ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ลูกจ้างเกษียณแล้วลงนามรับเงินและไม่ติดใจเรียกร้อง ยังฟ้องค่าชดเชยและค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้หรือไม่

ค่าชดเชยกรณีเกษียณอายุ, ลูกจ้างลงนามสละสิทธิหลังเกษียณ, สัญญาประนีประนอมยอมความคดีแรงงาน, ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี, ข้อตกลงไม่ติดใจเรียกร้องนายจ้าง, สิทธิเรียกร้องหลังสิ้นสุดสัญญาจ้าง, การเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุ, การสละสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน, ข้อตกลงหลังนิติสัมพันธ์สิ้นสุด, ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ, การระงับสิทธิเรียกร้องของลูกจ้าง, ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน, การรับเงินเต็มจำนวนหลังเกษียณ, ข้อตกลงรับเงินครั้งสุดท้าย, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของลูกจ้างในการเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีภายหลังเกษียณอายุ โดยมีประเด็นสำคัญว่า แม้เงินดังกล่าวเป็นสิทธิที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดไว้ และนายจ้างกับลูกจ้างไม่อาจตกลงกันล่วงหน้าเพื่อยกเว้นความคุ้มครองตามกฎหมายได้ แต่เมื่อความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้วและเกิดหนี้ที่นายจ้างต้องชำระแก่ลูกจ้าง หากลูกจ้างทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับ ตกลงรับเงิน และแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินเกี่ยวกับการทำงานอีก โดยข้อตกลงนั้นเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ด้วยการต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและอาจมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องที่ลูกจ้างยอมสละระงับสิ้นไป

สาระสำคัญที่สุดของคดี

ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้และเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

นายจ้างกับลูกจ้างไม่อาจตกลงกันล่วงหน้าเพื่อยกเว้นความคุ้มครองดังกล่าวได้

คดีนี้โจทก์เกษียณอายุและนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้ว

โจทก์ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุและตกลงรับเงิน

โจทก์แสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินเกี่ยวกับการทำงานจากจำเลยอีก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

สิทธิเรียกร้องที่โจทก์ยอมสละจึงระงับสิ้นไปตามผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ

คำถามที่น่าสนใจ

1. ลูกจ้างสามารถสละสิทธิค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้เพียงใด

2. ข้อตกลงไม่ติดใจเรียกร้องภายหลังเกษียณอายุเป็นข้อตกลงที่เป็นโมฆะหรือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

3. การลงนามรับเงินภายหลังสิ้นสุดการจ้างมีผลต่อสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแรงงานอย่างไร

ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท

โจทก์ทำงานกับจำเลยและบริษัทในเครือมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี โดยเคยทำงานในหลายบริษัทและหลายประเทศ ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2560 โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยในตำแหน่งประธานร่วม และวันที่ 7 มกราคม 2561 ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานบริษัท ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 12,856 ดอลลาร์สหรัฐ

วันที่ 31 สิงหาคม 2563 โจทก์เกษียณอายุ นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานจึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

ตามเอกสารการรับเงินฉบับหนึ่ง จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานที่ประเทศอินโดนีเซียหลังหักภาษีให้โจทก์จำนวน 75,574 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีข้อความสำคัญว่าโจทก์ได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่มีสิทธิได้รับ และจะไม่เรียกร้องเงินใดจากการทำงานจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 อีกในอนาคต

ส่วนเอกสารการรับเงินอีกฉบับหนึ่ง จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานในประเทศไทยหลังหักภาษีให้โจทก์จำนวน 1,274,488 บาท โดยมีข้อความว่าในการเกษียณอายุ โจทก์ได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่มีสิทธิได้รับ และจะไม่เรียกร้องเงินใดจากการทำงานจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 อีกในอนาคต

ต่อมาโจทก์ฟ้องเรียกเงินจากจำเลยหลายรายการ รวมถึงค่าชดเชยจำนวน 6,205,548 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมจำนวน 1,087,711.40 บาท และเงินรายการอื่นพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาคือ เอกสารการรับเงินทั้งสองฉบับมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ และโจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยกับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยอีกหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้าเพื่อยกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ หากมีข้อตกลงเช่นนั้น ข้อตกลงย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้แตกต่างจากการตกลงตัดสิทธิลูกจ้างไว้ล่วงหน้า เนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์เกษียณอายุเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานจึงสิ้นสุดลง และก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

เมื่อพิจารณาเอกสารการรับเงินทั้งสองฉบับ ศาลฎีกาเห็นว่า การตกลงดังกล่าวเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปด้วยการที่คู่กรณีต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850

ศาลฎีกายังพิจารณาพฤติการณ์ของโจทก์ประกอบว่า โจทก์ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 12,856 ดอลลาร์สหรัฐ และทำงานกับจำเลยและบริษัทในเครือมานานกว่า 20 ปี

ขณะที่โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว โจทก์ทราบดีว่าเป็นวันที่ตนทำงานให้แก่จำเลยเป็นวันสุดท้าย จึงมีอำนาจในการตัดสินใจได้โดยอิสระและไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป

เมื่อโจทก์ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุแล้ว ตกลงรับเงินจากจำเลย และแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินใดเกี่ยวกับการทำงานจากจำเลยอีก สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อตกลงที่โจทก์ยอมรับจึงไม่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และโจทก์ต้องผูกพันตามข้อตกลงนั้น

โดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธิเรียกร้องในเงินเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งโจทก์ยอมสละย่อมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยอีก

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การแยกกรณีการตกลงตัดสิทธิลูกจ้างไว้ล่วงหน้าออกจากการทำข้อตกลงภายหลังนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงและสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นแล้ว

ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นสิทธิที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดไว้ และกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น หากนายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันล่วงหน้าเพื่อยกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ข้อตกลงดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

แต่กรณีในคดีนี้เป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นภายหลังการจ้างสิ้นสุดลงแล้วและก่อให้เกิดหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เมื่อคู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงอาจมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 ไม่ใช่การตกลงตัดสิทธิลูกจ้างไว้ล่วงหน้า

มาตรา 850 จึงมีความสำคัญต่อคดีนี้เพราะเป็นบทบัญญัติที่กำหนดลักษณะของสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนมาตรา 852 กำหนดผลของสัญญาดังกล่าวว่า สิทธิเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายยอมสละย่อมระงับสิ้นไป

เมื่อนำหลักดังกล่าวมาประกอบกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุ ตัดสินใจรับเงินโดยอิสระ และแสดงเจตนาไม่เรียกร้องเงินเกี่ยวกับการทำงานจากจำเลยอีก ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์

แนววินิจฉัยในคดีนี้จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ทำข้อตกลง ลักษณะของข้อพิพาท การต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน และเสรีภาพในการตัดสินใจของลูกจ้างประกอบกัน มิใช่พิจารณาเฉพาะข้อความว่าไม่ติดใจเรียกร้องในเอกสารเพียงอย่างเดียว

ผลทางกฎหมายจากข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้มิใช่กรณีที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงตัดสิทธิค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีไว้ล่วงหน้าขณะที่นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานยังดำรงอยู่

ข้อเท็จจริงสำคัญคือโจทก์เกษียณอายุและความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุ ตกลงรับเงิน และแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินเกี่ยวกับการทำงานอีก

เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงว่าโจทก์ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท ทำงานกับจำเลยและบริษัทในเครือมานานกว่า 20 ปี ทราบว่าเป็นวันที่ทำงานให้แก่จำเลยเป็นวันสุดท้าย และมีอำนาจตัดสินใจได้โดยอิสระ ศาลฎีกาจึงถือว่าข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลใช้บังคับได้

ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเงินตามสัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์ยอมสละระงับสิ้นไปตามมาตรา 852 รวมถึงสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีซึ่งเป็นข้อพิพาทในชั้นฎีกา

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 6,170,832 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 1,087,711.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องวันที่ 8 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อตกลงรับเงินและไม่ติดใจเรียกร้องมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลย สิทธิเรียกร้องที่โจทก์ยอมสละจึงระงับสิ้นไปตามมาตรา 852 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

สาระสำคัญของคำพิพากษานี้มิใช่การรับรองให้นายจ้างสามารถทำข้อตกลงตัดสิทธิลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้โดยทั่วไป เพราะศาลฎีกายืนยันว่า ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้และเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างกับลูกจ้างจึงไม่อาจตกลงกันล่วงหน้าเพื่อยกเว้นความคุ้มครองดังกล่าวได้ หากตกลงกัน ข้อตกลงย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 150

จุดชี้ขาดของคดีอยู่ที่ข้อตกลงเกิดขึ้นภายหลังการเกษียณอายุและภายหลังนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้ว โดยโจทก์ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับ ตกลงรับเงิน และแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินเกี่ยวกับการทำงานอีก ประกอบกับมีอำนาจตัดสินใจได้โดยอิสระ

เมื่อข้อตกลงดังกล่าวเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ด้วยการต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 และเมื่อสัญญามีผลใช้บังคับ สิทธิเรียกร้องที่โจทก์ยอมสละย่อมระงับสิ้นไปตามมาตรา 852

ดังนั้น การพิจารณาผลของเอกสารรับเงินหรือข้อความไม่ติดใจเรียกร้องในคดีแรงงานจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของการทำข้อตกลงโดยรวม โดยเฉพาะว่าข้อตกลงเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการจ้างสิ้นสุด สิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เป็นการระงับข้อพิพาทด้วยการต่างยอมผ่อนผันหรือไม่ และลูกจ้างมีอิสระในการแสดงเจตนาเพียงใด

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 มาตรา 850 และมาตรา 852 โดยต้องแยกให้ชัดระหว่างการตกลงล่วงหน้าเพื่อยกเว้นสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กับการทำสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังการจ้างสิ้นสุดและเกิดสิทธิเรียกร้องแล้ว

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้

1. สัญญาประนีประนอมยอมความหลังเกษียณอายุ

เมื่อการจ้างสิ้นสุดลงและเกิดหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานแล้ว หากคู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่โดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน และข้อเท็จจริงแสดงว่าลูกจ้างทราบสิทธิของตนและตัดสินใจโดยอิสระ ข้อตกลงดังกล่าวอาจมีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850

2. การสละสิทธิค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี

การตกลงล่วงหน้าเพื่อยกเว้นสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ย่อมไม่อาจกระทำได้ แต่เมื่อสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นแล้วและการสละสิทธิเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลใช้บังคับ สิทธิเรียกร้องที่ยอมสละย่อมระงับสิ้นไปตามมาตรา 852

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

ลูกจ้างตกลงล่วงหน้าว่าจะไม่รับค่าชดเชยหรือค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่ได้ หากเป็นการตกลงล่วงหน้าเพื่อยกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เนื่องจากค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นสิทธิที่กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนกำหนดไว้ ข้อตกลงล่วงหน้าที่ตัดสิทธิดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

2. คำถาม

เหตุใดข้อตกลงไม่ติดใจเรียกร้องในคดีนี้จึงมีผลใช้บังคับได้

คำตอบ

เพราะข้อตกลงเกิดขึ้นภายหลังโจทก์เกษียณอายุและนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุ ตกลงรับเงิน และแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินเกี่ยวกับการทำงานอีก เมื่อข้อตกลงเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่โดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่ามีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850

3. คำถาม

เมื่อลูกจ้างทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว สิทธิเรียกร้องที่ยอมสละยังคงอยู่หรือไม่

คำตอบ

สิทธิเรียกร้องที่ลูกจ้างยอมสละในสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ในคดีนี้ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยอีก

4. คำถาม

ศาลพิจารณาเพียงข้อความว่าไม่ติดใจเรียกร้องในเอกสารรับเงินหรือไม่

คำตอบ

ไม่ใช่ ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์ประกอบด้วยว่าโจทก์ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท ทำงานกับจำเลยและบริษัทในเครือมานานกว่า 20 ปี ทราบว่าเป็นวันที่ทำงานให้แก่จำเลยเป็นวันสุดท้าย ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุ และมีอำนาจในการตัดสินใจได้โดยอิสระโดยไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป จึงวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

คำพิพากษานี้มิได้วางหลักว่านายจ้างและลูกจ้างสามารถตกลงตัดสิทธิค่าชดเชยหรือค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีไว้ล่วงหน้าได้ เพราะสิทธิดังกล่าวได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การตกลงล่วงหน้าเพื่อยกเว้นความคุ้มครองจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 150

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ข้อตกลงเกิดขึ้นภายหลังการจ้างสิ้นสุดและก่อให้เกิดหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานแล้ว โจทก์ทราบจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับ มีอิสระในการตัดสินใจ และตกลงระงับข้อพิพาทด้วยการต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงจึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 และสิทธิเรียกร้องที่โจทก์ยอมสละย่อมระงับสิ้นไปตามมาตรา 852

ดังนั้น ผลของหนังสือรับเงินหรือข้อความไม่ติดใจเรียกร้องในคดีแรงงานจึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงของการทำข้อตกลงแต่ละกรณี ไม่ควรตีความคำพิพากษานี้ว่าเพียงลูกจ้างลงลายมือชื่อไม่ติดใจเรียกร้องแล้วจะทำให้สิทธิตามกฎหมายแรงงานระงับไปทุกกรณี

ผมปรับโดยยึดข้อความเดิมและแก่นคำวินิจฉัยในไฟล์ โดยเฉพาะหลักเรื่องมาตรา 150 มาตรา 850 และมาตรา 852 รวมถึงเงื่อนไขการตัดสินใจโดยอิสระของโจทก์ครับ

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1162/2569

ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงินที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้ายกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ หากตกลงกันข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เกษียณอายุเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานย่อมสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยจะต้องชดใช้เงินตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานแก่โจทก์ ซึ่งในการตกลงกันระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.3 จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานที่ประเทศอินโดนีเซียหลังหักภาษีให้โจทก์ 75,574 ดอลลาร์สหรัฐ ท้ายเอกสารมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่มีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ในอนาคตจากบริษัท พ.น. อีก" และตามเอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.4 จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานในประเทศไทยหลังหักภาษี ให้โจทก์ 1,274,488 บาท ท้ายเอกสารมีข้อความว่า "ในการเกษียณอายุของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 อีกในอนาคต" การตกลงดังกล่าวจึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไป ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 โจทก์ทำงานในตำแหน่งประธานบริษัท ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 12,856 ดอลลาร์สหรัฐ ทำงานกับจำเลยและบริษัทในเครือบริษัท ด. มานานกว่า 20 ปี ขณะที่โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าว โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นวันที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยเป็นวันสุดท้าย โจทก์จึงมีอำนาจในการตัดสินใจได้โดยอิสระ ไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป เมื่อโจทก์ทราบถึงจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุแล้วตกลงรับเงินไปจากจำเลยกับแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินใด ๆ เกี่ยวกับการทำงานจากจำเลยอีก สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ ข้อตกลงที่โจทก์ยอมรับจึงไม่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงต้องผูกพันตามข้อตกลง และโดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องในเงินใด ๆ เกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งโจทก์ยอมสละแล้วนั้นระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยได้อีก

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัส 3,847,439.76 บาท ค่าชดเชย 6,205,548 บาท ค่าภาษีเงินได้ที่จำเลยหักไว้ 1,140,677.24 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม 1,087,711.40 บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 620,554.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าตอบแทนพิเศษ 9,269,594.80 บาท และค่าเสียหาย 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าภาษีเงินได้ 9,510,034.10 บาท พร้อมภาษีเงินได้ที่เกิดขึ้นในอนาคตตามคำพิพากษา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 6,170,832 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1,087,711.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 8 ตุลาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นบริษัทในเครือบริษัท ด. รวมทั้งบริษัทที่จดทะเบียน ณ ประเทศอินโดนีเซีย คือ บริษัท พ.อ. บริษัท พ.น. และบริษัท พ.ซ.บริษัทที่จดทะเบียน ณ ประเทศอินเดีย คือ บริษัท ส. เมื่อปี 2539 โจทก์ทำงานให้แก่บริษัท ส. ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิต วันที่ 28 ตุลาคม 2543 ถึงปี 2548 โจทก์ทำงานให้แก่บริษัท พ.อ. ปี 2549 ถึงปี 2553 โจทก์ทำงานให้แก่บริษัท พ.ซ. ปี 2554 ถึงปี 2557 โจทก์ทำงานให้แก่บริษัท พ.น. วันที่ 1 มกราคม 2560 โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยในตำแหน่งประธานร่วม ต่อมาวันที่ 7 มกราคม 2561 โจทก์ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานบริษัท และวันที่ 31 สิงหาคม 2563 โจทก์เกษียณอายุ เอกสารการรับเงินตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 มีข้อความแปลเป็นภาษาไทยว่า "ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 อีกในอนาคต" และ "ในการเกษียณอายุของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 อีกในอนาคต"

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาว่า เอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาทำนองว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าเอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการวินิจฉัยที่ถูกต้องแล้ว แต่การวินิจฉัยว่าการสละสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในส่วนของค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นโมฆะนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายบัญญัติให้ผลของการทำสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป จึงต้องรวมถึงการสละสิทธิเรียกร้องเงินต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานด้วย โจทก์ทราบดีถึงเนื้อหาของการทำข้อตกลงและยินยอมทำข้อตกลงที่แตกต่างไปจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยสมัครใจ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นไปตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญาและหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนานั้น เห็นว่า ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้ายกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ หากตกลงกันข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เกษียณอายุเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานย่อมสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยจะต้องชดใช้เงินตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานแก่โจทก์ ซึ่งในการตกลงกันระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.3 จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานที่ประเทศอินโดนีเซียหลังหักภาษีให้โจทก์ 75,574 ดอลลาร์สหรัฐ ท้ายเอกสารมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่มีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ในอนาคตจากบริษัท พ.น. อีก" และตามเอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.4 จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานในประเทศไทยหลังหักภาษีให้โจทก์ 1,274,488 บาท ท้ายเอกสารมีข้อความว่า "ในการเกษียณอายุของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 อีกในอนาคต" การตกลงดังกล่าวจึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไป ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 โจทก์ทำงานในตำแหน่งประธานบริษัท ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 12,856 ดอลลาร์สหรัฐ ทำงานกับจำเลยและบริษัทในเครือบริษัท ด. มานานกว่า 20 ปี ขณะที่โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าว โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นวันที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยเป็นวันสุดท้าย โจทก์จึงมีอำนาจในการตัดสินใจได้โดยอิสระ ไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป เมื่อโจทก์ทราบถึงจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุแล้วตกลงรับเงินไปจากจำเลยกับแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินใด ๆ เกี่ยวกับการทำงานจากจำเลยอีก สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ ข้อตกลงที่โจทก์ยอมรับจึงไม่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงต้องผูกพันตามข้อตกลง และโดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องในเงินใด ๆ เกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งโจทก์ยอมสละแล้วนั้นระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องในส่วนของค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นโมฆะ และพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ.

ค่าชดเชย, เกษียณอายุ, สละสิทธิ  ลูกจ้างเกษียณแล้วลงนามรับเงินและไม่ติดใจเรียกร้อง ยังฟ้องค่าชดเชยและค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้หรือไม่  เอกสารรับเงินหลังสิ้นสุดการจ้างอาจมีผลมากกว่าการยืนยันว่าได้รับเงินแล้ว เพราะข้อความไม่ติดใจเรียกร้องอาจผูกพันลูกจ้างในภายหลัง




เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน

ลูกจ้างที่เข้าทำงานหลังอายุ 60 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเมื่อแสดงเจตนาเกษียณอายุหรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายการเกษียณอายุ
นายจ้างมีสิทธิขอรับค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนเงินทดแทนได้เพียงใด เมื่อทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลลูกจ้างก่อน และศาลมีอำนาจเพิกถอนคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมหรือไม่
การเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างที่ศาลอนุญาตแล้ว หากคำพิพากษาถูกยกและให้พิจารณาใหม่ ต้องออกหนังสือเลิกจ้างอีกหรือไม่ ลูกจ้างยังมีสิทธิเรียกค่าจ้างและโบนัสหรือไม่
หนังสือเลิกจ้างที่ลูกจ้างลงนามไม่ติดใจเรียกร้องยังฟ้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้หรือไม่ หลักการประนีประนอมยอมความกับการคุ้มครองสิทธิลูกจ้าง
เงินค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูที่นายจ้างจ่ายทุกเดือนเป็นค่าจ้างหรือสวัสดิการ ศึกษาหลักกฎหมายแรงงานเกี่ยวกับความหมายของค่าจ้างและสวัสดิการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
นายจ้างไม่ต่อสัญญาจ้างกรรมการลูกจ้างถือเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ สิทธิความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์มีขอบเขตเพียงใด
การชุมนุมแรงงานที่เกินขอบเขตการนัดหยุดงาน นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่ และลูกจ้างยังได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานหรือไม่
ลูกจ้างองค์การมหาชนเกษียณแล้วไม่มีสิทธิค่าชดเชยจริงหรือ ศาลฎีกาชี้ชัดสิทธิเงินตอบแทนและผลของมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่ลบล้างระเบียบหน่วยงาน
แรงงานต่างด้าวได้รับผ่อนผันทำงานแล้วเดินทางออกนอกเขตโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ขับรถนำพาอาจมีความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองหรือไม่
แพทย์ใช้สถานที่โรงพยาบาลถือเป็นลูกจ้างหรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายแรงงานและนิติสัมพันธ์จากพฤติการณ์การทำงานจริง
การเลิกจ้างจากการควบรวมกิจการถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ ลูกจ้างมีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือไม่
ลูกจ้างต่างด้าวมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์หรือไม่ เมื่อหน่วยงานรัฐใช้นโยบายภายในมาตัดสิทธิที่กฎหมายไม่ได้ห้าม
การทำความเข้าใจ “กฎหมายแรงงานสัมพันธ์” แบบครบทุกมิติ: ข้อตกลงสภาพการจ้าง
สิทธินายจ้างฟ้องไล่เบี้ยลูกจ้างและทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 426(ฎีกา 3373/2545)
เงินค่าชดเชยเลิกจ้างกับการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302(ฎีกา 4468/2566)
ค่าชดเชยเลิกจ้าง & ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3150/2568)
นับอายุงานต่อเนื่องกรณีโอนย้ายลูกจ้าง,เลิกจ้าง, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3151/2568)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง, เลิกจ้างลูกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย(ฎีกา 1902-1904/2556)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง ไม่ใช่การลงโทษทางวินัย และการเลิกจ้างลูกจ้างที่ละทิ้งหน้าที่ (ฎีกาที่ 1902-1904/2556)
(ฎีกา2658-2663/2568)คดีสัญญาจ้างบริการ vs. จ้างทำของ & เลิกสัญญา
(ฎีกา1396-1481/2568) – คดีเลิกจ้างพนักงานจัดเรียงสินค้า (เลิกจ้างไม่เป็นธรรม?)
(ฎีกาที่ 3006-3081/2567) เรื่องอายุงานต่อเนื่องและสิทธิค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
(ฎีกาที่ 3106 - 3109/2567): การหยุดกิจการชั่วคราว โควิด-19 ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย นายจ้างยังต้องจ่ายค่าจ้าง 75%
(ฎีกาที่ 3110-3113/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแรงงาน, พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน, พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์, สิทธิของลูกจ้าง
(ฎีกาที่ 3114/2567) กรณีเกษียณอายุลูกจ้าง การเลิกจ้าง และสิทธิค่าชดเชย, สิทธิของลูกจ้าง, นายจ้าง
(ฎีกาที่ 3116/2567) คดีแรงงาน สถาบันอุดมศึกษาเอกชน เลือกใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฟ้องศาลแรงงานได้เพียงทางเดียว
(ฎีกาที่ 3119 - 3135/2567): คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมกับการขาดทุนต่อเนื่องของฝ่ายผลิตในช่วงโควิด-19, คดีแรงงาน, มาตรา 49,
(ฎีกาที่ 3306/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิวันหยุดพักผ่อน
(ฎีกาที่ 3680/2567) กรณีการตีความฐานะนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1
(ฎีกาที่ 3969-3975/2567): การคำนวณค่าชดเชย-สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการตีความเวลาทำงานปกติ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966-2406/2546: การหยุดกิจการชั่วคราวและสิทธิจ่ายค่าจ้างตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
เวลาพักในรถบรรทุกถือเป็นเวลาทำงานหรือไม่? ศาลฎีกาชี้ขาดค่าล่วงเวลาและค่าจ้างในงานขนส่งต้องคำนวณอย่างไร
ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างอิสระ ศาลวินิจฉัยจากอะไร สิทธิเงินทดแทนขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่แท้จริงในการทำงาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2563: เลิกจ้างโดยสุจริตหรือไม่? ศาลฎีกาวินิจฉัยใหม่
การจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกัน, การค้ำประกันของพนักงานรัฐวิสาหกิจ, คดีละเมิดของพนักงานรัฐวิสาหกิจ
คำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง, การเรียกร้องเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาล ประกันสังคม
ผู้รับเหมาชั้นต้นมีสิทธิไล่เบี้ยเงินค่าจ้างที่ได้จ่ายแทนนายจ้างไปแล้ว
ตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่และมีภูมิลำเนาต่างประเทศ
ลูกจ้างส่งภาพโป๊ลามกอนาจารในเวลาทำงาน
ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง
หน้าที่นายจ้างวางเงินก่อนฟ้องคดี
ฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานร้ายแรง
เลิกจ้างไม่เป็นธรรม-สินจ้างแทนการบอกกล่าว
ลูกจ้างชั่วคราวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาฝ่ายเดียวต้องดำเนินการภายใน 7 วัน
เล่นอินเตอร์เน็ตในเวลาทำงานเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว
ค่าจ้างค้างจ้ายกับดอกเบี้ยผิดนัดที่ลูกจ้างมีสิทธิคิดเอากับนายจ้าง
เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือ
นายจ้างมอบอำนาจบังคับบัญชาให้ผู้อื่น
คำนวณจ่ายค่าชดเชย-ค่าครองชีพเป็นค่าจ้างหรือไม่
ถือไม่ได้ว่าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งนายจ้าง
บำเหน็จดำรงชีพกับบำเหน็จตกทอด
อ้างเหตุเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย
การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจะกระทำได้แต่จ้างงานในโครงการเฉพาะ
การจงใจฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้าง คำสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานในตำแหน่งใหม่
การเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุไม่อาจถอนได้
เรียกค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
ฝ่าฝืนระเบียบนายจ้างมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
เลิกจ้างโดยไม่ได้ตักเตือนก่อนเป็นหนังสือต้องจ่ายค่าชดเชย
ทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับในกรณีร้ายแรง
สิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ | ย้ายสถานประกอบกิจการ
คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด
ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพื่อคำนวณจ่ายค่าชดเชย
ตำแหน่งพนักงานขับรถ-สัญญาจ้างแรงงาน หรือสัญญาจ้างทำของ?
ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง
แม่บ้านทำงานบ้านฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
นายจ้างให้ลูกจ้างขับรถขนส่งทำงานติดต่อกันถึงวันละ 24 ชั่วโมงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การโยกย้ายหน้าที่ลูกจ้างเป็นอำนาจบริหารจัดการของนายจ้าง
นายจ้างประกอบกิจการขนส่งย้ายที่ลงเวลาทำงานไปตั้งอยู่ที่อื่น
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
โจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานฝ่ายลูกจ้างไม่คัดค้าน
ดอกเบี้ยผิดนัดหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชย 15% ต่อปีไม่ใช่ 7.5%
สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดทำให้สิทธิรับค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเที่ยวระงับด้วย
ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
สัญญาจ้างทดลองงาน | สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า