
| หนังสือเลิกจ้างที่ลูกจ้างลงนามไม่ติดใจเรียกร้องยังฟ้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้หรือไม่ หลักการประนีประนอมยอมความกับการคุ้มครองสิทธิลูกจ้าง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของข้อตกลงที่ลูกจ้างลงนามภายหลังการเลิกจ้าง โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า แม้กฎหมายแรงงานจะมีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกจ้างจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และบัญญัติให้อำนาจศาลแรงงานสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือกำหนดค่าเสียหายได้ แต่เมื่อการเลิกจ้างเกิดขึ้นแล้ว นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้สิ้นสุดลง และทั้งสองฝ่ายได้ตกลงระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องจากการเลิกจ้างด้วยการตกลงรับชำระเงิน พร้อมทั้งลูกจ้างแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องนายจ้างอีก ข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยที่อธิบายความแตกต่างระหว่างข้อตกลงที่ทำขึ้นล่วงหน้าเพื่อยกเว้นความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งกฎหมายห้ามไว้ กับข้อตกลงที่เกิดขึ้นภายหลังการเลิกจ้างเพื่อระงับข้อพิพาทที่มีอยู่แล้ว โดยศาลวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า หากเป็นการตกลงภายหลังสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นแล้ว มีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความ ต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน และลูกจ้างมีอิสระในการตัดสินใจโดยมิได้อยู่ภายใต้การบังคับหรือความเกรงกลัวนายจ้างอีกต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ส่งผลให้ลูกจ้างไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเพิ่มเติมอีก ทั้งยังสะท้อนหลักสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายแพ่งว่าด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และหลักการประนีประนอมยอมความในการระงับข้อพิพาทภายหลังการสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงาน ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลย โดยเริ่มทำงานเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2554 และวันที่ 20 กันยายน 2555 ตามลำดับ ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนและดำรงตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการเขต ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ต่อมาจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2563 ภายหลังการเลิกจ้าง จำเลยได้จ่ายเงินตามสิทธิที่เกิดจากสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ได้แก่ ค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ เป็นเงินจำนวน 1,855,741.67 บาท สำหรับโจทก์ที่ 1 และ 1,805,985.34 บาท สำหรับโจทก์ที่ 2 พร้อมกันนั้นโจทก์ทั้งสองได้ลงลายมือชื่อในหนังสือเลิกจ้าง โดยรับทราบข้อความที่ระบุว่า เงินดังกล่าวครอบคลุมค่าตอบแทนทุกประเภทที่มีสิทธิได้รับหรืออาจมีสิทธิได้รับจากการเลิกจ้างและการจ้างงานตามกฎหมาย และยืนยันว่าจะไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องบริษัทอีกในภายหลัง แม้ต่อมาโจทก์ทั้งสองจะยื่นฟ้องเรียกโบนัส ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่ระหว่างพิจารณาได้สละประเด็นเกี่ยวกับโบนัสและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า คงเหลือข้อพิพาทสำคัญเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลฎีกานำมาวินิจฉัยโดยละเอียด ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่ที่การมีสิทธิได้รับค่าจ้างหรือค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เนื่องจากจำเลยได้ชำระเงินในส่วนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว หากแต่อยู่ที่ว่า หลังจากนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างสิ้นสุดลงและลูกจ้างลงลายมือชื่อรับเงินพร้อมแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องนายจ้างอีกแล้ว ลูกจ้างยังคงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามกฎหมายแรงงานได้หรือไม่ อีกทั้งต้องพิจารณาว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการสละสิทธิที่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ชอบด้วยกฎหมายและมีผลผูกพันคู่สัญญา ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างหลักการคุ้มครองลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานกับหลักเสรีภาพในการระงับข้อพิพาทภายหลังสิทธิเรียกร้องได้เกิดขึ้นแล้ว หลักกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองลูกจ้างจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลฎีกาอธิบายว่า บทบัญญัติว่าด้วยการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในการทำงานของลูกจ้าง และป้องกันมิให้นายจ้างใช้อำนาจเลิกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือหากเห็นว่าทั้งสองฝ่ายไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ก็อาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างแทนการกลับเข้าทำงาน โดยการกำหนดค่าเสียหายต้องพิจารณาจากอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนจากการถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับประกอบกัน บทบัญญัตินี้จึงมีลักษณะเป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองลูกจ้างในฐานะคู่สัญญาที่อ่อนกว่า และเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างไม่อาจตกลงกันล่วงหน้าเพื่อยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวได้ เพราะหากเปิดโอกาสให้มีการสละสิทธิล่วงหน้า ย่อมทำให้วัตถุประสงค์ของกฎหมายในการคุ้มครองลูกจ้างเสื่อมเสียไป การแยกความแตกต่างระหว่างการสละสิทธิล่วงหน้ากับการประนีประนอมยอมความภายหลังการเลิกจ้าง ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า แม้กฎหมายจะห้ามการตกลงล่วงหน้าเพื่อยกเว้นสิทธิที่ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน แต่ข้อเท็จจริงของคดีนี้แตกต่างออกไป เนื่องจากการตกลงระหว่างคู่ความเกิดขึ้นภายหลังจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองแล้ว นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้ว และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว การที่จำเลยเสนอจ่ายเงินตามสิทธิที่เกิดจากการเลิกจ้าง และโจทก์ทั้งสองยอมรับเงินพร้อมลงลายมือชื่อยืนยันว่าจะไม่เรียกร้องหรือฟ้องร้องเพิ่มเติม จึงมิใช่การสละสิทธิล่วงหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย หากแต่เป็นการตกลงระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับหนี้ที่มีอยู่แล้ว โดยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน อันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามกฎหมายแพ่ง ซึ่งย่อมมีผลผูกพันคู่สัญญาเมื่อได้แสดงเจตนาโดยชอบและไม่มีเหตุให้สัญญาเป็นโมฆะหรือโมฆียะ ศาลจึงแยกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานมิได้ตัดสิทธิของคู่กรณีในการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นแล้วภายหลังการเลิกจ้าง หากการตกลงนั้นเกิดขึ้นโดยสมัครใจและอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายแพ่ง การวิเคราะห์เหตุผลที่ศาลเห็นว่าข้อตกลงมีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงหลายประการประกอบกัน มิใช่พิจารณาเฉพาะข้อความในหนังสือเลิกจ้างเพียงอย่างเดียว กล่าวคือ ในวันที่โจทก์ทั้งสองลงลายมือชื่อรับเงินนั้น การเลิกจ้างได้มีผลสมบูรณ์แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ทั้งสองทราบแน่นอนว่าตนมิได้อยู่ในฐานะลูกจ้างของจำเลยอีกต่อไป อีกทั้งโจทก์ทั้งสองดำรงตำแหน่งผู้จัดการเขต เป็นผู้บริหารระดับสูง ได้รับค่าจ้างในอัตราสูง และมีประสบการณ์ทำงานเป็นเวลาหลายปี จึงเป็นบุคคลที่มีวุฒิภาวะและความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง ศาลเห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ทั้งสองไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวอำนาจบังคับบัญชาของนายจ้างอีกต่อไป เมื่อได้รับทราบจำนวนเงินที่จำเลยเสนอจ่าย และตกลงรับเงินดังกล่าวพร้อมแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องเพิ่มเติม จึงถือว่าเป็นการแสดงเจตนาโดยสมัครใจและมีผลผูกพันตามกฎหมาย การที่ต่อมาจะกลับมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอีก จึงเป็นการใช้สิทธิที่ขัดต่อข้อตกลงซึ่งได้ทำขึ้นโดยชอบแล้ว ศาลจึงเห็นว่าจำเลยสามารถยกข้อตกลงดังกล่าวขึ้นต่อสู้คดีได้อย่างสมบูรณ์ การตีความความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายแรงงานกับกฎหมายแพ่ง คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแสดงให้เห็นถึงการตีความกฎหมายอย่างเป็นระบบ โดยมิได้พิจารณาเฉพาะกฎหมายแรงงานเพียงฉบับเดียว แต่เชื่อมโยงหลักการของกฎหมายแพ่งเข้ามาประกอบด้วย ศาลยืนยันว่าบทบัญญัติที่คุ้มครองลูกจ้างจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่อาจตกลงยกเว้นไว้ล่วงหน้าได้ เพราะหากยอมให้คู่สัญญาตัดสิทธิของลูกจ้างก่อนที่สิทธิเรียกร้องจะเกิดขึ้น ย่อมทำให้กฎหมายที่มุ่งคุ้มครองลูกจ้างหมดความหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อการเลิกจ้างได้เกิดขึ้นแล้ว สิทธิและหน้าที่ของคู่กรณีได้ก่อเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ และมีข้อพิพาทเกี่ยวกับหนี้ที่ต้องชำระ การที่คู่กรณีตกลงยุติข้อพิพาทดังกล่าวด้วยการยอมผ่อนผันให้แก่กัน ย่อมเป็นหลักการที่กฎหมายแพ่งรับรองไว้ในเรื่องสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายแรงงานเพื่อคุ้มครองลูกจ้างกับการบังคับใช้กฎหมายแพ่งเพื่อรับรองการระงับข้อพิพาท จึงสามารถดำเนินควบคู่กันได้โดยไม่ขัดแย้งกัน หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าการตกลงเกิดขึ้นภายหลังสิทธิเรียกร้องได้เกิดขึ้นแล้ว มิใช่เป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายแรงงานตั้งแต่ต้น หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้จากคดีนี้ สาระสำคัญของคำวินิจฉัยอยู่ที่การแบ่งแยกช่วงเวลาของการตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างอย่างชัดเจน หากเป็นข้อตกลงที่ทำไว้ก่อนเกิดข้อพิพาทหรือก่อนการเลิกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างสละสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน ข้อตกลงดังกล่าวย่อมขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและตกเป็นโมฆะ แต่หากการตกลงเกิดขึ้นภายหลังการเลิกจ้าง เมื่อสิทธิเรียกร้องของลูกจ้างได้เกิดขึ้นแล้ว และทั้งสองฝ่ายต่างยินยอมระงับข้อพิพาทด้วยการยอมผ่อนผันแก่กัน โดยลูกจ้างมีอิสระในการตัดสินใจและมิได้อยู่ภายใต้อำนาจบังคับของนายจ้างอีกต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ส่งผลให้ลูกจ้างต้องผูกพันตามเจตนาที่ตนได้แสดงไว้ และไม่อาจนำข้อพิพาทเดิมมาฟ้องเรียกร้องใหม่ได้ หลักการดังกล่าวเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองลูกจ้างกับหลักความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์และการระงับข้อพิพาทโดยความสมัครใจของคู่กรณี ผลของคำวินิจฉัยต่อสิทธิเรียกร้องของคู่กรณีในคดีนี้ เมื่อศาลฎีการับฟังว่าข้อตกลงระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสองเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ทั้งสองต้องผูกพันตามข้อความที่ได้ลงลายมือชื่อไว้แล้ว สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมย่อมระงับลงตามข้อตกลงดังกล่าว แม้ศาลแรงงานกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะเคยพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง แต่ศาลฎีกาเห็นต่าง โดยวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเพิ่มเติมอีก เนื่องจากสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ถูกระงับไปแล้วด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลล่าง โดยให้จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง อันเป็นผลโดยตรงจากการที่ศาลรับรองผลผูกพันของข้อตกลงภายหลังการเลิกจ้างตามหลักกฎหมายแพ่งและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดี สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางรับฟังว่าโจทก์ทั้งสองเคยเป็นลูกจ้างของจำเลย และถูกเลิกจ้างโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2563 ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองสละประเด็นเกี่ยวกับเงินโบนัสและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า คงเหลือข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลเห็นว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว จึงพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,500,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง โดยโต้แย้งว่าโจทก์ทั้งสองได้ตกลงยุติข้อพิพาทและแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องอีกแล้ว อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานเห็นพ้องกับศาลแรงงานกลาง จึงพิพากษายืน ให้จำเลยยังคงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองตามที่ศาลแรงงานกลางกำหนดไว้ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแตกต่างจากศาลทั้งสองชั้น โดยเห็นว่าแม้บทบัญญัติว่าด้วยการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจะเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และคู่สัญญาจะตกลงยกเว้นสิทธิของลูกจ้างไว้ล่วงหน้าไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริงของคดีนี้เป็นกรณีที่การเลิกจ้างเกิดขึ้นแล้ว นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างสิ้นสุดลงแล้ว และโจทก์ทั้งสองได้รับเงินตามสิทธิจากการเลิกจ้าง พร้อมลงลายมือชื่อยืนยันว่าเงินดังกล่าวครอบคลุมสิทธิเรียกร้องทั้งหมดและจะไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องจำเลยอีก การตกลงดังกล่าวจึงเป็นการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นแล้ว มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีผลใช้บังคับตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองจึงต้องผูกพันตามข้อตกลงและไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอีก ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ให้จำเลยไม่ต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายที่สำคัญว่า การคุ้มครองลูกจ้างจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นมาตรการที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่อาจถูกตัดสิทธิหรือยกเว้นไว้ล่วงหน้าด้วยข้อตกลงของคู่สัญญาได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อการเลิกจ้างเกิดขึ้นแล้ว สิทธิเรียกร้องของคู่กรณีได้ก่อเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ หากทั้งสองฝ่ายตกลงระงับข้อพิพาทด้วยความสมัครใจ ต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน และลูกจ้างมีอิสระในการตัดสินใจโดยไม่อยู่ภายใต้อำนาจบังคับของนายจ้างอีกต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวย่อมเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย หลักกฎหมายที่ศาลวางไว้จึงมิใช่การลดทอนความคุ้มครองของกฎหมายแรงงาน หากแต่เป็นการกำหนดขอบเขตว่าการคุ้มครองดังกล่าวมิได้ตัดสิทธิของคู่กรณีในการระงับข้อพิพาทภายหลังสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นแล้ว อันเป็นการสร้างดุลยภาพระหว่างหลักการคุ้มครองลูกจ้างกับหลักความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์และความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนาตามกฎหมายแพ่ง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ข้อตกลงที่ลูกจ้างลงนามภายหลังการเลิกจ้าง โดยยืนยันว่าได้รับเงินครบถ้วนและจะไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องนายจ้างอีก เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อการเลิกจ้างเกิดขึ้นแล้ว สิทธิเรียกร้องได้เกิดขึ้นแล้ว และลูกจ้างแสดงเจตนาโดยสมัครใจ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพัน ทำให้ลูกจ้างไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอีก สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสรุป ประเด็นที่หนึ่ง การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามกฎหมายแรงงาน กฎหมายคุ้มครองลูกจ้างจากการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร และให้อำนาจศาลแรงงานสั่งรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือกำหนดค่าเสียหายได้ แต่ความคุ้มครองดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการสละสิทธิไว้ล่วงหน้า มิใช่ห้ามคู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทภายหลังสิทธิเรียกร้องได้เกิดขึ้นแล้ว ประเด็นที่สอง สัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังการเลิกจ้าง เมื่อการเลิกจ้างมีผลแล้ว นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างสิ้นสุดลง และคู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องจากการเลิกจ้าง โดยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน พร้อมลูกจ้างแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องเพิ่มเติม ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย และทำให้สิทธิเรียกร้องเดิมระงับลง อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 มาตรานี้กำหนดหลักทั่วไปว่า การกระทำหรือนิติกรรมใดที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้เอกชนใช้อำนาจแห่งเสรีภาพในการทำสัญญาไปทำลายหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติว่าด้วยการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น หากนายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันล่วงหน้าว่าลูกจ้างจะไม่ใช้สิทธิเรียกร้องความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ข้อตกลงเช่นนั้นย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 อย่างไรก็ตาม ศาลได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ข้อเท็จจริงของคดีมิใช่การตกลงยกเว้นสิทธิไว้ก่อนเกิดการเลิกจ้าง แต่เป็นการตกลงภายหลังการเลิกจ้าง เมื่อสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นแล้วและมีข้อพิพาทที่สามารถระงับกันได้ จึงไม่เป็นนิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน การนำมาตรา 150 มาใช้ในคดีนี้จึงเป็นการกำหนดขอบเขตของการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานให้ชัดเจนว่า กฎหมายห้ามเฉพาะการสละสิทธิไว้ล่วงหน้า แต่ไม่ห้ามการระงับข้อพิพาทภายหลังสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นโดยสมัครใจและชอบด้วยกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 มาตรา 850 บัญญัติหลักเกี่ยวกับสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นสัญญาที่คู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทหรือระงับหนี้ที่มีอยู่แล้ว โดยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน สาระสำคัญของสัญญาประเภทนี้มิใช่การยอมรับว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่เป็นการยุติข้อพิพาทเพื่อให้ความสัมพันธ์ทางกฎหมายสิ้นสุดลงอย่างแน่นอน ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่า หลังจากการเลิกจ้างมีผลแล้ว จำเลยได้เสนอจ่ายเงินตามสิทธิที่เกิดจากการเลิกจ้าง และโจทก์ทั้งสองตกลงรับเงินดังกล่าว พร้อมลงลายมือชื่อยืนยันว่าจะไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องจำเลยอีก การกระทำของทั้งสองฝ่ายจึงเป็นการยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้นแล้วและต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันแก่กัน จึงเข้าองค์ประกอบของสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 เมื่อสัญญามีผลใช้บังคับ สิทธิเรียกร้องที่เป็นข้อพิพาทย่อมระงับลง และคู่กรณีต้องผูกพันตามข้อตกลงดังกล่าว ศาลจึงถือว่าสัญญานี้มีผลสมบูรณ์และเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเพิ่มเติมได้อีก พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 มาตรานี้เป็นบทบัญญัติสำคัญที่กำหนดกลไกการคุ้มครองลูกจ้างจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โดยให้อำนาจศาลแรงงานใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือกำหนดค่าเสียหายแทนการกลับเข้าทำงาน หากเห็นว่าคู่กรณีไม่สามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้ พร้อมทั้งกำหนดให้ศาลพิจารณาปัจจัยหลายประการประกอบการกำหนดค่าเสียหาย เช่น อายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนจากการถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับ ศาลฎีกาอธิบายว่าบทบัญญัตินี้มีเจตนารมณ์เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในการทำงานและป้องกันมิให้นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จึงเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองดังกล่าวมิได้หมายความว่าคู่กรณีจะไม่มีสิทธิระงับข้อพิพาทภายหลังการเลิกจ้าง เมื่อสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นแล้ว หากลูกจ้างตัดสินใจโดยอิสระและตกลงยุติข้อพิพาทด้วยการประนีประนอมยอมความ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมไม่ขัดต่อมาตรา 49 และมีผลใช้บังคับได้ ส่งผลให้ลูกจ้างไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมในภายหลังอีกต่อไป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม เมื่อลูกจ้างลงลายมือชื่อในหนังสือเลิกจ้างว่ารับเงินครบถ้วนและจะไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องนายจ้างอีก ลูกจ้างยังมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ คำตอบ การตอบคำถามดังกล่าวไม่อาจพิจารณาเฉพาะข้อความที่ปรากฏในหนังสือเลิกจ้างเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงแวดล้อมทั้งหมดประกอบกันด้วย หากเป็นกรณีที่การเลิกจ้างมีผลแล้ว นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้สิ้นสุดลง สิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ได้เกิดขึ้นแล้ว และคู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทโดยนายจ้างจ่ายเงินตามที่ตกลง ส่วนลูกจ้างยินยอมรับเงินและแสดงเจตนาว่าจะไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องเพิ่มเติม โดยการตกลงดังกล่าวเกิดจากการตัดสินใจของลูกจ้างโดยสมัครใจ มิได้อยู่ภายใต้การบังคับหรือความเกรงกลัวนายจ้างอีกต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและมีผลผูกพันตามกฎหมาย ส่งผลให้ลูกจ้างไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเพิ่มเติมอีก ทั้งนี้ เพราะข้อพิพาทได้ถูกระงับลงแล้วโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย มิใช่เป็นการสละสิทธิไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดข้อพิพาทแต่อย่างใด 2. คำถาม เหตุใดศาลจึงวินิจฉัยว่าข้อตกลงในหนังสือเลิกจ้างของคดีนี้ไม่ขัดต่อกฎหมายที่คุ้มครองลูกจ้างจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม คำตอบ ศาลพิจารณาว่ากฎหมายที่คุ้มครองลูกจ้างจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อห้ามมิให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันล่วงหน้าตัดสิทธิความคุ้มครองตามกฎหมาย เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงของคดีนี้แตกต่างจากการสละสิทธิล่วงหน้า เนื่องจากการเลิกจ้างได้เกิดขึ้นแล้ว สิทธิเรียกร้องของลูกจ้างได้เกิดขึ้นแล้ว และความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานได้สิ้นสุดลงแล้ว การตกลงรับเงินพร้อมยืนยันว่าจะไม่เรียกร้องหรือฟ้องร้องเพิ่มเติม จึงเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่แล้ว มิใช่การหลีกเลี่ยงกฎหมายแรงงานตั้งแต่ต้น ศาลจึงเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการประนีประนอมยอมความที่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นนิติกรรมที่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงมีผลใช้บังคับและผูกพันคู่กรณีได้ 3. คำถาม การที่ลูกจ้างได้รับเงินค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ แล้วลงลายมือชื่อรับเงิน ถือว่าลูกจ้างสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ คำตอบ การได้รับเงินตามสิทธิที่กฎหมายแรงงานกำหนดเพียงอย่างเดียว ยังไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมระงับลงโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ศาลให้ความสำคัญในคดีนี้คือข้อเท็จจริงที่ว่าภายหลังการเลิกจ้างมีผลแล้ว คู่กรณีได้ตกลงยุติข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการเลิกจ้าง โดยจำเลยตกลงจ่ายเงินตามสิทธิที่เกิดขึ้นจากสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ขณะที่โจทก์ทั้งสองตกลงรับเงินดังกล่าว พร้อมลงลายมือชื่อยืนยันว่าเงินดังกล่าวครอบคลุมสิทธิที่ได้รับหรืออาจได้รับจากการเลิกจ้างและการจ้างงานทั้งหมด และจะไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องบริษัทอีก ศาลจึงมิได้ถือว่าการรับเงินเพียงอย่างเดียวเป็นการสละสิทธิ แต่ถือว่าพฤติการณ์ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงการตกลงระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นแล้วโดยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ซึ่งเข้าองค์ประกอบของสัญญาประนีประนอมยอมความตามกฎหมายแพ่ง ส่งผลให้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมระงับลงตามข้อตกลง และลูกจ้างต้องผูกพันตามเจตนาที่ได้แสดงไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย 4. คำถาม ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาว่าลูกจ้างได้แสดงเจตนาโดยสมัครใจและข้อตกลงภายหลังการเลิกจ้างมีผลผูกพันตามกฎหมาย คำตอบ ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะข้อความที่ปรากฏในหนังสือเลิกจ้าง แต่พิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกัน ได้แก่ การเลิกจ้างมีผลแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว สิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ได้เกิดขึ้นแล้ว ลูกจ้างทราบอย่างชัดเจนว่าตนถูกเลิกจ้างแน่นอน อีกทั้งลูกจ้างทั้งสองดำรงตำแหน่งผู้จัดการเขต เป็นผู้บริหารระดับสูง ได้รับค่าจ้างในอัตราสูง และมีประสบการณ์ทำงานเป็นเวลาหลายปี จึงมีความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง ศาลยังเห็นว่าในช่วงเวลาที่ลงลายมือชื่อ ลูกจ้างมิได้อยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาหรือความเกรงกลัวนายจ้างอีกต่อไป เมื่อได้รับทราบจำนวนเงินที่นายจ้างเสนอและตกลงรับเงิน พร้อมแสดงเจตนาว่าจะไม่เรียกร้องหรือฟ้องร้องเพิ่มเติม จึงถือว่าเป็นการแสดงเจตนาโดยเสรีและโดยสมัครใจ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ชอบด้วยกฎหมาย และสามารถใช้เป็นเหตุระงับสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ 5. คำถาม คำพิพากษานี้มีหลักกฎหมายสำคัญที่นายจ้างและลูกจ้างควรนำไปใช้ในการระงับข้อพิพาทภายหลังการเลิกจ้างอย่างไร คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญที่ปรากฏในคดีนี้ คือการแยกความแตกต่างระหว่างการตกลงยกเว้นสิทธิของลูกจ้างไว้ล่วงหน้ากับการตกลงระงับข้อพิพาทภายหลังสิทธิเรียกร้องได้เกิดขึ้นแล้ว หากเป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นก่อนเกิดการเลิกจ้างหรือก่อนเกิดข้อพิพาท เพื่อจำกัดหรือตัดสิทธิที่กฎหมายแรงงานให้ความคุ้มครอง ข้อตกลงดังกล่าวย่อมขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและไม่มีผลใช้บังคับ แต่หากการเลิกจ้างเกิดขึ้นแล้ว สิทธิและหน้าที่ของคู่กรณีได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ และทั้งสองฝ่ายตกลงยุติข้อพิพาทด้วยความสมัครใจ ต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน โดยลูกจ้างมีอิสระในการตัดสินใจและรับทราบผลของการแสดงเจตนาอย่างชัดเจน ข้อตกลงดังกล่าวย่อมเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่กฎหมายรับรองและมีผลผูกพันคู่กรณี คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทภายหลังการเลิกจ้าง และแสดงให้เห็นว่าการคุ้มครองลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานสามารถดำรงอยู่ควบคู่กับหลักเสรีภาพในการทำสัญญาได้ ตราบเท่าที่การตกลงนั้นเกิดขึ้นภายหลังสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นแล้วและเป็นไปโดยสุจริตและสมัครใจของทั้งสองฝ่าย บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกฎหมายแรงงานและกฎหมายแพ่ง เนื่องจากได้วางหลักเกณฑ์ในการแยกแยะระหว่างการตกลงยกเว้นสิทธิของลูกจ้างไว้ล่วงหน้า ซึ่งกฎหมายไม่รับรอง กับการตกลงระงับข้อพิพาทภายหลังการเลิกจ้าง ซึ่งสามารถกระทำได้หากเป็นไปโดยสมัครใจและชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาอธิบายว่า บทบัญญัติว่าด้วยการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างจากการใช้อำนาจเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมของนายจ้าง จึงเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่อาจถูกตัดสิทธิไว้ก่อนเกิดข้อพิพาทได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อการเลิกจ้างมีผลแล้ว นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานได้สิ้นสุดลง และสิทธิเรียกร้องของคู่กรณีได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ หากทั้งสองฝ่ายตกลงระงับข้อพิพาทโดยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ในคดีนี้ ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้บริหารระดับสูง มีประสบการณ์ในการทำงาน ได้รับค่าจ้างในอัตราสูง ทราบแน่นอนว่าการเลิกจ้างมีผลแล้ว และไม่อยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาหรือความเกรงกลัวของนายจ้างอีกต่อไป เมื่อโจทก์ทั้งสองรับทราบจำนวนเงินที่จำเลยเสนอ ชำระเงินตามสิทธิที่เกิดจากการเลิกจ้าง และลงลายมือชื่อยืนยันว่าเงินดังกล่าวครอบคลุมสิทธิเรียกร้องทั้งหมด พร้อมทั้งแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องเพิ่มเติม ศาลจึงเห็นว่าเป็นการแสดงเจตนาโดยอิสระและสมัครใจ อันทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความมีผลสมบูรณ์และผูกพันคู่กรณี ส่งผลให้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมระงับลงตามข้อตกลง แนวคำวินิจฉัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักการสำคัญว่า กฎหมายแรงงานมิได้มุ่งจำกัดเสรีภาพของคู่กรณีในการระงับข้อพิพาท หากแต่คุ้มครองมิให้มีการตัดสิทธิของลูกจ้างก่อนที่สิทธิจะเกิดขึ้น เมื่อข้อพิพาทได้เกิดขึ้นแล้วและคู่กรณีมีอิสระในการตัดสินใจ การประนีประนอมยอมความย่อมเป็นกลไกที่กฎหมายรับรองเพื่อยุติข้อพิพาทอย่างเด็ดขาด สร้างความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์ ลดการดำเนินคดีที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมให้คู่กรณีสามารถยุติความขัดแย้งได้โดยความสมัครใจภายใต้กรอบของกฎหมาย ดังนั้น หลักกฎหมายที่ได้รับการยืนยันจากคำพิพากษานี้ คือ การตกลงสละสิทธิไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดการเลิกจ้างย่อมใช้บังคับไม่ได้เพราะขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่การตกลงระงับข้อพิพาทภายหลังการเลิกจ้าง เมื่อสิทธิเรียกร้องได้เกิดขึ้นแล้วและคู่กรณีต่างแสดงเจตนาโดยเสรี ย่อมเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย และเป็นเหตุให้ลูกจ้างไม่อาจกลับมาเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมในภายหลังได้อีก หลักการดังกล่าวนับเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานกับกฎหมายแพ่ง และเป็นแนวทางที่ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย และผู้ปฏิบัติงานด้านแรงงานควรศึกษาและนำไปใช้ประกอบการพิจารณาข้อพิพาทในลักษณะเดียวกันต่อไป ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8248 - 8249/2568 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 มีเจตนารมณ์มุ่งหมายที่จะคุ้มครองลูกจ้างมิให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม อันเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงในการทำงานของลูกจ้างและเป็นการคุ้มครองป้องกันไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลที่สมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้าง โดยเมื่อความปรากฏต่อศาลแรงงานกลางว่า นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไป หรืออาจให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้างได้ ทั้งนี้เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวนับได้ว่า เป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้ายกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2563 ทำให้นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานได้สิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยต้องชดใช้ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยตกลงจ่ายเงินค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ รวมเป็นเงิน 1,855,741.67 บาท และ 1,805,985.34 บาท ตามลำดับ ให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองลงลายมือชื่อในหนังสือเลิกจ้างโดยทราบข้อความตอนท้ายของหนังสือเลิกจ้าง ซึ่งมีข้อความว่า "ข้าพเจ้ายืนยันว่าเงินดังกล่าวครอบคลุมบรรดาค่าตอบแทนทุกประเภทที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับหรืออาจมีสิทธิได้รับจากการเลิกจ้างและการจ้างงานของข้าพเจ้าตามกฎหมาย โดยไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องอย่างใดกับบริษัทอีก" การกระทำของจำเลยและโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทในหนี้อันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปด้วยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 โจทก์ทั้งสองทำงานในตำแหน่งผู้จัดการเขต เป็นผู้บริหารระดับสูง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย เดือนละ 185,434 บาท และ 182,294 ตามลำดับ มีประสบการณ์ทำงานก่อนเลิกจ้างหลายปี ขณะลงลายมือชื่อท้ายหนังสือเลิกจ้าง โจทก์ทั้งสองทราบอยู่แล้วว่าถูกจำเลยเลิกจ้างอย่างแน่นอน โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป เมื่อโจทก์ทั้งสองทราบถึงจำนวนเงิน 1,855,741.67 บาท และ 1,805,985.34 บาท ที่จำเลยเสนอให้และตกลงรับเงินดังกล่าว โดยแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องแก่จำเลยอีก สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับระหว่างจำเลยและโจทก์ทั้งสองได้ ข้อตกลงที่โจทก์ทั้งสองยอมรับจึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 โจทก์ทั้งสองจึงผูกพันตามข้อตกลงและไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลยอีก คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัส 458,750 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และ 448,738 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ค่าเสียหายจากเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,669,906 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และ 1,822,980 บาท แก่จำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้อง ค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 16,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 743,736 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และ 823,365 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันผิดนัด (วันที่ 27 มิถุนายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ทั้งสองแถลงขอสละประเด็นเงินโบนัสและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,500,000 บาท และโจทก์ที่ 2 จำนวน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 สิงหาคม 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และให้ลดดอกเบี้ยลงเหลืออัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกาโดยให้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองเคยเป็นลูกจ้างจำเลย โดยเข้าทำงานเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2555 และวันที่ 1 สิงหาคม 2554 ตามลำดับ จำเลยจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 29 ของเดือน ตำแหน่งสุดท้ายของโจทก์ทั้งสองคือผู้จัดการเขต ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2563 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยตามที่ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมแผนกคดีแรงงานในศาลฎีกา เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณา" บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์ให้ความคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม อันเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงในการทำงานของลูกจ้างและเป็นการคุ้มครองป้องกันไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลที่สมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้าง โดยเมื่อความปรากฏต่อศาลแรงงานว่า นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไป หรืออาจให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่ลูกจ้างได้ ทั้งนี้เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวนับได้ว่าเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้ายกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโฆมะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2563 ทำให้นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานได้สิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยจะต้องชดใช้เงินตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยตกลงจ่ายเงินค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ รวมเป็นเงิน 1,855,741.67 บาท และ 1,805,985.34 บาท ตามลำดับ ให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองลงลายมือชื่อในหนังสือเลิกจ้าง โดยทราบข้อความตอนท้ายของหนังสือเลิกจ้าง ซึ่งมีข้อความว่า "ข้าพเจ้ายืนยันว่าเงินดังกล่าวครอบคลุมบรรดาค่าตอบแทนทุกประเภทที่ข้าพเจ้าเข้ามีสิทธิได้รับหรืออาจมีสิทธิได้รับจากการเลิกจ้างและจ้างงานของข้าพเจ้าตามกฎหมาย โดยไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องอย่างใดกับบริษัทอีก" การกระทำของจำเลยและโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทในหนี้อันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไป ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 โจทก์ทั้งสองทำงานในตำแหน่งผู้จัดการเขต เป็นผู้บริหารระดับสูง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย เดือนละ 185,434 บาท และ 182,294 บาท ตามลำดับ มีประสบการณ์ทำงานก่อนเลิกจ้างหลายปี ขณะลงลายมือชื่อท้ายหนังสือเลิกจ้าง โจทก์ทั้งสองทราบอยู่แล้วว่าถูกจำเลยเลิกจ้างอย่างแน่นอน โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป เมื่อโจทก์ทั้งสองทราบถึงจำนวนเงิน 1,855,741.67 บาท และ 1,805,985.34 บาท ที่จำเลยเสนอให้และตกลงรับเงินดังกล่าว โดยแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องแก่จำเลยอีก สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับระหว่างจำเลยและโจทก์ทั้งสองได้ ข้อตกลงที่โจทก์ทั้งสองยอมรับจึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 โจทก์ทั้งสองจึงต้องผูกพันตามข้อตกลง และไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลยอีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
|




