
| โอนเงินผิดบัญชี ธนาคารต้องคืนเงินหรือไม่ สิทธิของผู้โอนผิดและอำนาจฟ้องเรียกเงินคืนตามกฎหมายเมื่อเงินยังไม่ถูกถอนจากบัญชี
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการโอนเงินผิดบัญชีผ่านระบบธนาคารและสิทธิของผู้โอนเงินในการติดตามเรียกเงินคืนจากธนาคาร เมื่อผู้โอนตั้งใจโอนเงินไปยังบัญชีของบุคคลหนึ่ง แต่เกิดความผิดพลาดจากการกรอกเลขบัญชีเพียงหนึ่งหลัก ทำให้เงินถูกโอนเข้าไปยังบัญชีของบุคคลอื่นแทน แม้ผู้โอนจะรีบแจ้งความและมีการอายัดเงินไว้แล้ว แต่ธนาคารกลับไม่คืนเงินให้โดยอ้างว่าไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ฝากกับผู้โอนโดยตรง คดีนี้จึงมีประเด็นสำคัญว่าผู้โอนเงินมีอำนาจฟ้องธนาคารหรือไม่ เงินที่โอนผิดยังถือว่าอยู่ในความครอบครองของธนาคารหรือไม่ และธนาคารในฐานะผู้ประกอบธุรกิจซึ่งประชาชนให้ความไว้วางใจต้องมีหน้าที่ดำเนินการอย่างไรเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและป้องกันมิให้ผู้บริโภคต้องรับภาระติดตามทรัพย์สินของตนเพียงฝ่ายเดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยหลักกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาฝากทรัพย์ สิทธิในการติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากผู้ครอบครอง ตลอดจนหลักมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมและการคุ้มครองผู้บริโภค จนเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาการโอนเงินผิดบัญชีในระบบธนาคารในปัจจุบัน สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากของธนาคารแห่งหนึ่ง และประสงค์โอนเงินจำนวน 31,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากของบุตรซึ่งเปิดบัญชีไว้กับธนาคารจำเลยผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ขณะกรอกหมายเลขบัญชีเกิดความผิดพลาดโดยพิมพ์ตัวเลขผิดไปหนึ่งหลัก ส่งผลให้เงินถูกโอนเข้าไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่นซึ่งเปิดบัญชีไว้กับธนาคารจำเลยแทน ทั้งที่โจทก์ไม่มีเจตนาจะโอนเงินให้แก่บุคคลดังกล่าวและไม่ปรากฏว่ามีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันแต่อย่างใด เมื่อทราบถึงความผิดพลาด โจทก์จึงรีบแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในวันเดียวกันเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการติดตามเงินคืน ต่อมาพนักงานสอบสวนได้มีหนังสืออายัดเงินจำนวนดังกล่าวในบัญชีของผู้รับโอนส่งไปยังธนาคารจำเลย และธนาคารจำเลยได้ดำเนินการอายัดเงินไว้ตามหนังสือของพนักงานสอบสวน ทำให้เงินจำนวนดังกล่าวยังคงอยู่ในบัญชีและยังไม่ถูกถอน เบิก หรือโอนออกไปจากบัญชีของผู้รับโอนผิดแต่อย่างใด แม้เงินจะยังคงอยู่ในความควบคุมของธนาคารจำเลย แต่ธนาคารกลับไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับให้ธนาคารจำเลยชำระเงินจำนวน 31,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย โดยเห็นว่าธนาคารยังเป็นผู้ครอบครองเงินดังกล่าว และเมื่อได้รับแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโอนเงินผิดบัญชี รวมทั้งได้รับหนังสืออายัดเงินไว้แล้ว ย่อมสามารถดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้โอนเงินได้ ขณะที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะคู่สัญญาฝากทรัพย์เกี่ยวกับเงินจำนวนดังกล่าว จึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินแก่โจทก์และขอให้ยกฟ้อง ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีมิใช่ว่าการโอนเงินเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะคู่ความต่างยอมรับว่าเงินจำนวน 31,000 บาท ถูกโอนจากบัญชีของโจทก์เข้าไปยังบัญชีของบุคคลอื่นจริง หากแต่ข้อพิพาทอยู่ที่ว่า เมื่อการโอนเงินดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดของผู้โอนและผู้รับโอนไม่ใช่ผู้ที่โจทก์ประสงค์จะโอนเงินให้ อีกทั้งเงินยังไม่ถูกถอนออกจากบัญชี ธนาคารซึ่งเป็นผู้ครอบครองเงินตามระบบบัญชีเงินฝากมีหน้าที่คืนเงินให้แก่โจทก์หรือไม่ และโจทก์ซึ่งมิใช่ผู้ฝากเงินเข้าบัญชีของเจ้าของบัญชีปลายทาง จะมีสิทธิใช้สิทธิติดตามเงินคืนจากธนาคาร รวมทั้งมีอำนาจฟ้องธนาคารเพื่อบังคับให้คืนเงินได้หรือไม่ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงหน้าที่ของธนาคารในฐานะผู้ประกอบธุรกิจที่ประชาชนให้ความไว้วางใจว่าต้องดำเนินการตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมและคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคเพียงใด เมื่อได้รับแจ้งว่ามีการโอนเงินผิดบัญชีและเงินดังกล่าวยังอยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคาร หลักกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาฝากทรัพย์ที่ศาลนำมาวินิจฉัย ศาลฎีกาเริ่มต้นการวินิจฉัยด้วยการอธิบายหลักกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาฝากทรัพย์ โดยวางหลักว่า สัญญาฝากทรัพย์เกิดขึ้นเมื่อผู้ฝากส่งมอบทรัพย์ให้ผู้รับฝากเก็บรักษาและผู้รับฝากตกลงจะคืนทรัพย์ให้ในภายหลัง สำหรับการฝากเงินกับธนาคารนั้น กฎหมายกำหนดให้ธนาคารไม่จำเป็นต้องคืนธนบัตรหรือเหรียญเดิมที่ได้รับฝาก แต่มีหน้าที่คืนเงินให้ครบจำนวนแก่ผู้ฝาก ดังนั้นเมื่อมีการฝากเงินเข้าบัญชี เงินที่ฝากย่อมตกเป็นของธนาคาร และธนาคารมีหน้าที่คืนเงินให้แก่ผู้ฝากตามจำนวนที่ฝากไว้ อย่างไรก็ตาม หลักดังกล่าวใช้ได้เฉพาะกรณีที่บุคคลนั้นมีเจตนาฝากเงินเข้าบัญชีของผู้รับฝากโดยชอบเท่านั้น หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าการโอนเงินเกิดจากความผิดพลาด ผู้รับโอนซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีปลายทางย่อมไม่อาจถือเป็นผู้ฝากเงินตามกฎหมาย และการโอนเงินโดยผิดพลาดก็ไม่อาจถือว่าเป็นการฝากเงินแทนเจ้าของบัญชีนั้นได้ ด้วยเหตุนี้ตราบใดที่เงินยังไม่ถูกถอนหรือโอนออกจากบัญชี เงินดังกล่าวจึงยังคงอยู่ในความครอบครองของธนาคาร และธนาคารก็ไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินให้แก่เจ้าของบัญชีปลายทางซึ่งมิใช่ผู้ฝากเงินตามความหมายของกฎหมาย การวิเคราะห์หน้าที่ของธนาคารในฐานะผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าโจทก์กับธนาคารจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะคู่สัญญาฝากทรัพย์เกี่ยวกับเงินจำนวน 31,000 บาท ที่โอนผิดเข้าบัญชีของบุคคลอื่น แต่ศาลเห็นว่าประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เหตุที่จะทำให้ธนาคารหลุดพ้นจากหน้าที่ในการปฏิบัติต่อผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม เนื่องจากธนาคารเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ประชาชนทั่วไปให้ความไว้วางใจในการรับฝากและบริหารจัดการเงินของลูกค้า จึงต้องดำเนินกิจการด้วยความสุจริตและยึดถือมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม โดยต้องใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค เมื่อได้รับแจ้งว่ามีการโอนเงินผิดบัญชีและสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้จากข้อมูลที่อยู่ในระบบของธนาคารเอง ธนาคารย่อมต้องดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันความเสียหาย มิใช่ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องดำเนินการติดตามเงินคืนเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่เงินยังอยู่ในความควบคุมของธนาคารและยังไม่มีการถอนหรือโอนออกจากบัญชีปลายทางแต่อย่างใด ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า หลังจากโจทก์ทราบถึงความผิดพลาด ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนทันที และพนักงานสอบสวนได้มีหนังสืออายัดเงินส่งไปยังธนาคารจำเลย ซึ่งธนาคารก็ปฏิบัติตามโดยอายัดเงินจำนวนดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้จำเลยยังรับว่าได้รับเงินโอนจากโจทก์จริง และเงินจำนวนดังกล่าวยังคงอยู่ในความครอบครองของธนาคารโดยไม่ปรากฏว่าผู้เป็นเจ้าของบัญชีปลายทางได้ถอนเงิน เบิกเงิน โอนเงิน หรือแม้แต่แสดงตนโต้แย้งคัดค้านว่าเงินดังกล่าวเป็นของตนเอง ข้อเท็จจริงทั้งหมดจึงทำให้ศาลเห็นว่า ธนาคารมีข้อมูลเพียงพอที่จะดำเนินการตรวจสอบและติดต่อเจ้าของบัญชีปลายทางเพื่อให้แสดงสิทธิหรือโต้แย้งข้อกล่าวอ้างของโจทก์ ทั้งยังเป็นวิธีการที่สอดคล้องกับมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมและช่วยลดภาระของผู้บริโภคในการติดตามทรัพย์สินของตนเอง สิทธิของผู้โอนเงินผิดในการติดตามเอาเงินคืนจากธนาคาร ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า แม้โจทก์จะมิใช่ผู้ฝากเงินเข้าบัญชีของบุคคลที่ได้รับโอนผิด และแม้จะไม่มีสัญญาฝากทรัพย์ระหว่างโจทก์กับธนาคารเกี่ยวกับเงินจำนวนดังกล่าว แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้โอนเงินโดยผิดพลาด ไม่มีเจตนาให้บุคคลดังกล่าวได้รับประโยชน์จากเงิน และเงินยังอยู่ในความครอบครองของธนาคารโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงยังมีสิทธิที่จะติดตามเอาเงินของตนคืนจากธนาคารได้ โดยอาศัยสิทธิของเจ้าของทรัพย์ในการติดตามเอาทรัพย์คืนจากผู้ครอบครอง เมื่อธนาคารได้รับการทวงถามจากโจทก์แล้วแต่ยังเพิกเฉยไม่คืนเงิน การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องธนาคารต่อศาลเพื่อขอให้บังคับคืนเงินได้ หลักกฎหมายที่ศาลนำมาใช้ในประเด็นนี้จึงมิได้ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ตามสัญญาฝากทรัพย์ แต่ตั้งอยู่บนหลักการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์ที่ยังสามารถติดตามทรัพย์ของตนคืนจากผู้ครอบครองได้ เมื่อยังไม่มีบุคคลอื่นแสดงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายเหนือทรัพย์นั้น เหตุผลที่ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับเหตุผลดังกล่าว เนื่องจากเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกับหลักกฎหมายเกี่ยวกับการฝากเงิน สิทธิของเจ้าของทรัพย์ และหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจในการคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว เห็นได้ว่าโจทก์ยังคงมีสิทธิในเงินจำนวนที่โอนผิด และธนาคารก็ยังเป็นผู้ครอบครองเงินดังกล่าว ทั้งไม่มีข้อเท็จจริงว่าผู้เป็นเจ้าของบัญชีปลายทางได้ใช้สิทธิหรือโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในเงินดังกล่าวแต่อย่างใด การที่ธนาคารปฏิเสธไม่คืนเงินหลังจากได้รับการทวงถามแล้ว จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยตรง ส่งผลให้โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกเงินคืนจากธนาคารได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งให้ธนาคารชำระเงินจำนวน 31,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ หลักกฎหมายสำคัญที่ได้รับจากคดี คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการโอนเงินผิดบัญชีมิได้ทำให้เจ้าของเงินสูญเสียสิทธิในเงินของตนทันที หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าไม่มีเจตนาโอนเงินให้แก่ผู้รับปลายทาง และเงินยังคงอยู่ในความครอบครองของธนาคารโดยยังไม่มีการถอนหรือโอนออกจากบัญชี เจ้าของเงินย่อมมีสิทธิติดตามเอาเงินคืนได้ แม้จะไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะคู่สัญญาฝากทรัพย์กับธนาคารก็ตาม ขณะเดียวกันธนาคารในฐานะผู้ประกอบธุรกิจที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ ต้องดำเนินการด้วยความสุจริตและยึดถือมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคและใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตลอดจนดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อมิให้ผู้บริโภคต้องรับภาระในการติดตามทรัพย์สินของตนเพียงฝ่ายเดียวเกินสมควร หลักวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับการโอนเงินผิดบัญชีที่เงินยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคาร และเป็นการยืนยันว่าการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคต้องดำเนินควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าของเงินตามกฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 31,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้อัตราดอกเบี้ยสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นตามกฎหมาย แต่ต้องไม่เกินอัตราที่โจทก์ขอ พร้อมทั้งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นต่อศาลในนามของโจทก์ เนื่องจากเห็นว่าโจทก์เป็นผู้โอนเงินโดยผิดพลาด เงินยังคงอยู่ในความควบคุมของธนาคาร และโจทก์มีสิทธิเรียกเงินคืนได้ตามกฎหมาย 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะบังคับให้ธนาคารจำเลยคืนเงินตามที่ฟ้อง และกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ ส่งผลให้โจทก์ไม่ได้รับเงินจำนวนที่โอนผิดคืนจากธนาคารตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์จึงฎีกาต่อศาลฎีกาภายหลังได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่าแม้โจทก์กับธนาคารจะไม่มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะสัญญาฝากทรัพย์เกี่ยวกับเงินจำนวนที่โอนผิด แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์โอนเงินผิดบัญชีโดยไม่มีเจตนาฝากเงินเข้าบัญชีของผู้รับโอน เงินดังกล่าวยังอยู่ในความครอบครองของธนาคาร มีการอายัดเงินไว้แล้ว และไม่ปรากฏว่าเจ้าของบัญชีปลายทางได้โต้แย้งสิทธิในเงิน ธนาคารในฐานะผู้ประกอบธุรกิจซึ่งประชาชนให้ความไว้วางใจจึงควรดำเนินการตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมและคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภค โดยติดต่อเจ้าของบัญชีให้แสดงสิทธิ มิใช่ปล่อยให้ผู้บริโภคติดตามทรัพย์สินของตนเองเพียงฝ่ายเดียว เมื่อธนาคารเพิกเฉยไม่คืนเงินภายหลังได้รับการทวงถาม จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องและมีสิทธิติดตามเอาเงินคืนจากธนาคารได้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับการโอนเงินผิดบัญชีต้องพิจารณาแยกให้ออกจากความสัมพันธ์ตามสัญญาฝากทรัพย์โดยเคร่งครัด กล่าวคือ หากผู้โอนไม่มีเจตนาฝากเงินเข้าบัญชีของผู้รับโอนผิด บุคคลดังกล่าวย่อมไม่ใช่ผู้ฝากเงินตามกฎหมาย และไม่อาจอ้างสิทธิในฐานะผู้ฝากได้ แม้เงินจะถูกบันทึกอยู่ในบัญชีของบุคคลนั้นก็ตาม ขณะเดียวกันเมื่อเงินยังไม่ถูกถอนหรือโอนออกจากบัญชี เงินดังกล่าวยังอยู่ในความครอบครองของธนาคาร จึงยังเป็นกรณีที่เจ้าของเงินสามารถใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืนได้ หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ธนาคารมิใช่เพียงคู่สัญญาทางธุรกิจ แต่เป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้ดูแลและบริหารจัดการเงินของลูกค้า จึงต้องปฏิบัติด้วยความสุจริต ยึดถือมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นสำคัญ เมื่อได้รับข้อมูลที่แสดงอย่างชัดเจนว่ามีการโอนเงินผิดบัญชีและเงินยังอยู่ในความควบคุมของตน ธนาคารย่อมมีหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องแสดงสิทธิ มิใช่ปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างเพียงว่าไม่มีนิติสัมพันธ์กับผู้โอนเงิน เพราะการดำเนินการเช่นนั้นอาจเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าของทรัพย์และก่อให้เกิดอำนาจฟ้องตามกฎหมายได้ คดีนี้จึงตอกย้ำหลักคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินควบคู่กับหลักคุ้มครองผู้บริโภค และเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับการโอนเงินผิดบัญชีในระบบธนาคาร ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการที่ผู้โอนเงินผิดบัญชีสามารถใช้สิทธิติดตามเอาเงินคืนจากธนาคารได้หรือไม่ ในกรณีที่เงินยังไม่ถูกถอนออกจากบัญชีปลายทาง แม้ผู้โอนจะไม่มีนิติสัมพันธ์กับธนาคารในฐานะคู่สัญญาฝากทรัพย์ก็ตาม โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้โอนไม่มีเจตนาฝากเงินเข้าบัญชีของผู้รับโอนผิด และเงินยังอยู่ในความครอบครองของธนาคาร ผู้โอนย่อมมีสิทธิติดตามเอาเงินคืนได้ และธนาคารซึ่งเพิกเฉยไม่คืนเงินหลังได้รับการทวงถามย่อมเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของเจ้าของเงิน สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนตามกฎหมาย ศาลวินิจฉัยว่าเมื่อเงินที่โอนผิดยังอยู่ในความครอบครองของธนาคารและยังไม่มีผู้รับโอนใช้สิทธิในเงินดังกล่าว เจ้าของเงินย่อมมีสิทธิติดตามเอาเงินคืนจากผู้ครอบครองทรัพย์ได้ แม้จะไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาฝากทรัพย์กับธนาคารโดยตรงก็ตาม หน้าที่ของธนาคารในการคุ้มครองผู้บริโภค ศาลวางหลักว่าธนาคารในฐานะผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ต้องดำเนินการด้วยความสุจริต ใช้มาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภค โดยต้องดำเนินการตรวจสอบและเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องแสดงสิทธิเมื่อได้รับแจ้งว่ามีการโอนเงินผิดบัญชี มิใช่ปล่อยให้ผู้บริโภครับภาระติดตามเงินคืนเพียงฝ่ายเดียวเกินสมควร ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657 มาตรา 657 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดลักษณะของสัญญาฝากทรัพย์ โดยกำหนดว่าสัญญาฝากทรัพย์เกิดขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งซึ่งเรียกว่าผู้ฝาก ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งเรียกว่าผู้รับฝาก และผู้รับฝากตกลงจะเก็บรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาของตนก่อนจะคืนให้แก่ผู้ฝากในภายหลัง หลักสำคัญของมาตรานี้คือการเกิดขึ้นของสัญญาต้องอาศัยเจตนาของทั้งสองฝ่าย คือผู้ฝากต้องมีเจตนาส่งมอบทรัพย์เพื่อให้เก็บรักษา และผู้รับฝากต้องยินยอมรับทรัพย์ไว้ในฐานะผู้รับฝาก เมื่อเจตนาไม่ตรงกันหรือไม่มีเจตนาฝากทรัพย์ ย่อมไม่อาจถือว่าเกิดสัญญาฝากทรัพย์ตามกฎหมายได้ ในคดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 657 มาเป็นจุดเริ่มต้นในการวินิจฉัย โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาฝากเงินจำนวน 31,000 บาท เข้าบัญชีของเจ้าของบัญชีปลายทางที่ได้รับโอนเงินผิด เนื่องจากโจทก์เพียงกรอกหมายเลขบัญชีผิดพลาดไปหนึ่งหลักระหว่างการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร การที่เงินถูกโอนเข้าบัญชีของบุคคลอื่นจึงเป็นผลจากความผิดพลาด มิใช่ผลจากเจตนาที่จะทำสัญญาฝากทรัพย์กับบุคคลนั้น เจ้าของบัญชีปลายทางจึงไม่อาจถือเป็นผู้ฝากเงินตามความหมายของมาตรา 657 และการโอนเงินโดยผิดพลาดก็ไม่อาจถือเป็นการฝากเงินแทนเจ้าของบัญชีดังกล่าวได้ หลักวินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่าการเกิดสัญญาฝากทรัพย์มิได้พิจารณาเพียงผลของการโอนเงิน แต่ต้องพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงของผู้โอนประกอบด้วย หากไม่มีเจตนาฝากทรัพย์ ความสัมพันธ์ทางกฎหมายตามมาตรา 657 ย่อมไม่เกิดขึ้น แม้ระบบธนาคารจะแสดงว่ามีเงินเข้าบัญชีของบุคคลใดก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 มาตรา 665 กำหนดหน้าที่สำคัญของผู้รับฝากในกรณีฝากเงินกับธนาคาร โดยเมื่อมีการฝากเงินโดยชอบด้วยกฎหมาย เงินที่ผู้ฝากส่งมอบย่อมตกเป็นของธนาคาร และธนาคารมีหน้าที่คืนเงินให้ครบจำนวนแก่ผู้ฝากตามเงื่อนไขของสัญญาฝากเงิน หลักกฎหมายดังกล่าวสะท้อนลักษณะพิเศษของการฝากเงินกับธนาคาร ซึ่งแตกต่างจากการฝากทรัพย์ทั่วไป เพราะธนาคารไม่จำเป็นต้องคืนธนบัตรหรือเหรียญเดิม แต่ต้องคืนเงินตามจำนวนที่ผู้ฝากมีสิทธิได้รับ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าหลักตามมาตรา 665 จะใช้ได้ต่อเมื่อมีผู้ฝากเงินโดยชอบตามกฎหมายเสียก่อน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์มิได้มีเจตนาฝากเงินเข้าบัญชีของผู้รับโอนผิด บุคคลดังกล่าวจึงไม่ใช่ผู้ฝากเงิน และธนาคารก็ไม่มีหน้าที่คืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าของบัญชีปลายทางตามมาตรา 665 เพราะบุคคลนั้นไม่ได้เป็นผู้ส่งมอบเงินเข้าบัญชีของตนโดยมีเจตนาฝากเงิน หลักวินิจฉัยนี้ทำให้เห็นว่าหน้าที่ของธนาคารในการคืนเงินตามมาตรา 665 ผูกพันอยู่กับความเป็นผู้ฝากตามกฎหมาย มิใช่เพียงการปรากฏยอดเงินในบัญชีของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น หากการรับเงินเกิดจากการโอนผิดพลาดโดยไม่มีเจตนาฝากเงิน ย่อมไม่ทำให้เจ้าของบัญชีปลายทางได้รับสิทธิในฐานะผู้ฝากเงินตามบทบัญญัติดังกล่าว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 มาตรา 672 บัญญัติถึงลักษณะเฉพาะของการฝากเงินไว้กับผู้รับฝาก โดยให้สันนิษฐานว่าผู้รับฝากไม่จำเป็นต้องคืนเงินฉบับเดิมที่ได้รับฝาก แต่มีหน้าที่คืนเงินให้ครบจำนวน หลักกฎหมายนี้เป็นพื้นฐานของระบบบัญชีเงินฝากในกิจการธนาคาร เพราะเมื่อผู้ฝากนำเงินฝากเข้าบัญชี เงินดังกล่าวย่อมรวมเป็นทรัพย์สินของธนาคาร และธนาคารเพียงมีหน้าที่ชำระคืนเงินตามจำนวนที่ผู้ฝากมีสิทธิได้รับในภายหลัง ศาลฎีกานำหลักดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยว่า แม้เงินที่ฝากกับธนาคารจะตกเป็นของธนาคารตามกฎหมาย แต่หลักดังกล่าวใช้เฉพาะกรณีที่มีการฝากเงินโดยชอบเท่านั้น สำหรับคดีนี้ โจทก์มิได้มีเจตนาฝากเงินเข้าบัญชีของผู้รับโอนผิด จึงไม่อาจถือว่าเกิดการฝากเงินตามมาตรา 672 ระหว่างโจทก์กับเจ้าของบัญชีปลายทางได้ ด้วยเหตุนี้ แม้เงินจะอยู่ในระบบบัญชีของธนาคาร แต่เงินดังกล่าวยังอยู่ในความครอบครองของธนาคาร และยังไม่เกิดหน้าที่ของธนาคารที่จะต้องคืนเงินแก่เจ้าของบัญชีปลายทาง เพราะบุคคลดังกล่าวมิใช่ผู้ฝากเงินตามกฎหมาย หลักการนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแยกความแตกต่างระหว่างการฝากเงินโดยสมัครใจกับการได้รับเงินจากความผิดพลาดของระบบการโอนเงิน ซึ่งมีผลทางกฎหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มาตรา 1336 เป็นบทบัญญัติที่รับรองสิทธิของเจ้าของทรัพย์ในการติดตามและเรียกคืนทรัพย์สินของตนจากผู้ซึ่งครอบครองทรัพย์นั้นโดยไม่มีสิทธิ หลักกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าของ และเปิดโอกาสให้เจ้าของสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายเรียกคืนทรัพย์ได้ตราบเท่าที่ทรัพย์ยังอยู่ในความครอบครองของผู้อื่นโดยไม่ชอบ ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าแม้โจทก์จะไม่มีนิติสัมพันธ์กับธนาคารในฐานะคู่สัญญาฝากทรัพย์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเงินจำนวน 31,000 บาท ถูกโอนผิดเข้าบัญชีของบุคคลอื่นโดยไม่มีเจตนาของโจทก์ เงินดังกล่าวยังอยู่ในความครอบครองของธนาคารเพราะยังไม่มีการถอน เบิก หรือโอนออกจากบัญชี อีกทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าของบัญชีปลายทางได้โต้แย้งสิทธิในเงินดังกล่าว โจทก์จึงยังคงมีสิทธิในฐานะเจ้าของเงินที่จะติดตามเอาเงินคืนจากธนาคารได้ตามมาตรา 1336 เมื่อโจทก์ทวงถามแล้วแต่ธนาคารเพิกเฉยไม่คืนเงิน การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ส่งผลให้โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกเงินคืนต่อศาลได้ หลักวินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่าสิทธิของเจ้าของทรัพย์มิได้สิ้นสุดลงเพียงเพราะเกิดความผิดพลาดในการโอนเงิน หากทรัพย์ยังสามารถระบุได้และยังอยู่ในความครอบครองของผู้ที่ไม่มีสิทธิเหนือทรัพย์นั้น เจ้าของย่อมมีสิทธิใช้มาตรา 1336 เพื่อเรียกทรัพย์คืนได้ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 แม้คำพิพากษาจะมิได้อธิบายรายละเอียดของมาตรา 12 ไว้อย่างเป็นลำดับ แต่ศาลฎีกาได้นำหลักการคุ้มครองผู้บริโภคมาประกอบการวินิจฉัยอย่างชัดเจน โดยพิจารณาว่าธนาคารเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ จึงต้องดำเนินกิจการด้วยความสุจริต ใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการปฏิบัติตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม และต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคประกอบด้วย เมื่อได้รับแจ้งว่ามีการโอนเงินผิดบัญชี พร้อมทั้งได้รับหนังสืออายัดเงินและทราบว่าเงินยังอยู่ในความครอบครองของตน ธนาคารย่อมควรดำเนินการติดต่อเจ้าของบัญชีปลายทางเพื่อให้แสดงสิทธิหรือโต้แย้งข้อกล่าวอ้าง มิใช่ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องรับภาระติดตามทรัพย์สินของตนเองเพียงฝ่ายเดียวเกินสมควร หลักวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการพิจารณาคดีผู้บริโภคมิได้ยึดติดเฉพาะความสัมพันธ์ตามสัญญาเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานการประกอบธุรกิจ ความสุจริตในการดำเนินกิจการ และการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าของเงิน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่กรณีและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคตามที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ในคดีนี้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม โอนเงินผิดบัญชีแล้วเงินยังไม่ถูกถอนออกจากบัญชีปลายทาง ผู้โอนสามารถเรียกเงินคืนจากธนาคารได้หรือไม่ คำตอบ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้โอนเงินไม่มีเจตนาโอนเงินให้แก่เจ้าของบัญชีปลายทาง แต่เกิดจากความผิดพลาดในการกรอกเลขบัญชีจนทำให้เงินถูกโอนเข้าบัญชีของบุคคลอื่น และเงินจำนวนดังกล่าวยังไม่ถูกถอน เบิก หรือโอนออกจากบัญชีปลายทาง ผู้โอนย่อมยังมีสิทธิที่จะติดตามเอาเงินของตนคืนได้ ทั้งนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากรณีดังกล่าวมิใช่การฝากเงินเข้าบัญชีของบุคคลนั้นโดยชอบ เนื่องจากผู้โอนไม่มีเจตนาฝากเงินหรือมอบประโยชน์ให้แก่เจ้าของบัญชีปลายทาง อีกทั้งเมื่อเงินยังอยู่ในความครอบครองของธนาคารและไม่ปรากฏว่าเจ้าของบัญชีปลายทางได้แสดงสิทธิหรือโต้แย้งว่าเงินเป็นของตน ผู้โอนย่อมยังมีสิทธิในฐานะเจ้าของเงินที่จะติดตามเอาเงินคืนได้ เมื่อธนาคารได้รับการทวงถามแล้วแต่ยังไม่คืนเงิน การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้โอน และทำให้ผู้โอนมีอำนาจฟ้องเรียกเงินคืนจากธนาคารได้ การพิจารณาจะอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจตนาของผู้โอน สถานะของเงินในบัญชี และพฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดประกอบกัน มิใช่พิจารณาเพียงว่ามีเงินเข้าบัญชีของบุคคลใดแล้วเท่านั้น 2 คำถาม เหตุใดเจ้าของบัญชีที่ได้รับเงินโอนผิดจึงไม่ถือเป็นผู้ฝากเงินตามกฎหมาย คำตอบ ศาลฎีกาอธิบายว่าการจะถือว่าบุคคลใดเป็นผู้ฝากเงินตามกฎหมาย จำเป็นต้องมีเจตนาของผู้ฝากที่จะส่งมอบเงินให้แก่ธนาคารเพื่อฝากเข้าบัญชีของบุคคลนั้นโดยชอบ หากการโอนเงินเกิดจากความผิดพลาด เช่น กรอกเลขบัญชีผิดเพียงหนึ่งหลัก ผู้โอนย่อมไม่มีเจตนาฝากเงินเข้าบัญชีของผู้รับโอนผิดแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ระบบธนาคารจะบันทึกยอดเงินเข้าบัญชีของบุคคลนั้นแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้บุคคลดังกล่าวมีฐานะเป็นผู้ฝากเงินตามกฎหมาย เพราะขาดองค์ประกอบสำคัญคือเจตนาของผู้โอน การโอนเงินโดยผิดพลาดจึงไม่อาจตีความว่าเป็นการฝากเงินแทนเจ้าของบัญชีปลายทางได้ ผลทางกฎหมายคือธนาคารไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินแก่เจ้าของบัญชีดังกล่าวในฐานะผู้ฝาก แต่ต้องพิจารณาสิทธิของเจ้าของเงินตัวจริงประกอบกับข้อเท็จจริงทั้งหมดของคดี หลักวินิจฉัยนี้มีความสำคัญต่อการแยกแยะระหว่างการฝากเงินโดยสมัครใจกับการได้รับเงินจากความผิดพลาด ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 3 คำถาม ธนาคารมีหน้าที่อย่างไรเมื่อได้รับแจ้งว่ามีการโอนเงินผิดบัญชีและเงินยังอยู่ในบัญชีปลายทาง คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าธนาคารเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ประชาชนให้ความไว้วางใจในการรับฝากและบริหารจัดการเงินของลูกค้า จึงต้องดำเนินกิจการด้วยความสุจริตและยึดถือมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นสำคัญ เมื่อธนาคารได้รับแจ้งว่ามีการโอนเงินผิดบัญชี ได้รับหนังสืออายัดเงินจากพนักงานสอบสวน และทราบว่าเงินยังอยู่ในบัญชีโดยยังไม่มีการถอนหรือโอนออกไป ธนาคารควรดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดต่อเจ้าของบัญชีปลายทางเพื่อให้แสดงตนหรือแสดงหลักฐานโต้แย้งสิทธิในเงินดังกล่าว มิใช่ปล่อยให้ผู้โอนเงินต้องดำเนินการติดตามทรัพย์สินของตนเองแต่เพียงฝ่ายเดียว การปฏิบัติเช่นนี้สอดคล้องกับหลักคุ้มครองผู้บริโภคและมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ศาลนำมาประกอบการวินิจฉัยในคดีนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและลดภาระของผู้บริโภคในการเรียกคืนทรัพย์สินของตน 4 คำถาม หากธนาคารปฏิเสธไม่คืนเงินหลังได้รับการทวงถาม ผู้โอนเงินมีสิทธิฟ้องธนาคารได้หรือไม่ คำตอบ ผู้โอนเงินย่อมมีสิทธิฟ้องธนาคารได้ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเงินถูกโอนผิดโดยไม่มีเจตนาให้ผู้รับโอน เงินยังอยู่ในความครอบครองของธนาคาร และไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นใช้สิทธิหรือโต้แย้งความเป็นเจ้าของเงินดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่ธนาคารเพิกเฉยไม่คืนเงินภายหลังได้รับการทวงถาม ย่อมถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าของเงิน ทำให้เจ้าของเงินมีอำนาจใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อฟ้องเรียกเงินคืนจากธนาคารได้ แม้จะไม่มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะคู่สัญญาฝากทรัพย์ก็ตาม สิทธิในการฟ้องมิได้เกิดจากสัญญาฝากเงิน แต่เกิดจากการที่เจ้าของทรัพย์ยังมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืนจากผู้ครอบครอง เมื่อธนาคารยังเป็นผู้ควบคุมเงินดังกล่าวอยู่ การพิจารณาของศาลจึงมุ่งคุ้มครองสิทธิของเจ้าของเงินควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบการรับฝากเงินของประชาชน 5 คำถาม แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาคดีนี้มีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาการโอนเงินผิดบัญชีในอนาคตอย่างไร คำตอบ แนวคำวินิจฉัยนี้มีความสำคัญเพราะยืนยันหลักกฎหมายว่าการโอนเงินผิดบัญชีไม่ได้ทำให้เจ้าของเงินสูญเสียสิทธิในเงินของตนทันที หากพิสูจน์ได้ว่าการโอนเกิดจากความผิดพลาด ไม่มีเจตนาให้ผู้รับโอนได้รับประโยชน์ และเงินยังคงอยู่ในความครอบครองของธนาคาร เจ้าของเงินยังสามารถใช้สิทธิติดตามเอาเงินคืนได้ นอกจากนี้ ศาลยังเน้นย้ำถึงบทบาทของธนาคารในฐานะผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนว่าต้องดำเนินการด้วยความสุจริต ใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภค มิใช่ปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างเพียงว่าไม่มีนิติสัมพันธ์กับผู้โอนเงิน หลักวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างมาตรฐานการดำเนินงานของสถาบันการเงิน การคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค และการรักษาสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าของเงินให้ได้รับความเป็นธรรมภายใต้ระบบธุรกรรมทางการเงินในปัจจุบัน บทสรุป คดีนี้เป็นแนวคำวินิจฉัยที่มีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาการโอนเงินผิดบัญชีในระบบธนาคาร โดยศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การโอนเงินผิดพลาดมิได้ทำให้เจ้าของเงินสูญเสียสิทธิในเงินของตนเพียงเพราะเงินถูกบันทึกเข้าบัญชีของบุคคลอื่น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้โอนไม่มีเจตนาฝากเงินหรือโอนเงินให้แก่เจ้าของบัญชีปลายทาง และเงินยังไม่ถูกถอน เบิก หรือโอนออกจากบัญชี เงินดังกล่าวยังคงอยู่ในความครอบครองของธนาคาร เจ้าของเงินจึงยังมีสิทธิติดตามเอาเงินคืนได้ตามกฎหมาย แม้จะไม่มีนิติสัมพันธ์กับธนาคารในฐานะคู่สัญญาฝากทรัพย์ก็ตาม ศาลฎีกายังอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการฝากเงินโดยชอบกับการโอนเงินโดยผิดพลาด โดยยืนยันว่าการเกิดสัญญาฝากทรัพย์ต้องอาศัยเจตนาของผู้ฝากเป็นสำคัญ เมื่อผู้โอนไม่มีเจตนาฝากเงินเข้าบัญชีของผู้รับโอนผิด เจ้าของบัญชีปลายทางจึงไม่ใช่ผู้ฝากเงินตามกฎหมาย และไม่อาจอ้างสิทธิในเงินดังกล่าวได้เพียงเพราะมียอดเงินปรากฏอยู่ในบัญชีของตน หลักการนี้ช่วยสร้างความชัดเจนในการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการฝากเงิน และป้องกันมิให้บุคคลที่ได้รับเงินจากความผิดพลาดได้รับประโยชน์โดยปราศจากฐานสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ คดียังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความรับผิดชอบของธนาคารในฐานะผู้ประกอบธุรกิจที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ ศาลฎีกาเห็นว่าธนาคารต้องดำเนินกิจการด้วยความสุจริต ยึดถือมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภค เมื่อได้รับแจ้งว่ามีการโอนเงินผิดบัญชีและทราบว่าเงินยังอยู่ภายใต้การควบคุมของตน ธนาคารควรดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ติดต่อเจ้าของบัญชีปลายทางเพื่อให้แสดงสิทธิหรือโต้แย้งข้อกล่าวอ้าง และดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันมิให้ผู้บริโภคต้องรับภาระติดตามทรัพย์สินของตนเองแต่เพียงฝ่ายเดียว หากธนาคารเพิกเฉยและไม่คืนเงินภายหลังได้รับการทวงถาม ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าของเงินและอาจถูกฟ้องบังคับให้คืนเงินได้ตามกฎหมาย ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับทั้งประชาชนและสถาบันการเงิน โดยยืนยันว่าการโอนเงินผิดบัญชีไม่ใช่กรณีที่เจ้าของเงินหมดสิทธิเรียกร้องโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาจากเจตนาของผู้โอน สถานะของเงินในบัญชี และการครอบครองเงินในขณะเกิดข้อพิพาทประกอบกัน ขณะเดียวกัน ธนาคารต้องดำเนินการภายใต้หลักความสุจริตและมาตรฐานการประกอบธุรกิจที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบธุรกรรมทางการเงินของประเทศ อันเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับข้อพิพาทเกี่ยวกับการโอนเงินผิดบัญชีที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาได้วางไว้ในคดีนี้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8557/2568 แม้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 657 บัญญัติว่า "อันว่าฝากทรัพย์นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่าผู้ฝาก ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้รับฝาก และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตน แล้วจะคืนให้" แต่ถ้าเป็นการฝากเงิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินอันเดียวกันกับเงินที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวนตามมาตรา 672 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อมีการฝากเงินไว้กับธนาคารจำเลย เงินที่ฝากย่อมตกเป็นของจำเลย แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนแก่ผู้ฝากตามมาตรา 665 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้มีเจตนาฝากเงิน 31,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. แต่โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. โดยผิดพลาด ซ. จึงไม่ใช่ผู้ฝากเงินดังกล่าว ทั้งการฝากเงินโดยผิดพลาดหาใช่เป็นการฝากเงินแทน ซ. ไม่ ตราบใดที่ ซ. ยังไม่ได้ถอนหรือเบิกเงินหรือโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝาก เงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวย่อมอยู่ในความครอบครองของจำเลย และจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินให้แก่ ซ. ซึ่งไม่ใช่ผู้ฝากเงิน ดังนี้ แม้โจทก์และจำเลยจะไม่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันในเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ดังที่จำเลยแก้ฎีกา แต่จำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ต้องกระทำด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการปฏิบัติตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์โอนเงิน 31,000 บาท ผิดบัญชีไปเข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. ประกอบกับไม่มีหลักฐานแสดงว่า โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับ ซ. เจ้าของบัญชีที่โจทก์โอนเงินไปอย่างไร ทั้งโจทก์ได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนไว้ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนออกหมายอายัดเงินบัญชีเงินฝากของ ซ. ส่งไปถึงจำเลย และจำเลยอายัดเงิน 31,000 บาท ในบัญชีดังกล่าวไว้แล้ว โดยมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม จำเลยควรต้องติดต่อไปยังเจ้าของบัญชีที่โจทก์อ้างว่าโอนเงินผิดพลาดให้แสดงตนหรือโต้แย้งคัดค้านเพื่อแสดงหลักฐานถึงสิทธิในเงินดังกล่าว เพื่อมิให้เกิดภาระแก่ผู้บริโภคในการดำเนินการติดตามทรัพย์สินคืนเพียงฝ่ายเดียวเกินสมควร เมื่อจำเลยให้การและนำสืบรับว่า จำเลยได้รับโอนเงินดังกล่าวจากโจทก์จริง และเงินที่โจทก์โอนเข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. ยังอยู่ในความครอบครองของจำเลย โดยไม่ปรากฏว่า ซ. ได้โต้แย้งเกี่ยวกับเงินที่มีการโอนผิดพลาดไปดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะติดตามเอาเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ตามมาตรา 1336 เมื่อโจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 31,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 31,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มิถุนายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. สาขาถนนเอกชัย บัญชีเลขที่ 147246xxxx เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 โจทก์ประสงค์จะโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ 31,000 บาท ไปเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาว พ. บุตรของโจทก์ ซึ่งเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับจำเลย สาขาเดอะมอลล์บางแค บัญชีเลขที่ 450133xxxx ผ่านแอปพลิเคชันการโอนเงินที่ติดตั้งในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ แต่โจทก์พิมพ์หมายเลขบัญชีที่จะโอนเงินผิดพลาดไป 1 ตัวเลข จากเลข 5 เป็นเลข 8 ทำให้เงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนไปเข้าบัญชีเงินฝากเลขที่ 480133xxxx ของนาย ซ. บุคคลสัญชาติเมียนมา ซึ่งเปิดบัญชีไว้กับจำเลย ในวันดังกล่าวโจทก์ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนไว้เป็นหลักฐาน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนออกหมายอายัดเงิน 31,000 บาท ในบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ส่งไปถึงจำเลย และจำเลยอายัดเงิน 31,000 บาท ในบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ไว้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657 บัญญัติว่า "อันว่าฝากทรัพย์นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่าผู้ฝาก ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับฝาก และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตน แล้วจะคืนให้" แต่ถ้าเป็นการฝากเงิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินอันเดียวกันกับเงินที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวนตามมาตรา 672 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อมีการฝากเงินไว้กับธนาคารจำเลย เงินที่ฝากย่อมตกเป็นของจำเลย แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนแก่ผู้ฝากตามมาตรา 665 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้มีเจตนาฝากเงิน 31,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนาย ซ. แต่โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนาย ซ. โดยผิดพลาด นาย ซ. จึงไม่ใช่ผู้ฝากเงินดังกล่าว ทั้งการฝากเงินโดยผิดพลาดหาใช่เป็นการฝากเงินแทนนาย ซ. ไม่ ตราบใดที่นาย ซ. ยังไม่ได้ถอนหรือเบิกเงินหรือโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝาก เงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวย่อมอยู่ในความครอบครองของจำเลย และจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินให้แก่นาย ซ. ซึ่งไม่ใช่ผู้ฝากเงิน ดังนี้ แม้โจทก์และจำเลยจะไม่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันในเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ดังที่จำเลยแก้ฎีกา แต่จำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ต้องกระทำด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการปฏิบัติตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์โอนเงิน 31,000 บาท ผิดบัญชีไปเข้าบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ประกอบกับไม่มีหลักฐานแสดงว่า โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับนาย ซ. เจ้าของบัญชีที่โจทก์โอนเงินไปอย่างไร ทั้งโจทก์ได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนไว้ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนออกหมายอายัดเงินบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ส่งไปถึงจำเลย และจำเลยอายัดเงิน 31,000 บาท ในบัญชีดังกล่าวไว้แล้ว โดยมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม จำเลยควรต้องติดต่อไปยังเจ้าของบัญชีที่โจทก์อ้างว่าโอนเงินผิดพลาดให้แสดงตนหรือโต้แย้งคัดค้านเพื่อแสดงหลักฐานถึงสิทธิในเงินดังกล่าว เพื่อมิให้เกิดภาระแก่ผู้บริโภคในการดำเนินการติดตามทรัพย์สินคืนเพียงฝ่ายเดียวเกินสมควร แต่เมื่อจำเลยให้การและนำสืบรับว่า จำเลยได้รับโอนเงินดังกล่าวจากโจทก์จริง และเงินที่โจทก์โอนเข้าบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ยังอยู่ในความครอบครองของจำเลย โดยไม่ปรากฏว่านาย ซ. ได้โต้แย้งเกี่ยวกับเงินที่มีการโอนผิดพลาดไปดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะติดตามเอาเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อโจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
|




