ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




บุคคลต่างด้าวฟ้องเรียกทรัพย์สินที่ให้คู่สมรสถือกรรมสิทธิ์แทนได้หรือไม่ หลักการใช้กฎหมายต่างประเทศ การพิสูจน์กฎหมายสัญชาติ และสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินของตัวการจากตัวแทน

บุคคลต่างด้าวสามารถฟ้องเรียกทรัพย์สินที่ให้คู่สมรสถือกรรมสิทธิ์แทนได้หรือไม่, การพิสูจน์กฎหมายสัญชาติของคู่ความตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย, เมื่อพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศไม่ได้ให้ใช้กฎหมายไทยได้หรือไม่, สิทธิของตัวการในการเรียกทรัพย์สินคืนจากตัวแทน, คู่สมรสถือกรรมสิทธิ์แทนทรัพย์สินของบุคคลต่างด้าว, การถือหุ้นแทนเจ้าของที่แท้จริงตามกฎหมายไทย, การถือกรรมสิทธิ์เครื่องบินแทนบุคคลต่างด้าว, การเรียกคืนที่ดินที่ถือกรรมสิทธิ์แทน, การบังคับใช้กฎหมายไทยแทน 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายต่างประเทศในคดีแพ่งที่มีบุคคลต่างด้าวเป็นคู่ความ การพิสูจน์กฎหมายสัญชาติของคู่ความตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย ตลอดจนหลักกฎหมายว่าด้วยสิทธิของตัวการในการเรียกคืนทรัพย์สินจากตัวแทนซึ่งถือกรรมสิทธิ์แทน โดยศาลวินิจฉัยประเด็นสำคัญว่า แม้โจทก์จะเป็นบุคคลสัญชาติสวิส แต่เมื่อคู่ความมิได้นำสืบกฎหมายสัญชาติของโจทก์ให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ก็สามารถใช้กฎหมายไทยบังคับแก่คดีได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยถึงหลักเกณฑ์ในการพิสูจน์ว่า การที่คู่สมรสมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หุ้นในบริษัท หุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือเครื่องบิน เป็นการถือกรรมสิทธิ์แทนเจ้าของที่แท้จริงหรือเป็นการได้รับกรรมสิทธิ์โดยเสน่หา โดยพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งการได้มาของทรัพย์สิน แหล่งที่มาของเงินลงทุน การบริหารจัดการทรัพย์สิน การครอบครองเอกสารสิทธิ ตลอดจนพยานหลักฐานแวดล้อมทั้งหมด ก่อนจะวินิจฉัยว่าทรัพย์สินที่พิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์นำเงินสินส่วนตัวจากต่างประเทศมาซื้อและให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนเพราะข้อจำกัดทางกฎหมาย มิใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้จำเลยโดยเสน่หา ส่งผลให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์สินทั้งหมดแก่โจทก์ในฐานะตัวการ ทั้งยังตอกย้ำหลักสำคัญของกฎหมายไทยว่า แม้คดีจะเกี่ยวข้องกับบุคคลต่างด้าวหรือมีประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายต่างประเทศ แต่หากกฎหมายต่างประเทศมิได้รับการพิสูจน์จนเป็นที่พอใจแก่ศาล ก็สามารถใช้กฎหมายไทยวินิจฉัยคดีได้ และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์เป็นเพียงตัวแทน ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงย่อมมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินทั้งหมดจากตัวแทนตามหลักกฎหมายได้ 

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินจำนวนยี่สิบเอ็ดแปลงซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ รวมทั้งหุ้นในบริษัท หุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด เครื่องบิน และทรัพย์สินอื่นที่ระบุไว้ในคำฟ้อง เป็นทรัพย์สินของโจทก์ พร้อมขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินทั้งหมดแก่โจทก์ หากทรัพย์สินใดไม่สามารถคืนได้ให้ชดใช้เป็นเงินแทน และหากจำเลยไม่ดำเนินการตามคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธและขอให้ยกฟ้อง โดยก่อนเริ่มสืบพยานได้มีการวินิจฉัยปัญหาเขตอำนาจศาลจนคดีถูกโอนเข้าสู่ศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป 

ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาปรากฏว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติสวิสและเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายกับจำเลย ทั้งสองมีบุตรร่วมกันสองคน ระหว่างชีวิตสมรสโจทก์นำเงินสินส่วนตัวจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยและใช้เงินดังกล่าวซื้อทรัพย์สินหลายประเภท แต่เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ของบุคคลต่างด้าว จึงให้จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินหลายรายการ ทั้งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง อะพาร์ตเมนต์ โรงแรม บ้านพักอาศัย ที่ดินจัดสรร หุ้นในบริษัท หุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด และเครื่องบิน โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น มิใช่เจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง 

ในส่วนของกิจการต่าง ๆ พยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทและนำเงินของตนเองมาซื้อทรัพย์สินของบริษัท อีกทั้งเป็นผู้ชำระค่าหุ้นที่ให้จำเลยถือไว้ นอกจากนี้โจทก์ยังเป็นผู้ลงทุนซื้อหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งประกอบกิจการโรงแรม รวมถึงใช้เงินส่วนตัวซื้อเครื่องบิน โดยจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นหรือผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าว ขณะที่โจทก์ยังคงเป็นผู้บริหารจัดการกิจการและควบคุมการดำเนินงานเป็นหลัก ทั้งในธุรกิจโรงแรม อะพาร์ตเมนต์ และโครงการจัดสรรที่ดิน ตลอดจนเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการประกอบกิจการหลายส่วนตามพยานเอกสารและพยานบุคคลที่นำสืบต่อศาล 

สำหรับทรัพย์สินประเภททองรูปพรรณ ทองคำแท่ง และทรัพย์สินอื่นที่โจทก์อ้างว่านำเข้ามาจากต่างประเทศ ศาลชั้นต้นเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวแทนโจทก์ จึงยกคำขอในส่วนนี้ และเมื่อคู่ความมิได้อุทธรณ์ประเด็นดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่เป็นประเด็นต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาอีกต่อไป 

ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย คือ โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติสวิสมีหน้าที่ต้องนำสืบกฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตามกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายหรือไม่ และหากไม่มีการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ ศาลไทยจะยังสามารถใช้กฎหมายไทยบังคับแก่คดีได้หรือไม่ โดยแม้จำเลยจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวไว้ในคำให้การหรือในศาลล่างทั้งสอง แต่ศาลเห็นว่าปัญหาการใช้กฎหมายต่างประเทศเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงสามารถยกขึ้นวินิจฉัยในชั้นฎีกาได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว 

ประเด็นที่สอง คือ เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้นำสืบถึงบทบัญญัติของกฎหมายสัญชาติของโจทก์ ศาลจะต้องยกฟ้องเพราะโจทก์พิสูจน์สิทธิไม่ครบถ้วน หรือสามารถใช้กฎหมายไทยแทนกฎหมายต่างประเทศได้ โดยศาลต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างบทบัญญัติที่กำหนดให้ใช้กฎหมายสัญชาติของคู่ความกับบทบัญญัติที่กำหนดว่า หากไม่สามารถพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศได้ ให้ใช้กฎหมายไทยบังคับแทน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อการวินิจฉัยสิทธิของโจทก์ทั้งคดี 

ประเด็นสุดท้ายและเป็นหัวใจของคดี คือ จำเลยมีฐานะเป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยแท้จริง หรือเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ในฐานะตัวแทน ศาลต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินซื้อทรัพย์สิน วัตถุประสงค์ในการได้มาซึ่งทรัพย์สิน การบริหารจัดการกิจการ การครอบครองเอกสารสิทธิ การรับรายได้จากกิจการ และพฤติการณ์โดยรวมของคู่ความ เพื่อวินิจฉัยว่าทรัพย์สินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้จำเลยโดยเสน่หาตามที่จำเลยกล่าวอ้าง หรือเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์เพราะข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับการถือครองทรัพย์สินของบุคคลต่างด้าว ซึ่งหากรับฟังได้ว่าเป็นการถือแทน จำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดคืนแก่โจทก์ตามหลักกฎหมายว่าด้วยตัวการและตัวแทน รวมทั้งต้องดำเนินการโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามคำพิพากษาและกฎหมายที่ใช้บังคับต่อไป 

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับการใช้กฎหมายต่างประเทศและการพิสูจน์กฎหมายสัญชาติ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะมิได้ยกประเด็นเรื่องการใช้กฎหมายต่างประเทศไว้ในคำให้การ และมิได้กล่าวอ้างต่อสู้ในศาลล่างทั้งสอง แต่ปัญหาว่าคดีต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับหรือไม่นั้น เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้ในชั้นฎีกา อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติสวิสเพียงประการเดียว ยังไม่ทำให้ศาลต้องยกฟ้องหรือวินิจฉัยว่ากฎหมายไทยใช้บังคับไม่ได้ เพราะแม้กฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายจะกำหนดหลักเกี่ยวกับการใช้กฎหมายสัญชาติของคู่ความไว้ แต่ในคดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่ามีบทบัญญัติอย่างไร อีกทั้งกฎหมายดังกล่าวก็มิได้กำหนดผลของการไม่นำสืบไว้โดยตรง ศาลจึงต้องพิจารณาบทบัญญัติอีกมาตราหนึ่งที่กำหนดหลักว่า หากกรณีจำเป็นต้องใช้กฎหมายต่างประเทศแต่ไม่สามารถพิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ ให้ใช้กฎหมายภายในของประเทศไทยบังคับแทน ดังนั้น เมื่อไม่มีการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศอย่างเพียงพอ ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจใช้กฎหมายไทยวินิจฉัยคดีได้ และการที่ศาลมิได้กล่าวถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์โดยละเอียดก็ไม่ทำให้คำพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่รับฟังฎีกาของจำเลยในประเด็นดังกล่าว 

คำวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายไทยว่า แม้คดีจะมีองค์ประกอบเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ แต่การนำกฎหมายต่างประเทศมาใช้มิใช่เป็นผลโดยอัตโนมัติ หากคู่ความซึ่งอ้างสิทธิหรือข้อกฎหมายต่างประเทศมิได้พิสูจน์บทบัญญัติของกฎหมายนั้นให้ศาลทราบ ศาลย่อมไม่อาจนำกฎหมายที่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงมาวินิจฉัยคดีได้ เพราะเนื้อหาของกฎหมายต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลไม่อาจทราบได้เอง แตกต่างจากกฎหมายไทยซึ่งศาลมีหน้าที่รู้และใช้บังคับได้โดยตรง หลักดังกล่าวจึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่เกิดช่องว่างจากการที่คู่ความละเลยการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ ทั้งยังสร้างความมั่นคงและความแน่นอนในการบังคับใช้กฎหมายแก่คดีที่มีองค์ประกอบระหว่างประเทศอีกด้วย 

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์แทนและสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง

เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่ากฎหมายไทยใช้บังคับแก่คดีได้ ประเด็นสำคัญต่อมาคือการพิจารณาว่า จำเลยเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง หรือเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ ศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานของทรัพย์สินแต่ละประเภทอย่างละเอียด ทั้งที่ดินจัดสรร บ้านพักอาศัย อะพาร์ตเมนต์ โรงแรม หุ้นในบริษัท หุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด และเครื่องบิน โดยมิได้อาศัยเพียงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทะเบียน แต่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ลงทุน ผู้บริหารกิจการ ผู้รับผลประโยชน์ และพฤติการณ์ในการได้มาซึ่งทรัพย์สินทั้งหมด 

สำหรับที่ดินจัดสรร ศาลรับฟังว่าโจทก์เป็นผู้ดำเนินโครงการจัดสรร เป็นผู้จัดทำเอกสารเกี่ยวกับโครงการ เป็นผู้ทำสัญญาซื้อขายกับลูกค้า และเป็นผู้รับเงินค่าซื้อขายที่ดินจากบุคคลภายนอก โดยจำเลยเองก็ยอมรับว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการของโจทก์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้เห็นว่าการมีชื่อของจำเลยในโฉนดที่ดินมิใช่ข้อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่เป็นเพียงการถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์เท่านั้น 

สำหรับบ้านพักอาศัย ศาลรับฟังจากภาพถ่าย แปลนบ้าน และพยานหลักฐานเกี่ยวกับการก่อสร้างว่า โจทก์เป็นผู้สร้างบ้านและเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด อีกทั้งที่ดินดังกล่าวได้มาในช่วงเวลาเดียวกับการซื้อที่ดินจัดสรร จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าโจทก์มีเจตนาให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนเช่นเดียวกับทรัพย์สินประเภทอื่น มิใช่เป็นการยกทรัพย์สินให้แก่จำเลยโดยเสน่หาอย่างที่จำเลยกล่าวอ้าง 

ส่วนอะพาร์ตเมนต์และโรงแรม ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อ ปรับปรุง ซ่อมแซม และลงทุนด้วยเงินของตนเอง อีกทั้งพยานบุคคลหลายปากซึ่งปฏิบัติงานอยู่กับกิจการดังกล่าวต่างเบิกความสอดคล้องกันว่า โจทก์เป็นผู้บริหารกิจการแต่เพียงผู้เดียว ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จ่ายจากเงินของโจทก์ รายได้จากการประกอบธุรกิจเข้าสู่บัญชีของโจทก์ และจำเลยมีฐานะเพียงผู้มีชื่อดำเนินการแทนในบางเรื่องเนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พยานหลักฐานดังกล่าวจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าทรัพย์สินเหล่านี้เป็นของโจทก์ แม้จะมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ถือหุ้นก็ตาม 

สำหรับหุ้นในบริษัทและหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด ศาลรับฟังว่าโจทก์เป็นผู้ก่อตั้งกิจการ เป็นผู้ชำระค่าหุ้น และเป็นผู้ดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด ขณะที่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่าตนลงทุนด้วยเงินของตนเอง การถือหุ้นของจำเลยจึงเป็นการถือหุ้นแทนโจทก์ เช่นเดียวกับเครื่องบินที่ศาลรับฟังว่าโจทก์ใช้เงินส่วนตัวซื้อ แต่ไม่สามารถจดทะเบียนเป็นชื่อตนเองได้เพราะข้อจำกัดทางกฎหมาย จึงให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทน โดยคำอธิบายของโจทก์สอดคล้องกับพฤติการณ์ที่ผ่านมาและมีน้ำหนักมากกว่าคำกล่าวอ้างของจำเลยที่ว่าเครื่องบินเป็นของขวัญซึ่งไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน 

ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับพฤติการณ์โดยรวมหลายประการประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นการที่โจทก์เป็นผู้เก็บรักษาเอกสารสิทธิในทรัพย์สินทั้งหมด การที่โจทก์เป็นผู้ลงทุนและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและปรับปรุงทรัพย์สินทุกประเภท รวมทั้งไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่แสดงเจตนาว่าโจทก์ประสงค์ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้จำเลยโดยเสน่หา แม้จำเลยจะช่วยดูแลหรือร่วมดำเนินธุรกิจบางส่วน แต่ก็เป็นเพียงการช่วยเหลือในการบริหารจัดการ มิใช่ข้อพิสูจน์ถึงการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ดังนั้นพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยอย่างชัดเจน 

เมื่อรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นเพียงตัวแทนที่ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า โจทก์ในฐานะตัวการย่อมมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินทั้งหมดจากจำเลย และจำเลยมีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินคืนตามหลักกฎหมายว่าด้วยตัวการและตัวแทน สำหรับทรัพย์สินที่เป็นที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเกี่ยวข้องกับการถือครองของบุคคลต่างด้าว ศาลยังเห็นว่าต้องดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายที่ดินที่ใช้บังคับแก่กรณีดังกล่าวด้วย จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และไม่รับฟังฎีกาของจำเลยทุกประเด็น 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนที่ดินพิพาทจำนวนยี่สิบเอ็ดแปลงแก่โจทก์ โดยให้โจทก์ดำเนินการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด และให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนหรือจำหน่าย หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา รวมทั้งให้จำเลยคืนหุ้นของบริษัทและหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัดแก่โจทก์ และคืนกรรมสิทธิ์พร้อมการครอบครองเครื่องบินแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง ส่วนคำขอเกี่ยวกับทองรูปพรรณ ทองคำแท่ง และทรัพย์สินอื่นที่โจทก์อ้างว่านำเข้ามาจากต่างประเทศ ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอจึงยกคำขอในส่วนนั้น และให้จำเลยรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมตามส่วนที่โจทก์ชนะคดี 

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนที่ให้จำเลยคืนที่ดินบางแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และกำหนดให้ดอกเบี้ยเงินจำนวน 2,000,000 บาท เป็นไปตามอัตราที่กฎหมายกำหนดโดยปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พร้อมเพิ่มอัตราตามกฎหมาย ส่วนประเด็นอื่นคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะเป็นบุคคลสัญชาติสวิส แต่เมื่อคู่ความมิได้นำสืบกฎหมายต่างประเทศให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ศาลย่อมใช้กฎหมายไทยบังคับแก่คดีได้ อีกทั้งพยานหลักฐานรับฟังได้มั่นคงว่าโจทก์เป็นผู้ใช้เงินสินส่วนตัวซื้อทรัพย์สินทุกประเภทและให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนเนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย มิใช่เป็นการยกทรัพย์สินให้แก่จำเลยโดยเสน่หา จำเลยจึงมีฐานะเป็นเพียงตัวแทนและมีหน้าที่คืนทรัพย์สินทั้งหมดแก่โจทก์ตามหลักกฎหมายว่าด้วยตัวการและตัวแทน สำหรับที่ดินให้ดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกากับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นเป็นพับ 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้วางหลักกฎหมายสำคัญว่า ปัญหาว่าจะต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับแก่คดีหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่างก็สามารถยกขึ้นวินิจฉัยในชั้นฎีกาได้ อย่างไรก็ตาม การอ้างว่าต้องใช้กฎหมายต่างประเทศย่อมต้องมีการพิสูจน์เนื้อหาของกฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาล เพราะศาลไม่อาจทราบกฎหมายต่างประเทศได้เอง หากไม่มีการพิสูจน์ดังกล่าว ศาลย่อมใช้กฎหมายไทยบังคับแก่คดีได้ตามหลักที่กฎหมายกำหนดไว้ เพื่อมิให้กระบวนพิจารณาหยุดชะงักหรือเกิดช่องว่างในการอำนวยความยุติธรรม 

ในส่วนของข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ ศาลยืนยันหลักสำคัญว่า การมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทะเบียน มิใช่ข้อยุติเด็ดขาดว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง ศาลต้องพิจารณาพยานหลักฐานโดยรอบ ทั้งแหล่งที่มาของเงินลงทุน ผู้เป็นผู้จัดการและบริหารทรัพย์สิน ผู้ได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์สิน การครอบครองเอกสารสิทธิ ตลอดจนพฤติการณ์แห่งการได้มาของทรัพย์สินทั้งหมด หากรับฟังได้ว่าผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์เป็นเพียงผู้ถือแทนหรือเป็นตัวแทน เจ้าของที่แท้จริงย่อมมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินได้ แม้ทรัพย์สินนั้นจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หุ้น หรือสังหาริมทรัพย์ที่มีทะเบียนก็ตาม 

คดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายตัวแทนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวการกับตัวแทนย่อมพิจารณาจากข้อเท็จจริงและเจตนาของคู่กรณี มิใช่พิจารณาเฉพาะรูปแบบภายนอกหรือชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียน เมื่อพิสูจน์ได้ว่าตัวแทนถือทรัพย์สินแทนตัวการ ย่อมมีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่ตัวการตามกฎหมาย และการอ้างว่าได้รับทรัพย์สินโดยเสน่หาย่อมต้องมีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ มิใช่อาศัยเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ซึ่งขัดกับพฤติการณ์แห่งคดีและพยานหลักฐานอื่นทั้งหมด 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า เมื่อคดีมีบุคคลต่างด้าวเป็นคู่ความแต่ไม่มีการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ ศาลไทยสามารถใช้กฎหมายไทยบังคับแก่คดีได้หรือไม่ และเมื่อบุคคลหนึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินแทนผู้อื่น เจ้าของที่แท้จริงจะมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินทั้งหมดจากผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนได้เพียงใด

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมคำอธิบายโดยสรุป

การพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ

คดีนี้ยืนยันหลักว่า แม้ตามกฎหมายจะกำหนดให้พิจารณากฎหมายสัญชาติของคู่ความ แต่หากไม่มีการพิสูจน์เนื้อหาของกฎหมายต่างประเทศให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ศาลย่อมใช้กฎหมายไทยบังคับแก่คดีได้ จึงไม่ใช่หน้าที่ของศาลที่จะค้นหาหรือทราบกฎหมายต่างประเทศด้วยตนเอง และการไม่พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศไม่ได้ทำให้คดีต้องยกฟ้องโดยอัตโนมัติ 

การถือกรรมสิทธิ์แทนและสิทธิของตัวการ

ศาลรับรองหลักว่า การมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินมิใช่ข้อพิสูจน์เด็ดขาดว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง หากพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์เป็นเพียงตัวแทนหรือผู้ถือแทน เจ้าของที่แท้จริงย่อมมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินจากผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนได้ตามหลักกฎหมายว่าด้วยตัวการและตัวแทน รวมทั้งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินแต่ละประเภท 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม

เมื่อคู่ความเป็นบุคคลต่างด้าว ศาลไทยจำเป็นต้องใช้กฎหมายของประเทศสัญชาติของคู่ความทุกกรณีหรือไม่

คำตอบ

การที่คู่ความเป็นบุคคลต่างด้าวมิได้หมายความว่าศาลไทยจะต้องใช้กฎหมายของประเทศสัญชาติของคู่ความโดยอัตโนมัติ แม้กฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายจะกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้กฎหมายสัญชาติไว้ในบางกรณี แต่การจะนำกฎหมายต่างประเทศมาใช้บังคับได้ คู่ความต้องพิสูจน์เนื้อหาของกฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาลก่อน เพราะกฎหมายต่างประเทศเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลไม่อาจทราบได้เอง หากไม่มีการนำสืบหรือพิสูจน์บทบัญญัติของกฎหมายต่างประเทศ ศาลย่อมไม่อาจนำกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยคดีได้ ในคดีนี้แม้โจทก์จะเป็นบุคคลสัญชาติสวิส แต่ทั้งโจทก์และจำเลยต่างมิได้นำสืบถึงเนื้อหาของกฎหมายสัญชาติของโจทก์ อีกทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็มิได้กำหนดผลโดยตรงว่าการไม่พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศจะทำให้โจทก์หมดสิทธิเรียกร้อง ศาลจึงใช้บทบัญญัติที่กำหนดว่า หากไม่สามารถพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศได้ ให้ใช้กฎหมายภายในของประเทศไทยบังคับแทน ส่งผลให้ศาลไทยสามารถวินิจฉัยคดีตามกฎหมายไทยได้โดยชอบ หลักดังกล่าวช่วยให้การดำเนินกระบวนพิจารณาไม่หยุดชะงักเพียงเพราะไม่มีการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ และยังทำให้เกิดความแน่นอนในการอำนวยความยุติธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย 

2 คำถาม

เหตุใดผู้ที่มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินหรือทะเบียนทรัพย์สิน จึงอาจไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงตามกฎหมาย

คำตอบ

กฎหมายไทยมิได้ถือว่าการมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทะเบียนหรือเอกสารสิทธิเป็นข้อยุติเด็ดขาดว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง หากมีพยานหลักฐานเพียงพอแสดงให้เห็นว่าบุคคลดังกล่าวถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโดยรอบได้ ในคดีนี้ศาลพิจารณาจากแหล่งที่มาของเงินลงทุน ผู้ที่เป็นผู้ซื้อทรัพย์สิน ผู้บริหารกิจการ ผู้รับรายได้ ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ผู้เก็บรักษาเอกสารสิทธิ และพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน มิได้พิจารณาเฉพาะชื่อในทะเบียนเพียงอย่างเดียว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ใช้เงินสินส่วนตัวจากต่างประเทศซื้อทรัพย์สินทุกประเภท และจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์เพียงเพราะข้อจำกัดทางกฎหมายของบุคคลต่างด้าว ศาลจึงวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน มิใช่เจ้าของทรัพย์สินโดยแท้จริง หลักการนี้ใช้ได้กับทรัพย์สินหลายประเภท ทั้งที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง หุ้นในบริษัท หุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด และเครื่องบิน โดยศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงแห่งคดีทั้งหมดมากกว่าการยึดถือรูปแบบภายนอกเพียงอย่างเดียว 

3 คำถาม

หากผู้ถือกรรมสิทธิ์อ้างว่าทรัพย์สินได้รับมาโดยเสน่หา ศาลจะพิจารณาจากหลักเกณฑ์ใดในการวินิจฉัย

คำตอบ

การอ้างว่าทรัพย์สินได้รับมาโดยเสน่หาหรือโดยการยกให้นั้น ไม่อาจรับฟังได้เพียงเพราะผู้ถือกรรมสิทธิ์กล่าวอ้าง แต่ต้องมีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอรองรับข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งการได้มาของทรัพย์สิน แหล่งที่มาของเงินลงทุน ผู้เป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย ผู้บริหารจัดการทรัพย์สิน การครอบครองเอกสารสิทธิ และข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้องประกอบกัน ในคดีนี้จำเลยอ้างว่าโจทก์นำเงินมาให้โดยเสน่หาและต่อมายกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่จำเลย แต่ไม่สามารถนำพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมาสนับสนุนคำกล่าวอ้างดังกล่าวได้ ขณะที่ฝ่ายโจทก์มีทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล และพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่องว่าโจทก์เป็นผู้ลงทุน บริหารกิจการ รับผลประโยชน์ และเก็บรักษาเอกสารสิทธิของทรัพย์สินทั้งหมด ศาลจึงรับฟังว่าทรัพย์สินมิได้ตกเป็นของจำเลยโดยการยกให้ แต่จำเลยเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์เท่านั้น การกล่าวอ้างเรื่องการให้โดยเสน่หาจึงต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานที่ชัดเจน มิใช่อาศัยเพียงคำกล่าวอ้างของคู่ความฝ่ายเดียว 

4 คำถาม

เมื่อศาลรับฟังว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นเพียงตัวแทน เจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินได้เพียงใด

คำตอบ

เมื่อศาลรับฟังจากพยานหลักฐานว่าผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นเพียงตัวแทนหรือผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนเจ้าของที่แท้จริง ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีย่อมอยู่ภายใต้หลักกฎหมายว่าด้วยตัวการและตัวแทน ซึ่งกำหนดให้ตัวแทนมีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สิน สิทธิ และผลประโยชน์ที่ถือไว้แทนแก่ตัวการเมื่อมีการเรียกคืน ในคดีนี้ศาลรับฟังว่าโจทก์เป็นผู้ใช้เงินสินส่วนตัวจากต่างประเทศซื้อทรัพย์สินทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หุ้นในบริษัท หุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด และเครื่องบิน โดยจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนเนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย มิใช่เพราะเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์สินคืน จำเลยจึงมีหน้าที่คืนทรัพย์สินทั้งหมดแก่โจทก์ และสำหรับทรัพย์สินที่เป็นที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ การดำเนินการคืนทรัพย์สินยังต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ดินที่เกี่ยวข้องด้วย หลักการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ศาลคุ้มครองสิทธิของเจ้าของที่แท้จริงโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงแห่งความเป็นเจ้าของ มิใช่อาศัยเพียงชื่อในทะเบียนหรือเอกสารสิทธิเพียงอย่างเดียว และเมื่อรับฟังได้ว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นเพียงตัวแทน ผู้เป็นตัวการย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์สินคืนตามกฎหมาย 

5 คำถาม

เหตุใดศาลฎีกาจึงพิพากษายืน แม้จำเลยจะยกประเด็นกฎหมายต่างประเทศขึ้นฎีกาเป็นครั้งแรก

คำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะมิได้ยกประเด็นเกี่ยวกับการใช้กฎหมายต่างประเทศไว้ในคำให้การ และมิได้กล่าวอ้างในศาลล่างทั้งสอง แต่ประเด็นว่าคดีต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับหรือไม่นั้น เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้ในชั้นฎีกา อย่างไรก็ตาม การที่ประเด็นดังกล่าวสามารถยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ มิได้หมายความว่าจำเลยจะชนะคดีโดยอัตโนมัติ เพราะศาลยังต้องพิจารณาเนื้อหาของข้อกฎหมายดังกล่าวต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้นำสืบถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์ และไม่สามารถพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ ศาลจึงใช้บทบัญญัติที่กำหนดให้ใช้กฎหมายไทยบังคับแทน ทำให้การพิจารณาของศาลล่างทั้งสองที่ใช้กฎหมายไทยวินิจฉัยคดีเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว ประกอบกับพยานหลักฐานทั้งหมดรับฟังได้ชัดเจนว่าจำเลยถือทรัพย์สินแทนโจทก์ มิใช่เป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยแท้จริง ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และพิพากษายืนในที่สุด 

อธิบายหลักกฎหมาย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง

บทบัญญัตินี้กำหนดหลักสำคัญของการพิจารณาคดีในชั้นฎีกาว่า แม้คู่ความจะมิได้ยกข้อกฎหมายบางประเด็นขึ้นต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ แต่หากข้อกฎหมายนั้นเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจรับวินิจฉัยได้ เพราะเป็นประเด็นที่กระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายโดยรวม มิใช่เป็นเพียงสิทธิประโยชน์เฉพาะของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาว่าจะต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับแก่คดีหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการกำหนดกฎหมายที่จะใช้วินิจฉัยสิทธิหน้าที่ของคู่ความ หากศาลใช้กฎหมายผิดย่อมส่งผลกระทบต่อความถูกต้องของคำพิพากษาทั้งคดี ดังนั้น แม้จำเลยจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวไว้ในคำให้การหรือในศาลล่างทั้งสอง ก็ยังมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ อย่างไรก็ดี การยกประเด็นขึ้นวินิจฉัยได้ มิได้หมายความว่าผู้ยกประเด็นจะได้รับประโยชน์เสมอไป ศาลยังต้องตรวจสอบว่าข้อกฎหมายดังกล่าวมีเหตุผลและข้อเท็จจริงรองรับหรือไม่ ในคดีนี้เมื่อไม่มีการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ ศาลจึงใช้กฎหมายไทยบังคับแก่คดีและพิพากษายืน หลักการตามมาตรานี้จึงเป็นหลักประกันว่าศาลฎีกาสามารถแก้ไขหรือวินิจฉัยปัญหากฎหมายสำคัญที่มีผลต่อความสงบเรียบร้อยของระบบกฎหมายได้ แม้คู่ความจะเพิ่งยกขึ้นเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกาก็ตาม 

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252

มาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้บทบัญญัติเกี่ยวกับการพิจารณาคดีในชั้นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งสามารถนำมาใช้กับคดีที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายพิเศษได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายเฉพาะ ในคดีนี้ศาลฎีกานำมาตรา 252 มาประกอบกับบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อรับรองว่าประเด็นเรื่องการใช้กฎหมายต่างประเทศซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน สามารถยกขึ้นวินิจฉัยในชั้นฎีกาได้ แม้คดีจะอยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว หลักการดังกล่าวทำให้การตีความและการใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีความสอดคล้องกับกฎหมายเฉพาะ และช่วยให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ทั้งยังสะท้อนว่าเมื่อกฎหมายพิเศษมิได้กำหนดวิธีดำเนินกระบวนพิจารณาไว้โดยเฉพาะ ย่อมสามารถอาศัยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ประกอบได้ เพื่อให้เกิดความครบถ้วนและเป็นเอกภาพของระบบกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 

พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 8

มาตรา 8 เป็นบทบัญญัติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีที่มีองค์ประกอบเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ เพราะกำหนดหลักว่า ในกรณีที่ต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ หากไม่สามารถพิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ ให้ใช้กฎหมายภายในของประเทศไทยแทน หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้กระบวนการพิจารณาคดีหยุดชะงักจากการที่คู่ความไม่สามารถพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศได้ และเพื่อให้ศาลสามารถมีคำพิพากษาได้โดยอาศัยกฎหมายไทยเป็นกฎหมายสำรอง ในคดีนี้แม้โจทก์จะเป็นบุคคลสัญชาติสวิส แต่ทั้งสองฝ่ายมิได้นำสืบถึงบทบัญญัติของกฎหมายสวิส ศาลจึงใช้มาตรา 8 เป็นฐานในการวินิจฉัยว่า สามารถใช้กฎหมายไทยบังคับแก่คดีได้โดยชอบ หลักการดังกล่าวมิได้มีความหมายว่ากฎหมายต่างประเทศไม่มีความสำคัญ แต่เป็นการกำหนดแนวทางรองรับในกรณีที่ไม่อาจพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศได้อย่างเพียงพอ จึงเป็นบทบัญญัติที่สร้างความมั่นคงให้แก่กระบวนการยุติธรรม และลดปัญหาความล่าช้าหรือความไม่แน่นอนในการพิจารณาคดีที่มีองค์ประกอบระหว่างประเทศ 

พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 22

มาตรา 22 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกี่ยวกับการใช้กฎหมายสัญชาติในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้สิทธิหรือความสามารถของบุคคลต้องพิจารณาตามกฎหมายแห่งสัญชาติของบุคคลนั้น อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดว่า หากคู่ความไม่นำสืบกฎหมายสัญชาติแล้วจะต้องแพ้คดีหรือหมดสิทธิเรียกร้องโดยอัตโนมัติ ในคดีนี้จำเลยอ้างว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติสวิสต้องพิสูจน์ว่ากฎหมายสวิสให้สิทธิฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนได้ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 22 มิได้กำหนดผลของการไม่พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศไว้โดยตรง เมื่อประกอบกับมาตรา 8 ซึ่งกำหนดให้ใช้กฎหมายไทยหากพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศไม่ได้ จึงต้องใช้กฎหมายไทยวินิจฉัยคดีต่อไป คำวินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่ามาตรา 22 ต้องตีความร่วมกับบทบัญญัติอื่นของกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย มิใช่แยกตีความเฉพาะมาตราเดียว เพราะการตีความเช่นนั้นอาจทำให้เกิดผลที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายทั้งฉบับ ซึ่งมุ่งให้ศาลสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีได้อย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม 

พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

บทบัญญัตินี้มีบทบาทในการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการพิจารณาคดีในชั้นฎีกาของคดีที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว โดยเปิดโอกาสให้ศาลฎีการับวินิจฉัยข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นในศาลล่าง หลักการนี้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้กฎหมายในคดีครอบครัวเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ในคดีนี้ศาลฎีกาอาศัยบทบัญญัติดังกล่าวประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในการรับวินิจฉัยประเด็นเรื่องการใช้กฎหมายต่างประเทศ แม้จำเลยจะเพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา เพราะเห็นว่าเป็นข้อกฎหมายที่กระทบต่อการกำหนดกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีทั้งฉบับ เมื่อพิจารณาแล้วศาลเห็นว่าศาลล่างใช้กฎหมายไทยได้โดยชอบ จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หลักการตามมาตรานี้จึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ศาลฎีกาสามารถตรวจสอบความถูกต้องของการใช้กฎหมายในคดีครอบครัวได้อย่างครบถ้วน แม้ประเด็นดังกล่าวจะเพิ่งถูกหยิบยกขึ้นในชั้นฎีกาก็ตาม 

บทสรุป

คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับคดีที่มีองค์ประกอบระหว่างประเทศ โดยยืนยันหลักว่า แม้คู่ความจะเป็นบุคคลต่างด้าวหรือคดีจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายต่างประเทศ แต่การนำกฎหมายต่างประเทศมาใช้บังคับย่อมต้องมีการพิสูจน์เนื้อหาของกฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาลก่อน หากคู่ความมิได้นำสืบหรือพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ ศาลย่อมมีอำนาจใช้กฎหมายไทยบังคับแก่คดีได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย อันเป็นหลักสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการยุติธรรมสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่เกิดช่องว่างจากการขาดพยานหลักฐานเกี่ยวกับกฎหมายต่างประเทศ ทั้งยังเป็นหลักประกันให้การพิจารณาคดีที่มีองค์ประกอบระหว่างประเทศเป็นไปด้วยความแน่นอนและมีมาตรฐานเดียวกัน 

นอกจากนี้ คดียังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน โดยศาลยืนยันว่า การมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทะเบียนหรือเอกสารสิทธิ มิใช่ข้อยุติเด็ดขาดว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง หากพยานหลักฐานโดยรอบรับฟังได้ว่าผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์เป็นเพียงผู้ถือแทนหรือตัวแทนของผู้อื่น ศาลย่อมมีอำนาจรับรองสิทธิของเจ้าของที่แท้จริงและบังคับให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนส่งมอบทรัพย์สินคืนได้ โดยการวินิจฉัยต้องอาศัยการพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่มาของเงินลงทุน ผู้บริหารจัดการทรัพย์สิน ผู้ได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์สิน การครอบครองเอกสารสิทธิ และพฤติการณ์แห่งการได้มาซึ่งทรัพย์สิน มากกว่าการพิจารณาจากชื่อในทะเบียนเพียงอย่างเดียว 

อีกประการหนึ่ง คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหลักกฎหมายว่าด้วยตัวการและตัวแทน ซึ่งมุ่งคุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง เมื่อพิสูจน์ได้ว่าการถือกรรมสิทธิ์เป็นการถือแทน มิใช่การได้รับกรรมสิทธิ์โดยเสน่หาหรือโดยนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนย่อมมีหน้าที่คืนทรัพย์สินให้แก่ตัวการตามกฎหมาย แม้ทรัพย์สินนั้นจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หุ้นในนิติบุคคล หรือสังหาริมทรัพย์ที่มีการจดทะเบียนก็ตาม หลักการดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อข้อพิพาทที่เกิดจากการให้บุคคลอื่นถือกรรมสิทธิ์แทน ไม่ว่าจะเกิดจากข้อจำกัดทางกฎหมาย เหตุผลทางธุรกิจ หรือเหตุผลอื่นใด เพราะศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีเป็นสำคัญ มิใช่ยึดถือเพียงรูปแบบภายนอกของการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ 

ท้ายที่สุด คำพิพากษานี้จึงมิได้มีความสำคัญเฉพาะต่อข้อพิพาทระหว่างสามีภริยาเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางสำคัญสำหรับคดีเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์แทน การใช้กฎหมายต่างประเทศ การพิสูจน์สิทธิของบุคคลต่างด้าว และการเรียกคืนทรัพย์สินจากผู้ถือแทน โดยตอกย้ำหลักพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมว่า ศาลจะวินิจฉัยคดีจากข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ด้วยพยานหลักฐานและบทบัญญัติแห่งกฎหมาย มิใช่อาศัยเพียงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือข้อกล่าวอ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้มั่นคงว่าใครเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงและใครเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน กฎหมายย่อมให้ความคุ้มครองแก่เจ้าของสิทธิที่แท้จริง และบังคับให้ผู้ถือทรัพย์สินแทนปฏิบัติหน้าที่คืนทรัพย์สินให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย อันเป็นการสร้างความเป็นธรรมและความมั่นคงในการบังคับใช้กฎหมายแพ่งของประเทศไทยต่อไป 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8322/2568 

แม้จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในคำให้การ ทั้งมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลล่างทั้งสองก็ตาม แต่ปัญหาว่ากรณีต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับแก่คดีหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ในปัญหานี้ แม้โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติสวิสและตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 22 บัญญัติถึงการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสัญชาติในการดำเนินคดีของโจทก์ไว้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมิได้ให้การเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 อีกทั้งโจทก์และจำเลยก็มิได้นำสืบถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 ว่ามีอย่างไร อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลไม่สามารถรู้ได้เอง รวมทั้งบทบัญญัติตามมาตรา 22 ก็มิได้บัญญัติว่าการไม่นำสืบถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์แล้วมีผลเป็นอย่างไร แต่กลับมีบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 8 บัญญัติว่า "ในกรณีที่จะต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ ถ้าพิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ให้ใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศไทย" แสดงให้เห็นได้ว่า บทบัญญัติตามมาตรา 22 มิได้บังคับว่าโจทก์ต้องนำสืบข้อเท็จจริงของกฎหมายสัญชาติของโจทก์ เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ย่อมสามารถบังคับไปตามกฎหมายของประเทศไทยได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้มีการนำสืบพยานหลักฐานถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์ในศาลล่างทั้งสอง การที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาและพิพากษาคดีไปตามกฎหมายไทย โดยมิได้กล่าวถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์ตามมาตรา 22 จึงชอบแล้ว

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินที่มีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ 21 แปลง ดังกล่าวข้างต้นเป็นของโจทก์ และให้จำเลยคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ โดยให้โจทก์จัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดตามประมวลกฎหมายที่ดิน ให้หุ้นของบริษัท น. ที่จำเลยถือ 18,420 หุ้น เป็นของโจทก์ และให้จำเลยคืนหุ้นดังกล่าวแก่โจทก์ ให้หุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแรม ม. ที่จำเลยถือ 1,200,000 บาท เป็นของโจทก์ และให้จำเลยคืนหุ้นดังกล่าวแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนกรรมสิทธิ์และการครอบครองเครื่องบิน Maule MXT-7-180A HS-BNW Serial No. 2xxxxC แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนทองรูปพรรณและทองคำแท่ง น้ำหนัก 100 บาท แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงิน 2,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยคืนทรัพย์สินอื่น ๆ ที่โจทก์นำเข้ามาจากต่างประเทศตามฟ้องข้อ 7 รวม 89 รายการ แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนเริ่มสืบพยาน ศาลจังหวัดเชียงใหม่เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 11 ต่อมาประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลจังหวัดเชียงใหม่จึงโอนคดีมายังศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 21500, 4975, 9917, 9918, 10736, 10737, 10738, 22712, 22713, 21507, 21853, 25179 ,20622, 10601, 10602 และ 20347 และที่ดินโฉนดเลขที่ 74742, 74743, 74744, 8989 และ 8990 แก่โจทก์ โดยให้โจทก์จำหน่ายที่ดินดังกล่าวภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด และให้จำเลยผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากโอนไม่ได้ให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย โดยให้แจ้งคำพิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ ให้จำเลยคืนหุ้นของบริษัท น. ที่จำเลยถือ 18,420 หุ้น แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยคืนหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแรม ม. ที่จำเลยถือ 1,200,000 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยคืนกรรมสิทธิ์และการครอบครองเครื่องบินแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชดใช้เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มิถุนายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 74742, 74743, 74744, 8989 และ 8990 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 20347 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มิถุนายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นบุคคลต่างด้าว สัญชาติสวิส โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกัน ณ สำนักทะเบียนอำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2545 โจทก์กับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายแพทริก เกิดวันที่ 23 ตุลาคม 2544 และนางสาวริต้า เกิดวันที่ 21 มิถุนายน 2547 โจทก์นำเงินที่เป็นสินส่วนตัวจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยแล้วนำไปซื้อทรัพย์สินหลายรายการที่ปรากฏชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ได้แก่ 1. อะพาร์ตเมนต์ ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 74742, 74743, 74744 และ 8989 2. โรงแรม ม. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 8990 3. ที่ดินจัดสรรเพื่อแบ่งขายตามที่ดินโฉนดเลขที่ดังต่อไปนี้ 3.1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 21500 3.2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4975 3.3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 9917 3.4 ที่ดินโฉนดเลขที่ 9918 3.5 ที่ดินโฉนดเลขที่ 10736 3.6 ที่ดินโฉนดเลขที่ 10737 3.7 ที่ดินโฉนดเลขที่ 10738 3.8 ที่ดินโฉนดเลขที่ 22712 3.9 ที่ดินโฉนดเลขที่ 22713 3.10 ที่ดินโฉนดเลขที่ 21507 3.11 ที่ดินโฉนดเลขที่ 21853 3.12 ที่ดินโฉนดเลขที่ 25179 3.13 ที่ดินโฉนดเลขที่ 20622 3.14 ที่ดินโฉนดเลขที่ 10601 3.15 ที่ดินโฉนดเลขที่ 10602 รวมทั้งสิ้น 15 แปลง 4. บ้านพักอาศัย ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 20347 โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท น. ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการทำธุรกิจบริการสนามบินและธุรกิจงานสถาปนิก เดิมบริษัทดังกล่าวชื่อบริษัท น. โดยโจทก์นำเงินที่เป็นสินส่วนตัวจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยแล้วนำไปซื้อทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ในนามบริษัท น. เป็นที่ดินรวม 7 แปลง จำเลยมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท น. ร่วมกับโจทก์และนายกานต์ โดยจำเลยถือหุ้นบริษัท 18,420 หุ้น ในจำนวนหุ้นทั้งหมด 45,000 หุ้น และโจทก์ซื้อหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแรมม. ซึ่งประกอบธุรกิจบริการห้องพัก (โรงแรม) มีชื่อโจทก์ลงทุน 800,000 บาท กับจำเลยลงทุน 1,200,000 บาท โดยมีจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ใช้เงินส่วนตัวซื้อเครื่องบิน Maule MXT-7-180A HS-BNW Serial No. 2xxxxC สำหรับทรัพย์สินที่เป็นทองคำรูปพรรณและทองคำแท่ง น้ำหนัก 100 บาท และทรัพย์สินอื่นที่โจทก์นำเข้ามาจากต่างประเทศตามฟ้องข้อ 7 รวม 89 รายการ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยครอบครองทองคำรูปพรรณและทองคำแท่ง และทรัพย์สินอื่นที่โจทก์นำเข้ามาจากต่างประเทศแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่สามารถเรียกทรัพย์สินดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติสวิสต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงตามกฎหมายสมาพันธรัฐสวิสซึ่งเป็นสัญชาติของโจทก์ว่ามีบทบัญญัติให้บุคคลที่มีสัญชาติสวิสสามารถฟ้องบังคับให้คู่สมรสคืนทรัพย์สินที่คู่สมรสมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นแทนได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 22 หรือไม่ นั้น เห็นว่า แม้จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในคำให้การ ทั้งมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลล่างทั้งสองก็ตาม แต่ปัญหาว่ากรณีต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับแก่คดีหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ในปัญหานี้ แม้โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติสวิสและตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 22 บัญญัติถึงการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสัญชาติในการดำเนินคดีของโจทก์ไว้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมิได้ให้การเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 อีกทั้งโจทก์และจำเลยก็มิได้นำสืบถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 ว่ามีอย่างไร อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลไม่สามารถรู้ได้เอง รวมทั้งบทบัญญัติตามมาตรา 22 ก็มิได้บัญญัติว่าการไม่นำสืบถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์แล้วมีผลเป็นอย่างไร แต่กลับมีบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 8 บัญญัติว่า "ในกรณีที่จะต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ ถ้ามิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ให้ใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศไทย" แสดงให้เห็นได้ว่า บทบัญญัติตามมาตรา 22 มิได้บังคับว่าโจทก์ต้องนำสืบข้อเท็จจริงของกฎหมายสัญชาติของโจทก์ เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ย่อมสามารถบังคับไปตามกฎหมายของประเทศไทยได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้มีการนำสืบพยานหลักฐานถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์ในศาลล่างทั้งสอง การที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาและพิพากษาคดีไปตามกฎหมายไทยโดยมิได้กล่าวถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์ตามมาตรา 22 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่พิพาทตามฟ้องในฐานะตัวแทนของโจทก์อันทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกทรัพย์สินที่พิพาททั้งหมดคืนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่หนึ่งที่อยู่ในโครงการลานนาแอร์ปาร์ค โจทก์นำสืบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายของโครงการและแผนผังการจัดสรรแปลงในโครงการ ซึ่งจำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ที่ดินทั้งสิบห้าแปลงดังกล่าวโจทก์ซื้อมาเพื่อจัดสรรในโครงการลานนาแอร์ปาร์คและรับว่าโจทก์ทำโครงการดังกล่าว เมื่อมีผู้ซื้อที่ดินในโครงการดังกล่าว โจทก์ก็มีพยานเอกสารสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายและสำเนารายการเดินบัญชีของโจทก์มายืนยันว่าโจทก์เป็นผู้รับเงินตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว โดยโจทก์ขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกรวม 3 แปลง อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงในที่ดินทั้งสิบห้าแปลงโดยใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่สองที่เป็นที่ตั้งบ้านพักอาศัยของโจทก์กับจำเลย โจทก์นำสืบโดยมีภาพถ่ายและเอกสารเกี่ยวกับแปลนบ้านมายืนยันว่าโจทก์เป็นผู้สร้างบ้านหลังดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว และโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทส่วนที่สองนี้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ดินพิพาทส่วนที่หนึ่ง จึงเชื่อว่าโจทก์มีเจตนาให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพักอาศัยแทนโจทก์เช่นเดียวกับที่ดินที่ซื้อมาเพื่อจัดสรร สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่สามที่เป็นอะพาร์ตเมนต์ให้เช่า โจทก์มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายก่อนและหลังปรับปรุงตึกแถว และรายการปรับปรุงตึกแถวที่โจทก์ซื้อมา โดยโจทก์ยังใช้ชั้นล่างของตึกแถวดังกล่าวเป็นสำนักงานของโจทก์ ทั้งโจทก์ยังมีพยานปากนางสาวนฤมล ซึ่งเป็นเลขานุการของโจทก์และไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนเบิกความว่า โจทก์ให้จำเลยเป็นตัวแทนเป็นกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างหุ้นส่วนจำกัดผูกพันห้างได้แต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากติดขัดด้วยข้อกฎหมายที่ห้ามคนต่างชาติเป็นกรรมการผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัด ธุรกิจอะพาร์ตเมนต์ให้เช่าเป็นธุรกิจของโจทก์ และหากมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอะพาร์ตเมนต์ โจทก์จะเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่พยาน ปกติลูกค้าของโรงแรมจะจองห้องผ่านแอปพลิเคชันอโกด้าหรือบุกกิงดอตคอม ซึ่งจะจ่ายเงินเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์ นอกจากนี้ พยานโจทก์ปากนางยุคลธร แม่บ้านอะพาร์ตเมนต์และพนักงานต้อนรับของโรงแรม ม. ยังเบิกความสอดคล้องกันว่า โจทก์เป็นผู้บริหารจัดการธุรกิจทุกอย่างแต่เพียงผู้เดียว อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเพื่อประกอบธุรกิจของตัวโจทก์เอง โดยใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ และสำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่สี่ที่เป็นที่ตั้งของโรงแรม ม. โจทก์นำสืบว่าภายหลังจากซื้อที่ดินพร้อมโรงแรม โจทก์ได้ซ่อมแซมปรับปรุงโรงแรมแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งสอดคล้องกับที่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า เงินที่ใช้ในการซ่อมแซมปรับปรุงโรงแรม ม. เป็นเงินของโจทก์ โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดจากทางฝั่งโจทก์ว่าโจทก์มีเจตนายกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเสน่หา ทั้งโจทก์เบิกความยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้เก็บต้นฉบับที่ดินพิพาททั้งหมดไว้ น่าเชื่อว่าที่โจทก์ให้จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และให้คำรับรองต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าเงินที่นำมาซื้อที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างเป็นสินส่วนตัวหรือทรัพย์ส่วนตัวของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่สินสมรสหรือทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์เองได้ จึงเห็นได้ว่า โจทก์เจตนาให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์เท่านั้น ในขณะที่จำเลยนำสืบแต่เพียงลอย ๆ ว่าจำเลยนำเงินที่โจทก์ให้โดยเสน่หาที่จำเลยเก็บสะสมไว้มาร่วมซื้อที่ดินพิพาทกับโจทก์ และต่อมาโจทก์ให้ที่ดินที่ซื้อร่วมกันในส่วนของโจทก์แก่จำเลยโดยเสน่หา ที่ดินพิพาททั้งยี่สิบเอ็ดแปลงจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย แม้ทางนำสืบของทั้งสองฝ่ายจะปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยช่วยเหลือปรับปรุงที่ดินบางแปลงเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจบ้างก็ตาม แต่ก็ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งหมดจากการยกให้โดยเสน่หาของโจทก์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้มั่นคงมากกว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ในการถือครองที่ดินพิพาท ส่วนสังหาริมทรัพย์อื่นตามฟ้องอันได้แก่ หุ้นในบริษัท น. จำนวน 18,420 หุ้น นั้น โจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท โดยจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โจทก์ให้จำเลยถือหุ้นแทนโดยเป็นการซื้อหุ้นต่อจากผู้ถือหุ้นเดิมและโจทก์เป็นผู้ชำระค่าหุ้น ซึ่งเจือสมกับที่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้าน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยถือหุ้นในบริษัท น. แทนโจทก์ และหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแรม ม. จำนวน 1,200,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่วินิจฉัยไปแล้วข้างต้นว่า โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมโรงแรม และซ่อมแซมปรับปรุงโรงแรมด้วยเงินสินส่วนตัวของโจทก์ ทั้งโจทก์ยังเป็นผู้บริหารจัดการธุรกิจทุกอย่างแต่เพียงผู้เดียว การที่จำเลยถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแรม ม. จึงเป็นการถือแทนโจทก์เช่นกัน สำหรับเครื่องบิน Maule MXT-7-180A HS-BNW Serial No. 2xxxxC โจทก์นำสืบว่า โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวไม่สามารถจดทะเบียนเครื่องบินเป็นชื่อของตนเองได้ และก่อนหน้านี้โจทก์เคยให้คนรักเก่าของโจทก์ซึ่งเป็นคนไทยถือกรรมสิทธิ์แทน นับว่ามีเหตุผล มีน้ำหนักให้รับฟัง ในขณะที่จำเลยเบิกความแต่เพียงว่าโจทก์ให้เครื่องบินแก่จำเลยโดยเสน่หาเพื่อเป็นของขวัญที่บุตรชายเกิดโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในเครื่องบินดังกล่าวแทนโจทก์เช่นกัน เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นตัวการฟ้องเรียกทรัพย์สินที่พิพาทตามฟ้องคืนจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทน จำเลยจึงต้องส่งมอบทรัพย์สินที่พิพาทตามฟ้องคืนให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 และเมื่อโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินคืนจากจำเลยที่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทแทนโจทก์ กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกากับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

บุคคลต่างด้าวสามารถฟ้องเรียกทรัพย์สินที่ให้คู่สมรสถือกรรมสิทธิ์แทนได้หรือไม่  การมีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินไม่ได้ทำให้เป็นเจ้าของที่แท้จริงเสมอไป  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้จำเลยจะมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หุ้น และทรัพย์สินหลายประเภท แต่ศาลต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกัน  ทนายลีนนท์ โทร.0859604258




ทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์

สิทธิในโรงแรมที่สร้างร่วมกันบนที่ดินของสามี การแบ่งสินสมรส มรดก และดอกผลภายหลังเจ้ามรดกตาย
ฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลจากการโอนที่ดินระหว่างสามีภริยาเพื่อหนีหนี้
ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายอาจไม่ใช่เจ้าของรวมเสมอไป(ฎีกา12734/2559)
กรรมสิทธิ์รวมแม้ซื้อโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ไม่มีผลผูกพัน(ฎีกาที่ 4561/2544)
โฉนดออกทับที่ราชพัสดุ เพิกถอนได้ไหม? ครอบครองมานานมีสิทธิหรือไม่ ศาลฎีกาชี้ชัดที่ดินของรัฐอ้างกรรมสิทธิ์ไม่ได้
สิทธิ บันทึกข้อตกลงใช้ที่ดิน และการอุทิศสาธารณสมบัติ (ฎีกา 1643/2567)
ฎีกาที่ 5023 - 5025/2567: สมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรต้องชำระค่าส่วนกลาง แม้ได้กรรมสิทธิ์จากการยึดทรัพย์คดียาเสพติด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6721/2554 : สิทธิฟ้องเพิกถอนโอนที่ดิน รังวัดรุกล้ำแนวเขต และการนับอายุความฟ้องคดีที่ดิน
สิทธิของบุคคลต่างด้าวในที่ดิน, การครอบครองที่ดินและสิทธิในกรรมสิทธิ์
ฟ้องขับไล่และกรรมสิทธิ์ที่ดิน, การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ,
ทรัพย์สินที่ซื้อก่อนจดทะเบียนสมรสด้วยเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน เป็นสินสมรสหรือกรรมสิทธิ์รวม และแบ่งกันอย่างไรเมื่อหย่า
หนังสือยินยอมคู่สมรสปลอม , ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
ทรัพย์สินระหว่างสามคนผัวเมีย-เจ้าของรวม-สมรสซ้อน
เงินในบัญชีร่วมกันทำมาหากินไม่ได้จดทะเบียนสมรส
การแจ้งความเท็จโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน
เจ้าของรวมจะเรียกให้แบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้
โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิด หรือคาดหมาย
ปลูกสร้างอาคารสูงปิดบังช่องแสงและทิศทางลม ความเสียหายเดือดร้อนเกินควร ละเมิด
ความเสียหายเดือดร้อนเกินกว่าที่ควรคิดหรือคาดหมาย
เพื่อยังความเสียหายหรือความเดือดร้อนให้สิ้นไป
ไม่มีบทบัญญัติห้ามลงชื่อเจ้าของรวมไว้ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์
สิทธิยื่นใบเบิกเงินและรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร
สิทธิเหนือพื้นดินคืออะไร
การได้ที่ดินของคนต่างด้าวโดยภรรยาคนไทยถือกรรมสิทธิ์แทน
เพิกถอนนิติกรรมในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมใช้สิทธิติดตามเอาคืน
เรียกโฉนดที่ดินคืนจากเจ้าหนี้เงินกู้ยืม โฉนดที่ดินเป็นประกันเงินกู้
เจ้าของรวมทำพินัยกรรมจำหน่ายส่วนของตน ความยินยอมจากภริยา
ก่อสร้างสะพานลอยคนข้ามทำให้ได้รับความเดือดร้อนขอให้รื้อถอนสะพาน
สิทธิที่จะเรียกให้แบ่งที่ดินที่ตนเองเป็นเจ้าของรวม แม้มีข้อตกลงห้ามแบ่งแยก