
| ลูกจ้างเกษียณแล้วลงนามรับเงินและไม่ติดใจเรียกร้อง ยังฟ้องค่าชดเชยและค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้หรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของลูกจ้างในการเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีภายหลังเกษียณอายุ โดยมีประเด็นสำคัญว่า แม้เงินดังกล่าวเป็นสิทธิที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดไว้ และนายจ้างกับลูกจ้างไม่อาจตกลงกันล่วงหน้าเพื่อยกเว้นความคุ้มครองตามกฎหมายได้ แต่เมื่อความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้วและเกิดหนี้ที่นายจ้างต้องชำระแก่ลูกจ้าง หากลูกจ้างทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับ ตกลงรับเงิน และแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินเกี่ยวกับการทำงานอีก โดยข้อตกลงนั้นเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ด้วยการต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและอาจมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องที่ลูกจ้างยอมสละระงับสิ้นไป สาระสำคัญที่สุดของคดี ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้และเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างกับลูกจ้างไม่อาจตกลงกันล่วงหน้าเพื่อยกเว้นความคุ้มครองดังกล่าวได้ คดีนี้โจทก์เกษียณอายุและนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุและตกลงรับเงิน โจทก์แสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินเกี่ยวกับการทำงานจากจำเลยอีก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธิเรียกร้องที่โจทก์ยอมสละจึงระงับสิ้นไปตามผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ คำถามที่น่าสนใจ 1. ลูกจ้างสามารถสละสิทธิค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้เพียงใด 2. ข้อตกลงไม่ติดใจเรียกร้องภายหลังเกษียณอายุเป็นข้อตกลงที่เป็นโมฆะหรือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ 3. การลงนามรับเงินภายหลังสิ้นสุดการจ้างมีผลต่อสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแรงงานอย่างไร ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท โจทก์ทำงานกับจำเลยและบริษัทในเครือมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี โดยเคยทำงานในหลายบริษัทและหลายประเทศ ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2560 โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยในตำแหน่งประธานร่วม และวันที่ 7 มกราคม 2561 ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานบริษัท ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 12,856 ดอลลาร์สหรัฐ วันที่ 31 สิงหาคม 2563 โจทก์เกษียณอายุ นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานจึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ตามเอกสารการรับเงินฉบับหนึ่ง จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานที่ประเทศอินโดนีเซียหลังหักภาษีให้โจทก์จำนวน 75,574 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีข้อความสำคัญว่าโจทก์ได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่มีสิทธิได้รับ และจะไม่เรียกร้องเงินใดจากการทำงานจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 อีกในอนาคต ส่วนเอกสารการรับเงินอีกฉบับหนึ่ง จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานในประเทศไทยหลังหักภาษีให้โจทก์จำนวน 1,274,488 บาท โดยมีข้อความว่าในการเกษียณอายุ โจทก์ได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่มีสิทธิได้รับ และจะไม่เรียกร้องเงินใดจากการทำงานจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 อีกในอนาคต ต่อมาโจทก์ฟ้องเรียกเงินจากจำเลยหลายรายการ รวมถึงค่าชดเชยจำนวน 6,205,548 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมจำนวน 1,087,711.40 บาท และเงินรายการอื่นพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาคือ เอกสารการรับเงินทั้งสองฉบับมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ และโจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยกับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยอีกหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้าเพื่อยกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ หากมีข้อตกลงเช่นนั้น ข้อตกลงย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้แตกต่างจากการตกลงตัดสิทธิลูกจ้างไว้ล่วงหน้า เนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์เกษียณอายุเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานจึงสิ้นสุดลง และก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เมื่อพิจารณาเอกสารการรับเงินทั้งสองฉบับ ศาลฎีกาเห็นว่า การตกลงดังกล่าวเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปด้วยการที่คู่กรณีต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ศาลฎีกายังพิจารณาพฤติการณ์ของโจทก์ประกอบว่า โจทก์ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 12,856 ดอลลาร์สหรัฐ และทำงานกับจำเลยและบริษัทในเครือมานานกว่า 20 ปี ขณะที่โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว โจทก์ทราบดีว่าเป็นวันที่ตนทำงานให้แก่จำเลยเป็นวันสุดท้าย จึงมีอำนาจในการตัดสินใจได้โดยอิสระและไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป เมื่อโจทก์ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุแล้ว ตกลงรับเงินจากจำเลย และแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินใดเกี่ยวกับการทำงานจากจำเลยอีก สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อตกลงที่โจทก์ยอมรับจึงไม่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และโจทก์ต้องผูกพันตามข้อตกลงนั้น โดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธิเรียกร้องในเงินเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งโจทก์ยอมสละย่อมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยอีก วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การแยกกรณีการตกลงตัดสิทธิลูกจ้างไว้ล่วงหน้าออกจากการทำข้อตกลงภายหลังนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงและสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นแล้ว ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นสิทธิที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดไว้ และกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น หากนายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันล่วงหน้าเพื่อยกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ข้อตกลงดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่กรณีในคดีนี้เป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นภายหลังการจ้างสิ้นสุดลงแล้วและก่อให้เกิดหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เมื่อคู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงอาจมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 ไม่ใช่การตกลงตัดสิทธิลูกจ้างไว้ล่วงหน้า มาตรา 850 จึงมีความสำคัญต่อคดีนี้เพราะเป็นบทบัญญัติที่กำหนดลักษณะของสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนมาตรา 852 กำหนดผลของสัญญาดังกล่าวว่า สิทธิเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายยอมสละย่อมระงับสิ้นไป เมื่อนำหลักดังกล่าวมาประกอบกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุ ตัดสินใจรับเงินโดยอิสระ และแสดงเจตนาไม่เรียกร้องเงินเกี่ยวกับการทำงานจากจำเลยอีก ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์ แนววินิจฉัยในคดีนี้จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ทำข้อตกลง ลักษณะของข้อพิพาท การต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน และเสรีภาพในการตัดสินใจของลูกจ้างประกอบกัน มิใช่พิจารณาเฉพาะข้อความว่าไม่ติดใจเรียกร้องในเอกสารเพียงอย่างเดียว ผลทางกฎหมายจากข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้มิใช่กรณีที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงตัดสิทธิค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีไว้ล่วงหน้าขณะที่นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานยังดำรงอยู่ ข้อเท็จจริงสำคัญคือโจทก์เกษียณอายุและความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุ ตกลงรับเงิน และแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินเกี่ยวกับการทำงานอีก เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงว่าโจทก์ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท ทำงานกับจำเลยและบริษัทในเครือมานานกว่า 20 ปี ทราบว่าเป็นวันที่ทำงานให้แก่จำเลยเป็นวันสุดท้าย และมีอำนาจตัดสินใจได้โดยอิสระ ศาลฎีกาจึงถือว่าข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลใช้บังคับได้ ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเงินตามสัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์ยอมสละระงับสิ้นไปตามมาตรา 852 รวมถึงสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีซึ่งเป็นข้อพิพาทในชั้นฎีกา สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 6,170,832 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 1,087,711.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องวันที่ 8 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อตกลงรับเงินและไม่ติดใจเรียกร้องมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลย สิทธิเรียกร้องที่โจทก์ยอมสละจึงระงับสิ้นไปตามมาตรา 852 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย สาระสำคัญของคำพิพากษานี้มิใช่การรับรองให้นายจ้างสามารถทำข้อตกลงตัดสิทธิลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้โดยทั่วไป เพราะศาลฎีกายืนยันว่า ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้และเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างกับลูกจ้างจึงไม่อาจตกลงกันล่วงหน้าเพื่อยกเว้นความคุ้มครองดังกล่าวได้ หากตกลงกัน ข้อตกลงย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 150 จุดชี้ขาดของคดีอยู่ที่ข้อตกลงเกิดขึ้นภายหลังการเกษียณอายุและภายหลังนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้ว โดยโจทก์ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับ ตกลงรับเงิน และแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินเกี่ยวกับการทำงานอีก ประกอบกับมีอำนาจตัดสินใจได้โดยอิสระ เมื่อข้อตกลงดังกล่าวเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ด้วยการต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 และเมื่อสัญญามีผลใช้บังคับ สิทธิเรียกร้องที่โจทก์ยอมสละย่อมระงับสิ้นไปตามมาตรา 852 ดังนั้น การพิจารณาผลของเอกสารรับเงินหรือข้อความไม่ติดใจเรียกร้องในคดีแรงงานจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของการทำข้อตกลงโดยรวม โดยเฉพาะว่าข้อตกลงเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการจ้างสิ้นสุด สิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เป็นการระงับข้อพิพาทด้วยการต่างยอมผ่อนผันหรือไม่ และลูกจ้างมีอิสระในการแสดงเจตนาเพียงใด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 มาตรา 850 และมาตรา 852 โดยต้องแยกให้ชัดระหว่างการตกลงล่วงหน้าเพื่อยกเว้นสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กับการทำสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังการจ้างสิ้นสุดและเกิดสิทธิเรียกร้องแล้ว สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. สัญญาประนีประนอมยอมความหลังเกษียณอายุ เมื่อการจ้างสิ้นสุดลงและเกิดหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานแล้ว หากคู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่โดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน และข้อเท็จจริงแสดงว่าลูกจ้างทราบสิทธิของตนและตัดสินใจโดยอิสระ ข้อตกลงดังกล่าวอาจมีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 2. การสละสิทธิค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี การตกลงล่วงหน้าเพื่อยกเว้นสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ย่อมไม่อาจกระทำได้ แต่เมื่อสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นแล้วและการสละสิทธิเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลใช้บังคับ สิทธิเรียกร้องที่ยอมสละย่อมระงับสิ้นไปตามมาตรา 852 คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ลูกจ้างตกลงล่วงหน้าว่าจะไม่รับค่าชดเชยหรือค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ หากเป็นการตกลงล่วงหน้าเพื่อยกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เนื่องจากค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นสิทธิที่กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนกำหนดไว้ ข้อตกลงล่วงหน้าที่ตัดสิทธิดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 2. คำถาม เหตุใดข้อตกลงไม่ติดใจเรียกร้องในคดีนี้จึงมีผลใช้บังคับได้ คำตอบ เพราะข้อตกลงเกิดขึ้นภายหลังโจทก์เกษียณอายุและนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุ ตกลงรับเงิน และแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินเกี่ยวกับการทำงานอีก เมื่อข้อตกลงเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่โดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่ามีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 3. คำถาม เมื่อลูกจ้างทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว สิทธิเรียกร้องที่ยอมสละยังคงอยู่หรือไม่ คำตอบ สิทธิเรียกร้องที่ลูกจ้างยอมสละในสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ในคดีนี้ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยอีก 4. คำถาม ศาลพิจารณาเพียงข้อความว่าไม่ติดใจเรียกร้องในเอกสารรับเงินหรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่ ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์ประกอบด้วยว่าโจทก์ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท ทำงานกับจำเลยและบริษัทในเครือมานานกว่า 20 ปี ทราบว่าเป็นวันที่ทำงานให้แก่จำเลยเป็นวันสุดท้าย ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุ และมีอำนาจในการตัดสินใจได้โดยอิสระโดยไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป จึงวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์ หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษานี้มิได้วางหลักว่านายจ้างและลูกจ้างสามารถตกลงตัดสิทธิค่าชดเชยหรือค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีไว้ล่วงหน้าได้ เพราะสิทธิดังกล่าวได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การตกลงล่วงหน้าเพื่อยกเว้นความคุ้มครองจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ข้อตกลงเกิดขึ้นภายหลังการจ้างสิ้นสุดและก่อให้เกิดหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานแล้ว โจทก์ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับ มีอิสระในการตัดสินใจ และตกลงระงับข้อพิพาทด้วยการต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงจึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 และสิทธิเรียกร้องที่โจทก์ยอมสละย่อมระงับสิ้นไปตามมาตรา 852 ดังนั้น ผลของหนังสือรับเงินหรือข้อความไม่ติดใจเรียกร้องในคดีแรงงานจึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงของการทำข้อตกลงแต่ละกรณี ไม่ควรตีความคำพิพากษานี้ว่าเพียงลูกจ้างลงลายมือชื่อไม่ติดใจเรียกร้องแล้วจะทำให้สิทธิตามกฎหมายแรงงานระงับไปทุกกรณี ผมปรับโดยยึดข้อความเดิมและแก่นคำวินิจฉัยในไฟล์ โดยเฉพาะหลักเรื่องมาตรา 150 มาตรา 850 และมาตรา 852 รวมถึงเงื่อนไขการตัดสินใจโดยอิสระของโจทก์ครับ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1162/2569 ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงินที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้ายกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ หากตกลงกันข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เกษียณอายุเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานย่อมสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยจะต้องชดใช้เงินตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานแก่โจทก์ ซึ่งในการตกลงกันระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.3 จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานที่ประเทศอินโดนีเซียหลังหักภาษีให้โจทก์ 75,574 ดอลลาร์สหรัฐ ท้ายเอกสารมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่มีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ในอนาคตจากบริษัท พ.น. อีก" และตามเอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.4 จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานในประเทศไทยหลังหักภาษี ให้โจทก์ 1,274,488 บาท ท้ายเอกสารมีข้อความว่า "ในการเกษียณอายุของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 อีกในอนาคต" การตกลงดังกล่าวจึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไป ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 โจทก์ทำงานในตำแหน่งประธานบริษัท ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 12,856 ดอลลาร์สหรัฐ ทำงานกับจำเลยและบริษัทในเครือบริษัท ด. มานานกว่า 20 ปี ขณะที่โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าว โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นวันที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยเป็นวันสุดท้าย โจทก์จึงมีอำนาจในการตัดสินใจได้โดยอิสระ ไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป เมื่อโจทก์ทราบถึงจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุแล้วตกลงรับเงินไปจากจำเลยกับแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินใด ๆ เกี่ยวกับการทำงานจากจำเลยอีก สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ ข้อตกลงที่โจทก์ยอมรับจึงไม่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงต้องผูกพันตามข้อตกลง และโดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องในเงินใด ๆ เกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งโจทก์ยอมสละแล้วนั้นระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยได้อีก โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัส 3,847,439.76 บาท ค่าชดเชย 6,205,548 บาท ค่าภาษีเงินได้ที่จำเลยหักไว้ 1,140,677.24 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม 1,087,711.40 บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 620,554.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าตอบแทนพิเศษ 9,269,594.80 บาท และค่าเสียหาย 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าภาษีเงินได้ 9,510,034.10 บาท พร้อมภาษีเงินได้ที่เกิดขึ้นในอนาคตตามคำพิพากษา จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 6,170,832 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1,087,711.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 8 ตุลาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นบริษัทในเครือบริษัท ด. รวมทั้งบริษัทที่จดทะเบียน ณ ประเทศอินโดนีเซีย คือ บริษัท พ.อ. บริษัท พ.น. และบริษัท พ.ซ.บริษัทที่จดทะเบียน ณ ประเทศอินเดีย คือ บริษัท ส. เมื่อปี 2539 โจทก์ทำงานให้แก่บริษัท ส. ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิต วันที่ 28 ตุลาคม 2543 ถึงปี 2548 โจทก์ทำงานให้แก่บริษัท พ.อ. ปี 2549 ถึงปี 2553 โจทก์ทำงานให้แก่บริษัท พ.ซ. ปี 2554 ถึงปี 2557 โจทก์ทำงานให้แก่บริษัท พ.น. วันที่ 1 มกราคม 2560 โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยในตำแหน่งประธานร่วม ต่อมาวันที่ 7 มกราคม 2561 โจทก์ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานบริษัท และวันที่ 31 สิงหาคม 2563 โจทก์เกษียณอายุ เอกสารการรับเงินตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 มีข้อความแปลเป็นภาษาไทยว่า "ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 อีกในอนาคต" และ "ในการเกษียณอายุของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 อีกในอนาคต" คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาว่า เอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาทำนองว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าเอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการวินิจฉัยที่ถูกต้องแล้ว แต่การวินิจฉัยว่าการสละสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในส่วนของค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นโมฆะนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายบัญญัติให้ผลของการทำสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป จึงต้องรวมถึงการสละสิทธิเรียกร้องเงินต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานด้วย โจทก์ทราบดีถึงเนื้อหาของการทำข้อตกลงและยินยอมทำข้อตกลงที่แตกต่างไปจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยสมัครใจ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นไปตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญาและหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนานั้น เห็นว่า ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้ายกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ หากตกลงกันข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เกษียณอายุเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานย่อมสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยจะต้องชดใช้เงินตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานแก่โจทก์ ซึ่งในการตกลงกันระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.3 จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานที่ประเทศอินโดนีเซียหลังหักภาษีให้โจทก์ 75,574 ดอลลาร์สหรัฐ ท้ายเอกสารมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่มีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ในอนาคตจากบริษัท พ.น. อีก" และตามเอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.4 จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานในประเทศไทยหลังหักภาษีให้โจทก์ 1,274,488 บาท ท้ายเอกสารมีข้อความว่า "ในการเกษียณอายุของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 อีกในอนาคต" การตกลงดังกล่าวจึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไป ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 โจทก์ทำงานในตำแหน่งประธานบริษัท ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 12,856 ดอลลาร์สหรัฐ ทำงานกับจำเลยและบริษัทในเครือบริษัท ด. มานานกว่า 20 ปี ขณะที่โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าว โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นวันที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยเป็นวันสุดท้าย โจทก์จึงมีอำนาจในการตัดสินใจได้โดยอิสระ ไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป เมื่อโจทก์ทราบถึงจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุแล้วตกลงรับเงินไปจากจำเลยกับแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินใด ๆ เกี่ยวกับการทำงานจากจำเลยอีก สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ ข้อตกลงที่โจทก์ยอมรับจึงไม่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงต้องผูกพันตามข้อตกลง และโดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องในเงินใด ๆ เกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งโจทก์ยอมสละแล้วนั้นระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องในส่วนของค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นโมฆะ และพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ.
|




