวนเนื้อที่ในโฉนดหรือไม่ 2. หากพื้นที่ที่เคยกลายเป็นลำน้ำต่อมาตื้นเขินหรือแห้งจนเรือไม่สามารถผ่านได้ พื้นที่นั้นจะกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินเดิมหรือผู้ซื้อที่ดินตามโฉนดหรือไม่ 3. เทศบาลมีอำนาจฟ้องให้ผู้ที่ถมดินในพื้นที่ริมแม่น้ำซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินขนย้ายดิน หิน กรวด และทรายออกจากพื้นที่ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท คดีนี้เป็นคดีรวมสี่สำนวนซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน ข้อพิพาทมีความเกี่ยวพันกับที่ดินหลายแปลงบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามเกาะญวน และเกี่ยวข้องทั้งกับคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเกี่ยวกับการปลูกสร้างอาคาร ตลอดจนข้อพิพาทว่าพื้นที่ซึ่งมีการถมดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนตามโฉนดหรือเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1586 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5720 และโจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5717 ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 3 ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5717 ให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ดินทั้งสามแปลงตั้งอยู่ตรงข้ามกับเกาะญวนซึ่งเป็นเกาะในแม่น้ำเจ้าพระยา และมีการถมดินปรับพื้นที่ตามแนวโฉนดเพื่อใช้ในการปลูกสร้างอาคาร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1586 มีการปลูกสร้างอาคารชั้นเดียวขนาด 1 คูหา และอาคารขนาด 3 คูหา ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 5720 มีการปลูกสร้างอาคารสองชั้นจำนวน 15 คูหาและรั้วคอนกรีต ต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งเกี่ยวกับอาคารดังกล่าว รวมถึงคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร ไม่อนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารบางรายการ ตลอดจนมีคำสั่งให้แก้ไขและห้ามใช้อาคาร รวมทั้งยกเลิกใบอนุญาตบางฉบับ เมื่อมีการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติยกอุทธรณ์ ในสำนวนแรก โจทก์ที่ 1 ขอให้ศาลวินิจฉัยว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลเมืองนครสวรรค์และมติหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ขอให้เพิกถอนคำสั่งและมติหรือคำวินิจฉัยดังกล่าว และขอให้วินิจฉัยว่าคำขออนุญาตปลูกสร้างอาคารเป็นคำขอที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอ้างว่าการปลูกสร้างอาคารอยู่ในที่ดินกรรมสิทธิ์ของโจทก์ มิได้รุกล้ำสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือลำน้ำ ในสำนวนที่สอง โจทก์ที่ 2 มีคำขอในลักษณะเดียวกัน โดยขอให้วินิจฉัยว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นและมติหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 รวมทั้งขอให้วินิจฉัยว่าใบอนุญาตปลูกสร้างอาคารและอาคารที่ได้ปลูกสร้างหรือจะปลูกสร้างตามใบอนุญาตดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนสำนวนที่สาม เทศบาลเมืองนครสวรรค์เป็นฝ่ายฟ้องโจทก์ทั้งสาม โดยกล่าวอ้างว่าเทศบาลเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มีหน้าที่บริหารราชการส่วนท้องถิ่นภายในเขตเทศบาล ตลอดจนมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน และได้รับมอบหมายอำนาจจากกรมเจ้าท่าให้ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินและทางน้ำอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ภายในเขตเทศบาล เทศบาลกล่าวอ้างว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสามทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นทางสัญจรได้ตามปกติ น้ำในแม่น้ำไม่สามารถไหลผ่านได้ เกิดน้ำขัง เน่า สกปรก และเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต อีกทั้งทำให้เทศบาลไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย รักษาความสะอาด และบำรุงรักษาทางน้ำได้ตามหน้าที่ แม้เทศบาลจะแจ้งให้โจทก์ทั้งสามระงับการกระทำแล้ว แต่โจทก์ทั้งสามเพิกเฉย เทศบาลจึงขอให้ศาลบังคับให้ร่วมกันขนย้ายหิน กรวด ทราย และดินที่นำมาถมออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาตามบริเวณที่ระบุไว้ หากไม่ดำเนินการก็ขอให้เทศบาลเป็นผู้ดำเนินการโดยให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันรับผิดค่าใช้จ่าย ข้อพิพาทจึงมิได้มีเพียงเรื่องการอนุญาตก่อสร้างอาคาร แต่มีปัญหาพื้นฐานที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า บริเวณซึ่งโจทก์ทั้งสามนำดินและวัสดุไปถมนั้นยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนตามโฉนดหรือได้กลายสภาพเป็นลำน้ำและสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปแล้ว เพราะคำตอบของปัญหานี้มีผลโดยตรงต่อการพิจารณาสิทธิของโจทก์ทั้งสามในการใช้พื้นที่ ตลอดจนมีผลต่ออำนาจของเทศบาลในการคุ้มครองพื้นที่ดังกล่าว ระหว่างพิจารณาคดี โจทก์ที่ 3 ถึงแก่กรรม โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางจำรัสซึ่งเป็นภริยาและทายาทของโจทก์ที่ 3 เข้าเป็นคู่ความแทน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้บุคคลดังกล่าวเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 3 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และนางจำรัสในฐานะทายาทของโจทก์ที่ 3 ร่วมกันนำหิน กรวด ทราย ดิน และสิ่งของที่ถมออกไปจากลำน้ำเจ้าพระยาตามแนวเขตที่กำหนดไว้ในแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องของสำนวนที่เทศบาลเป็นโจทก์ และยกฟ้องในสำนวนอื่นตามที่ปรากฏในคำพิพากษา โจทก์ทั้งสามและเทศบาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ต่อมาโจทก์ทั้งสามฎีกา จึงมีประเด็นสำคัญขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกา โดยเฉพาะปัญหาว่าเทศบาลมีอำนาจฟ้องหรือไม่ และการถมดินของโจทก์ทั้งสามเป็นการถมในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนหรือเป็นการถมลงในพื้นที่ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยาและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว 2. อำนาจของเทศบาลในการฟ้องคุ้มครองที่ดินและทางน้ำอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ เทศบาลเมืองนครสวรรค์มีอำนาจฟ้องโจทก์ทั้งสามเกี่ยวกับการเท ทิ้ง หรือถมหิน กรวด ทราย ดิน และสิ่งอื่นลงบริเวณชายตลิ่งและแม่น้ำเจ้าพระยาหรือไม่ พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 50 (2) และมาตรา 53 ซึ่งปรากฏเป็นกฎหมายสำคัญในคดี กำหนดให้เทศบาลมีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังมีคำสั่งที่ 890/2498 ให้เทศบาลมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งตั้งอยู่ภายในเขตเทศบาล ขณะเดียวกัน อธิบดีกรมเจ้าท่าได้มอบหมายอำนาจเจ้าท่าตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 ให้เทศบาลดูแลรักษาแม่น้ำลำคลองภายในเขตเทศบาลตามคำสั่งกรมเจ้าท่าที่ 928/2528 ด้วย เมื่อพิจารณาหน้าที่และอำนาจดังกล่าวประกอบกัน ศาลฎีกาเห็นว่าเทศบาลมีหน้าที่ดูแลรักษาพื้นที่พิพาททั้งตามกฎหมาย ตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย และตามที่ได้รับมอบหมายอำนาจ จึงมีอำนาจฟ้องผู้ที่เท ทิ้ง หิน กรวด ทราย ดิน และสิ่งอื่นลงบริเวณชายตลิ่งและแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้สัญจรได้ โจทก์ทั้งสามโต้แย้งว่า หากเทศบาลจะฟ้องคดีจะต้องกล่าวอ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่า และการมอบอำนาจของอธิบดีกรมเจ้าท่าเป็นการมอบอำนาจเฉพาะคดีอาญา มิได้มอบหมายให้ดำเนินคดีแพ่ง อีกทั้งที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 ที่อธิบดีกรมที่ดินมอบอำนาจให้เทศบาลดูแลนั้นเป็นคนละส่วนกับที่ดินอันเป็นแม่น้ำซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมเจ้าท่า ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งดังกล่าว โดยวินิจฉัยว่า เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้เทศบาลดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินภายในเขตเทศบาลตามคำสั่งที่ 890/2498 แล้ว เทศบาลย่อมมีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับที่ดินนั้นได้ ไม่ว่าที่ดินดังกล่าวจะเป็นบริเวณริมแม่น้ำอันอยู่ในเขตทางของกรมเจ้าท่าหรือไม่ก็ตาม และการฟ้องคดีก็ไม่จำเป็นต้องระบุอีกว่าเทศบาลได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่า หลักสำคัญจากการวินิจฉัยในประเด็นนี้จึงอยู่ที่การพิจารณาอำนาจหน้าที่ของเทศบาลจากฐานอำนาจที่มีอยู่โดยตรง มิใช่จำกัดอยู่เฉพาะการพิจารณาว่าเทศบาลได้รับมอบอำนาจจากหน่วยงานใดเพื่อดำเนินคดีนั้นโดยเฉพาะหรือไม่ เมื่อเทศบาลได้รับหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินภายในเขตของตน เทศบาลย่อมมีอำนาจดำเนินการทางคดีเพื่อคุ้มครองพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้หน้าที่ดังกล่าว ในทางกฎหมาย ประเด็นนี้มีความสำคัญเพราะแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเทศบาลกับอำนาจในการคุ้มครองทรัพย์สินสาธารณะ หากเทศบาลมีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดให้มีและบำรุงทางน้ำ และมีคำสั่งมอบหมายให้ดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดินภายในเขตเทศบาล การที่มีบุคคลเข้าถมพื้นที่ซึ่งเทศบาลมีหน้าที่ต้องดูแลจนกระทบต่อการใช้ทางน้ำ ย่อมเป็นกรณีที่เทศบาลสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อรักษาพื้นที่ดังกล่าวได้ เจตนารมณ์ที่สะท้อนจากบทบัญญัติและคำสั่งซึ่งปรากฏในคดี คือการทำให้พื้นที่สาธารณะและทางน้ำภายในเขตเทศบาลมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลอย่างแท้จริง มิใช่ปล่อยให้การคุ้มครองพื้นที่สาธารณะไม่สามารถดำเนินการได้เพียงเพราะพื้นที่นั้นอาจอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐมากกว่าหนึ่งหน่วยงาน เมื่อเทศบาลมีหน้าที่ดูแลพื้นที่ดังกล่าวอยู่แล้ว การใช้อำนาจฟ้องเพื่อระงับการรุกล้ำหรือให้คืนสภาพพื้นที่จึงเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่นั้น 3. ที่ดินตามโฉนดถูกน้ำเซาะจนกลายเป็นลำน้ำ กรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินยังคงอยู่หรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสามว่าพื้นที่ซึ่งนำดินไปถมนั้นอยู่ภายในแนวโฉนดที่ดินของตน จึงเป็นการใช้ประโยชน์ในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตน มิใช่การถมลงในแม่น้ำเจ้าพระยา ข้อเท็จจริงที่ศาลฎีการับฟังคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5720 ของนายประเสริฐบางส่วนเคยถูกน้ำเซาะพังลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านทิศตะวันตกของเกาะญวน และสภาพการถูกน้ำเซาะดังกล่าวรวมไปถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 1586 และโฉนดเลขที่ 5717 ซึ่งอยู่ถัดไปด้วย แม้นายประเสริฐจะเคยพยายามสร้างรอกั้นบริเวณดังกล่าว แต่ไม่สามารถกั้นกระแสน้ำได้ ที่ดินบางส่วนจึงพังลงไปในแม่น้ำและหายไปในน้ำ ปัญหาที่สำคัญเกิดขึ้นจากการที่พื้นที่ซึ่งหายไปในแม่น้ำนั้นยังมิได้มีการดำเนินการให้เจ้าพนักงานที่ดินแบ่งหักออกจากโฉนดตามสภาพความเป็นจริง จึงเกิดข้อโต้แย้งว่า เมื่อโฉนดยังคงแสดงจำนวนเนื้อที่เดิม เจ้าของหรือผู้ซื้อที่ดินตามโฉนดควรยังมีกรรมสิทธิ์ตามเนื้อที่ที่ระบุอยู่ในเอกสารสิทธิหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า การที่ยังมิได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินแบ่งหักพื้นที่ซึ่งถูกน้ำเซาะออกจากโฉนดตามความเป็นจริง มิได้แสดงว่าที่ดินยังคงมีเนื้อที่เต็มตามโฉนด แต่ที่ดินคงมีอยู่เพียงตามสภาพที่เหลืออยู่จริงเท่านั้น เหตุผลสำคัญคือ ที่ดินบางส่วนของโฉนดเลขที่ 5720 รวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 1586 และเลขที่ 5717 ได้พังลงจนกลายเป็นลำน้ำ และลำน้ำดังกล่าวถูกใช้เป็นทางสัญจรไปมาของเรือแพเป็นเวลานานจนกระทั่งกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว เมื่อพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปแล้ว ผู้ที่ซื้อที่ดินตามโฉนดต่อจากเจ้าของเดิมจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ส่วนที่ถูกน้ำเซาะจมหายลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา หลักดังกล่าวทำให้เห็นว่า ตัวเลขเนื้อที่ในโฉนดมิใช่ข้อเท็จจริงที่สามารถนำมาใช้ตัดสินสภาพกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ริมแม่น้ำได้โดยไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่จริง หากพื้นที่บางส่วนสูญหายไปจากสภาพที่ดินและกลายเป็นลำน้ำซึ่งประชาชนใช้เป็นทางสัญจรเป็นเวลานาน สถานะของพื้นที่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับพื้นที่นั้น มิใช่อาศัยเพียงข้อเท็จจริงว่าเอกสารสิทธิยังมิได้ถูกแก้ไขให้ตรงกับสภาพพื้นที่ ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการซื้อขายที่ดินริมแม่น้ำ เพราะผู้ซื้อที่ดินตามโฉนดย่อมได้รับสิทธิในที่ดินตามสภาพที่ยังคงมีอยู่จริง หากก่อนซื้อพื้นที่บางส่วนได้ถูกน้ำเซาะพังลงจนกลายเป็นลำน้ำและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปแล้ว ผู้ซื้อไม่อาจอาศัยจำนวนเนื้อที่ซึ่งยังคงปรากฏอยู่ในโฉนดเพื่ออ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ซึ่งไม่มีสถานะเป็นที่ดินเอกชนแล้วได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การที่เอกสารสิทธิยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ตรงกับสภาพภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป มิได้ทำให้สถานะของพื้นที่ตามความเป็นจริงถูกเปลี่ยนกลับไปตามข้อความในเอกสาร การพิจารณาว่าพื้นที่ใดยังอยู่ในกรรมสิทธิ์ของเอกชนจึงต้องพิจารณาทั้งเอกสารสิทธิและสภาพพื้นที่ที่เกิดขึ้นจริงประกอบกัน 4. ที่ดินซึ่งกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว หากแม่น้ำตื้นเขินจะกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์เอกชนหรือไม่ ข้อเท็จจริงในคดีมีความสำคัญต่อไปอีกว่า หลังจากพื้นที่พิพาทได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของลำน้ำแล้ว ต่อมาสภาพของแม่น้ำเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีการทำเขื่อนภูมิพลกั้นน้ำ ทำให้กระแสน้ำไหลเบาลง น้ำในแม่น้ำบริเวณดังกล่าวแห้งลงจนเรือไม่สามารถผ่านไปมาได้ ประกอบกับมีการดูดทรายอีกด้านหนึ่งของเกาะมาปิดทางน้ำเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึก จึงเกิดคำถามสำคัญว่า เมื่อสภาพที่เคยเป็นลำน้ำเปลี่ยนแปลงไปจนตื้นเขินหรือแห้งลง พื้นที่ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดเอกชนจะกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของเดิมหรือผู้ซื้อที่ดินตามโฉนดหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ต่อมาแม่น้ำจะมีสภาพตื้นเขินเนื่องจากการทำเขื่อนภูมิพลกั้นน้ำ ทำให้กระแสน้ำไหลเบาลงจนน้ำในแม่น้ำแห้ง เรือไม่สามารถผ่านไปมาได้ และแม้จะมีการดูดทรายอีกด้านหนึ่งของเกาะมาปิดทางน้ำเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกก็ตาม ที่ดินดังกล่าวก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ สาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อพื้นที่ได้เปลี่ยนสถานะไปเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของลำน้ำในภายหลังมิได้ทำให้พื้นที่นั้นกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนตามโฉนดเดิมโดยอัตโนมัติ หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกรณีที่แม่น้ำเปลี่ยนทาง น้ำลดลง ทางน้ำตื้นเขิน หรือสภาพการใช้ทางน้ำเปลี่ยนแปลงไป เพราะข้อเท็จจริงเพียงว่าบริเวณนั้นไม่มีน้ำอยู่ตลอดเวลา หรือเรือไม่สามารถผ่านได้เหมือนในอดีต ไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้ถือโฉนดที่อยู่ติดกับพื้นที่ดังกล่าวสามารถถือเอาพื้นที่นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของตนได้ หากพื้นที่นั้นได้กลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปก่อนแล้ว การวินิจฉัยดังกล่าวยังสัมพันธ์โดยตรงกับการกระทำของโจทก์ทั้งสาม เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่มีกรรมสิทธิ์ในส่วนที่เคยถูกน้ำเซาะและกลายเป็นลำน้ำ การนำดินไปถมพื้นที่ดังกล่าวจึงไม่อาจถือว่าเป็นเพียงการถมที่ดินของตนเองตามแนวโฉนด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งสามถมดินในพื้นที่พิพาทเป็นการทำละเมิดต่อเทศบาลซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาพื้นที่ดังกล่าว การพิจารณาคดีนี้จึงต้องแยกให้ชัดระหว่างสภาพทางกายภาพในปัจจุบันกับสถานะทางกฎหมายที่เกิดขึ้นก่อนหน้า พื้นที่อาจไม่มีน้ำอยู่ในขณะเกิดข้อพิพาท แต่หากข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าพื้นที่นั้นเคยถูกน้ำเซาะจนกลายเป็นลำน้ำซึ่งมีการใช้สัญจรเป็นเวลานานและกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว การที่น้ำลดหรือทางน้ำตื้นเขินภายหลังมิได้ทำให้กรรมสิทธิ์ของเอกชนเดิมฟื้นกลับคืนมา ในอีกด้านหนึ่ง คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า การกำหนดแนวเขตการใช้ประโยชน์ของเจ้าของที่ดินริมแม่น้ำจำเป็นต้องพิจารณาประวัติการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ด้วย การพิจารณาเฉพาะตำแหน่งเส้นแนวเขตตามเอกสารสิทธิ โดยไม่ตรวจสอบว่าพื้นที่บางส่วนเคยถูกน้ำเซาะจนเปลี่ยนสภาพไปอย่างไร อาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ไม่ตรงกับสถานะของพื้นที่ตามความเป็นจริง วิเคราะห์หลักกฎหมาย แก่นสำคัญของการวินิจฉัยประกอบด้วยหลักกฎหมายสองส่วนซึ่งเชื่อมโยงกันโดยตรง ส่วนแรกเป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของเทศบาล เทศบาลมีหน้าที่จัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 50 (2) และมาตรา 53 และยังได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินภายในเขตเทศบาล เมื่อพื้นที่พิพาทเป็นพื้นที่สาธารณะซึ่งอยู่ในเขตเทศบาล เทศบาลจึงมีอำนาจฟ้องเพื่อคุ้มครองพื้นที่ดังกล่าว ส่วนที่สองเป็นเรื่องสถานะของพื้นที่ที่เคยเป็นที่ดินตามโฉนด แต่ถูกน้ำเซาะพังลงจนกลายเป็นลำน้ำที่ประชาชนใช้สัญจรเป็นเวลานาน พื้นที่ดังกล่าวได้กลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ผู้ซื้อที่ดินตามโฉนดในภายหลังจึงไม่อาจได้รับกรรมสิทธิ์ในส่วนที่ได้เปลี่ยนสถานะไปแล้ว และการที่โฉนดยังไม่ได้แบ่งหักเนื้อที่ส่วนดังกล่าวออกก็ไม่ทำให้กรรมสิทธิ์ของเอกชนยังคงมีอยู่ หลักทั้งสองส่วนทำงานสัมพันธ์กัน กล่าวคือ เมื่อพื้นที่ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสาม แต่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และเทศบาลมีหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาพื้นที่ดังกล่าว การที่โจทก์ทั้งสามนำหิน กรวด ทราย หรือดินเข้าไปถมจึงเป็นการกระทำในพื้นที่ซึ่งเทศบาลมีอำนาจหน้าที่คุ้มครอง เทศบาลจึงสามารถฟ้องขอให้ขนย้ายสิ่งที่ถมออกจากลำน้ำได้ ประเด็นเรื่องโฉนดมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะคดีนี้ยืนยันว่าการปรากฏจำนวนเนื้อที่ในโฉนดมิได้หมายความว่าพื้นที่จริงจะต้องคงมีอยู่เต็มจำนวนเสมอไป หากสภาพพื้นที่เปลี่ยนแปลงจนบางส่วนพังลงไปในแม่น้ำและกลายเป็นลำน้ำ การยังไม่ได้แก้ไขจำนวนเนื้อที่ในโฉนดให้ตรงกับความจริงไม่ได้ทำให้พื้นที่ซึ่งสูญเสียสถานะของที่ดินเอกชนไปแล้วกลับกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถือโฉนด การพิจารณาสิทธิในกรณีเช่นนี้จึงไม่อาจหยุดอยู่เพียงการตรวจดูโฉนด แต่ต้องพิจารณาว่าพื้นที่ตามโฉนดนั้นยังคงมีอยู่จริงเพียงใด และพื้นที่ส่วนใดได้เปลี่ยนสภาพจนกลายเป็นลำน้ำที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นเวลานาน เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จากบทบัญญัติและเหตุผลในการวินิจฉัยที่ปรากฏในคดี สามารถเห็นความสำคัญของการคุ้มครองทางน้ำและพื้นที่สาธารณะภายในเขตเทศบาลอย่างชัดเจน พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 50 (2) และมาตรา 53 กำหนดหน้าที่เกี่ยวกับทางบกและทางน้ำ เพื่อให้เทศบาลสามารถดูแลโครงสร้างและพื้นที่ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันภายในท้องถิ่น เมื่อประกอบกับคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่มอบหมายให้เทศบาลดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินภายในเขตเทศบาล ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการดูแลพื้นที่สาธารณะเป็นหน้าที่ที่เทศบาลต้องสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้สิทธิทางศาลเมื่อมีผู้เข้าไปกระทำการที่กระทบต่อพื้นที่ดังกล่าว ส่วนการพิจารณาสถานะของที่ดินที่ถูกน้ำเซาะนั้น เหตุผลของศาลมุ่งพิจารณาสภาพความเป็นจริงของพื้นที่และการใช้ประโยชน์ของประชาชน หากพื้นที่ได้พังลงจนกลายเป็นลำน้ำและประชาชนใช้เป็นทางสัญจรของเรือแพเป็นเวลานาน ย่อมไม่อาจถือว่าพื้นที่นั้นยังเป็นที่ดินเอกชนเพียงเพราะตัวเลขเนื้อที่ในโฉนดยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง การคุ้มครองพื้นที่ดังกล่าวจึงมีความสัมพันธ์กับประโยชน์สาธารณะโดยตรง เพราะแม่น้ำและทางน้ำเป็นพื้นที่ซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน การยอมให้บุคคลอาศัยแนวเขตเดิมตามเอกสารสิทธิเข้าถมพื้นที่ซึ่งกลายเป็นทางน้ำสาธารณะแล้ว ย่อมอาจกระทบต่อการสัญจร การไหลของน้ำ และการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานท้องถิ่นในการรักษาความสะอาดและบำรุงรักษาทางน้ำ แนวคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ จากข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยที่ปรากฏในคดีนี้ แนวหลักที่สำคัญสามารถอธิบายได้ว่า การพิสูจน์กรรมสิทธิ์ในพื้นที่ริมแม่น้ำซึ่งสภาพภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไปต้องพิจารณาสภาพพื้นที่จริงประกอบกับเอกสารสิทธิ ไม่อาจถือจำนวนเนื้อที่ตามโฉนดเป็นข้อยุติโดยไม่พิจารณาว่าที่ดินบางส่วนได้ถูกน้ำเซาะและกลายเป็นลำน้ำสาธารณะไปแล้วหรือไม่ หากพื้นที่ถูกน้ำเซาะจนกลายเป็นลำน้ำที่ประชาชนใช้สัญจรเป็นเวลานานและกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ซื้อที่ดินตามโฉนดภายหลังไม่มีกรรมสิทธิ์ในส่วนดังกล่าว แม้จะยังไม่มีการแบ่งหักพื้นที่นั้นออกจากโฉนด เมื่อพื้นที่ได้กลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว การที่สภาพลำน้ำเปลี่ยนแปลงภายหลัง เช่น กระแสน้ำลดลง น้ำแห้ง ลำน้ำตื้นเขิน หรือเรือไม่สามารถผ่านได้ มิได้ทำให้พื้นที่นั้นกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนโดยอัตโนมัติ ส่วนในด้านอำนาจของเทศบาล เมื่อเทศบาลมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเทศบาลและได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดินภายในเขตเทศบาล เทศบาลย่อมมีอำนาจฟ้องคุ้มครองพื้นที่นั้น โดยไม่จำเป็นต้องระบุว่าได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่าอีกเป็นการเฉพาะ ดังนั้น หากมีการถมดิน หิน กรวด หรือทรายลงในพื้นที่ซึ่งมีสถานะเป็นทางน้ำสาธารณะ เทศบาลสามารถดำเนินคดีเพื่อให้ผู้กระทำขนย้ายสิ่งที่ถมออกไปได้ และหากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ถมไม่มีกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว การอ้างว่าเป็นการถมภายในแนวโฉนดเดิมย่อมไม่เพียงพอที่จะทำให้การกระทำนั้นชอบด้วยสิทธิ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และนางจำรัสในฐานะทายาทของโจทก์ที่ 3 ร่วมกันนำหิน กรวด ทราย ดิน และสิ่งของที่ถมออกจากลำน้ำเจ้าพระยาตามแนวเขตในแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องสำนวนที่เทศบาลเป็นฝ่ายฟ้อง โดยให้นางจำรัสรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของโจทก์ที่ 3 ที่ตกทอดแก่ตน และยกฟ้องในสำนวนที่หนึ่ง ที่สอง และที่สี่ 2. ศาลอุทธรณ์ โจทก์ทั้งสามและเทศบาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน โดยกำหนดเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความตามที่ปรากฏในคำพิพากษา 3. ศาลฎีกา โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเทศบาลมีอำนาจฟ้องคุ้มครองพื้นที่สาธารณะดังกล่าว และที่ดินส่วนที่ถูกน้ำเซาะจนกลายเป็นลำน้ำที่ประชาชนใช้สัญจรเป็นเวลานานได้กลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว แม้ภายหลังลำน้ำจะตื้นเขินหรือแห้งลงก็ยังคงมีสถานะดังกล่าว การถมดินในพื้นที่พิพาทจึงเป็นการทำละเมิดต่อเทศบาล พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลทั้งสี่สำนวนเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้หลักสำคัญสำหรับการพิจารณาสิทธิในที่ดินริมแม่น้ำว่า การมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดหรือการที่โฉนดยังคงแสดงจำนวนเนื้อที่เดิม มิได้หมายความว่าเจ้าของจะมีกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ทุกส่วนตามตัวเลขในโฉนดโดยไม่ต้องพิจารณาสภาพที่ดินตามความเป็นจริง หากที่ดินบางส่วนถูกน้ำเซาะพังลงจนกลายเป็นลำน้ำที่ประชาชนใช้สัญจรเป็นเวลานานและกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว กรรมสิทธิ์ของเอกชนในพื้นที่ส่วนนั้นย่อมไม่อาจอ้างได้เพียงเพราะยังไม่มีการแบ่งหักเนื้อที่ออกจากโฉนด ผู้ซื้อที่ดินริมแม่น้ำจึงต้องพิจารณามากกว่าข้อมูลในโฉนด โดยเฉพาะในกรณีที่สภาพพื้นที่จริงมีความแตกต่างจากแผนที่หรือเนื้อที่ตามเอกสารสิทธิ เพราะหากก่อนการซื้อขายพื้นที่บางส่วนได้ถูกน้ำเซาะจนกลายเป็นลำน้ำสาธารณะไปแล้ว ผู้ซื้อย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในพื้นที่ส่วนนั้นเพียงเพราะซื้อที่ดินตามโฉนดที่ยังคงแสดงเนื้อที่เดิม นอกจากนี้ การที่ลำน้ำตื้นเขินในภายหลังมิได้ทำให้สถานะของพื้นที่ซึ่งกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วเปลี่ยนกลับเป็นกรรมสิทธิ์เอกชนโดยอัตโนมัติ ดังนั้น การเห็นพื้นที่ริมแม่น้ำแห้งหรือไม่มีน้ำในปัจจุบันจึงไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะสรุปว่าพื้นที่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินเอกชนที่อยู่ติดกัน ในด้านอำนาจของหน่วยงานท้องถิ่น คดีนี้ยืนยันว่าเทศบาลซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดให้มีและบำรุงทางน้ำ และได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินภายในเขตเทศบาล มีอำนาจฟ้องคดีเพื่อคุ้มครองพื้นที่ดังกล่าวได้ การดำเนินคดีจึงไม่ต้องตั้งอยู่บนฐานของการได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่าเป็นรายคดีเพียงอย่างเดียว หากเทศบาลมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและคำสั่งที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการแยกความแตกต่างระหว่าง “แนวเขตตามเอกสารสิทธิ” กับ “สภาพและสถานะของพื้นที่ตามความเป็นจริง” และแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติของพื้นที่ริมแม่น้ำอาจมีผลโดยตรงต่อขอบเขตสิทธิของเจ้าของที่ดิน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 50 (2) และมาตรา 53 ซึ่งกำหนดหน้าที่ของเทศบาลเกี่ยวกับการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ประกอบกับคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่มอบหมายให้เทศบาลดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินภายในเขตเทศบาล รวมทั้งข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับสถานะของที่ดินซึ่งถูกน้ำเซาะจนกลายเป็นลำน้ำสาธารณะ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 50 (2) และมาตรา 53 นอกจากนี้ ในข้อโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจดูแลพื้นที่ยังมีการกล่าวถึงประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 และพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 ในส่วนของการมอบหมายอำนาจให้ดูแลรักษาแม่น้ำลำคลองภายในเขตเทศบาล สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. ที่ดินถูกน้ำเซาะจนกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อที่ดินตามโฉนดบางส่วนถูกน้ำเซาะพังลงจนกลายเป็นลำน้ำและประชาชนใช้เป็นทางสัญจรของเรือแพเป็นเวลานาน พื้นที่นั้นย่อมกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่ยังไม่ได้แบ่งหักเนื้อที่ออกจากโฉนดตามสภาพจริงไม่ทำให้เจ้าของยังคงมีกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว และแม้ภายหลังลำน้ำจะตื้นเขินหรือแห้งลง พื้นที่นั้นก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน 2. เทศบาลมีอำนาจฟ้องคุ้มครองทางน้ำและที่ดินสาธารณะ เมื่อเทศบาลมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินภายในเขตเทศบาล เทศบาลย่อมมีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าวได้ การฟ้องคดีไม่จำเป็นต้องระบุอีกว่าเทศบาลได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่า เมื่อมีผู้ถมดินลงในพื้นที่ซึ่งเป็นทางน้ำสาธารณะ เทศบาลจึงสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ขนย้ายสิ่งที่ถมออกจากพื้นที่ได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ที่ดินมีโฉนดแต่ถูกน้ำเซาะลงไปในแม่น้ำ เจ้าของยังมีกรรมสิทธิ์ตามจำนวนเนื้อที่ในโฉนดหรือไม่ คำตอบ ไม่อาจถือว่ากรรมสิทธิ์ยังคงมีอยู่เต็มตามจำนวนเนื้อที่ในโฉนดเพียงเพราะยังไม่มีการแบ่งหักพื้นที่ออกจากโฉนด หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินบางส่วนถูกน้ำเซาะพังลงจนกลายเป็นลำน้ำ และลำน้ำนั้นถูกประชาชนใช้เป็นทางสัญจรของเรือแพเป็นเวลานานจนกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ที่ดินย่อมคงมีอยู่ตามสภาพที่เหลืออยู่จริงเท่านั้น ผู้ถือโฉนดไม่สามารถอาศัยจำนวนเนื้อที่เดิมในโฉนดเพื่ออ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ที่กลายเป็นลำน้ำสาธารณะไปแล้วได้ 2. คำถาม หากแม่น้ำที่เคยเซาะที่ดินต่อมาตื้นเขินหรือแห้งลง พื้นที่นั้นจะกลับเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินเดิมหรือไม่ คำตอบ ตามหลักที่ปรากฏในคดีนี้ เมื่อพื้นที่ได้ถูกน้ำเซาะจนกลายเป็นลำน้ำที่ประชาชนใช้สัญจรเป็นเวลานานและกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว แม้ต่อมาสภาพแม่น้ำจะตื้นเขินเนื่องจากกระแสน้ำเปลี่ยนแปลง น้ำแห้งลงจนเรือไม่สามารถผ่านไปมาได้ หรือมีการเปลี่ยนแปลงสภาพทางน้ำจากเหตุอื่น พื้นที่ดังกล่าวก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มิได้กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินเดิมหรือผู้ซื้อที่ดินตามโฉนดโดยอัตโนมัติ 3. คำถาม เทศบาลมีอำนาจฟ้องผู้ที่ถมดินลงในแม่น้ำหรือพื้นที่สาธารณะภายในเขตเทศบาลหรือไม่ คำตอบ เทศบาลมีอำนาจฟ้องได้เมื่อพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้หน้าที่ที่เทศบาลต้องดูแลรักษา พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 50 (2) และมาตรา 53 กำหนดหน้าที่เกี่ยวกับการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ประกอบกับคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่มอบหมายให้เทศบาลดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินภายในเขตเทศบาล เมื่อมีผู้เท ทิ้ง หรือถมหิน กรวด ทราย ดิน หรือสิ่งอื่นลงในพื้นที่ดังกล่าว เทศบาลจึงมีอำนาจดำเนินคดีเพื่อคุ้มครองพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของตนได้ 4. คำถาม เทศบาลต้องระบุในคำฟ้องหรือไม่ว่าได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่าให้ฟ้องคดีเกี่ยวกับพื้นที่ริมแม่น้ำ คำตอบ ไม่จำเป็นในกรณีตามข้อเท็จจริงของคดีนี้ เพราะศาลวินิจฉัยว่า เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้เทศบาลดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินภายในเขตเทศบาลแล้ว เทศบาลย่อมมีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าวได้ แม้พื้นที่นั้นจะเป็นบริเวณริมแม่น้ำ และการฟ้องคดีก็ไม่จำเป็นต้องระบุว่าเทศบาลได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่าอีกเป็นการเฉพาะ บทสรุป คดีนี้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับที่ดินริมแม่น้ำและอำนาจของเทศบาลในการคุ้มครองสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยยืนยันว่า การพิจารณากรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ถูกน้ำเซาะต้องพิจารณาสภาพพื้นที่ตามความเป็นจริง มิใช่พิจารณาเฉพาะจำนวนเนื้อที่ซึ่งยังคงปรากฏในโฉนด หากที่ดินบางส่วนถูกน้ำเซาะพังลงจนกลายเป็นลำน้ำ และประชาชนใช้ลำน้ำนั้นเป็นทางสัญจรของเรือแพเป็นเวลานานจนกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว เจ้าของเดิมหรือผู้ซื้อที่ดินตามโฉนดภายหลังย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ส่วนนั้น การที่เจ้าพนักงานที่ดินยังไม่ได้แบ่งหักเนื้อที่ซึ่งสูญหายออกจากโฉนด มิได้ทำให้พื้นที่ดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน และแม้ต่อมาสภาพแม่น้ำจะเปลี่ยนแปลงไปจนตื้นเขิน น้ำแห้ง หรือเรือไม่สามารถผ่านได้ พื้นที่ซึ่งได้กลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วก็ยังคงมีสถานะเช่นเดิม ในส่วนของเทศบาล เมื่อพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 50 (2) และมาตรา 53 กำหนดหน้าที่เกี่ยวกับทางบกและทางน้ำ และมีคำสั่งมอบหมายให้เทศบาลดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินภายในเขตเทศบาล เทศบาลย่อมมีอำนาจดำเนินคดีเพื่อคุ้มครองพื้นที่ดังกล่าวได้โดยไม่จำเป็นต้องระบุว่าได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่าอีก ดังนั้น การนำดิน หิน กรวด ทราย หรือสิ่งอื่นไปถมในพื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่ดินเอกชนแต่ได้ถูกน้ำเซาะจนกลายเป็นลำน้ำสาธารณะแล้ว ไม่อาจอ้างเพียงแนวเขตหรือจำนวนเนื้อที่ตามโฉนดเดิมเพื่อถือว่าพื้นที่นั้นยังเป็นกรรมสิทธิ์ของตน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว การถมพื้นที่นั้นย่อมกระทบต่อพื้นที่ซึ่งเทศบาลมีหน้าที่ดูแลรักษา และเทศบาลมีอำนาจใช้สิทธิทางศาลเพื่อคุ้มครองพื้นที่สาธารณะดังกล่าวได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1969 - 1972/2548 พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 50 (2), 53 บัญญัติให้เทศบาลมีหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงทางบกทางน้ำ อีกทั้งกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งให้เทศบาลมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินตาม ป.ที่ดิน ที่อยู่ภายในเขตเทศบาล และอธิบดีกรมเจ้าท่าได้มอบหมายอำนาจเจ้าท่าตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 ให้เทศบาลดูแลรักษาแม่น้ำลำคลองในเขตเทศบาล เทศบาลย่อมมีหน้าที่ดูแลรักษาตามกฎหมาย ตามคำสั่ง และตามที่ได้รับมอบหมาย จึงมีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับที่ดินนั้นได้ ทั้งการฟ้องคดีก็ไม่จำต้องระบุว่าได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่าอีก ที่ดินมีโฉนดของ ป. บางส่วนถูกน้ำเซาะพังลงในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ดินส่วนที่หายไปในน้ำแม้จะมิได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินแบ่งหักออกจากโฉนดที่ดินตามความเป็นจริง ก็มิได้แสดงว่าที่ดินของ ป. ยังคงมีเนื้อที่อยู่เต็มตามโฉนดที่ดิน แต่คงมีอยู่ตามสภาพที่เหลืออยู่ตามความจริงเท่านั้นเพราะที่ดินบางส่วนพังจนกลายเป็นลำน้ำที่มีการใช้สัญจรไปมาของเรือแพเป็นเวลานานจนกระทั่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปแล้ว โจทก์ทั้งสามซื้อที่ดินตามโฉนดจาก ป. ย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ถูกน้ำเซาะจนหายไปในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว แม้ต่อมาแม่น้ำมีสภาพตื้นเขินเนื่องจาก มีการทำเขื่อนภูมิพลกั้นน้ำ ทำให้กระแสน้ำไหลเบาลงจนน้ำในแม่น้ำแห้ง เรือไม่สามารถผ่านไปมาได้ ทั้งมีการดูดทรายอีกด้านหนึ่งของเกาะมาปิดทางน้ำเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ที่ดินดังกล่าวก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ดี การที่โจทก์ทั้งสามถมดินในที่ดินพิพาท จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อเทศบาลจำเลยที่ 1 คดีทั้งสี่สำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่า คำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลเมืองนครสวรรค์ที่ นว. 5204/2803 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2528 และคำสั่งที่ นว. 5204/2818 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2528 และมติหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้เพิกถอนคำสั่งและมติหรือคำวินิจฉัยดังกล่าว และขอให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่า คำขออนุญาตปลูกสร้างอาคารที่ ช. 284/2528, ช. 285/2528 และ ช. 289/2528 เป็นคำขออนุญาตที่ชอบด้วย พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เป็นการปลูกสร้างในที่ดินกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 มิได้รุกล้ำสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือลำน้ำ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกใบอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารตามคำขอดังกล่าวต่อไป จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง สำนวนที่สองโจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลเมืองนครสวรรค์ที่ นว. 5204/2809 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2528 ที่ นว. 5204/2817 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2528 กับที่ นว. 5204/2956 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2528 และมติหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้เพิกถอนคำสั่งและมติหรือคำวินิจฉัยดังกล่าว ส่วนใบอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารที่ ช. 31/2528 และ ช. 63/2528 กับอาคารที่ได้ปลูกสร้างหรือจะทำการปลูกสร้างตามใบอนุญาตดังกล่าวชอบด้วย พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง สำนวนที่สามจำเลยที่ 1 ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 มีหน้าที่บริหารราชการส่วนท้องถิ่นภายในเขตเทศบาลตลอดจนมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษา ดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือทรัพย์สินของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน และได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่าให้มีอำนาจ ดูแลรักษา ดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินและทางน้ำอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ในเขตเทศบาลเมืองนครสวรรค์ การกระทำของโจทก์ทั้งสามเป็นเหตุให้ประชาชนไม่สามารถใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นทางสัญจร น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่สามารถไหลผ่านได้ตามปกติ น้ำขังเน่า สกปรก เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตและทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตลอดจนไม่สามารถรักษาความสะอาดและบำรุงรักษาทางน้ำตามหน้าที่ จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทั้งสามระงับการกระทำดังกล่าวแล้วแต่โจทก์ทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับโจทก์ทั้งสามให้ร่วมกันขนย้ายหิน กรวด ทราย ดินที่โจทก์ทั้งสามนำมาถมออกไปจากแม่น้ำเจ้าพระยาตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง ถ้าโจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติก็ให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการโดยให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันออกค่าใช้จ่าย โจทก์ทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 3 ถึงแก่กรรม โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางจำรัส ภริยาโจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของโจทก์ที่ 3 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และนางจำรัส ในฐานะทายาทของโจทก์ที่ 3 ร่วมกันนำหิน กรวด ทราย ดิน และสิ่งของที่ถมออกไปจากลำน้ำเจ้าพระยา ตามแนวเขตสีดำในแผนที่สังเขป เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 สำนวนที่สามที่จำเลยที่ 1 ฟ้อง กับให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสี่สำนวนแทนจำเลยทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนที่หนึ่ง ที่สอง และที่สี่เป็นเงิน 60,000 บาท และสำนวนที่สามเป็นเงิน 60,000 บาท โดยให้นางจำรัสร่วมรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของโจทก์ที่ 3 ที่ตกทอดแก่นางจำรัส คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องสำนวนที่หนึ่ง ที่สอง และที่สี่ โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท แทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ให้เป็นพับ โดยคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 600 บาทให้จำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1586 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5720 และโจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5717 ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 3 ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5717 ดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ที่ดินทั้งสามแปลงอยู่ตรงข้ามกับเกาะญวนซึ่งเป็นเกาะในแม่น้ำเจ้าพระยาและมีการถมดินปรับพื้นที่ในแนวโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อปลูกสร้างอาคาร โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 1586 ปลูกสร้างอาคารชั้นเดียวขนาด 1 คูหา กับขนาด 3 คูหา อย่างละ 1 หลัง ที่ดินโฉนดเลขที่ 5720 ปลูกสร้างอาคารสองชั้น 15 คูหา และรั้วคอนกรีต ต่อมาจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1586 ดังกล่าว และไม่อนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารตามคำขอที่ ช. 289/2528 ส่วนอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ 5720 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้แก้ไขกับห้ามใช้อาคารและยกเลิกใบอนุญาตที่ ช. 63/2528 ที่ให้ปลูกสร้างอาคารสองชั้น 7 คูหาด้วย เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นประธานกรรมการมีมติยกอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจฟ้องโจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 50 (2) และมาตรา 53 บัญญัติให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำอีกทั้งกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งที่ 890/2498 ให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินตาม ป.ที่ดินที่อยู่ภายในเขตเทศบาล และอธิบดีกรมเจ้าท่าได้มอบหมายอำนาจเจ้าท่าตาม พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 ให้จำเลยที่ 1 ดูแลรักษาแม่น้ำลำคลองในเขตเทศบาลตามคำสั่งกรมเจ้าท่าที่ 928/2528 จำเลยที่ 1 ย่อมมีหน้าที่ดูแลรักษาตามกฎหมาย ตามคำสั่ง และตามที่ได้รับมอบหมายอำนาจ จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้องโจทก์ทั้งสามที่เท ทิ้ง หิน กรวด ทราย ดินและสิ่งอื่น ๆ ลงที่ชายตลิ่งและในแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้สัญจรได้ตามฟ้อง ที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า หากจำเลยที่ 1 จะฟ้องคดีต้องอ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่า การมอบอำนาจของอธิบดีกรมเจ้าท่าเป็นการมอบอำนาจเฉพาะคดีอาญาไม่ได้มอบให้ดำเนินคดีแพ่ง ทั้งที่ดินตาม ป. ที่ดิน มาตรา 8 ที่อธิบดีกรมที่ดินมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ดูแลเป็นคนละส่วนกับที่ดินอันเป็นแม่น้ำที่อยู่ในความดูแลของกรมเจ้าท่านั้น เห็นว่า เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้เทศบาลดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในเขตเทศบาลตามคำสั่งที่ 890/2498 จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับที่ดินนั้นได้ แม้ว่าที่ดินนั้นจะเป็นริมแม่น้ำอันอยู่ในเขตทางของกรมเจ้าท่าหรือไม่ก็ตาม ทั้งการฟ้องคดีก็ไม่จำต้องระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่าอีก? โจทก์ทั้งสามฎีกาข้อต่อไปว่า โจทก์ทั้งสามมิได้ทำละเมิดคือมิได้ถมดินลงในแม่น้ำเจ้าพระยาตามที่จำเลยที่ 1 ฟ้อง เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5720 ของนายประเสริฐบางส่วนถูกน้ำเซาะพังลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านทิศตะวันตกของเกาะญวน รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 1586 และเลขที่ 5717 ที่อยู่ถัดไปด้วย ซึ่งที่ดินส่วนที่ถูกน้ำเซาะพังนั้นนายประเสริฐได้พยายามสร้างรอกั้นไว้แต่ก็ไม่สามารถกั้นกระแสน้ำได้ ที่ดินที่หายไปในน้ำ แม้จะมิได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินแบ่งหักออกจากโฉนดที่ดินตามความเป็นจริง ก็มิได้แสดงว่าที่ดินของนายประเสริฐยังคงมีเนื้อที่อยู่เต็มตามโฉนดที่ดิน แต่คงมีอยู่ตามสภาพที่เหลืออยู่ตามความเป็นจริงเท่านั้น เพราะที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 5720 และที่ดินโฉนดเลขที่ 1586 และเลขที่ 5717 ทั้งสองแปลงพังลงจนกลายเป็นลำน้ำที่มีการใช้สัญจรไปมาของเรือแพเป็นเวลานานจนกระทั่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปแล้ว โจทก์ทั้งสามซื้อที่ดินตามโฉนดจากนายประเสริฐย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ถูกน้ำเซาะจมหายไปในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว แม้ต่อมาแม่น้ำมีสภาพตื้นเขินเนื่องจากมีการทำเขื่อนภูมิพลกั้นน้ำ ทำให้กระแสน้ำไหลเบาลงจนน้ำในแม่น้ำแห้ง เรือไม่สามารถผ่านไปมาได้ ทั้งมีการดูดทรายอีกด้านหนึ่งของเกาะมาปิดทางน้ำเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ที่ดินดังกล่าวก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ดี การที่โจทก์ทั้งสามถมดินในที่ดินพิพาท จึงเป็นการทำละเมิดต่อเทศบาลจำเลยที่ 1 พิพากษายืนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลทั้งสี่สำนวนให้เป็นพับ
|




