
| กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านเป็นหุ้นส่วนหรือสัญญาฝากเงิน ผู้ฝากมีสิทธิเรียกเงินคืนจากประธานและเหรัญญิกของกลุ่มได้หรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยลักษณะทางกฎหมายของการฝากเงินในกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านหรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ว่าเป็นการร่วมลงทุนในลักษณะหุ้นส่วน หรือเป็นสัญญาฝากเงินตามกฎหมาย อันมีผลโดยตรงต่อสิทธิของสมาชิกในการเรียกคืนเงินที่นำมาสะสมไว้กับกลุ่ม คดีนี้ศาลได้พิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ลักษณะการดำเนินกิจการ วิธีการรับฝากเงิน หน้าที่ของผู้บริหารกลุ่ม และหลักฐานการรับฝากเงินที่ออกให้แก่สมาชิก ก่อนวินิจฉัยว่าการนำเงินมาสะสมเป็นประจำของสมาชิกมีลักษณะเป็นการออมเพื่อช่วยเหลือกันภายในชุมชน มิใช่การลงหุ้นเพื่อแสวงหากำไรร่วมกันในลักษณะของหุ้นส่วน เมื่อผู้บริหารกลุ่มรับฝากเงินไว้และออกสมุดสัจจะสะสมทรัพย์เป็นหลักฐาน ความสัมพันธ์ทางกฎหมายจึงเป็นสัญญาฝากเงิน ผู้ฝากย่อมมีสิทธิเรียกคืนเงินฝากได้ และหากผู้รับฝากเงินเพิกเฉยไม่คืนเงิน ย่อมต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินคืนแก่ผู้ฝากตามกฎหมาย อันเป็นแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อข้อพิพาทเกี่ยวกับกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของสมาชิก ตลอดจนผู้บริหารกลุ่มออมทรัพย์ในกรณีเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการคืนเงินฝาก ทั้งหมดนี้จัดทำขึ้นจากข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ปรากฏในคำพิพากษาเท่านั้น โดยมิได้เพิ่มเติมข้อเท็จจริงนอกเหนือจากต้นฉบับ สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นสมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีนและได้เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับกลุ่มดังกล่าว ซึ่งเป็นกลุ่มออมทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2550 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลในหมู่บ้านนำเงินมาฝากสะสมและให้สมาชิกสามารถกู้ยืมเงินได้ ภายในกลุ่มมีการจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฝากเงินและเรียกเก็บดอกเบี้ยจากสมาชิกที่กู้ยืมเงิน มีสมาชิกประมาณ 100 คน ในระยะแรกกำหนดให้สมาชิกฝากเงินเดือนละ 50 บาทต่อราย ต่อมาปรับเพิ่มเป็นเดือนละ 100 บาทต่อราย โจทก์ได้ฝากเงินสะสมอย่างต่อเนื่องจนมียอดเงินฝากจำนวน 18,000 บาท โดยได้รับสมุดสัจจะสะสมทรัพย์เป็นหลักฐานแสดงรายการฝากเงินจากกลุ่มออมทรัพย์ ในการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์ จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม มีหน้าที่รับฝากเงินและให้สมาชิกกู้ยืมเงิน ส่วนจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นเหรัญญิก ทั้งสองเป็นผู้รับฝากเงินจากสมาชิกและเป็นผู้บริหารกิจการของกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีนโดยตรง เมื่อโจทก์ประสงค์จะขอรับเงินฝากคืนตามจำนวนที่สะสมไว้ แต่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการคืนเงินให้ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 18,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ต่อสู้คดีโดยอ้างว่าความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกกับกลุ่มออมทรัพย์มิใช่สัญญาฝากเงิน แต่มีลักษณะเป็นการตกลงร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ร่วมกันในลักษณะของหุ้นส่วน จึงเห็นว่าการเรียกร้องเงินคืนก่อนมีการชำระบัญชีของกลุ่มไม่อาจกระทำได้ ขณะที่จำเลยที่ 2 มิได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดี ศาลจึงต้องพิจารณาว่าความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างสมาชิกกับกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวเป็นสัญญาฝากเงินหรือเป็นหุ้นส่วน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อสิทธิของโจทก์ในการเรียกคืนเงินฝาก ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่ที่จำนวนเงินที่โจทก์เรียกคืน แต่เป็นการวินิจฉัยลักษณะทางกฎหมายของการฝากเงินในกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านว่าแท้จริงแล้วเป็นการออมเงินตามวัตถุประสงค์ของกลุ่ม หรือเป็นการร่วมลงทุนเพื่อแสวงหากำไรร่วมกันในลักษณะของหุ้นส่วน หากศาลเห็นว่ามีลักษณะเป็นหุ้นส่วน สมาชิกย่อมไม่อาจเรียกส่วนแบ่งหรือเงินที่นำมาลงหุ้นคืนได้ก่อนการชำระบัญชีของหุ้นส่วน แต่หากเป็นสัญญาฝากเงิน ผู้ฝากย่อมมีสิทธิเรียกคืนเงินจากผู้รับฝากได้เมื่อมีการทวงถามตามหลักกฎหมายว่าด้วยการฝากทรัพย์ นอกจากนี้ ศาลยังต้องวินิจฉัยต่อไปว่า แม้กลุ่มออมทรัพย์บ้านจีนจะมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย แต่บุคคลซึ่งทำหน้าที่รับฝากเงินและบริหารกิจการของกลุ่ม ได้แก่ ประธานกลุ่มและเหรัญญิก ซึ่งเป็นผู้รับฝากเงินโดยตรง จะต้องร่วมกันรับผิดคืนเงินแก่สมาชิกหรือไม่ เมื่อสมาชิกได้ฝากเงินไว้ตามระบบของกลุ่มและมีหลักฐานเป็นสมุดสัจจะสะสมทรัพย์ประกอบการฝากเงินทุกครั้ง คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับลักษณะของกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้าน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านหรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วไปเกิดจากการรวมตัวของประชาชนในชุมชน โดยมีผู้นำชุมชนหรือผู้นำท้องถิ่นเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งและบริหารกิจการ แม้จะมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกนำเงินมาฝากสะสมและสามารถกู้ยืมเงินภายในกลุ่มได้ โดยมีการจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากและเรียกเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นการดำเนินกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือสมาชิกภายในชุมชน มิใช่การดำเนินธุรกิจเพื่อแสวงหากำไรในเชิงพาณิชย์หรือประกอบกิจการในฐานะองค์กรธุรกิจตามกฎหมาย แม้ว่าการจัดตั้งกลุ่มจะเกิดจากการตกลงร่วมกันของสมาชิกและผู้ฝากเงินอาจได้รับผลตอบแทนในรูปเงินปันผลหรือดอกเบี้ย แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกกับกลุ่มมีลักษณะเป็นหุ้นส่วน เพราะสาระสำคัญของการดำเนินกิจการอยู่ที่การส่งเสริมการออมอย่างสม่ำเสมอ และนำเงินสะสมของสมาชิกไปจัดสรรให้ผู้ที่มีความจำเป็นสามารถกู้ยืมได้ เป็นการช่วยเหลือกันภายในกลุ่มตามวัตถุประสงค์ที่จัดตั้งขึ้น มิใช่การร่วมลงทุนเพื่อแบ่งผลกำไรจากการประกอบกิจการทางธุรกิจ ดังนั้น เงินที่สมาชิกนำมาฝากสะสมจึงมีลักษณะเป็นการออม มิใช่เงินลงทุนในหุ้นส่วนตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง วิเคราะห์หลักกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงของการดำเนินกิจการกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีน มิใช่พิจารณาเพียงชื่อเรียกขององค์กรหรือการที่สมาชิกตกลงร่วมกันจัดตั้งกลุ่มขึ้นเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์ วิธีดำเนินกิจการ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก ตลอดจนลักษณะของเงินที่สมาชิกนำมาสะสมเป็นสำคัญ โดยเห็นว่ากลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านหรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกออมเงินอย่างต่อเนื่อง และนำเงินสะสมดังกล่าวไปหมุนเวียนช่วยเหลือสมาชิกที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินกู้ เป็นการช่วยเหลือกันภายในชุมชน มิใช่การประกอบกิจการเพื่อแสวงหากำไรในเชิงธุรกิจ ดังนั้น แม้สมาชิกจะได้รับดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนบางประการ ก็ไม่ทำให้การออมเงินดังกล่าวกลายเป็นการร่วมลงทุนในลักษณะของหุ้นส่วนได้ เพราะวัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งกลุ่มมิใช่การแบ่งผลกำไรจากการประกอบกิจการ แต่เป็นการสร้างวินัยในการออมและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่มสมาชิก เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์นำเงินมาฝากสะสมกับกลุ่มออมทรัพย์เป็นรายเดือน และจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับฝากเงินพร้อมออกสมุดสัจจะสะสมทรัพย์ไว้เป็นหลักฐาน ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีย่อมมีองค์ประกอบของสัญญาฝากเงินอย่างชัดเจน กล่าวคือ มีผู้ฝาก มีผู้รับฝาก มีการส่งมอบเงิน มีการรับเงินไว้โดยผู้บริหารกลุ่ม และมีหลักฐานยืนยันจำนวนเงินฝากที่สมาชิกสะสมไว้ การที่สมาชิกเรียกเงินฝากคืนภายหลังจึงเป็นการใช้สิทธิของผู้ฝากตามลักษณะของสัญญาฝากเงิน มิใช่การเรียกร้องทรัพย์สินของหุ้นส่วนหรือการขอแบ่งทรัพย์สินก่อนการชำระบัญชีตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง ศาลจึงไม่รับฟังข้อโต้แย้งดังกล่าว ข้อวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการพิจารณาความสัมพันธ์ทางกฎหมายจะต้องยึดถือเนื้อหาสาระของนิติสัมพันธ์มากกว่าถ้อยคำหรือรูปแบบของการดำเนินกิจการ แม้กลุ่มออมทรัพย์จะเกิดจากการรวมตัวของสมาชิกและมีการบริหารจัดการเงินร่วมกัน แต่หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าเงินที่สมาชิกนำมามอบให้เป็นเพียงเงินออมสะสมเพื่อฝากไว้กับผู้บริหารกลุ่ม มิใช่เงินลงทุนเพื่อแบ่งกำไรจากการดำเนินกิจการ ความสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมเป็นสัญญาฝากเงินตามกฎหมาย ไม่ใช่หุ้นส่วน และสมาชิกย่อมมีสิทธิเรียกคืนเงินฝากได้เมื่อมีการทวงถาม เจตนารมณ์ของหลักกฎหมายที่ศาลนำมาปรับใช้ จากเหตุผลในคำพิพากษา ศาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของผู้ฝากเงินซึ่งนำเงินมาฝากไว้กับกลุ่มออมทรัพย์โดยเชื่อถือการบริหารงานของผู้รับฝากเงิน การที่ผู้บริหารกลุ่มรับเงินจากสมาชิกและออกสมุดสัจจะสะสมทรัพย์เป็นหลักฐาน ย่อมก่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าผู้ฝากสามารถเรียกคืนเงินของตนได้ตามสิทธิ หากต่อมาผู้รับฝากปฏิเสธไม่คืนเงินโดยอ้างว่ากลุ่มมีลักษณะเป็นหุ้นส่วน ย่อมทำให้สมาชิกซึ่งเป็นผู้ฝากเงินเสียสิทธิในทรัพย์สินของตนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ศาลจึงวินิจฉัยโดยยึดถือสาระสำคัญของนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการดำเนินกิจการของกลุ่มออมทรัพย์และคุ้มครองสิทธิของสมาชิกผู้ฝากเงินตามข้อเท็จจริงแห่งคดี แนววินิจฉัยดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่า แม้กลุ่มออมทรัพย์จะมิได้จัดตั้งเป็นนิติบุคคล แต่เมื่อมีบุคคลซึ่งทำหน้าที่รับฝากเงินและบริหารกิจการแทนกลุ่ม บุคคลดังกล่าวย่อมต้องรับผิดชอบต่อการรับฝากเงินที่ตนได้รับไว้ การอ้างสถานะของกลุ่มหรือรูปแบบการรวมตัวของสมาชิกไม่อาจใช้เป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดในการคืนเงินแก่ผู้ฝากได้ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้บริหารกลุ่มเป็นผู้รับฝากเงินและเป็นผู้ควบคุมการดำเนินกิจการของกลุ่มโดยตรง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าคู่กรณียังสามารถไปว่ากล่าวใช้สิทธิตามกฎหมายต่อกันได้ภายหลังจากมีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วน ทั้งไม่ตัดสิทธิของโจทก์และจำเลยในการดำเนินการตามสิทธิที่พึงมีโดยชอบด้วยกฎหมาย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 18,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่ศาลกำหนดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยเห็นว่าเงินที่โจทก์นำมาฝากกับกลุ่มออมทรัพย์มีลักษณะเป็นเงินฝาก มิใช่เงินลงทุนในหุ้นส่วน จึงมีสิทธิเรียกคืนได้ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่ากลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมและช่วยเหลือสมาชิก มิใช่การประกอบธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร เงินที่สมาชิกนำมาสะสมจึงเป็นการฝากเงิน ไม่ใช่การลงหุ้นในห้างหุ้นส่วน เมื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับฝากเงินและบริหารกิจการของกลุ่ม แต่ไม่คืนเงินฝากเมื่อโจทก์ทวงถาม จึงต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินคืนแก่โจทก์ตามฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการวินิจฉัยลักษณะของนิติสัมพันธ์ต้องอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และสาระของการกระทำเป็นสำคัญ มิใช่อาศัยเพียงรูปแบบการรวมตัวของบุคคลหรือการที่สมาชิกร่วมกันดำเนินกิจการเท่านั้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการนำเงินมอบให้แก่กลุ่มมีวัตถุประสงค์เพื่อการออม และผู้บริหารกลุ่มรับเงินไว้พร้อมออกหลักฐานการรับฝาก ความสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาฝากเงิน สมาชิกผู้ฝากย่อมมีสิทธิเรียกคืนเงินของตนได้เมื่อทวงถาม ส่วนผู้ที่รับฝากเงินและบริหารกิจการของกลุ่มย่อมต้องรับผิดชอบต่อเงินที่รับฝากไว้ ไม่อาจอ้างว่ากลุ่มมีลักษณะเป็นหุ้นส่วนเพื่อปฏิเสธความรับผิดในการคืนเงินแก่สมาชิกได้ หลักวินิจฉัยนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านและการกำหนดความรับผิดของผู้รับฝากเงินตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละคดี ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่สมาชิกนำเงินมาฝากสะสมกับกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านหรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ มีลักษณะเป็นการร่วมลงทุนในรูปแบบหุ้นส่วน หรือเป็นสัญญาฝากเงินตามกฎหมาย โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้กลุ่มออมทรัพย์จะเกิดจากการรวมตัวของสมาชิกและมีการบริหารกิจการร่วมกัน แต่เมื่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมุ่งส่งเสริมการออมและช่วยเหลือสมาชิก มิใช่การแสวงหากำไรในเชิงธุรกิจ การฝากเงินของสมาชิกจึงเป็นการออมและมีลักษณะเป็นสัญญาฝากเงิน ไม่ใช่การลงหุ้นในหุ้นส่วน ดังนั้น เมื่อสมาชิกเรียกคืนเงินฝาก ผู้รับฝากเงินซึ่งเป็นผู้บริหารกลุ่มย่อมต้องร่วมกันรับผิดคืนเงินตามกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสรุป สัญญาฝากเงิน หัวใจสำคัญของคดีอยู่ที่การวินิจฉัยว่า เงินที่สมาชิกนำมาสะสมกับกลุ่มออมทรัพย์มีลักษณะเป็นเงินฝาก มิใช่เงินลงทุนในหุ้นส่วน เนื่องจากผู้บริหารกลุ่มเป็นผู้รับฝากเงิน มีการออกสมุดสัจจะสะสมทรัพย์เป็นหลักฐาน และสมาชิกสามารถเรียกคืนเงินที่ฝากไว้ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีจึงเป็นสัญญาฝากเงินตามข้อเท็จจริงของคดี มิใช่การร่วมลงทุนเพื่อแบ่งผลกำไร กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านไม่ใช่หุ้นส่วน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สมาชิกจะร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และอาจได้รับดอกเบี้ยหรือเงินปันผลจากการดำเนินงานของกลุ่ม แต่ลักษณะของกิจการยังคงเป็นการส่งเสริมการออมและช่วยเหลือสมาชิกภายในชุมชน มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจหรือแสวงหากำไรร่วมกันในลักษณะของหุ้นส่วน จึงไม่อาจนำหลักกฎหมายเกี่ยวกับหุ้นส่วนมาใช้ตัดสิทธิของสมาชิกในการเรียกคืนเงินฝากได้ อธิบายหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 ความหมายของสัญญาฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักพื้นฐานของสัญญาฝากทรัพย์ โดยมีสาระสำคัญว่า บุคคลฝ่ายหนึ่งส่งมอบทรัพย์สินให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเก็บรักษาไว้ และผู้รับฝากมีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์นั้นและคืนให้แก่ผู้ฝากเมื่อถึงกำหนดหรือเมื่อมีการเรียกคืน หลักกฎหมายดังกล่าวมุ่งคุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์ซึ่งยังคงมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ฝากไว้ แม้ว่าทรัพย์จะอยู่ในความครอบครองของผู้รับฝากก็ตาม ดังนั้น เมื่อมีการส่งมอบทรัพย์และผู้รับฝากยอมรับไว้เพื่อเก็บรักษา ความสัมพันธ์ตามสัญญาฝากย่อมเกิดขึ้นทันที โดยไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำหรือรูปแบบเฉพาะในการทำสัญญา หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าคู่กรณีมีเจตนาให้มีการรับฝากและเก็บรักษาทรัพย์ ความสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของสัญญาฝากทรัพย์ตามกฎหมาย การปรับใช้มาตรา 672 กับคดีนี้ ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับฝากเงินจากสมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีน มีการมอบสมุดสัจจะสะสมทรัพย์เป็นหลักฐานการฝากเงิน และรับเงินสะสมจากโจทก์อย่างต่อเนื่องตามระบบของกลุ่ม เมื่อโจทก์ขอรับเงินฝากคืนแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่คืนเงิน ศาลจึงเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีมีลักษณะเป็นสัญญาฝากเงินตามกฎหมาย มิใช่การร่วมลงทุนในลักษณะหุ้นส่วน ดังนั้น ผู้รับฝากเงินซึ่งเป็นผู้บริหารกลุ่มจึงมีหน้าที่คืนเงินฝากแก่ผู้ฝากเมื่อมีการเรียกคืน และต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ หลักวินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่าการพิจารณาว่าเป็นสัญญาฝากทรัพย์หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการส่งมอบทรัพย์ การรับทรัพย์ไว้เพื่อเก็บรักษา และหน้าที่ในการคืนทรัพย์เป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงชื่อเรียกขององค์กรหรือรูปแบบการรวมตัวของบุคคลเท่านั้น คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล สมาชิกยังมีสิทธิเรียกเงินฝากคืนได้หรือไม่ คำตอบ การที่กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านหรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มิได้เป็นเหตุให้สมาชิกผู้ฝากเงินหมดสิทธิเรียกคืนเงินที่ฝากไว้โดยอัตโนมัติ การพิจารณาสิทธิของสมาชิกต้องพิจารณาจากลักษณะของนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริงระหว่างคู่กรณี หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าสมาชิกนำเงินมาฝากสะสมเป็นประจำ ผู้บริหารกลุ่มเป็นผู้รับฝากเงิน และมีการออกสมุดสัจจะสะสมทรัพย์ไว้เป็นหลักฐาน ย่อมแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาฝากเงิน มิใช่การลงทุนเพื่อแสวงหากำไรร่วมกันในฐานะหุ้นส่วน ดังนั้น เมื่อผู้ฝากเรียกคืนเงิน ผู้รับฝากซึ่งรับเงินไว้และบริหารกิจการของกลุ่มย่อมมีหน้าที่คืนเงินฝากตามสิทธิของผู้ฝาก ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกลุ่ม วิธีการดำเนินกิจการ และหน้าที่ของผู้รับฝากเงิน มากกว่าการพิจารณาว่ากลุ่มดังกล่าวมีฐานะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ จึงถือว่าสมาชิกยังคงมีสิทธิเรียกคืนเงินฝากได้เมื่อมีการทวงถาม หากผู้รับฝากเพิกเฉยไม่คืนเงิน ย่อมต้องร่วมกันรับผิดชำระคืนแก่ผู้ฝากตามข้อเท็จจริงของคดี 2 คำถาม เหตุใดศาลจึงวินิจฉัยว่าเงินสะสมของสมาชิกในกลุ่มออมทรัพย์ไม่ใช่การลงทุนในลักษณะของหุ้นส่วน คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาจากวัตถุประสงค์และลักษณะการดำเนินกิจการของกลุ่มออมทรัพย์เป็นสำคัญ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ากลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้สมาชิกออมเงินอย่างสม่ำเสมอ และนำเงินสะสมไปช่วยเหลือสมาชิกที่มีความจำเป็นต้องกู้ยืมเงินภายในกลุ่ม แม้ว่าสมาชิกจะได้รับดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนบางประการ แต่การได้รับผลตอบแทนดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญของการดำเนินกิจการ เพราะกลุ่มมิได้จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบธุรกิจหรือแสวงหากำไรร่วมกัน หากแต่มีวัตถุประสงค์ในการสร้างวินัยการออมและช่วยเหลือสมาชิกในชุมชน ดังนั้น การที่สมาชิกนำเงินมาสะสมจึงเป็นการออมและเป็นการฝากเงิน มิใช่การนำเงินมาร่วมลงทุนเพื่อแบ่งกำไรในลักษณะของหุ้นส่วน ข้อโต้แย้งที่ว่าการรวมตัวของสมาชิกทำให้เกิดหุ้นส่วนจึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟัง และไม่อาจตัดสิทธิของสมาชิกในการเรียกคืนเงินฝากที่ตนสะสมไว้ได้เมื่อมีการเรียกคืนตามสิทธิของผู้ฝาก 3 คำถาม เมื่อสมาชิกเรียกคืนเงินฝาก แต่ประธานกลุ่มและเหรัญญิกไม่คืนเงิน สมาชิกสามารถเรียกร้องให้ทั้งสองคนร่วมกันรับผิดได้หรือไม่ คำตอบ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าประธานกลุ่มและเหรัญญิกเป็นผู้รับฝากเงินจากสมาชิกโดยตรง เป็นผู้บริหารกิจการของกลุ่มออมทรัพย์ และรับเงินฝากพร้อมออกสมุดสัจจะสะสมทรัพย์ไว้เป็นหลักฐาน การที่สมาชิกเรียกคืนเงินฝากแต่บุคคลทั้งสองเพิกเฉยไม่ดำเนินการคืนเงิน ย่อมทำให้เกิดความรับผิดตามลักษณะของสัญญาฝากเงิน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประเด็นสำคัญมิใช่อยู่ที่กลุ่มออมทรัพย์มีฐานะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่าใครเป็นผู้รับฝากเงินและเป็นผู้บริหารกิจการตามข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับฝากเงินจากโจทก์และเป็นผู้ดำเนินกิจการของกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีน จึงมีหน้าที่คืนเงินฝากแก่ผู้ฝากเมื่อมีการเรียกคืน การเพิกเฉยไม่ชำระคืนย่อมก่อให้เกิดความรับผิดร่วมกันตามข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังไว้ คำวินิจฉัยนี้จึงเป็นหลักสำคัญที่ยืนยันว่าผู้ซึ่งรับเงินฝากไว้และบริหารกิจการของกลุ่มไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดได้เพียงเพราะกลุ่มมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้รับฝากเงินและเป็นผู้ควบคุมการดำเนินงานของกลุ่มโดยตรง 4 คำถาม สมุดสัจจะสะสมทรัพย์มีความสำคัญต่อการพิสูจน์สิทธิของสมาชิกอย่างไร คำตอบ สมุดสัจจะสะสมทรัพย์เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ามีการรับฝากเงินระหว่างสมาชิกกับกลุ่มออมทรัพย์ โดยในคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองรับฝากเงินจากโจทก์และมอบสมุดสัจจะสะสมทรัพย์ไว้เป็นหลักฐานประกอบการฝากเงิน การมีหลักฐานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้รับฝากได้รับเงินไว้เพื่อเก็บรักษาและบันทึกจำนวนเงินที่สมาชิกนำมาฝากสะสมอย่างต่อเนื่อง ศาลฎีกาจึงใช้ข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบการวินิจฉัยว่าความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีมีลักษณะเป็นสัญญาฝากเงิน มิใช่การร่วมลงทุนในหุ้นส่วน สมุดสัจจะสะสมทรัพย์จึงมีความสำคัญในฐานะหลักฐานแสดงการรับฝากเงิน การสะสมยอดเงินของสมาชิก และเป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนสิทธิของผู้ฝากในการเรียกคืนเงินเมื่อมีการทวงถาม ทั้งยังช่วยให้ศาลสามารถพิจารณาความสัมพันธ์ทางกฎหมายของคู่กรณีได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในการดำเนินกิจการของกลุ่มออมทรัพย์ 5 คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่ประชาชนควรได้รับจากคำพิพากษานี้คืออะไร คำตอบ สาระสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การยืนยันว่าการวินิจฉัยสิทธิและหน้าที่ของคู่กรณีต้องอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะของนิติสัมพันธ์เป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงชื่อเรียกขององค์กรหรือรูปแบบการรวมตัวของสมาชิก แม้กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านจะเกิดจากการรวมตัวของประชาชนในชุมชนและมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แต่หากวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจการเป็นการส่งเสริมการออม การรับฝากเงินจากสมาชิก และการช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม มิใช่การประกอบธุรกิจเพื่อแบ่งกำไร ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกกับผู้บริหารกลุ่มย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาฝากเงิน สมาชิกผู้ฝากย่อมมีสิทธิเรียกคืนเงินของตนได้เมื่อมีการทวงถาม และผู้ที่รับฝากเงินไว้ย่อมมีหน้าที่คืนเงินดังกล่าว หลักวินิจฉัยนี้จึงมีความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิของสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้าน และเป็นแนวทางในการพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับการรับฝากเงินที่เกิดขึ้นภายในกลุ่มออมทรัพย์ซึ่งมีลักษณะการดำเนินงานเช่นเดียวกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้ บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักสำคัญว่า การพิจารณาลักษณะของนิติสัมพันธ์ต้องอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และสาระของการดำเนินกิจการเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบของการรวมตัวหรือชื่อเรียกขององค์กร แม้กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านหรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จะมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แต่หากจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออม รับฝากเงินจากสมาชิก และช่วยเหลือสมาชิกด้วยการให้กู้ยืมเงินภายในกลุ่ม โดยมิได้มุ่งแสวงหากำไรในเชิงธุรกิจ เงินที่สมาชิกนำมาสะสมย่อมมีลักษณะเป็นการฝากเงิน ไม่ใช่การลงหุ้นร่วมกันเพื่อแบ่งผลกำไรในลักษณะของหุ้นส่วน เมื่อผู้บริหารกลุ่มเป็นผู้รับฝากเงินและออกสมุดสัจจะสะสมทรัพย์ไว้เป็นหลักฐาน ย่อมมีหน้าที่คืนเงินฝากแก่สมาชิกเมื่อมีการเรียกคืน หากเพิกเฉยไม่คืนเงินก็ต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินคืนแก่ผู้ฝากตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดี หลักวินิจฉัยนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้าน และเป็นบรรทัดฐานในการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับการรับฝากเงินของกลุ่มออมทรัพย์ที่มีลักษณะเดียวกันในทางปฏิบัติ กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมและช่วยเหลือสมาชิก มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรในเชิงธุรกิจ การนำเงินมาสะสมของสมาชิกจึงเป็นการออมและมีลักษณะเป็นสัญญาฝากเงิน ไม่ใช่การร่วมลงทุนในลักษณะของหุ้นส่วน เมื่อผู้บริหารกลุ่มรับฝากเงินและออกหลักฐานการฝากไว้ สมาชิกย่อมมีสิทธิเรียกคืนเงินฝากได้ และผู้รับฝากเงินย่อมมีหน้าที่คืนเงินดังกล่าวเมื่อมีการทวงถาม หากไม่คืนย่อมต้องร่วมกันรับผิดตามกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8596/2568 กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านหรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วไป เกิดขึ้นโดยการรวมตัวของผู้คนในชุมชน โดยมีผู้นำชุมชนหรือผู้นำท้องถิ่นเป็นแกนนำในการจัดตั้งและบริหารกิจการ โดยมิได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลในหมู่บ้านฝากเงินและกู้ยืมโดยมีการให้ดอกเบี้ยเงินฝากและคิดดอกเบี้ยจากบุคคลที่กู้ยืมเงินจากกลุ่ม แม้การก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์จะมีการตกลงเข้ากันหรือร่วมกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน โดยผู้ฝากเงินจะได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินปันผลหรือดอกเบี้ย แต่ก็มีลักษณะเป็นการจัดตั้งขึ้นเพื่อเน้นให้สมาชิกนำเงินมาออมสะสมตามระยะเวลาที่ตกลงอย่างสม่ำเสมอ และเงินที่สะสมได้ในแต่ละเดือนก็อาจนำมาจัดสรรให้สมาชิกที่เดือดร้อนได้กู้ยืม อันเป็นการช่วยเหลือกันในกลุ่มสมาชิกตามวัตถุประสงค์ที่จัดตั้งขึ้น โดยมิได้มุ่งเน้นแสวงหากำไรในเชิงธุรกิจหรือเป็นองค์กรทางธุรกิจตามกฎหมาย การฝากเงินสะสมในแต่ละเดือนของโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มจึงเป็นการออม ไม่ใช่สัญญาที่ตกลงลงหุ้นร่วมกันเพื่อแสวงหากำไรร่วมกัน อันมีลักษณะเป็นหุ้นส่วน เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นประธานกลุ่มมีหน้าที่รับฝากเงินและให้กู้เงิน จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นเหรัญญิกกลุ่ม ในการดำเนินกิจการกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีน จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับฝากเงินจากโจทก์ โดยมอบสมุดสัจจะสะสมทรัพย์แก่โจทก์ไว้เป็นหลักฐาน เงินที่โจทก์ฝากสะสมตามสมุดสัจจะสะสมทรัพย์ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาฝากเงิน เมื่อโจทก์เรียกเงินฝากคืน แต่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากเงินและบริหารกิจการของกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีนเพิกเฉยจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 18,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิของโจทก์และจำเลยทั้งสองจะว่ากล่าวกันต่อไปตามสิทธิของตนที่พึงมีโดยชอบด้วยกฎหมายหลังจากได้มีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 18,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 ธันวาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นสมาชิกและเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีน ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2550 มีวัตถุประสงค์ให้บุคคลในหมู่บ้านฝากเงินและกู้ยืมเงิน โดยให้ดอกเบี้ยเงินฝากและคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมเงิน มีสมาชิกในกลุ่มประมาณ 100 คน ระยะแรกกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีนจะรับฝากเงินจากสมาชิกเดือนละ 50 บาท ต่อสมาชิก 1 ราย ต่อมาปรับเพิ่มขึ้นเป็นรับฝากเงินเดือนละ 100 บาท ต่อสมาชิก 1 ราย โจทก์เปิดบัญชีฝากเงินไว้กับกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีน 1 บัญชี เป็นเงิน 18,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดคืนเงินให้โจทก์ตามฟ้อง หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านหรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วไป เกิดขึ้นโดยการรวมตัวของผู้คนในชุมชน ซึ่งอาจมีผู้นำชุมชนหรือผู้นำท้องถิ่นเป็นแกนนำในการจัดตั้งและบริหารกิจการ โดยมิได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลในหมู่บ้านฝากเงินและกู้ยืมเงินกันภายในกลุ่ม โดยมีการให้ดอกเบี้ยเงินฝากและคิดดอกเบี้ยจากบุคคลที่กู้ยืมเงินจากกลุ่ม แม้การก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์จะมีการตกลงเข้ากันหรือร่วมกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน โดยผู้ฝากเงินจะได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินปันผลหรือดอกเบี้ย แต่ก็มีลักษณะเป็นการจัดตั้งขึ้นเพื่อเน้นให้สมาชิกนำเงินมาออมสะสมตามระยะเวลาที่ตกลงอย่างสม่ำเสมอ และเงินที่สะสมได้ในแต่ละเดือนก็อาจนำมาจัดสรรให้สมาชิกที่เดือดร้อนได้กู้ยืม อันเป็นการช่วยเหลือกันในกลุ่มสมาชิกตามวัตถุประสงค์ที่จัดตั้งขึ้น โดยมิได้มุ่งเน้นแสวงหากำไรในเชิงธุรกิจหรือเป็นองค์กรทางธุรกิจตามกฎหมาย กลุ่มออมทรัพย์บ้านจีนจัดตั้งขึ้นในปี 2550 มีลักษณะเช่นเดียวกับกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านหรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ดังที่กล่าวมา การฝากเงินสะสมในแต่ละเดือนของโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มจึงเป็นการออม ไม่ใช่สัญญาที่ตกลงลงหุ้นร่วมกันเพื่อแสวงหากำไรร่วมกัน อันมีลักษณะเป็นหุ้นส่วนตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง เมื่อข้อเท็จจริงจากการพิจารณาไม่โต้แย้งกันฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นประธานกลุ่มมีหน้าที่รับฝากเงินและให้กู้เงิน จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นเหรัญญิกกลุ่ม ในการดำเนินกิจการกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีน จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับฝากเงินจากโจทก์ โดยมอบสมุดสัจจะสะสมทรัพย์แก่โจทก์ไว้เป็นหลักฐาน เงินที่โจทก์ฝากสะสมตามสมุดสัจจะสะสมทรัพย์ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาฝากเงิน เมื่อโจทก์เรียกเงินฝากคืน แต่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากเงินและบริหารกิจการของกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีนเพิกเฉยจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




