
| นายจ้างมีสิทธิขอรับค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนเงินทดแทนได้เพียงใด เมื่อทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลลูกจ้างก่อน และศาลมีอำนาจเพิกถอนคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของนายจ้างในการขอรับเงินค่ารักษาพยาบาลคืนจากกองทุนเงินทดแทน ภายหลังจากที่นายจ้างได้ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่ลูกจ้างซึ่งประสบอันตรายจากการทำงาน รวมถึงการพิจารณาขอบเขตอำนาจของศาลในการตรวจสอบและเพิกถอนคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ตลอดจนการตีความกฎกระทรวงที่กำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่ลูกจ้างได้รับบาดเจ็บรุนแรงและมีความจำเป็นต้องรักษาเป็นเวลาต่อเนื่อง ศาลได้วางหลักสำคัญว่า แม้หน่วยงานของรัฐจะมีคำสั่งจำกัดวงเงินค่ารักษาพยาบาลไว้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าลูกจ้างเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและกฎกระทรวง ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบว่าผู้มีสิทธิควรได้รับค่ารักษาพยาบาลตามวงเงินที่กฎหมายรับรองหรือไม่ อีกทั้งยังวินิจฉัยถึงการเริ่มนับดอกเบี้ยกรณีที่นายจ้างได้ชำระเงินแทนลูกจ้างไปก่อนและหน่วยงานผู้มีหน้าที่ไม่ชำระคืนภายในกำหนด ซึ่งเป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายเงินทดแทนและกฎหมายแพ่งที่เกี่ยวข้องกับการผิดนัดชำระหนี้โดยตรง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า เมื่อนายจ้างได้ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายจากการทำงานแล้ว แต่สำนักงานประกันสังคมและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนอนุมัติจ่ายเพียงบางส่วน ศาลมีอำนาจตรวจสอบและวินิจฉัยให้นายจ้างได้รับค่ารักษาพยาบาลตามวงเงินที่กฎกระทรวงรับรองหรือไม่ รวมทั้งกรณีดังกล่าวดอกเบี้ยผิดนัดจะเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใดตามกฎหมายแพ่ง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2551 ข้อ 5 ศาลวินิจฉัยว่า หากค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ปกติไม่เพียงพอ และลูกจ้างเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด นายจ้างมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น แต่รวมแล้วไม่เกินสามแสนบาท แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเคยมีคำวินิจฉัยอนุมัติวงเงินต่ำกว่านั้นก็ตาม หากข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้างเข้าเกณฑ์ตามกฎกระทรวง ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้ได้รับสิทธิตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 และมาตรา 224 ศาลวางหลักว่า เมื่อนายจ้างได้ชำระค่ารักษาพยาบาลแทนไปแล้ว หน่วยงานผู้มีหน้าที่ต้องชำระคืนย่อมมีหน้าที่ชำระหนี้ตั้งแต่วันที่เกิดหนี้ตามกฎหมาย หากไม่ชำระย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่จำเป็นต้องมีการทวงถาม และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามกฎหมาย ทั้งนี้เมื่อผู้ฟ้องอุทธรณ์ขอให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ศาลจึงกำหนดดอกเบี้ยให้ตามที่ร้องขอ สรุปข้อเท็จจริง โจทก์เป็นนายจ้างซึ่งมีหน้าที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนตามกฎหมาย โดยลูกจ้างของโจทก์ทำหน้าที่ช่างซ่อมบำรุงอาคารสำนักงาน ระหว่างปฏิบัติงานลูกจ้างขึ้นไปตรวจสอบรางน้ำบนหลังคาอาคารแล้วพลัดตกจากหลังคาลงมากระแทกพื้น ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณศีรษะจนกะโหลกศีรษะแตกยุบ มีเลือดออกในโพรงกะโหลก เยื่อหุ้มสมองและเนื้อสมองฉีกขาด รวมทั้งเส้นประสาทหูข้างขวาได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง จึงถูกนำส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดเพื่อรับการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะระบายเลือดออก ต่อมามีภาวะเส้นเลือดในสมองแตกซ้ำจึงต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้ง และภายหลังยังจำเป็นต้องผ่าตัดใส่กะโหลกศีรษะเทียม รวมทั้งเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน โดยผลสุดท้ายลูกจ้างสูญเสียการได้ยินของหูข้างขวาโดยสิ้นเชิง ระหว่างการรักษาทั้งหมดโจทก์เป็นผู้ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนลูกจ้างรวมเป็นเงิน 474,219 บาท ก่อนยื่นคำขอรับเงินคืนจากจำเลยตามกฎหมายเงินทดแทน เมื่อจำเลยพิจารณาคำขอแล้ว สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 โดยอาศัยมติของคณะอนุกรรมการการแพทย์ มีคำสั่งให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเพียงเกินกว่า 45,000 บาท แต่ไม่เกิน 110,000 บาท โจทก์เห็นว่าไม่เป็นไปตามสิทธิที่กฎหมายรับรอง จึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน แต่คณะกรรมการมีมติยกอุทธรณ์และยืนยันให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 110,000 บาทเช่นเดิม โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง ขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน พร้อมทั้งขอให้จำเลยชำระเงินค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายไป รวมถึงดอกเบี้ยตามกฎหมาย ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลเกินวงเงินที่หน่วยงานของรัฐกำหนด ประเด็นสำคัญประการแรกของคดีอยู่ที่ว่า แม้สำนักงานประกันสังคมและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจะมีคำวินิจฉัยอนุมัติค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 110,000 บาทแล้ว แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าลูกจ้างได้รับบาดเจ็บร้ายแรงและต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจนเข้าเงื่อนไขตามกฎกระทรวง นายจ้างซึ่งเป็นผู้ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลมีสิทธิได้รับเงินคืนตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่กฎกระทรวงเปิดโอกาสให้สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มจากวงเงินปกติได้ หากค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ทั่วไปไม่เพียงพอและการรักษามีความจำเป็นตามสภาพการบาดเจ็บของลูกจ้าง ศาลพิจารณาว่า การรักษาของลูกจ้างไม่ได้สิ้นสุดเพียงการผ่าตัดครั้งแรก แต่ยังต้องได้รับการผ่าตัดเพิ่มเติมเนื่องจากเกิดภาวะแทรกซ้อน รวมทั้งต้องผ่าตัดใส่กะโหลกศีรษะเทียมในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นกระบวนการรักษาต่อเนื่องจากการประสบอันตรายครั้งเดียวกัน มิใช่การเจ็บป่วยใหม่ที่แยกต่างหาก จึงถือได้ว่าลูกจ้างได้รับบาดเจ็บรุนแรงของระบบสมองและมีความจำเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่องตามเงื่อนไขของกฎกระทรวง ส่งผลให้เข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิค่ารักษาพยาบาลในวงเงินที่สูงกว่าหลักเกณฑ์ทั่วไป การตีความอำนาจของคณะกรรมการการแพทย์และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การอนุมัติค่ารักษาพยาบาลจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการการแพทย์และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมาย แต่เมื่อทั้งสององค์กรได้พิจารณาแล้วมีมติไม่เห็นชอบให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวงเงินที่นายจ้างร้องขอ การดำเนินการดังกล่าวถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครองซึ่งอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาล หากมีข้อพิพาทว่าการใช้ดุลพินิจนั้นสอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่ ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดจริงเพียงใด มิได้ถูกจำกัดด้วยคำวินิจฉัยของหน่วยงานทางปกครองเพียงอย่างเดียว ดังนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างเข้าเงื่อนไขตามกฎกระทรวงแล้ว ศาลฎีกาจึงสามารถวินิจฉัยต่อไปได้ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลตามวงเงินสูงสุดที่กฎหมายรองรับ แม้ว่าหน่วยงานของรัฐจะเคยอนุมัติไว้ในวงเงินที่ต่ำกว่าก็ตาม การวินิจฉัยสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลตามกฎกระทรวง ศาลฎีกาพิจารณาว่า กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2551 กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนว่า ในกรณีที่ค่ารักษาพยาบาลตามวงเงินปกติไม่เพียงพอ และลูกจ้างเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด นายจ้างย่อมมีหน้าที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น แต่รวมแล้วต้องไม่เกินสามแสนบาท ทั้งนี้ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการการแพทย์และได้รับความเห็นชอบตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงของคดีปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอเบิกค่ารักษาพยาบาลจำนวน 474,219 บาท แต่สำนักงานประกันสังคม อนุมัติให้เพียงเกินกว่า 45,000 บาทแต่ไม่เกิน 110,000 บาท และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลจึงต้องวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวงหรือไม่ ศาลเห็นว่า การรักษาของลูกจ้างในคดีนี้มีลักษณะเป็นการรักษาอย่างต่อเนื่องจากอุบัติเหตุครั้งเดียวกัน ตั้งแต่การผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ การรักษาภาวะเส้นเลือดในสมองแตกซ้ำ การนำชิ้นกะโหลกศีรษะที่ติดเชื้อออก จนถึงการผ่าตัดใส่กะโหลกศีรษะเทียมในเวลาต่อมา แม้การผ่าตัดครั้งหลังจะเกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดครั้งแรกหลายเดือน แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษาจากการประสบอันตรายครั้งเดิม จึงถือว่าลูกจ้างมีลักษณะบาดเจ็บรุนแรงของระบบสมองและจำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องตามหลักเกณฑ์ที่กฎกระทรวงกำหนดไว้ ส่งผลให้มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลในวงเงินสูงสุดตามที่กฎหมายรับรอง ไม่ใช่วงเงินที่จำกัดไว้เพียง 110,000 บาทตามคำวินิจฉัยของหน่วยงานทางปกครอง เมื่อโจทก์ได้ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปจริงเป็นเงิน 474,219 บาท ซึ่งสูงกว่าวงเงินสูงสุดที่กฎกระทรวงกำหนด ศาลจึงวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะมีค่าใช้จ่ายจริงมากกว่านั้น แต่สิทธิที่กฎหมายรับรองให้ได้รับคืนย่อมจำกัดอยู่ที่วงเงินไม่เกิน 300,000 บาท ตามที่กฎกระทรวงบัญญัติไว้ จึงสมควรแก้ไขคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจากเดิมที่ให้คืนเพียง 200,000 บาท เป็นให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาทแก่โจทก์ ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ได้รับคืนในกรณีดังกล่าว การวินิจฉัยเกี่ยวกับดอกเบี้ยกรณีผิดนัดชำระหนี้ นอกจากประเด็นเรื่องวงเงินค่ารักษาพยาบาลแล้ว ศาลฎีกายังวินิจฉัยถึงสิทธิในการได้รับดอกเบี้ยจากเงินที่นายจ้างได้ทดรองจ่ายไปก่อน โดยพิจารณาว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้ชำระค่ารักษาพยาบาลแทนจำเลยแล้ว จำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องชำระเงินคืนแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์ได้จ่ายเงินดังกล่าว การชำระหนี้จึงเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยผลของกฎหมายทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีการทวงถามอีก เพราะหน้าที่ในการชำระหนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการที่โจทก์ได้ชำระเงินแทนแล้ว หลักกฎหมายดังกล่าวทำให้จำเลยต้องรับผิดในดอกเบี้ยตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวกับการผิดนัดของลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิจารณาต่อไปว่า แม้ตามหลักกฎหมายโจทก์อาจมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ได้ชำระเงินแทนจำเลย แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลโดยขอให้คิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยมีหนังสือแจ้งปฏิเสธการจ่ายเงินคืน ศาลจึงกำหนดดอกเบี้ยให้ตามที่โจทก์ร้องขอ เนื่องจากศาลไม่อาจพิพากษาเกินกว่าที่คู่ความร้องขอได้ ผลคือจำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินจำนวน 300,000 บาท นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งเป็นการปรับแก้คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายและคำขอในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ หลักกฎหมายที่คดีนี้วางไว้ คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญหลายประการ ได้แก่ ประการแรก การวินิจฉัยของคณะกรรมการการแพทย์และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมิใช่ที่สุดในประเด็นสิทธิ หากข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของศาล ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบว่าการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ประการที่สอง การพิจารณาว่าลูกจ้างได้รับบาดเจ็บรุนแรงตามกฎกระทรวง ต้องพิจารณาจากลักษณะการรักษาทั้งหมดที่มีความต่อเนื่องจากอุบัติเหตุ มิใช่แยกพิจารณาเฉพาะการรักษาในแต่ละช่วงเวลา และประการสุดท้าย เมื่อนายจ้างเป็นผู้ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนลูกจ้างแล้ว ย่อมมีสิทธิเรียกคืนตามวงเงินที่กฎหมายรับรอง พร้อมทั้งมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเมื่อหน่วยงานผู้มีหน้าที่ชำระคืนผิดนัดตามหลักกฎหมายแพ่ง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการคุ้มครองสิทธิของนายจ้างผู้ปฏิบัติตามหน้าที่และการตีความกฎหมายให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของระบบเงินทดแทนในการเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ลูกจ้างได้รับบาดเจ็บจากการประสบอันตรายในการทำงานในลักษณะบาดเจ็บอย่างรุนแรงของระบบสมอง และการผ่าตัดใส่กะโหลกศีรษะเทียมในภายหลังยังเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาจากการประสบอันตรายครั้งเดียวกัน จึงเพิกถอนคำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน พร้อมพิพากษาให้จำเลยจ่ายคืนเงินค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ทดรองจ่ายเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนคำขออื่นให้ยก 2. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าลูกจ้างเข้าเกณฑ์การได้รับค่ารักษาพยาบาลตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2551 ข้อ 4 (3) และข้อ 5 แม้สำนักงานประกันสังคมและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจะอนุมัติให้เพียงไม่เกิน 110,000 บาท แต่ศาลมีอำนาจตรวจสอบและวินิจฉัยสิทธิของผู้มีสิทธิตามกฎหมายได้ เมื่อโจทก์ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลจริงเป็นเงิน 474,219 บาท จึงมีสิทธิได้รับเงินคืนตามวงเงินสูงสุดที่กฎหมายกำหนด คือ 300,000 บาท นอกจากนี้ เมื่อจำเลยไม่ชำระเงินคืนหลังปฏิเสธคำขอ จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยศาลกำหนดให้นับตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ตามที่โจทก์อุทธรณ์ขอ พิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า สิทธิในการได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลตามกฎหมายเงินทดแทนต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะและความรุนแรงของการประสบอันตรายเป็นสำคัญ มิใช่ยึดถือเพียงวงเงินที่หน่วยงานทางปกครองอนุมัติไว้ หากข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้างเข้าองค์ประกอบตามกฎกระทรวง ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำวินิจฉัยและกำหนดสิทธิให้เป็นไปตามที่กฎหมายรับรอง การรักษาที่มีความต่อเนื่องจากอุบัติเหตุครั้งเดียวกัน แม้จะมีการผ่าตัดหรือรักษาเพิ่มเติมภายหลังหลายเดือน ก็ยังถือเป็นกระบวนการรักษาเดียวกัน หากมีความจำเป็นทางการแพทย์โดยตรงจากการบาดเจ็บเดิม นอกจากนี้ เมื่อนายจ้างได้ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนลูกจ้างแล้ว สิทธิเรียกคืนย่อมเกิดขึ้นทันทีตามกฎหมาย และหากผู้มีหน้าที่ไม่ชำระคืนภายในกำหนด ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่จำต้องมีการทวงถาม พร้อมต้องรับผิดในดอกเบี้ยตามกฎหมายแพ่ง หลักวินิจฉัยดังกล่าวจึงยืนยันทั้งหลักการคุ้มครองลูกจ้าง หลักความเป็นธรรมต่อนายจ้างผู้ปฏิบัติตามหน้าที่ และหลักการควบคุมการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานของรัฐให้อยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาล เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเงินทดแทนเป็นไปตามเจตนารมณ์ในการเยียวยาความเสียหายจากการประสบอันตรายอันเนื่องมาจากการทำงานอย่างแท้จริง อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 มาตรา 204 วางหลักเกี่ยวกับการผิดนัดของลูกหนี้ในกรณีที่หนี้มีกำหนดเวลาชำระแน่นอน หากถึงกำหนดชำระแล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยผลของกฎหมายทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีการทวงถามจากเจ้าหนี้ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแน่นอนในการบังคับชำระหนี้และคุ้มครองเจ้าหนี้มิให้ต้องเสียเวลาในการติดตามทวงถามหนี้ที่ถึงกำหนดแล้ว ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ได้ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนจำเลยแล้ว จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระเงินคืนตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินไป หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวหรือทวงถามเพิ่มเติม หลักการตามมาตรานี้จึงเป็นฐานสำคัญในการกำหนดความรับผิดของจำเลยในส่วนของดอกเบี้ยอันเกิดจากการผิดนัดชำระหนี้ 2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 มาตรา 224 กำหนดผลของการผิดนัดชำระหนี้ โดยเมื่อลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว ย่อมมีหน้าที่ชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดนับแต่วันที่ผิดนัดจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชดเชยความเสียหายจากการที่เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้ตรงตามกำหนด ในคดีนี้ศาลฎีกานำบทบัญญัติดังกล่าวมาประกอบกับมาตรา 204 เพื่อวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดในดอกเบี้ยของเงินค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ทดรองจ่ายไป แม้ว่าตามหลักกฎหมายดอกเบี้ยอาจเริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินแทน แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้คิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินคืน ศาลจึงกำหนดให้ดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันดังกล่าวตามคำขอของโจทก์ อันเป็นไปตามหลักที่ศาลไม่อาจพิพากษาเกินคำขอของคู่ความได้ 3. พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 40 มาตรา 40 กำหนดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการแพทย์ในการให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นด้านการแพทย์แก่คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างที่ประสบอันตรายจากการทำงาน ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่สำนักงานประกันสังคมออกคำสั่งจำกัดวงเงินค่ารักษาพยาบาลเป็นผลจากการพิจารณาของคณะกรรมการการแพทย์และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนแล้ว แต่เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำวินิจฉัยดังกล่าว ศาลยังคงมีอำนาจตรวจสอบว่าการใช้ดุลพินิจนั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายหรือไม่ และสามารถวินิจฉัยสิทธิของผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามข้อเท็จจริงและบทบัญญัติของกฎหมายได้ 4. พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 มาตรา 53 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการได้รับเงินทดแทนและกระบวนการใช้สิทธิภายใต้ระบบกองทุนเงินทดแทน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกจ้างหรือผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างครบถ้วนเมื่อเกิดการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้การพิจารณาของหน่วยงานผู้รับผิดชอบจะมีความสำคัญในกระบวนการบริหารกองทุน แต่เมื่อมีข้อพิพาทเข้าสู่ศาล การวินิจฉัยขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับสิทธิของคู่ความยังคงเป็นอำนาจของศาล ซึ่งจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้และหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เพื่อให้การจ่ายเงินทดแทนเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติเงินทดแทนในการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการประสบอันตรายในการทำงาน 5. กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2551 ข้อ 5 ข้อ 5 ของกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์พิเศษสำหรับกรณีที่ค่ารักษาพยาบาลตามวงเงินปกติไม่เพียงพอ โดยเปิดโอกาสให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น แต่รวมแล้วไม่เกิน 300,000 บาท ทั้งนี้ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการการแพทย์และได้รับความเห็นชอบตามที่กฎหมายกำหนด คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการตีความบทบัญญัติดังกล่าว โดยศาลฎีกาเห็นว่าการรักษาของลูกจ้างเป็นการรักษาต่อเนื่องจากการบาดเจ็บรุนแรงของระบบสมอง จึงเข้าเงื่อนไขของกฎกระทรวง แม้หน่วยงานของรัฐจะอนุมัติค่ารักษาพยาบาลเพียงไม่เกิน 110,000 บาท แต่เมื่อข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลในวงเงินสูงสุดตามกฎหมาย ศาลจึงพิพากษาให้โจทก์ได้รับเงินคืนจำนวน 300,000 บาท อันเป็นการยืนยันว่าการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานของรัฐต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและเจตนารมณ์ของกฎหมายในการคุ้มครองผู้ประสบอันตรายจากการทำงาน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม นายจ้างที่ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ลูกจ้างซึ่งประสบอันตรายจากการทำงาน สามารถขอรับเงินคืนจากกองทุนเงินทดแทนได้เต็มจำนวนที่จ่ายจริงหรือไม่ คำตอบ การที่นายจ้างทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่ลูกจ้างก่อน มิได้หมายความว่าจะได้รับเงินคืนเต็มจำนวนที่จ่ายจริงในทุกกรณี แต่สิทธิในการได้รับเงินคืนต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวงเงินที่กฎหมายกำหนด หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าลูกจ้างมีลักษณะการบาดเจ็บเข้าเงื่อนไขตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2551 นายจ้างย่อมมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น แต่ไม่เกินวงเงินสูงสุดที่กฎหมายกำหนด แม้ว่าจะได้จ่ายเงินจริงมากกว่านั้นก็ตาม คดีนี้แสดงให้เห็นว่าแม้นายจ้างจะทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 474,219 บาท แต่เมื่อกฎกระทรวงกำหนดวงเงินสูงสุดไว้ไม่เกิน 300,000 บาท ศาลจึงพิพากษาให้ได้รับเงินคืนเพียง 300,000 บาท โดยพิจารณาจากเงื่อนไขของกฎหมาย มิใช่พิจารณาจากจำนวนเงินที่จ่ายจริงเพียงอย่างเดียว จึงเป็นหลักสำคัญว่าการได้รับเงินคืนต้องอาศัยทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบาดเจ็บและข้อจำกัดของกฎหมายประกอบกัน 2. คำถาม หากสำนักงานประกันสังคมหรือคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยกำหนดวงเงินค่ารักษาพยาบาลไว้แล้ว ศาลยังมีอำนาจตรวจสอบและแก้ไขคำวินิจฉัยดังกล่าวได้หรือไม่ คำตอบ ศาลยังคงมีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ เพราะแม้ว่าการพิจารณาของสำนักงานประกันสังคมและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจะเป็นขั้นตอนสำคัญตามกฎหมาย แต่เมื่อมีข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ศาลมีหน้าที่ตรวจสอบว่าการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานดังกล่าวเป็นไปตามข้อเท็จจริงและบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าผู้มีสิทธิเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย แต่ได้รับสิทธิน้อยกว่าที่ควรได้รับ ศาลสามารถเพิกถอนคำวินิจฉัยของหน่วยงานและกำหนดสิทธิใหม่ให้เป็นไปตามกฎหมายได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลมิได้ยึดถือคำวินิจฉัยของฝ่ายปกครองเป็นที่สุด แต่ใช้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรักษาและหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวงเป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยสิทธิของนายจ้าง จนมีคำพิพากษาให้ได้รับค่ารักษาพยาบาลในวงเงินที่สูงกว่าที่สำนักงานประกันสังคมและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเคยอนุมัติไว้ 3. คำถาม การรักษาที่เกิดขึ้นภายหลังอุบัติเหตุหลายเดือน เช่น การผ่าตัดเพิ่มเติมหรือการใส่กะโหลกศีรษะเทียม ยังถือเป็นการรักษาจากการประสบอันตรายครั้งเดิมหรือไม่ คำตอบ การพิจารณาว่าการรักษาภายหลังยังเป็นผลสืบเนื่องจากการประสบอันตรายครั้งเดิมหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงทางการแพทย์และความต่อเนื่องของการรักษาเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเฉพาะช่วงเวลาที่เว้นห่างระหว่างการรักษาแต่ละครั้ง หากการผ่าตัดหรือการรักษาเพิ่มเติมยังมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุเดิม ย่อมถือเป็นกระบวนการรักษาต่อเนื่องจากการประสบอันตรายครั้งเดียวกัน คดีนี้ศาลรับฟังว่า การผ่าตัดใส่กะโหลกศีรษะเทียมที่เกิดขึ้นภายหลังจากการผ่าตัดครั้งแรกหลายเดือน ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาอาการบาดเจ็บของระบบสมองอันเกิดจากอุบัติเหตุครั้งเดิม จึงทำให้ลูกจ้างเข้าเงื่อนไขของกฎกระทรวงเกี่ยวกับการบาดเจ็บรุนแรงและมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลตามวงเงินที่กฎหมายกำหนด หลักการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของการรักษามากกว่าระยะเวลาที่ผ่านไปหลังเกิดอุบัติเหตุ 4. คำถาม เมื่อนายจ้างชำระค่ารักษาพยาบาลแทนลูกจ้างแล้ว หากหน่วยงานที่มีหน้าที่จ่ายเงินคืนไม่ชำระตามกำหนด นายจ้างมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่เมื่อใด คำตอบ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายจ้างได้ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนลูกจ้างไปก่อน หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบย่อมมีหน้าที่ชำระเงินคืนแก่นายจ้างตั้งแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดตามกฎหมาย หากไม่ชำระภายในกำหนด ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่จำเป็นต้องมีการทวงถาม ทั้งนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายว่าด้วยการผิดนัดชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม แม้ตามหลักกฎหมายดอกเบี้ยอาจเริ่มนับได้ตั้งแต่วันที่นายจ้างได้ชำระเงินแทน แต่ในการดำเนินคดี ศาลยังต้องคำนึงถึงคำขอของคู่ความประกอบด้วย หากผู้ฟ้องคดีขอให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่หน่วยงานมีหนังสือปฏิเสธการจ่ายเงิน ศาลย่อมกำหนดดอกเบี้ยให้ตามขอบเขตที่คู่ความร้องขอ เพราะศาลไม่อาจพิพากษาเกินกว่าคำขอได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า แม้หลักกฎหมายจะรองรับสิทธิของเจ้าหนี้ในช่วงเวลาที่กว้างกว่า แต่ผลแห่งคำพิพากษาย่อมผูกพันอยู่กับขอบเขตแห่งคำขอในกระบวนพิจารณา ส่งผลให้ศาลกำหนดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยมีหนังสือปฏิเสธการจ่ายเงินคืนแก่โจทก์ตามที่โจทก์อุทธรณ์ไว้ อันเป็นการใช้หลักกฎหมายแพ่งควบคู่กับหลักกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแรงงานอย่างสอดคล้องกัน 5. คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่คดีนี้วางไว้เกี่ยวกับสิทธิของนายจ้างและการคุ้มครองลูกจ้างจากกองทุนเงินทดแทนคืออะไร คำตอบ สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การยืนยันว่า ระบบเงินทดแทนมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่ประสบอันตรายจากการทำงาน ขณะเดียวกันก็ให้ความคุ้มครองแก่นายจ้างซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ลูกจ้างก่อนตามความจำเป็น ศาลวินิจฉัยว่าการใช้ดุลพินิจของสำนักงานประกันสังคมและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและสามารถถูกตรวจสอบโดยศาลได้ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าลูกจ้างเข้าเงื่อนไขตามกฎกระทรวง ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดสิทธิให้เป็นไปตามวงเงินที่กฎหมายรับรอง แม้หน่วยงานของรัฐจะเคยกำหนดวงเงินต่ำกว่าไว้ก่อนก็ตาม นอกจากนี้ ศาลยังยืนยันหลักสำคัญว่าการรักษาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากอุบัติเหตุครั้งเดียวกัน แม้จะมีการผ่าตัดหรือรักษาเพิ่มเติมภายหลัง ก็ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาเดิม หากมีความจำเป็นทางการแพทย์จากการบาดเจ็บครั้งแรก หลักวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นแนวทางสำคัญในการตีความกฎหมายเงินทดแทน ทั้งในด้านการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้าง การรับรองสิทธิของนายจ้างผู้ทดรองจ่าย และการควบคุมการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริง บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักกฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับการจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามระบบกองทุนเงินทดแทน โดยยืนยันว่าการพิจารณาสิทธิของลูกจ้างและนายจ้างต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงแห่งคดีและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด มิใช่ยึดถือเพียงวงเงินที่หน่วยงานทางปกครองกำหนดไว้ หากปรากฏว่าลูกจ้างได้รับบาดเจ็บรุนแรงและมีความจำเป็นต้องรักษาต่อเนื่องจนเข้าเงื่อนไขของกฎกระทรวง ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้ได้รับค่ารักษาพยาบาลตามวงเงินสูงสุดที่กฎหมายรับรอง แม้ว่าสำนักงานประกันสังคมหรือคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจะเคยมีคำวินิจฉัยให้ได้รับสิทธิน้อยกว่านั้นก็ตาม นอกจากนี้ ศาลยังอธิบายหลักการสำคัญเกี่ยวกับการรักษาที่เกิดขึ้นภายหลังอุบัติเหตุว่า หากการรักษาดังกล่าวยังเป็นผลสืบเนื่องจากการบาดเจ็บครั้งเดิมและมีความจำเป็นทางการแพทย์ ย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาจากการประสบอันตรายครั้งเดียวกัน ไม่อาจแยกออกจากกันเพียงเพราะมีระยะเวลาห่างระหว่างการรักษา หลักการดังกล่าวทำให้การพิจารณาสิทธิของผู้ประสบอันตรายเป็นไปตามสภาพความเป็นจริงของการรักษา และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้ได้รับอันตรายจากการทำงานอย่างแท้จริง ในส่วนของสิทธิของนายจ้าง คำพิพากษานี้ยืนยันว่า เมื่อนายจ้างได้ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนลูกจ้างแล้ว สิทธิในการเรียกเงินคืนย่อมเกิดขึ้นตามกฎหมาย และเมื่อผู้มีหน้าที่ไม่ชำระเงินคืนภายในกำหนด ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่จำเป็นต้องมีการทวงถาม พร้อมต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามกฎหมายแพ่ง ทั้งนี้ การกำหนดระยะเวลาเริ่มคิดดอกเบี้ยยังต้องเป็นไปตามขอบเขตแห่งคำขอของคู่ความ ซึ่งสะท้อนหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาที่ศาลจะพิพากษาได้เพียงเท่าที่มีการร้องขอไว้เท่านั้น โดยสรุป คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับการตีความกฎหมายเงินทดแทน โดยแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ความต่อเนื่องของการรักษา หลักการคุ้มครองลูกจ้าง และความเป็นธรรมต่อนายจ้างผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายควบคู่กัน อีกทั้งยังยืนยันบทบาทของศาลในการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8107/2559 กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 กำหนดในข้อ 5 ว่าในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามข้อ 4 สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่รวมทั้งสิ้นต้องไม่เกินสามแสนบาท โดยให้คณะกรรมการการแพทย์พิจารณาและคณะกรรมการให้ความเห็นชอบ เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยขอให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์เป็นเงิน 474,219 บาท และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 มีคำสั่งจ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์เกินกว่า 45,000 บาท แต่ไม่เกิน 110,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ซึ่งต่อมามีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยมีคำสั่งให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ ไม่เกิน 110,000 บาท จึงถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยโดยคณะกรรมการการแพทย์และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนพิจารณาและไม่ให้ความเห็นชอบในการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 4 (3) และข้อ 5 แล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 4 (3) และข้อ 5 หรือไม่ เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การประสบอันตรายของ ฉ. ลูกจ้างเป็นการประสบอันตรายตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 4 (3) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาล 300,000 บาท ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 5 เมื่อโจทก์ชำระเงินค่ารักษาพยาบาล ฉ. แทนจำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินไป จึงเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่จำต้องทวงถาม จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 อันเป็นวันที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินแก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงกำหนดให้ตามขอ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 มติพิจารณาค่ารักษาพยาบาลของคณะอนุกรรมการการแพทย์หน่วยที่ 3 (สำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี) ครั้งที่ 1/2553 ลงวันที่ 12 มกราคม 2553 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 240/2554 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2554 กับบังคับให้จำเลยชำระเงิน 559,968.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 474,219 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยตามหนังสือสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 ที่ รง 0619/7857 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งวินิจฉัยตามมติพิจารณาค่ารักษาพยาบาลของคณะอนุกรรมการการแพทย์หน่วยที่ 3 ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2553 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 240/2554 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2554 กับให้จำเลยจ่ายคืนเงินทดแทนที่โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนายจ้างผู้มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบให้แก่กองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 นายเฉลิมชัย เคยเป็นลูกจ้างโจทก์ทำหน้าที่ช่างซ่อมบำรุงอาคารสำนักงานของโจทก์ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2552 นายเฉลิมชัยขึ้นไปตรวจดูรางน้ำที่มีน้ำขังอยู่บนหลังคาอาคารโรงซ่อมของโจทก์ แล้วประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากหลังคากระแทกพื้น นายเฉลิมชัยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลพระรามเก้าซึ่งเป็นโรงพยาบาลใกล้ที่สุด แพทย์พบว่ากะโหลกศีรษะแตกยุบ เลือดออกในโพรงกะโหลกศีรษะ เยื่อหุ้มสมองและเนื้อสมองฉีกขาดและเส้นประสาทหูข้างขวาชอกช้ำรุนแรงรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะเพื่อระบายเลือดออก ภายหลังมีเส้นเลือดในสมองแตกซ้ำทำให้ต้องผ่าตัดอีกครั้งในวันที่ 28 สิงหาคม 2552 ซึ่งจำเป็นต้องเอาชิ้นกะโหลกศีรษะที่มีการติดเชื้อที่บาดแผลออก ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2552 นายเฉลิมชัยออกจากโรงพยาบาลพระรามเก้าโดยแพทย์สั่งจ่ายยาแก้ปวดและวิตามิน หลังจากนั้นนายเฉลิมชัยสมัครเข้าศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานของจำเลยและได้รับการผ่าตัดใส่กะโหลกศีรษะเทียมที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในวันที่ 27 สิงหาคม 2553 ปัจจุบันนายเฉลิมชัยสูญเสียการได้ยินของหูข้างขวาโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนนายเฉลิมชัยไปก่อน คำนวณถึงวันที่ 11 กันยายน 2552 เป็นเงิน 474,219 บาท โจทก์ขอเบิกเงินดังกล่าวจากจำเลย เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 หารืออนุกรรมการการแพทย์หน่วยที่ 3 แล้วมีมติพิจารณาค่ารักษาพยาบาลครั้งที่ 1/2553 วันที่ 12 มกราคม 2553 ว่าสมควรจ่ายค่ารักษาพยาบาลของนายเฉลิมชัยได้เกินกว่า 45,000 บาท แต่ไม่เกิน 110,000 บาท ต่อมาวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน วันที่ 26 ตุลาคม 2554 คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยที่ 240/2554 ว่าการประสบอันตรายของนายเฉลิมชัยมีสิทธิได้ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นไม่เกิน 110,000 บาท ให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ทราบคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2555 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่มีการผ่าตัดนายเฉลิมชัย แล้วต่อมามีการผ่าตัดใส่กะโหลกศีรษะเทียมในภายหลังจากการผ่าตัดครั้งแรกเป็นเวลา 6 เดือน นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา จึงเป็นการประสบอันตรายในลักษณะบาดเจ็บอย่างรุนแรงของระบบสมองที่จำเป็นต้องรักษาตั้งแต่ 30 วันติดต่อกัน ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 4 (3) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอรับเงินค่ารักษาพยาบาลเกินกว่า 200,000 บาท ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 5 ได้หรือไม่ เห็นว่า กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 กำหนดในข้อ 5 ว่าในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามข้อ 4 สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่รวมทั้งสิ้นต้องไม่เกินสามแสน โดยให้คณะกรรมการการแพทย์พิจารณาและคณะกรรมการให้ความเห็นชอบ เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยขอให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์เป็นเงิน 474,219 บาท และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 มีคำสั่งจ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์เกินกว่า 45,000 บาท แต่ไม่เกิน 110,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ซึ่งต่อมามีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ เมื่อการพิจารณาออกคำสั่งของจำเลยต้องผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการการแพทย์และตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 40 (2) กำหนดให้คณะกรรมการการแพทย์มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำในทางการแพทย์แก่คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนและจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยมีคำสั่งให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ ไม่เกิน 110,000 บาท จึงถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยโดยคณะกรรมการการแพทย์และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนพิจารณาและไม่ให้ความเห็นชอบในการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 4 (3) และข้อ 5 แล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 4 (3) และข้อ 5 หรือไม่ เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การประสบอันตรายของนายเฉลิมชัยลูกจ้างเป็นการประสบอันตรายตามกฎกระทรวงดังกล่าวข้อ 4 (3) แล้ว เมื่อโจทก์จ่ายค่ารักษาพยาบาลไปเป็นเงิน 474,219 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาล 300,000 บาท ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 5 อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอคิดดอกเบี้ยนับจากวันที่จำเลยมีหนังสือแจ้งปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ชำระเงินค่ารักษาพยาบาลนายเฉลิมชัยแทนจำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินไป จึงเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่จำต้องทวงถาม จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 อันเป็นวันที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินแก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงกำหนดให้ตามขอ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินทดแทนแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง กองทุนเงินทดแทนคืออะไร กองทุนเงินทดแทน คือ กองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย สูญหาย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการทำงานให้นายจ้าง ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นภายในสถานประกอบการหรือระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของนายจ้างก็ตาม กองทุนดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารของสำนักงานประกันสังคม และมีแหล่งเงินมาจากเงินสมทบที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ลูกจ้างไม่ต้องร่วมจ่ายเงินสมทบแต่อย่างใด หลักการสำคัญของกองทุนเงินทดแทน คือ การสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้างที่ได้รับอันตรายจากการทำงาน เพื่อให้สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลและได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอผลการพิสูจน์ว่าฝ่ายใดเป็นผู้กระทำผิดหรือมีความประมาทหรือไม่ เพียงพิสูจน์ได้ว่าการประสบอันตรายนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานหรือเกี่ยวเนื่องกับการทำงาน ลูกจ้างก็มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย สิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างสามารถได้รับจากกองทุนเงินทดแทนมีหลายประเภท ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน ค่าทดแทนการขาดรายได้ระหว่างหยุดงาน ค่าทดแทนกรณีทุพพลภาพ ค่าทดแทนกรณีสูญหาย และค่าทดแทนพร้อมค่าทำศพในกรณีลูกจ้างเสียชีวิต ทั้งนี้ การจ่ายเงินแต่ละประเภทจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ อัตรา และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเงินทดแทนและกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ในทางปฏิบัติ เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายจากการทำงาน นายจ้างมีหน้าที่จัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็ว หากนายจ้างเป็นผู้ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน ก็สามารถยื่นคำขอรับเงินคืนจากกองทุนเงินทดแทนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ส่วนในกรณีที่สำนักงานประกันสังคมมีคำวินิจฉัยไม่เป็นไปตามที่ผู้มีสิทธิเห็นสมควร กฎหมายยังเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน และหากยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของศาลแรงงานได้ กองทุนเงินทดแทนมีความแตกต่างจากกองทุนประกันสังคม แม้ว่าทั้งสองกองทุนจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานประกันสังคมเช่นเดียวกัน แต่กองทุนเงินทดแทนคุ้มครองเฉพาะความเสียหายที่เกิดจากการทำงาน ขณะที่กองทุนประกันสังคมให้ความคุ้มครองในกรณีทั่วไป เช่น การเจ็บป่วยที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน การคลอดบุตร การว่างงาน การชราภาพ และสิทธิประโยชน์อื่นตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น หากลูกจ้างได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน สิทธิในการรักษาพยาบาลและการได้รับค่าทดแทนจะอยู่ภายใต้ระบบกองทุนเงินทดแทนเป็นหลัก กฎหมายเงินทดแทนยังมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองลูกจ้างและการกำหนดภาระหน้าที่ของนายจ้าง กล่าวคือ ลูกจ้างได้รับหลักประกันในการเยียวยาความเสียหายอย่างเหมาะสม ขณะที่นายจ้างสามารถปฏิบัติตามกฎหมายผ่านระบบกองทุนโดยไม่ต้องรับภาระชดใช้ค่าเสียหายเป็นรายกรณีทั้งหมดด้วยตนเอง เว้นแต่จะมีเหตุแห่งความรับผิดตามกฎหมายอื่นเพิ่มเติม กล่าวโดยสรุป กองทุนเงินทดแทนเป็นกลไกสำคัญของกฎหมายแรงงานไทยที่มีบทบาทในการคุ้มครองลูกจ้างเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน ช่วยให้ผู้ประสบอันตรายได้รับการรักษาและการเยียวยาอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันยังสร้างหลักประกันทางกฎหมายให้แก่นายจ้างผ่านระบบกองทุนที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดความมั่นคงด้านสวัสดิการแรงงานและเสริมสร้างความเป็นธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างอย่างยั่งยืน |



