
| พินัยกรรมไม่มีคำว่าเผื่อตายเป็นโมฆะหรือไม่ และสิทธิปลูกสร้างบนที่ดินผู้อื่นที่ไม่จดทะเบียนมีผลอย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยความสมบูรณ์ของพินัยกรรมที่ไม่มีถ้อยคำระบุการเผื่อตายโดยชัดแจ้ง แต่มีโครงสร้างและเจตนาแสดงให้เห็นถึงการกำหนดทรัพย์สินภายหลังความตาย รวมถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสิทธิเหนือพื้นดินจากการปลูกสร้างอาคารบนที่ดินของผู้อื่นโดยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันมีผลโดยตรงต่อการใช้สิทธิยันบุคคลภายนอก คดีนี้จึงเป็นกรณีตัวอย่างที่สำคัญในการตีความแบบพินัยกรรมตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการบังคับใช้หลักการจดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีผลต่อสิทธิของทายาท การโอนทรัพย์มรดก และสิทธิในการครอบครองหรือถูกขับไล่ออกจากที่ดิน ข้อเท็จจริงของคดี คดีประกอบด้วยหลายสำนวนที่เกี่ยวพันกัน ได้แก่ คำร้องขอเปลี่ยนผู้จัดการมรดก การฟ้องแบ่งทรัพย์มรดก และการฟ้องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน โดยโจทก์อ้างว่าพินัยกรรมของผู้ตายไม่มีผลบังคับเนื่องจากผู้ตายไม่มีสติสัมปชัญญะและเอกสารไม่ชอบด้วยแบบ ขณะเดียวกันโจทก์ยังอ้างสิทธิในที่ดินจากการได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารห้องเช่า 26 ห้องบนที่ดินของผู้ตาย และเรียกร้องสิทธิแบ่งมรดกและเพิกถอนการโอนที่ดินไปยังบุคคลภายนอก ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่าพินัยกรรมทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และได้มีการแบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมแล้ว อีกทั้งการปลูกสร้างของโจทก์ไม่ได้จดทะเบียนสิทธิตามกฎหมาย จึงไม่สามารถใช้ยันบุคคลภายนอกได้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นหลายประเด็นสำคัญ ประเด็นที่หนึ่ง เรื่องความสมบูรณ์ของพินัยกรรม ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยมีน้ำหนักมากกว่า โดยปรากฏว่าผู้ตายยังมีสติสัมปชัญญะ สามารถสื่อสารและแสดงเจตนาได้ในขณะทำพินัยกรรม อีกทั้งเอกสารมีลักษณะครบถ้วนตามแบบพินัยกรรมแบบมีพยาน มีการลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมและพยานครบถ้วน แม้ไม่มีคำว่าเผื่อตายโดยตรง แต่ข้อความในเอกสารมีความหมายโดยสภาพว่าเป็นการกำหนดทรัพย์สินที่จะมีผลเมื่อถึงแก่ความตาย จึงถือว่าเป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นที่สอง สิทธิของโจทก์ในทรัพย์มรดก เมื่อพินัยกรรมมีผลบังคับแล้ว ทรัพย์สินต้องแบ่งตามเจตนาของผู้ตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเพิ่มเติมหรือขอเพิกถอนผู้จัดการมรดก เนื่องจากไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกอีกต่อไป ประเด็นที่สาม สิทธิเหนือพื้นดินและการขับไล่ ศาลวินิจฉัยว่าการปลูกสร้างอาคารบนที่ดินของผู้อื่นเป็นเรื่องสิทธิเหนือพื้นดิน ซึ่งต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน หากไม่จดทะเบียนย่อมไม่สามารถใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เมื่อที่ดินถูกโอนไปยังบุคคลภายนอกโดยชอบ บุคคลดังกล่าวย่อมมีสิทธิขับไล่โจทก์ออกจากที่ดิน และเรียกค่าเสียหายได้ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักกฎหมายสำคัญในคดีนี้ประกอบด้วย หลักเรื่องแบบของพินัยกรรม กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องมีคำว่าเผื่อตายโดยตรง แต่ให้พิจารณาเจตนาโดยรวมของเอกสาร หากแสดงให้เห็นว่ามีผลเมื่อผู้ทำพินัยกรรมตาย ก็ถือว่าเพียงพอ หลักเรื่องสิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิดังกล่าวเป็นทรัพย์สิทธิที่ต้องได้มาด้วยนิติกรรม และต้องจดทะเบียน จึงจะสมบูรณ์และใช้ยันบุคคลภายนอกได้ หลักเรื่องการจดทะเบียนสิทธิ การไม่จดทะเบียนมิได้ทำให้สิทธิโดยสัญญาเป็นโมฆะระหว่างคู่สัญญา แต่ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธินั้นต่อสู้บุคคลภายนอกที่สุจริตได้ เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของมาตรา 1656 มุ่งคุ้มครองเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรม มิให้ติดขัดด้วยรูปแบบทางถ้อยคำเกินสมควร ส่วนมาตรา 1410 และ 1299 มุ่งสร้างความมั่นคงในระบบทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้บุคคลภายนอกสามารถเชื่อถือข้อมูลทะเบียนได้โดยสุจริต แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องโดยทั่วไปยืนยันหลักว่า พินัยกรรมให้ตีความตามเจตนาเป็นสำคัญ และสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่จดทะเบียนไม่อาจใช้ยันบุคคลภายนอกได้ ซึ่งคดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการนำหลักทั้งสองมาบังคับใช้ร่วมกัน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษายกคำร้องคัดค้านของโจทก์เกี่ยวกับการขอเพิกถอนผู้จัดการมรดก และยกฟ้องโจทก์ในคดีแบ่งทรัพย์มรดกและคดีเกี่ยวกับที่ดินทั้งหมด รวมทั้งยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 6 โดยเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพินัยกรรม และยังไม่ปรากฏสิทธิของโจทก์ในทรัพย์มรดกหรือในที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมทุกสำนวนให้เป็นพับทุกฝ่าย 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนการใช้สิทธิในที่ดิน โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเหนือพื้นดินที่สมบูรณ์ จึงต้องรื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างบนที่ดินของจำเลยที่ 6 และต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะรื้อถอนเสร็จ ส่วนประเด็นอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3 ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าพินัยกรรมพิพาทเป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ไม่มีถ้อยคำระบุการเผื่อตายโดยชัดแจ้ง แต่มีข้อความและรูปแบบที่แสดงเจตนาได้ชัดเจน อีกทั้งการปลูกสร้างของโจทก์มิได้จดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดิน จึงไม่อาจใช้ยันบุคคลภายนอกได้ จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มีสิทธิขับไล่โจทก์และเรียกค่าเสียหายตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนด ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายแพ่งว่าการพิจารณาความสมบูรณ์ของพินัยกรรมมิได้ยึดถือเพียงถ้อยคำตามรูปแบบภายนอก แต่ต้องพิจารณาเจตนาโดยแท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมเป็นหลัก หากเอกสารนั้นแสดงเจตนาในการจัดการทรัพย์สินภายหลังความตายได้อย่างชัดเจน แม้จะไม่มีคำเฉพาะทางกฎหมายก็อาจถือว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ได้ ขณะเดียวกันกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สิทธิในอสังหาริมทรัพย์กลับเคร่งครัดในเรื่องแบบและการจดทะเบียนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสิทธิเหนือพื้นดินซึ่งต้องจดทะเบียนจึงจะสมบูรณ์และใช้ยันบุคคลภายนอกได้ การไม่ปฏิบัติตามรูปแบบดังกล่าวย่อมทำให้ผู้มีสิทธิไม่อาจคุ้มครองสิทธิของตนต่อบุคคลภายนอกได้ แม้จะมีข้อตกลงกันจริงก็ตาม หลักการทั้งสองส่วนนี้จึงแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างการคุ้มครองเจตนาในเรื่องมรดกกับการคุ้มครองความมั่นคงของระบบทะเบียนทรัพย์สิน ซึ่งเป็นหัวใจของกฎหมายแพ่ง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า เอกสารที่ไม่มีถ้อยคำระบุการเผื่อตายโดยตรงจะถือเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ตามกฎหมายได้หรือไม่ และสิทธิเหนือพื้นดินจากการปลูกสร้างบนที่ดินผู้อื่นโดยไม่จดทะเบียนสามารถใช้ยันบุคคลภายนอกได้หรือไม่ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 เจตนาทำพินัยกรรมตามมาตรา 1656 แม้ไม่มีถ้อยคำว่าเผื่อตายโดยชัดแจ้ง แต่หากเนื้อหาเอกสารแสดงให้เห็นว่าผู้ทำพินัยกรรมประสงค์ให้มีผลเมื่อถึงแก่ความตาย ก็ถือว่าครบองค์ประกอบของพินัยกรรมตามกฎหมาย 2 การจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินตามมาตรา 1410 และมาตรา 1299 สิทธิเหนือพื้นดินเป็นทรัพย์สิทธิที่ต้องจดทะเบียน หากไม่จดทะเบียนย่อมไม่สมบูรณ์และไม่สามารถใช้ยันบุคคลภายนอกได้ ส่งผลให้เจ้าของที่ดินรายใหม่มีสิทธิขับไล่ได้ คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม พินัยกรรมที่ไม่มีคำว่าเผื่อตายโดยชัดแจ้งจะถือว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ตามกฎหมายได้หรือไม่ คำตอบ การพิจารณาความสมบูรณ์ของพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้ยึดถือเพียงถ้อยคำเฉพาะว่าต้องปรากฏคำว่าเผื่อตายเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจากเนื้อหาโดยรวมของเอกสารว่ามีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมในการกำหนดการจัดการทรัพย์สินหรือสิทธิของตนภายหลังถึงแก่ความตายหรือไม่ หากข้อความในเอกสารมีความหมายโดยสภาพว่าให้มีผลเมื่อผู้ทำพินัยกรรมตาย เช่น การกำหนดผู้รับทรัพย์สินหรือแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ก็ถือว่ามีลักษณะเป็นพินัยกรรมได้ แม้จะไม่มีคำเฉพาะดังกล่าวก็ตาม ทั้งนี้ต้องมีองค์ประกอบครบตามแบบที่กฎหมายกำหนด เช่น การลงลายมือชื่อและมีพยานครบถ้วน จึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย 2 คำถาม การมีรอยแก้ไข ขีดฆ่า หรือเติมข้อความในพินัยกรรมจะทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะหรือไม่ คำตอบ การมีรอยแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความในพินัยกรรมไม่ทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ หากการแก้ไขนั้นได้กระทำโดยผู้ทำพินัยกรรมเองและมีการลงลายมือชื่อกำกับหรือมีพยานรับรองอย่างถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด กฎหมายมุ่งคุ้มครองเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมเป็นสำคัญ มิใช่เคร่งครัดต่อรูปแบบจนเกินสมควร อย่างไรก็ตาม หากการแก้ไขดังกล่าวไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำโดยผู้ทำพินัยกรรม หรือไม่มีพยานรับรอง อาจทำให้ส่วนที่แก้ไขนั้นไม่มีผลบังคับได้ แต่ไม่กระทบต่อพินัยกรรมทั้งฉบับ เว้นแต่ข้อบกพร่องจะเป็นสาระสำคัญของเอกสาร 3 คำถาม สิทธิเหนือพื้นดินจากการปลูกสร้างบนที่ดินของผู้อื่นเกิดขึ้นได้อย่างไรและต้องทำอย่างไรจึงจะสมบูรณ์ คำตอบ สิทธิเหนือพื้นดินเป็นทรัพย์สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นจากนิติกรรม เช่น การตกลงให้บุคคลหนึ่งใช้ที่ดินของอีกบุคคลหนึ่งเพื่อปลูกสร้างอาคารหรือใช้ประโยชน์บนพื้นดิน สิทธินี้ตามกฎหมายต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะสมบูรณ์ หากไม่มีการจดทะเบียน สิทธิที่เกิดขึ้นจะยังไม่สมบูรณ์ในทางกฎหมาย แม้คู่สัญญาจะมีความเข้าใจกันจริงก็ตาม และจะไม่สามารถใช้ยันบุคคลภายนอกที่สุจริตได้ การจดทะเบียนจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำให้สิทธิดังกล่าวมีผลผูกพันทั่วไปและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 4 คำถาม หากไม่ได้จดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดิน ผู้ปลูกสร้างจะมีสิทธิใดคุ้มครองตนเองได้หรือไม่ คำตอบ หากไม่มีการจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดิน ผู้ปลูกสร้างยังอาจมีสิทธิตามสัญญากับเจ้าของที่ดินในลักษณะเป็นสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งสามารถบังคับได้ระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น แต่ไม่สามารถใช้ยันต่อบุคคลภายนอกที่ได้สิทธิในที่ดินโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนได้ เช่น ผู้ซื้อที่ดินรายใหม่ เมื่อสิทธิดังกล่าวไม่ผูกพันบุคคลภายนอก ผู้ปลูกสร้างจึงอาจถูกขับไล่ได้และต้องรับภาระในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ทั้งนี้อาจเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่สัญญาเดิมได้หากมีเหตุอันควร แต่ไม่อาจอ้างสิทธิดังกล่าวต่อเจ้าของใหม่ของที่ดินได้ 5 คำถาม เจ้าของที่ดินรายใหม่มีสิทธิขับไล่ผู้ปลูกสร้างได้ทันทีหรือไม่ในกรณีไม่มีการจดทะเบียนสิทธิ คำตอบ เมื่อเจ้าของที่ดินรายใหม่ได้กรรมสิทธิ์โดยชอบและสุจริต และสิทธิเหนือพื้นดินของผู้ปลูกสร้างไม่ได้จดทะเบียน เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิใช้สิทธิในกรรมสิทธิ์ของตนได้เต็มที่ รวมถึงสิทธิในการขับไล่ผู้ที่ไม่มีสิทธิตามกฎหมายออกจากที่ดิน อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิต้องอยู่ภายใต้หลักความสุจริตและไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบ หากผู้ปลูกสร้างได้รับอนุญาตเดิม อาจมีข้อโต้แย้งในเชิงสัญญาได้ แต่ไม่อาจต้านสิทธิของเจ้าของใหม่ได้โดยตรง จึงต้องพิจารณาเป็นกรณีไป 6 คำถาม ผู้ที่ไม่ได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมสามารถฟ้องแบ่งมรดกได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วเมื่อพินัยกรรมมีผลบังคับตามกฎหมาย ทรัพย์มรดกต้องแบ่งตามเจตนาของผู้ตาย ผู้ที่ไม่ได้รับทรัพย์หรือได้รับน้อยกว่าที่คาดหวังย่อมไม่มีสิทธิฟ้องแบ่งมรดกนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าพินัยกรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น ผู้ทำพินัยกรรมไม่มีสติสัมปชัญญะ หรือเอกสารไม่เป็นไปตามแบบ หรือมีเหตุให้พินัยกรรมเป็นโมฆะ หากพิสูจน์ไม่ได้ การฟ้องแบ่งมรดกย่อมไม่อาจรับฟังได้ และศาลจะยึดถือพินัยกรรมเป็นหลักในการจัดการทรัพย์สิน 7 คำถาม การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมมีผลผูกพันอย่างไร คำตอบ เมื่อผู้ทำพินัยกรรมได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ในพินัยกรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย บุคคลนั้นย่อมมีอำนาจตามกฎหมายในการจัดการทรัพย์มรดกตามเจตนาของผู้ตาย การแต่งตั้งดังกล่าวมีผลผูกพันทายาทและบุคคลที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่จะมีเหตุให้เพิกถอน เช่น การกระทำไม่สุจริตหรือบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง ผู้ที่ไม่เห็นด้วยต้องพิสูจน์เหตุแห่งการเพิกถอน มิใช่อาศัยเพียงความไม่พอใจส่วนตัว ศาลจะพิจารณาจากประโยชน์แห่งกองมรดกเป็นสำคัญ 8 คำถาม ค่าเสียหายจากการใช้ที่ดินโดยไม่มีสิทธิคำนวณอย่างไรและศาลใช้ดุลพินิจอย่างไร คำตอบ ค่าเสียหายจากการใช้ที่ดินโดยไม่มีสิทธิมักพิจารณาจากมูลค่าการใช้ประโยชน์ของที่ดิน เช่น ค่าเช่าตลาดหรือผลประโยชน์ที่เจ้าของควรได้รับ ศาลมีดุลพินิจในการกำหนดจำนวนเงินให้เหมาะสมกับสภาพข้อเท็จจริง เช่น ทำเลที่ตั้ง ลักษณะการใช้ประโยชน์ และระยะเวลาที่ใช้ที่ดินโดยไม่มีสิทธิ การกำหนดค่าเสียหายเป็นรายเดือนจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้สะท้อนความเสียหายต่อเนื่อง ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและพยานหลักฐานในคดี หลักกฎหมายและมาตรา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 มาตรานี้เป็นบทบัญญัติหลักเกี่ยวกับผลของการจดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ โดยวางหลักว่า นิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น แม้จะมีผลสมบูรณ์ระหว่างคู่สัญญา แต่หากไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะไม่สามารถใช้ยันต่อบุคคลภายนอกได้ เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งคุ้มครองความมั่นคงแห่งการถือครองทรัพย์สินและระบบทะเบียน โดยให้บุคคลภายนอกสามารถเชื่อถือข้อมูลที่ปรากฏในทะเบียนได้โดยสุจริต กล่าวคือ ผู้ที่ได้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ย่อมได้รับความคุ้มครองเหนือกว่าสิทธิที่ไม่ได้จดทะเบียน แม้จะมีข้อตกลงกันมาก่อนก็ตาม ในคดีนี้ ศาลฎีกานำหลักมาตรา 1299 มาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์อ้างสิทธิเหนือพื้นดินจากการได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารบนที่ดินของผู้ตาย แต่ไม่ได้จดทะเบียนสิทธิดังกล่าว ย่อมไม่อาจใช้ยันต่อจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยชอบได้ ส่งผลให้จำเลยที่ 6 มีสิทธิขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินได้โดยชอบด้วยกฎหมาย หลักการนี้จึงย้ำให้เห็นว่าการจดทะเบียนมิใช่เพียงพิธีการ แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการคุ้มครองสิทธิในทางภายนอก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1410 มาตรานี้กำหนดถึงลักษณะและการเกิดขึ้นของสิทธิเหนือพื้นดิน ซึ่งเป็นทรัพย์สิทธิชนิดหนึ่งที่ให้บุคคลมีสิทธิใช้ที่ดินของผู้อื่นเพื่อปลูกสร้างอาคารหรือใช้ประโยชน์บนพื้นดินได้ โดยสิทธินี้ต้องเกิดจากนิติกรรม และต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เจตนารมณ์ของมาตรานี้คือการสร้างความชัดเจนในสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดิน เพื่อป้องกันข้อพิพาทในอนาคตและสร้างความแน่นอนแก่ระบบทรัพย์สิน เมื่อพิจารณาคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าการที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากผู้ตายให้ปลูกสร้างอาคารห้องเช่าบนที่ดิน เป็นเพียงข้อตกลงที่ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินในเชิงนิติกรรม แต่เมื่อไม่มีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน สิทธิดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และไม่อาจมีผลผูกพันบุคคลภายนอกได้ แม้จะมีการใช้ประโยชน์จริงมาเป็นเวลานานก็ตาม จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนของหลักที่ว่าการได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ต้องเคร่งครัดในรูปแบบและขั้นตอนตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 มาตรานี้บัญญัติถึงแบบของพินัยกรรมแบบธรรมดาหรือพินัยกรรมแบบมีพยาน โดยกำหนดให้ผู้ทำพินัยกรรมต้องทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปี ในขณะทำพินัยกรรม และลงลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน ซึ่งต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรม เจตนารมณ์ของมาตรานี้มิได้มุ่งเคร่งครัดในถ้อยคำหรือรูปแบบภายนอกเกินสมควร แต่ต้องการให้มีหลักฐานชัดเจนว่าผู้ทำพินัยกรรมได้แสดงเจตนาโดยแท้จริงและมีพยานรับรองเพื่อป้องกันการปลอมแปลง ในคดีนี้ แม้พินัยกรรมไม่มีข้อความที่ระบุคำว่าเผื่อตายโดยชัดแจ้ง แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเนื้อหาโดยรวมของเอกสารมีความหมายชัดเจนว่าเป็นการกำหนดการจัดการทรัพย์สินภายหลังความตาย อีกทั้งมีองค์ประกอบครบถ้วนตามแบบ เช่น การลงลายมือชื่อและมีพยานครบถ้วน จึงถือว่าพินัยกรรมดังกล่าวสมบูรณ์และมีผลบังคับตามกฎหมาย หลักการนี้แสดงให้เห็นว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับเจตนาเป็นสาระสำคัญมากกว่าถ้อยคำทางเทคนิค ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9683 - 9685/2558 พินัยกรรมพิพาทมีลักษณะเป็นพินัยกรรมแบบธรรมดา หรือพินัยกรรมแบบมีพยาน เป็นหนังสือที่มีการลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำพินัยกรรม รอยลบ ขีด ฆ่า เติมข้อความที่ช่องวัน เดือน ปี และอายุของผู้ตายมีการลงลายมือชื่อผู้ตายและลงลายมือชื่อของ ว. กับ ศ. ผู้เป็นพยานรับรองลายมือชื่อผู้ตายซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วทั้งสองคนกำกับไว้ ทั้งผู้ตายได้ลงลายมือชื่อกับพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือไว้ที่ช่องผู้ทำพินัยกรรม โดยมีลายมือชื่อของ ศ. และ ว. ที่ช่องพยานครบถ้วน แม้พินัยกรรมที่พิพาทไม่มีข้อความที่เป็นถ้อยคำระบุการเผื่อตายไว้โดยชัดแจ้ง แต่ก็มีข้อความว่า "พินัยกรรม" ที่หัวกระดาษตรงกลาง ซึ่งหมายถึงเอกสารแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินหรือการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อผู้ทำพินัยกรรมตาย และยังมีข้อความระบุไว้ว่า "....ข้าพเจ้าขอให้ ผ. บุตรสาวเป็นผู้จัดการมรดกให้ปฏิบัติตามเจตนาของข้าพเจ้าในการแบ่งปันทรัพย์สิน... ขอทำพินัยกรรมให้แบ่งทรัพย์สินดังนี้..." กรณีจึงมีความหมายอยู่ในตัวว่าข้อกำหนดในเอกสารดังกล่าวจะมีผลต่อเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย พินัยกรรมที่พิพาทจึงเป็นไปตามแบบที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 1656 แห่ง ป.พ.พ. และมีผลบังคับตามกฎหมาย หาได้เป็นโมฆะไม่ การที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากผู้ตายให้ปลูกสร้างอาคารห้องเช่า 26 ห้อง บนที่ดินของผู้ตายเป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1410 อันเป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่งที่ไม่อาจได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม จึงต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นสิทธิเหนือพื้นดินที่ได้มานั้นยังไม่บริบูรณ์และไม่อาจใช้ยันบุคคลภายนอกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อตกลงที่ผู้ตายอนุญาตให้โจทก์ปลูกสร้างอาคารห้องเช่าบนที่ดินดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ โจทก์จึงปราศจากสิทธิตามกฎหมายที่จะใช้ยันต่อจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 6 ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินชอบที่จะขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินตามฟ้องแย้งได้ สำนวนแรก ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายสำเนียง ผู้ตาย และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ สำนวนที่สอง โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวหรือใบแทนโฉนดแก่โจทก์ และห้ามโอนขายที่ดินนั้นให้แก่บุคคลภายนอก และให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินฝากธนาคารกรุงเทพมหานคร จำกัด (มหาชน)สาขาสะพานใหม่ ดอนเมือง บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 134 - 2 - 45018 - 4 กับบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 134 - 2 - 46206 - 4 และเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) สาขาย่อยถนนสายไหม บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 187 - 2 - 07072 - 4 ให้โจทก์ 1 ใน 8 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง สำนวนที่สาม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยที่ 6 แบ่งแยกที่ดินทุกแปลงดังกล่าว 1 ใน 8 ส่วน ให้โจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 6 หากจำเลยที่ 6 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และห้ามจำเลยที่ 6 จดทะเบียนนิติกรรมจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินดังกล่าวแก่บุคคลภายนอก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 6 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และขับไล่โจทก์พร้อมบริวารรวมทั้งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 23573 และ 23578 ถึง 23581 ตำบลสายไหม อำเภอสายไหม กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 6 ในสภาพเรียบร้อย กับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์แก่จำเลยที่ 6 เดือนละ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สิน รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จและส่งมอบให้จำเลยที่ 6 เรียบร้อย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 6 ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 6 คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้คัดค้านในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนที่สองและที่สามว่า โจทก์ เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สองและที่สามว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในสำนวนที่สองและที่สามว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับเรียกจำเลยที่ 5 และที่ 6 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องคัดค้าน (ที่ถูก คำร้องขอ) ของโจทก์ (ผู้คัดค้าน) ในสำนวนแรก และยกฟ้องโจทก์ในสำนวนที่สองและที่สาม ตลอดจนยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 6 ในสำนวนที่สาม ค่าฤชาธรรมเนียมทุกสำนวนให้เป็นพับทุกฝ่าย โจทก์และจำเลยที่ 6 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์รื้ออาคารชั้นเดียวส่วนที่ปลูกในที่ดินโฉนดเลขที่ 23573 และ 23578 ถึง 23581 ตำบลสายไหม อำเภอสายไหมกรุงเทพมหานคร ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 6 เดือนละ 20,000 บาทนับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 8 มิถุนายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนอาคารดังกล่าวออกไปแล้วเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่าผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2554 ที่พิพาท และพินัยกรรมที่พิพาทมีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามที่โจทก์เบิกความว่า ระหว่างป่วยผู้ตายไม่มีความสามารถทำพินัยกรรมเนื่องจากผู้ตายพูดไม่ได้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเอง และมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้โจทก์ไม่เชื่อว่าผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรมที่พิพาทไว้จริงโดยโจทก์มีนางสุนันทเบิกความสนับสนุนว่า ในช่วงปลายปี 2553 ถึงเดือนมกราคม 2554 นางสุนันทเห็นนายวัชรินทร์ซึ่งเป็นผู้พิมพ์จัดทำพินัยกรรมที่พิพาทไปเยี่ยมผู้ตายที่ห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาลเมโยเพียงครั้งเดียวและไม่มีการพูดถึงเรื่องการทำพินัยกรรมกันและในวันที่ 24 ธันวาคม 2553 ที่จำเลยที่ 1 พาผู้ตายไปพบแพทย์ตามนัดนางสุนันทก็เห็นผู้ตายมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์นั้น กลับปรากฏจากคำเบิกความพยานโจทก์ปากนายแพทย์พรชัยซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในผลคดีว่า ตั้งแต่ปลายปี 2553 ถึงต้นปี 2554 นายแพทย์พรชัยเห็นผู้ตายพูดจาโต้ตอบได้รู้เรื่อง ในวันที่ 24 ธันวาคม 2553 ผู้ตายยังสามารถพูดคุยสื่อสารกับแพทย์ได้อยู่เหมือนเดิม นายแพทย์พรชัยเห็นว่าผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์จึงออกใบรับรองแพทย์สำหรับผู้ตายไปใช้ประกอบการทำพินัยกรรมให้ข้อเท็จจริงจากพยานโจทก์ในส่วนนี้จึงขัดแย้งกัน ทั้งยังปรากฏจากคำเบิกความของนางสุนันทตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ถามค้านเจือสมกับข้อนำสืบจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ว่า ในวันที่นายวัชรินทร์ไปเยี่ยมผู้ตายที่โรงพยาบาลเมโยนั้นมีนายพงศกรไปด้วย โดยขณะนั้นมีจำเลยที่ 1 และที่ 3 เฝ้าไข้ผู้ตายอยู่กับนางสุนันท ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 นายวัชรินทร์และนายพงศกรก็เบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันว่า นายวัชรินทร์ชวนนายพงศกรไปเยี่ยมผู้ตายในวันดังกล่าวเพราะผู้ตายให้จำเลยที่ 1 ติดต่อนายวัชรินทร์ไปพบเพื่อให้จัดทำพินัยกรรมของผู้ตาย และได้มีการสอบถามข้อมูลจากผู้ตายโดยนายพงศกรเป็นผู้จดบันทึกในขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับนางสุนันทอยู่ในห้องพยาบาล และเมื่อพิจารณาที่อยู่ของนางสุนันทตามบันทึกคำให้การในชั้นพิจารณาก็ปรากฏว่านางสุนันทมิได้อยู่บ้านเดียวกับผู้ตาย แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มีนางเพี้ยนซึ่งอยู่บ้านเดียวกับผู้ตายเป็นพยานยืนยันว่านายวัชรินทร์เคยมาพูดคุยกับผู้ตายที่บ้านประมาณ 3 ครั้ง โดยก่อนหน้านั้นผู้ตายเห็นด้วยกับความคิดเห็นของนางเพี้ยนว่าควรจะจัดการเรื่องการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่บุตรให้เรียบร้อยเสียก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายจึงให้นายวัชรินทร์มาจัดทำพินัยกรรมให้ โดยนางเพี้ยนเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นายวัชรินทร์ไปหาผู้ตายที่บ้านในปี 2554 เมื่อผู้ตายอ่านพินัยกรรมที่นายวัชรินทร์ทำไปให้ดูก็พูดว่า "บริบรูณ์" ซึ่งหมายความว่าถูกต้องเรียบร้อย เหตุที่ผู้ตายไม่ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกใดให้นางเพี้ยนก็เพราะเห็นว่านางเพี้ยนอายุมากแล้ว นางเพี้ยนเองก็มีรายได้จากค่าเช่าเสาโทรศัพท์ปีละ 100,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว เหตุที่ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้จำเลยที่ 1 มากกว่าทายาทอื่นก็เพราะต้องการจะให้จำเลยที่ 1 ดูแลนางเพี้ยนด้วย ทั้งนี้ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต่างก็เป็นบุตรของนางเพี้ยน ตามคำเบิกความของโจทก์ไม่ปรากฏว่านางเพี้ยนเกลียดชังหรือมีอคติใดต่อโจทก์ โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถามค้านว่า นางเพี้ยนมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีตลอดมา จึงเชื่อว่านางเพี้ยนเบิกความตามเรื่องที่แท้จริงโดยมิได้เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด นอกจากนี้ตามคำเบิกความพยานโจทก์ปากนายวัชรินทร์ นายศุภชัยกับนางปิยะรัตน์ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในผลคดีส่วนที่เป็นสาระสำคัญก็สอดคล้องกันได้ความว่า ในวันที่ 12 มกราคม 2554 อันเป็นวันเดียวกับวันที่ผู้ตายลงลายมือชื่อในพินัยกรรมที่พิพาทผู้ตายยังมีสติสัมปชัญญะดีสามารถสื่อสารกับนางปิยะรัตน์ในการสอบถามเรื่องการทำหนังสือมอบอำนาจที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน ได้ แม้โจทก์มีนางสาววันดี นางพงษ์จันทร์ และนายจักรรัตน์ เบิกความสนับสนุนตรงกันว่า ผู้ตายเคยพูดว่าจะไม่ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1944 ให้ผู้ใดเพราะประสงค์จะให้โจทก์เก็บค่าเช่าจากอาคารห้องเช่า 26 ห้อง เพื่อชำระหนี้ไป 10 ปี แล้วจึงให้โจทก์แบ่งค่าเช่าให้พี่น้อง อันเป็นข้อเท็จจริงอีกเหตุหนึ่งที่โจทก์ไม่เชื่อว่าผู้ตายจะมีเจตนาทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1944 ให้ทายาทอื่นดังที่ระบุในพินัยกรรมพิพาทก็ตาม ก็เห็นว่าผู้ตายพูดแสดงเจตนาดังกล่าวไว้หลายปีแล้ว เมื่อเหตุการณ์สภาพแวดล้อมและปัจจัยต่าง ๆ ที่ประสบเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาผู้ตายก็อาจเปลี่ยนแปลงความคิดใหม่ด้วยการแสดงเจตนาสุดท้ายในพินัยกรรมได้เป็นเรื่องธรรมดา อีกทั้งเหตุที่ผู้ตายไม่ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกใดให้นางเพี้ยนก็ปรากฏเหตุผลจากคำเบิกความของนางเพี้ยนที่ตอบทนายโจทก์ถามค้านอยู่แล้วโดยชัดแจ้ง ดังนี้พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังว่า ผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรมที่พิพาทโดยขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะดี พินัยกรรมที่พิพาทมีลักษณะเป็นพินัยกรรมแบบธรรมดา หรือพินัยกรรมแบบมีพยาน เป็นหนังสือที่มีการลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำพินัยกรรมว่าทำในวันที่ 12 มกราคม 2554 รอยลบ ขีด ฆ่า เติมข้อความที่ช่องวัน เดือน ปี ดังกล่าวและที่ข้อความอายุของผู้ตายมีการลงลายมือผู้ตายและลงลายมือชื่อของนายวัชรินทร์กับนายศุภชัยผู้เป็นพยานรับรองลายมือชื่อผู้ตายซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วทั้งสองคนกำกับไว้ ทั้งผู้ตายได้ลงลายมือชื่อกับพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือไว้ที่ช่องผู้ทำพินัยกรรมโดยมีลายมือชื่อของนายศุภชัยและลายมือชื่อของนายวัชรินทร์ที่ช่องพยานครบถ้วน ซึ่งตามคำเบิกความของนายศุภชัยตอบทนายโจทก์ถามค้านได้ความว่า นายศุภชัยยืนอยู่ที่ประตูบ้านได้ยินเสียงนายวัชรินทร์อ่านข้อความในพินัยกรรมให้ผู้ตายฟังในระยะ 4 เมตร และเห็นผู้ลงลายมือชื่อก่อนนายวัชรินทร์แล้วนายศุภมิตรจึงลงลายมือชื่อ อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่านายวัชรินทร์และนายศุภชัยรับรู้การลงลายมือชื่อของผู้ตายที่กระทำต่อหน้าก่อนที่บุคคลทั้งสองจะลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ตายไว้ในขณะนั้นแล้ว แม้พินัยกรรมที่พิพาทไม่มีข้อความที่เป็นถ้อยคำระบุการเผื่อตายไว้โดยชัดแจ้ง แต่ก็มีข้อความว่า "พินัยกรรม" ที่หัวกระดาษตรงกลางซึ่งหมายถึงเอกสารแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินหรือการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อผู้ทำพินัยกรรมตาย และยังมีข้อความระบุไว้ด้วยว่า "....ข้าพเจ้าขอให้นางสาวผล บุตรสาวเป็นผู้จัดการมรดกให้ปฏิบัติตามเจตนาของข้าพเจ้าในการแบ่งปันทรัพย์สิน... ขอทำพินัยกรรมให้แบ่งทรัพย์สินดังนี้..." กรณีจึงมีความหมายอยู่ในตัวให้เข้าใจได้ว่าข้อกำหนดในเอกสารดังกล่าวจะมีผลต่อเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย พินัยกรรมที่พิพาทจึงเป็นไปตามแบบที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 1656 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีผลบังคับตามกฎหมาย หาได้เป็นโมฆะไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาเพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแทนตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอไว้ในคดีสำนวนแรกกับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้พิพากษาแบ่งที่ดินมรดกของผู้ตายให้โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน ตามที่โจทก์ยื่นฟ้องไว้ในคดีสำนวนที่สองและพิพากษาเพิกถอนการซื้อที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 กับจำเลยที่ 6 จำนวน 1 ใน 8 ส่วน ตามที่โจทก์ยื่นฟ้องไว้ในคดีสำนวนที่สามนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพินัยกรรมที่พิพาทมีผลบังคับตามกฎหมายดังที่วินิจฉัย โดยพินัยกรรมที่พิพาทข้อ 11 มีข้อความว่า บรรดาทรัพย์สินที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมให้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่เลี้ยงดูนางเพี้ยน ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้แบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมให้โจทก์และทายาทอื่นแล้ว โจทก์จึงไม่มีส่วนได้เสียที่จะได้รับทรัพย์มรดกใดอีก แม้โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ให้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมาตั้งแต่แรก กรณีก็ไม่มีเหตุสมควรอันเป็นประโยชน์แก่คดีที่จะต้องพิจารณาฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้อีก และเมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ขายที่ดินมรดกที่ได้รับมาตามพินัยกรรมให้แก่จำเลยที่ 6 โดยโจทก์ไม่มีสิทธิใดในที่ดินเหล่านั้นด้วย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้เช่นกัน ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการสุดท้ายว่า โจทก์ต้องถูกขับไล่ออกจากที่ดินตามที่จำเลยที่ 6 ฟ้องแย้งในคดีสำนวนที่สาม กับต้องชดใช้ค่าเสียหายและขาดประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 6 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากผู้ตายให้ปลูกสร้างอาคารห้องเช่า 26 ห้อง อยู่บนที่ดินของผู้ตายซึ่งเดิมเป็นโฉนดเลขที่ 1944 เป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดินนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1410 อันเป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่งที่ไม่อาจได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม จึงต้องมีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินที่ได้รับกับพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นสิทธิเหนือพื้นดินที่ได้มานั้นยังไม่บริบูรณ์และไม่อาจใช้ยันบุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง กรณีหาได้อยู่ในบทบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ไม่ เมื่อได้ความว่าข้อตกลงที่ผู้ตายอนุญาตให้โจทก์ปลูกสร้างอาคารห้องเช่าอยู่บนที่ดินดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ โจทก์จึงปราศจากสิทธิตามกฎหมายที่จะใช้ยันต่อจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 6 ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินชอบที่จะขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินตามฟ้องแย้งได้ ส่วนค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 6 เดือนละ 20,000 บาท มานั้น เห็นว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ
|




