
| การเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างที่ศาลอนุญาตแล้ว หากคำพิพากษาถูกยกและให้พิจารณาใหม่ ต้องออกหนังสือเลิกจ้างอีกหรือไม่ ลูกจ้างยังมีสิทธิเรียกค่าจ้างและโบนัสหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของการเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างภายหลังศาลแรงงานอนุญาตให้เลิกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 รวมทั้งผลของการที่ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานและให้พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ว่าจะมีผลทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างกลับคืนมาโดยอัตโนมัติหรือไม่ และนายจ้างจำเป็นต้องออกหนังสือเลิกจ้างใหม่อีกครั้งหรือไม่ ประเด็นดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อสิทธิของลูกจ้างในการเรียกร้องค่าจ้างและเงินโบนัสในช่วงเวลาที่อ้างว่ายังคงมีสถานะเป็นลูกจ้าง คดีนี้เริ่มจากการที่นายจ้างได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานให้เลิกจ้างลูกจ้างซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการลูกจ้าง และได้แสดงเจตนาเลิกจ้างตามคำสั่งศาล ต่อมาคำพิพากษาดังกล่าวถูกยกและให้พิจารณาใหม่ แต่ภายหลังศาลแรงงานมีคำพิพากษาอนุญาตให้เลิกจ้างอีกครั้งจนคดีถึงที่สุด ลูกจ้างจึงฟ้องเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสโดยอ้างว่าการเลิกจ้างครั้งเดิมสิ้นผลไปแล้วและนายจ้างต้องแสดงเจตนาเลิกจ้างใหม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการแสดงเจตนาเลิกจ้างที่ได้กระทำโดยชอบตามมาตรา 52 ย่อมทำให้นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงทันที แม้ต่อมาคำพิพากษาที่เป็นฐานของการอนุญาตจะถูกยกและให้พิจารณาใหม่ ก็ไม่ได้มีผลทำให้นายจ้างและลูกจ้างกลับมามีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานโดยอัตโนมัติ หากทั้งสองฝ่ายมิได้แสดงเจตนากลับเข้าผูกพันกันอีก นิติสัมพันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นใหม่ เมื่อภายหลังศาลแรงงานมีคำพิพากษาอนุญาตให้เลิกจ้างอีกครั้งจนคดีถึงที่สุด นายจ้างจึงไม่จำเป็นต้องออกหนังสือเลิกจ้างซ้ำอีก และลูกจ้างไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างหรือเงินโบนัสในช่วงเวลาที่ไม่ได้มีฐานะเป็นลูกจ้างของนายจ้างอีกต่อไป สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยและดำรงตำแหน่งกรรมการลูกจ้าง ต่อมาจำเลยประสงค์จะเลิกจ้างโจทก์ จึงยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลแรงงานภาค 1 ตามกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานสัมพันธ์ เมื่อศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้าง จำเลยจึงมีหนังสือแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ในวันเดียวกัน โดยโจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบการเลิกจ้างไว้ หลังจากนั้นศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 1 เนื่องจากเห็นว่าศาลแรงงานรับฟังข้อเท็จจริงโดยอาศัยคำพิพากษาคดีอาญาเป็นหลักโดยมิได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ จึงให้ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ต่อมาศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่และมีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์อีกครั้ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน จนคดีถึงที่สุด ระหว่างช่วงเวลาทั้งหมดดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงว่า นับแต่วันที่จำเลยมีหนังสือเลิกจ้าง โจทก์มิได้กลับเข้าปฏิบัติงานให้แก่จำเลย และภายหลังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์แสดงเจตนาขอกลับเข้าทำงานหรือจำเลยแสดงเจตนารับโจทก์กลับเข้าทำงานอีก ทั้งยังมีข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานเกี่ยวกับการจ่ายโบนัสในช่วงปีที่เกี่ยวข้อง แต่โจทก์มิได้ปฏิบัติงานให้แก่จำเลยนับแต่วันที่มีหนังสือเลิกจ้าง จึงเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้าง ค่าจ้างค้างชำระ ดอกเบี้ย และเงินโบนัส โดยอ้างว่าการเลิกจ้างเดิมสิ้นผลไปแล้วและจำเลยจะต้องมีหนังสือเลิกจ้างใหม่อีกครั้ง จึงจะทำให้การเลิกจ้างมีผลตามกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาลเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคือ ข้อโต้แย้งของโจทก์ที่อ้างว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลแรงงานภาค 1 ได้รับฟังเป็นข้อยุติแล้วว่า นับแต่วันที่จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ โจทก์มิได้ทำงานให้แก่จำเลยอีกเลย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยว่าหลังจากการเลิกจ้างโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างและเงินโบนัส จึงเป็นการใช้ข้อเท็จจริงที่อยู่ในสำนวนและศาลชั้นต้นรับฟังไว้แล้ว มิใช่การนำข้อเท็จจริงภายนอกสำนวนมาใช้แต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเคยมีคำสั่งไม่ให้โจทก์เข้าทำงานก่อนวันที่มีหนังสือเลิกจ้างนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนข้อเท็จจริงซึ่งศาลรับฟังเป็นยุติแล้ว จึงไม่อาจทำให้การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกลายเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าฎีกาของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวฟังไม่ขึ้น คำวินิจฉัยเกี่ยวกับผลของการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่ว่า หลังจากศาลแรงงานอนุญาตให้เลิกจ้างและนายจ้างได้แสดงเจตนาเลิกจ้างแล้ว หากต่อมาคำพิพากษาที่อนุญาตให้เลิกจ้างถูกยกและให้พิจารณาใหม่ นายจ้างจำเป็นต้องมีหนังสือเลิกจ้างอีกครั้งหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้าง และจำเลยได้แสดงเจตนาเลิกจ้างตามคำอนุญาตดังกล่าวแล้ว การเลิกจ้างย่อมเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 และมีผลให้นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่การแสดงเจตนาเลิกจ้างมีผล แม้ภายหลังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานและให้พิจารณาคดีใหม่ก็ตาม ผลของคำพิพากษาดังกล่าวเป็นเพียงทำให้คำอนุญาตเดิมสิ้นผล แต่ไม่ได้ทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างกลับคืนมาโดยอัตโนมัติ เพราะการเกิดขึ้นของสัญญาจ้างแรงงานย่อมต้องอาศัยการแสดงเจตนาของทั้งสองฝ่ายในการกลับเข้าผูกพันกันอีกครั้ง ซึ่งในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าทั้งโจทก์และจำเลยได้แสดงเจตนาเช่นนั้นเลย นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานจึงยังคงสิ้นสุดตลอดมา และเมื่อภายหลังศาลแรงงานมีคำพิพากษาอนุญาตให้เลิกจ้างอีกครั้งจนคดีถึงที่สุด จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องออกหนังสือเลิกจ้างซ้ำอีก เพราะไม่มีนิติสัมพันธ์ของการเป็นนายจ้างและลูกจ้างหลงเหลืออยู่ให้ต้องเลิกจ้างอีกครั้งหนึ่ง หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 หลักสำคัญของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 คือ การให้ความคุ้มครองกรรมการลูกจ้างมิให้ถูกเลิกจ้างโดยพลการ อันอาจกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่แทนลูกจ้างในสถานประกอบกิจการ จึงกำหนดให้นายจ้างต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนจึงจะสามารถเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลมีคำพิพากษาอนุญาตให้เลิกจ้างแล้ว นายจ้างย่อมมีสิทธิแสดงเจตนาเลิกจ้างได้โดยชอบ และเมื่อได้แสดงเจตนาตามกฎหมายแล้ว นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานย่อมสิ้นสุดลงทันที การที่ต่อมามีการยกคำพิพากษาและให้พิจารณาคดีใหม่ มิได้หมายความว่าลูกจ้างจะกลับมามีสถานะเป็นลูกจ้างโดยอัตโนมัติ หากคู่สัญญาไม่ได้แสดงเจตนากลับเข้าผูกพันกันอีก เพราะการเกิดขึ้นของนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานต้องอาศัยการแสดงเจตนาของทั้งนายจ้างและลูกจ้างทั้งสองฝ่าย คดีนี้จึงเป็นการยืนยันหลักกฎหมายสำคัญว่า การสิ้นสุดของนิติสัมพันธ์จากการเลิกจ้างโดยชอบตามมาตรา 52 จะไม่กลับคืนมาเพียงเพราะมีการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาในระหว่างกระบวนพิจารณา หากไม่มีการแสดงเจตนาสร้างความสัมพันธ์ทางสัญญาขึ้นใหม่ ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างหรือเงินโบนัสในฐานะลูกจ้างต่อไปได้ วิเคราะห์เหตุผลของศาลฎีกาและผลของการสิ้นสุดนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงาน สาระสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การแยกให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่าง "ผลของคำพิพากษา" กับ "ผลของการแสดงเจตนาทางนิติกรรม" โดยศาลฎีกาวางหลักว่า แม้ภายหลังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 และให้พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แต่คำพิพากษาดังกล่าวมิได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างกลับคืนมาโดยอัตโนมัติ เนื่องจากก่อนหน้านั้นจำเลยได้แสดงเจตนาเลิกจ้างตามคำอนุญาตของศาลแรงงานโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การแสดงเจตนาดังกล่าวจึงทำให้นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงทันที เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดแล้ว การจะกลับมามีความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างอีกครั้ง ย่อมต้องอาศัยการแสดงเจตนาของทั้งสองฝ่ายที่จะกลับเข้าผูกพันกันใหม่ ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีไม่ปรากฏว่าโจทก์แสดงเจตนาขอกลับเข้าทำงาน หรือจำเลยแสดงเจตนารับโจทก์กลับเข้าทำงานแต่อย่างใด จึงถือว่านิติสัมพันธ์ยังคงสิ้นสุดต่อเนื่องตลอดมา และเมื่อภายหลังศาลแรงงานภาค 1 มีคำพิพากษาอนุญาตให้เลิกจ้างอีกครั้งจนคดีถึงที่สุด ก็ไม่ทำให้เกิดหน้าที่ใหม่ที่จำเลยต้องออกหนังสือเลิกจ้างซ้ำอีก เพราะไม่มีสถานะความเป็นลูกจ้างคงเหลืออยู่ให้ต้องเลิกจ้างอีกครั้ง หลักวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับผลของการแสดงเจตนาที่ได้เกิดขึ้นโดยชอบตามกฎหมายมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของกระบวนพิจารณาในภายหลัง วิเคราะห์สิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสภายหลังการเลิกจ้าง เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่านิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่จำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างตามคำอนุญาตของศาลแรงงานแล้ว ผลทางกฎหมายที่ตามมาคือ โจทก์ย่อมไม่มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยในช่วงเวลาที่นำมาฟ้องเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสอีกต่อไป แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานเรื่องการจ่ายโบนัสในช่วงปีดังกล่าวก็ตาม แต่สิทธิได้รับค่าจ้างและโบนัสย่อมตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีนิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้าง เมื่อศาลรับฟังเป็นยุติแล้วว่าตั้งแต่วันที่มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์มิได้ทำงานให้แก่จำเลย อีกทั้งไม่มีการกลับเข้าทำงานหรือการรับกลับเข้าทำงานภายหลัง จึงไม่อาจถือว่าโจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตามสภาพการจ้างต่อไปได้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ยกฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสในระยะเวลาที่ไม่ได้มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยแล้ว ความสำคัญของหลักกฎหมายที่คดีนี้วางไว้ คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อการตีความพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 ในประเด็นผลของการเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง โดยศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อศาลแรงงานอนุญาตให้เลิกจ้างและนายจ้างได้แสดงเจตนาเลิกจ้างโดยชอบแล้ว นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานย่อมสิ้นสุดลงทันที แม้ภายหลังคำพิพากษาที่เป็นฐานของการอนุญาตจะถูกยกและให้พิจารณาใหม่ ก็ไม่ได้ทำให้สัญญาจ้างแรงงานกลับมามีผลใช้บังคับโดยอัตโนมัติ หากทั้งนายจ้างและลูกจ้างมิได้แสดงเจตนากลับเข้าผูกพันกันอีก นิติสัมพันธ์ย่อมยังคงสิ้นสุดต่อไป ผลทางกฎหมายดังกล่าวทำให้ลูกจ้างไม่อาจอ้างสิทธิเรียกค่าจ้างหรือเงินโบนัสในช่วงเวลาที่ไม่ได้มีฐานะเป็นลูกจ้างได้ และนายจ้างก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการเลิกจ้างซ้ำอีกเมื่อศาลมีคำพิพากษาอนุญาตให้เลิกจ้างในคดีที่พิจารณาใหม่จนถึงที่สุด หลักวินิจฉัยนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพิจารณาผลของการเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างและผลของการสิ้นสุดนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานในกรณีที่กระบวนพิจารณาของศาลมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสตามที่ฟ้อง เนื่องจากการเลิกจ้างเป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติงานให้แก่จำเลยนับแต่วันที่มีหนังสือเลิกจ้าง จึงพิพากษายกฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้วเห็นพ้องกับผลของศาลแรงงานภาค 1 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้อง จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อศาลแรงงานอนุญาตให้เลิกจ้างและจำเลยได้แสดงเจตนาเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 แล้ว นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างย่อมสิ้นสุดลง แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะยกคำพิพากษาเดิมและให้พิจารณาคดีใหม่ ก็ไม่ได้ทำให้นิติสัมพันธ์กลับคืนมาโดยอัตโนมัติ เพราะทั้งสองฝ่ายมิได้แสดงเจตนากลับเข้าผูกพันกันอีก เมื่อภายหลังศาลแรงงานมีคำพิพากษาอนุญาตให้เลิกจ้างจนคดีถึงที่สุด นายจ้างจึงไม่จำเป็นต้องออกหนังสือเลิกจ้างใหม่ และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างหรือเงินโบนัสในช่วงเวลาที่ไม่ได้มีฐานะเป็นลูกจ้างอีกต่อไป ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 ย่อมมีผลสมบูรณ์เมื่อศาลแรงงานอนุญาตและนายจ้างได้แสดงเจตนาเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย ผลของการแสดงเจตนาดังกล่าวทำให้นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงทันที การที่ภายหลังมีคำพิพากษายกคำพิพากษาเดิมและให้พิจารณาคดีใหม่ เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในกระบวนพิจารณา มิใช่เหตุที่ทำให้นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานกลับคืนมาโดยอัตโนมัติ หากคู่สัญญามิได้แสดงเจตนากลับเข้าผูกพันกันอีก ย่อมไม่มีสิทธิและหน้าที่ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างเกิดขึ้นใหม่ ดังนั้น สิทธิเรียกค่าจ้าง เงินโบนัส หรือสิทธิประโยชน์อื่นตามสภาพการจ้าง ย่อมต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานที่ยังคงมีอยู่เท่านั้น เมื่อสถานะลูกจ้างสิ้นสุดลงแล้ว ย่อมไม่อาจเรียกร้องสิทธิที่ผูกพันอยู่กับสถานะดังกล่าวได้อีก เว้นแต่กฎหมายหรือข้อเท็จจริงจะบัญญัติหรือรับรองไว้เป็นอย่างอื่น ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลของการเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 ว่า เมื่อศาลแรงงานอนุญาตให้เลิกจ้างและนายจ้างได้แสดงเจตนาเลิกจ้างโดยชอบแล้ว แม้ต่อมาคำพิพากษาที่เป็นฐานของการอนุญาตจะถูกยกและให้พิจารณาคดีใหม่ ก็ไม่ได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างกลับคืนมาโดยอัตโนมัติ และนายจ้างไม่จำเป็นต้องแสดงเจตนาเลิกจ้างซ้ำอีก หากคู่สัญญามิได้แสดงเจตนากลับเข้าผูกพันกันใหม่ ลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสในช่วงเวลาที่ไม่ได้มีฐานะเป็นลูกจ้าง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 การเลิกจ้างที่ชอบด้วยมาตรา 52 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลแรงงานอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง และนายจ้างได้แสดงเจตนาเลิกจ้างตามคำอนุญาตแล้ว การเลิกจ้างย่อมสมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 และมีผลให้นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่การแสดงเจตนาเลิกจ้างมีผล การเลิกจ้างดังกล่าวจึงก่อให้เกิดผลทางกฎหมายทันที แม้ภายหลังจะมีการยกคำพิพากษาเดิมและให้พิจารณาคดีใหม่ก็ตาม นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานไม่กลับคืนโดยอัตโนมัติ ศาลฎีกาวางหลักว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานและให้พิจารณาพิพากษาใหม่ มิได้ทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างกลับคืนมาโดยอัตโนมัติ การกลับมามีสัญญาจ้างแรงงานต้องเกิดจากการแสดงเจตนาของทั้งนายจ้างและลูกจ้างที่จะกลับเข้าผูกพันกันอีกครั้ง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนาเช่นนั้น นิติสัมพันธ์จึงยังคงสิ้นสุดต่อเนื่อง และลูกจ้างไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างหรือเงินโบนัสในช่วงเวลาที่ไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง อธิบายหลักกฎหมาย พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 1. หลักการคุ้มครองกรรมการลูกจ้าง มาตรา 52 มีวัตถุประสงค์คุ้มครองกรรมการลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แทนของลูกจ้างในกิจการ เพื่อป้องกันมิให้นายจ้างใช้อำนาจเลิกจ้าง โยกย้าย ลงโทษ หรือลดสิทธิประโยชน์ของกรรมการลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม อันอาจกระทบต่อเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมด้านแรงงานสัมพันธ์ ดังนั้น ก่อนที่นายจ้างจะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการเลิกจ้างได้โดยชอบด้วยกฎหมาย หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสมดุลระหว่างอำนาจการบริหารงานของนายจ้างกับการคุ้มครองผู้แทนของลูกจ้างตามที่กฎหมายรับรองไว้ 2. ผลของการอนุญาตให้เลิกจ้างตามมาตรา 52 เมื่อศาลแรงงานมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างแล้ว นายจ้างยังต้องแสดงเจตนาเลิกจ้างไปยังลูกจ้างอีกขั้นตอนหนึ่ง จึงจะทำให้การเลิกจ้างมีผลตามกฎหมาย เมื่อการแสดงเจตนาเลิกจ้างเกิดขึ้นโดยชอบ นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานย่อมสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่การเลิกจ้างมีผล คดีนี้จึงยืนยันว่า ผลของการเลิกจ้างเกิดจากการแสดงเจตนาของนายจ้างที่กระทำภายใต้คำอนุญาตของศาล มิใช่เกิดจากคำพิพากษาเพียงอย่างเดียว และเมื่อการเลิกจ้างมีผลสมบูรณ์แล้ว ย่อมก่อให้เกิดผลทางกฎหมายเกี่ยวกับการสิ้นสุดสถานะลูกจ้างทันที 3. ผลของการยกคำพิพากษาและการพิจารณาคดีใหม่ แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานและให้พิจารณาพิพากษาใหม่ ผลดังกล่าวมีเพียงทำให้คำอนุญาตเดิมสิ้นผลในทางกระบวนพิจารณาเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างกลับคืนมาโดยอัตโนมัติ เพราะการเกิดขึ้นของสัญญาจ้างแรงงานต้องอาศัยการแสดงเจตนาของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย เมื่อไม่ปรากฏว่าลูกจ้างขอกลับเข้าทำงานหรือว่านายจ้างรับกลับเข้าทำงาน จึงถือว่านิติสัมพันธ์ยังคงสิ้นสุดต่อไป และเมื่อศาลแรงงานมีคำพิพากษาอนุญาตให้เลิกจ้างอีกครั้งจนคดีถึงที่สุด นายจ้างก็ไม่จำเป็นต้องออกหนังสือเลิกจ้างซ้ำอีก เนื่องจากไม่มีสถานะลูกจ้างหลงเหลืออยู่ให้ต้องเลิกจ้างอีกครั้ง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม เมื่อศาลแรงงานอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างแล้ว หากต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาเดิมและให้พิจารณาคดีใหม่ การเลิกจ้างครั้งแรกยังมีผลอยู่หรือไม่ คำตอบ หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง และนายจ้างได้แสดงเจตนาเลิกจ้างตามคำอนุญาตดังกล่าวแล้ว การเลิกจ้างย่อมเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 และมีผลให้นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่การแสดงเจตนาเลิกจ้างมีผล แม้ภายหลังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานและให้พิจารณาพิพากษาใหม่ ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในกระบวนพิจารณาของศาลเท่านั้น มิใช่เหตุที่ทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างกลับคืนมาโดยอัตโนมัติ การกลับมามีสัญญาจ้างแรงงานอีกครั้งต้องอาศัยการแสดงเจตนาของทั้งนายจ้างและลูกจ้างที่จะกลับเข้าผูกพันกันใหม่ หากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนาเช่นนั้น ย่อมถือว่านิติสัมพันธ์ยังคงสิ้นสุดต่อไป และการเลิกจ้างเดิมยังคงก่อให้เกิดผลทางกฎหมายเกี่ยวกับการสิ้นสุดสถานะลูกจ้างตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ 2. คำถาม ภายหลังศาลสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ นายจ้างจำเป็นต้องออกหนังสือเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างใหม่อีกครั้งหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า นายจ้างไม่จำเป็นต้องออกหนังสือเลิกจ้างใหม่ หากก่อนหน้านั้นศาลแรงงานได้อนุญาตให้เลิกจ้างและนายจ้างได้แสดงเจตนาเลิกจ้างโดยชอบตามกฎหมายแล้ว เพราะการแสดงเจตนาดังกล่าวได้ทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ การที่ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาให้พิจารณาคดีใหม่ ไม่ได้ทำให้สัญญาจ้างแรงงานกลับมามีผลใช้บังคับโดยอัตโนมัติ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า ลูกจ้างมิได้แสดงเจตนากลับเข้าทำงาน และนายจ้างก็มิได้แสดงเจตนารับกลับเข้าทำงาน จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ของการเป็นนายจ้างกับลูกจ้างเกิดขึ้นใหม่ เมื่อภายหลังศาลแรงงานพิจารณาคดีใหม่และมีคำพิพากษาอนุญาตให้เลิกจ้างจนคดีถึงที่สุด นายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ต้องดำเนินการเลิกจ้างซ้ำอีก เพราะไม่มีสถานะลูกจ้างที่ยังคงอยู่ให้ต้องเลิกจ้างเป็นครั้งที่สอง หลักดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญของคำพิพากษานี้ 3. คำถาม ลูกจ้างที่ไม่ได้กลับเข้าทำงานหลังจากมีการเลิกจ้าง ยังมีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสสำหรับช่วงเวลาดังกล่าวหรือไม่ คำตอบ ตามหลักที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ สิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสย่อมเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อบุคคลนั้นยังคงมีสถานะเป็นลูกจ้างของนายจ้างและยังคงมีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานอยู่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายจ้างได้แสดงเจตนาเลิกจ้างโดยชอบภายหลังได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน และตั้งแต่วันที่มีหนังสือเลิกจ้างลูกจ้างมิได้ปฏิบัติงานให้แก่นายจ้าง อีกทั้งภายหลังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาให้พิจารณาคดีใหม่ ก็ไม่ปรากฏว่าลูกจ้างได้แสดงเจตนากลับเข้าทำงาน หรือว่านายจ้างได้แสดงเจตนารับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานจึงมิได้กลับคืนมา เมื่อไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างหรือเงินโบนัสสำหรับช่วงเวลาที่มิได้มีความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้าง แม้ว่านายจ้างจะมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือมีการจ่ายโบนัสให้แก่ลูกจ้างรายอื่นในช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม เพราะสิทธิได้รับผลประโยชน์ดังกล่าวต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้อง 4. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าคดีนี้ลูกจ้างไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างต่อเนื่อง แม้ว่าคำพิพากษาศาลแรงงานเดิมจะถูกยกและให้พิจารณาคดีใหม่ คำตอบ เหตุผลสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยคือ การสิ้นสุดของนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานเกิดขึ้นจากการที่นายจ้างได้แสดงเจตนาเลิกจ้างโดยชอบภายหลังศาลแรงงานอนุญาตตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 มิใช่เกิดจากคำพิพากษาเพียงลำพัง ดังนั้น แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานและให้พิจารณาพิพากษาใหม่ ก็ไม่ได้มีผลทำให้สัญญาจ้างแรงงานกลับมามีผลใช้บังคับโดยอัตโนมัติ เพราะการเกิดขึ้นของนิติสัมพันธ์ใหม่จำเป็นต้องอาศัยการแสดงเจตนาของทั้งนายจ้างและลูกจ้างที่จะกลับเข้าผูกพันกันอีกครั้ง เมื่อข้อเท็จจริงในคดีไม่ปรากฏว่าลูกจ้างได้กลับเข้าทำงานหรือว่านายจ้างได้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน ย่อมถือว่านิติสัมพันธ์ยังคงสิ้นสุดต่อเนื่องตลอดมา และเมื่อภายหลังศาลแรงงานพิจารณาคดีใหม่จนมีคำพิพากษาอนุญาตให้เลิกจ้างอีกครั้งและคดีถึงที่สุด นายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ต้องออกหนังสือเลิกจ้างใหม่ อีกทั้งลูกจ้างก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างหรือเงินโบนัสในช่วงเวลาที่มิได้มีฐานะเป็นลูกจ้างของนายจ้าง 5. คำถาม คำพิพากษานี้มีหลักกฎหมายสำคัญที่สามารถนำไปใช้กับคดีแรงงานอื่นได้อย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้วางหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับผลของการเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 โดยยืนยันว่า เมื่อศาลแรงงานอนุญาตให้เลิกจ้างและนายจ้างได้แสดงเจตนาเลิกจ้างโดยชอบแล้ว นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างย่อมสิ้นสุดลงทันที และการเปลี่ยนแปลงของคำพิพากษาในภายหลังไม่ได้ทำให้นิติสัมพันธ์กลับคืนมาโดยอัตโนมัติ หลักดังกล่าวมีความสำคัญต่อการพิจารณาคดีแรงงานในลักษณะเดียวกัน เพราะแสดงให้เห็นว่าการกลับมามีสัญญาจ้างแรงงานจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนาจะกลับเข้าผูกพันกันใหม่เท่านั้น มิใช่อาศัยผลของคำพิพากษาเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ คำพิพากษายังยืนยันหลักว่า สิทธิเรียกค่าจ้าง โบนัส หรือสิทธิประโยชน์อื่นตามสภาพการจ้าง จะเกิดขึ้นได้เฉพาะในช่วงเวลาที่บุคคลนั้นยังคงมีสถานะเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย เมื่อสถานะลูกจ้างสิ้นสุดลงแล้ว ย่อมไม่อาจเรียกร้องสิทธิดังกล่าวได้ หลักวินิจฉัยนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการตีความผลของการเลิกจ้างและผลของการสิ้นสุดนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานในคดีแรงงานต่อไป
บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 โดยยืนยันว่า เมื่อศาลแรงงานมีคำพิพากษาอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง และนายจ้างได้แสดงเจตนาเลิกจ้างตามคำอนุญาตดังกล่าวแล้ว การเลิกจ้างย่อมชอบด้วยกฎหมายและมีผลทำให้นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างสิ้นสุดลงนับแต่วันที่การแสดงเจตนาเลิกจ้างมีผล แม้ภายหลังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานและให้ศาลแรงงานพิจารณาพิพากษาใหม่ อันมีผลทำให้คำอนุญาตเดิมสิ้นผลไปก็ตาม แต่ผลดังกล่าวไม่ทำให้นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานที่สิ้นสุดลงแล้วกลับคืนมาโดยอัตโนมัติ การกลับมามีนิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างอีกครั้งต้องอาศัยการแสดงเจตนาของทั้งสองฝ่ายที่จะกลับเข้าผูกพันกันใหม่ เมื่อภายหลังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ปรากฏว่าโจทก์แสดงเจตนากลับเข้าทำงาน และไม่ปรากฏว่าจำเลยแสดงเจตนารับโจทก์กลับเข้าทำงาน จึงถือว่านิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานยังคงสิ้นสุดต่อเนื่องตลอดมา การที่ต่อมาศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่และมีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์อีกครั้งจนคดีถึงที่สุด จึงไม่ก่อให้เกิดหน้าที่แก่จำเลยที่จะต้องออกหนังสือเลิกจ้างใหม่ เพราะในขณะนั้นโจทก์มิได้มีสถานะเป็นลูกจ้างของจำเลยอยู่แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยในช่วงเวลาตามคำฟ้อง และข้อเท็จจริงยังรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยนับแต่วันที่มีหนังสือเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสจากจำเลย แม้จำเลยจะมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานเรื่องการจ่ายเงินรางวัลหรือโบนัสในช่วงปีที่เกี่ยวข้องก็ตาม เพราะสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสในคดีนี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานที่ยังดำรงอยู่ เมื่อสถานะลูกจ้างสิ้นสุดลงแล้ว สิทธิเรียกร้องดังกล่าวย่อมไม่เกิดขึ้น ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและพิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8247/2568 เมื่อศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างได้ การที่ต่อมาจำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาต จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์สิ้นสุดลงแล้วนับแต่วันที่การแสดงเจตนาเลิกจ้างมีผล แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 และให้ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อันมีผลทำให้คำสั่งของศาลแรงงานภาค 1 ที่อนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์สิ้นผลไปก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษดังกล่าวมิได้มีผลทำให้จำเลยกับโจทก์กลับมามีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานกันอีกในทันที จำเลยกับโจทก์จะต้องแสดงเจตนาผูกนิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภายหลังจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์มิได้แสดงเจตนากลับเข้าทำงานกับจำเลยและจำเลยยังมิได้แสดงเจตนารับโจทก์กลับเข้าทำงาน จำเลยกับโจทก์จึงยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานเรื่อยมา การที่ต่อมาศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่มีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อจำเลยกับโจทก์ยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างกับลูกจ้างตลอดมา จำเลยจึงไม่จำต้องแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตอีก โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยในช่วงระยะเวลาตามคำฟ้องย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้องจากจำเลย โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 265,989 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คิดเป็นเงิน 31,029 บาท เงินโบนัส 58,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จ่ายค่าจ้างเดือนละ 16,764 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป หากไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน ของต้นเงินที่ค้างชำระจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงขอสละสิทธิเรียกร้องเงินเพิ่มตามฟ้อง ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยและเป็นกรรมการลูกจ้าง จำเลยขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ต่อศาลแรงงานภาค 1 ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในวันดังกล่าวโดยโจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบไว้ ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์กระทำอนาจารโดยถือตามคำพิพากษาส่วนอาญา โดยมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 ให้ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี วันที่ 31 มีนาคม 2563 ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน คดีถึงที่สุด จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานกะรัตสุขภัณฑ์ ฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2564 ตกลงจ่ายเงินรางวัลหรือโบนัสในปี 2562 ถึงปี 2564 รวมปีละ 101 วัน และเงินอีกจำนวน 1,850 บาท ตั้งแต่จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เป็นต้นมา โจทก์ไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน หรือไม่ เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังเป็นยุติว่า ตั้งแต่จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 28 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา โจทก์ไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลย การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นมาประกอบการวินิจฉัยโดยเห็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้องจากจำเลย จึงชอบแล้ว ส่วนเหตุที่โจทก์โต้แย้งตามฎีกาที่ว่า จำเลยมีคำสั่งไม่ให้โจทก์เข้าไปทำงานตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2562 มิใช่โจทก์สมัครใจที่จะไม่เข้าทำงานกับจำเลย ก็เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังเป็นยุติดังกล่าว จึงหาใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนดังที่โจทก์ได้ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า จำเลยจะต้องมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อีกครั้งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานภาค 1 มีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างได้ การที่ต่อมาจำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2562 ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาต จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์สิ้นสุดลงแล้วนับแต่วันที่การแสดงเจตนาเลิกจ้างมีผล แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 และให้ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อันมีผลทำให้คำสั่งของศาลแรงงานภาค 1 ที่อนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์สิ้นผลไปก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษดังกล่าวมิได้มีผลทำให้จำเลยกับโจทก์กลับมามีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานกันอีกในทันที จำเลยกับโจทก์จะต้องแสดงเจตนาผูกนิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภายหลังจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์มิได้แสดงเจตนากลับเข้าทำงานกับจำเลยและจำเลยยังมิได้แสดงเจตนารับโจทก์กลับเข้าทำงาน จำเลยกับโจทก์จึงยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานเรื่อยมา การที่ต่อมาศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่และมีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อจำเลยกับโจทก์ยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างกับลูกจ้างตลอดมา จำเลยจึงไม่จำต้องแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตอีก โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยในช่วงระยะเวลาตามคำฟ้อง ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้องจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
|




