ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




กรรมการบริษัทติดคุกเพียงคนเดียว บริษัทไร้ผู้แทนได้หรือไม่ ศาลมีอำนาจตั้งผู้แทนชั่วคราวแทนกรรมการตามกฎหมายหรือไม่

กรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวต้องโทษจำคุก, การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวของบริษัท, บริษัทไม่มีผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทน, การเทียบบทกฎหมายตามมาตรา 4 วรรคสอง, การใช้มาตรา 73 โดยอนุโลม, นิติบุคคลขาดผู้แทนตามกฎหมาย, กรรมการบริษัทไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้, การบริหารกิจการบริษัทเมื่อกรรมการติดคุก, การแต่งตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราวโดยศาล, บริษัทขาดผู้มีอำนาจลงนามแทน, สถานะกรรมการภายหลังต้องโทษจำคุก, อำนาจหน้าที่ของกรรมการบริษัท, คุ้มครองประโยชน์ของบริษัท, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในทางกฎหมายพาณิชย์และกฎหมายนิติบุคคลว่า ในกรณีที่กรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่บริหารกิจการหรือกระทำการแทนบริษัทได้ แต่ในทางทะเบียนยังคงมีสถานะเป็นกรรมการอยู่ ศาลจะสามารถแต่งตั้งบุคคลอื่นเข้าเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทได้หรือไม่ คดีนี้จึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับการอาศัยบทบัญญัติเรื่องการแต่งตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราวมาปรับใช้โดยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง เพื่อป้องกันมิให้นิติบุคคลตกอยู่ในสภาพไร้ผู้แทนจนเกิดความเสียหายต่อกิจการและประโยชน์ของบริษัท โดยศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับผลของการที่กรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวต้องโทษจำคุก ความแตกต่างระหว่างสถานะกรรมการกับความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ และหลักการเทียบบทกฎหมายเพื่ออุดช่องว่างของกฎหมายในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติใช้บังคับโดยตรง

ข้อเท็จจริงของคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้แต่งตั้งตนเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อทำหน้าที่ตามกฎหมายแทนบริษัท โดยผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนของบริษัทชั่วคราวโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 ประกอบมาตรา 4 วรรคสอง และให้มีสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย ต่อมาผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ผู้ร้องจึงฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติปรากฏว่า ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 2 เคยเป็นสามีภริยากันและร่วมกันจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 โดยในระยะแรกผู้ร้องดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและถือหุ้นในบริษัท อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ยื่นคำร้อง ผู้ร้องไม่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทอีกต่อไปแล้ว ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัท

ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นอกจากนี้ยังปรากฏตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ยอมถอดถอนตนเองออกจากอำนาจหน้าที่ในการบริหารกิจการทั้งหมดของบริษัทและไม่ประสงค์จะบริหารกิจการของบริษัทอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะไม่ประสงค์บริหารกิจการต่อไป แต่ยังไม่ปรากฏว่ามีการยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการ หรือมีมติถอดถอนออกจากตำแหน่งกรรมการของบริษัทแต่อย่างใด จึงยังคงมีสถานะเป็นกรรมการของบริษัทตามกฎหมาย ขณะเดียวกันผู้คัดค้านที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียว เมื่อถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด จึงเกิดปัญหาว่าบริษัทจะมีผู้แทนที่สามารถกระทำการแทนบริษัทได้หรือไม่ และศาลจะสามารถแต่งตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทได้หรือไม่ ทั้งที่กรณีดังกล่าวมิใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงโดยตรงตามบทบัญญัติของกฎหมาย

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณามีเพียงประการเดียว คือ มีเหตุสมควรแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ โดยศาลเริ่มพิจารณาจากสถานะทางกฎหมายของผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งแม้จะแสดงเจตนาไม่ประสงค์บริหารกิจการของบริษัทอีกต่อไป และยอมถอดถอนตนเองออกจากอำนาจหน้าที่ในการบริหารกิจการทั้งหมดแล้วก็ตาม แต่เมื่อยังไม่มีการยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการ และยังไม่มีมติถอดถอนออกจากตำแหน่งกรรมการของบริษัท จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านที่ 2 ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการของบริษัทตามกฎหมายอยู่

อย่างไรก็ตาม แม้สถานะกรรมการยังคงอยู่ แต่ข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว ย่อมส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนของบริษัท เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัท การต้องโทษจำคุกจึงทำให้บริษัทขาดบุคคลผู้สามารถใช้อำนาจแทนนิติบุคคลได้อย่างแท้จริง

ศาลฎีกาเห็นว่ากรณีนี้มิใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงโดยตรงตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 เพราะในทางกฎหมายผู้คัดค้านที่ 2 ยังมีสถานะเป็นกรรมการอยู่ แต่ในทางข้อเท็จจริงกลับไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนบริษัทได้ จึงเกิดปัญหาช่องว่างทางกฎหมายว่าศาลจะใช้อำนาจใดในการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า การเป็นกรรมการบริษัทเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง ไม่อาจมอบอำนาจให้บุคคลอื่นเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทนตนในฐานะกรรมการได้ ดังนั้นแม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะมีความประสงค์ให้บุคคลอื่นช่วยบริหารกิจการบริษัท ก็ไม่อาจใช้อำนาจในฐานะกรรมการมอบหมายหน้าที่ดังกล่าวได้ เพราะหน้าที่ของกรรมการเป็นหน้าที่เฉพาะตัวที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติด้วยตนเอง

เมื่อพิจารณาแล้วไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายบทใดบัญญัติรองรับกรณีดังกล่าวไว้โดยตรง อีกทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นที่จะนำมาปรับใช้ได้ ศาลจึงต้องอาศัยหลักการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้สามารถเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับใช้ได้ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายใช้บังคับโดยตรง

ศาลฎีกาเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 73 เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งกับข้อพิพาทในคดีนี้ เนื่องจากแม้กรณีกรรมการบริษัทต้องโทษจำคุกจะไม่ใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงโดยตรง แต่ผลที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติมีลักษณะใกล้เคียงกัน กล่าวคือ บริษัทไม่มีผู้แทนที่สามารถใช้อำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลได้ การที่กรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวถูกจำคุกจึงมีผลเช่นเดียวกับการที่ตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลง เพราะบริษัทไม่สามารถดำเนินกิจการหรือปฏิบัติการทางกฎหมายผ่านผู้แทนของตนได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาถึงผลเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่บริษัท หากปล่อยให้บริษัทอยู่ในสภาพไม่มีผู้แทนที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากการที่กรรมการผู้มีอำนาจถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ เป็นระยะเวลานาน อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกิจการของบริษัทได้ จึงมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะเข้ามาคุ้มครองประโยชน์ของนิติบุคคลโดยการแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราว

สำหรับตัวผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าผู้ร้องเคยร่วมก่อตั้งบริษัทและเคยร่วมบริหารกิจการของบริษัทมาก่อน อีกทั้งตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ก็ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 2 ยินยอมให้ผู้ร้องมีอำนาจบริหารบริษัท จึงเป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัทและมีความเหมาะสมในการเข้าทำหน้าที่แทนบริษัทในระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการคนใหม่

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้อง และวินิจฉัยว่าฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น สมควรแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทเพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทตกอยู่ในสภาพไร้ผู้แทนและเพื่อรักษาประโยชน์ของนิติบุคคล

หลักกฎหมายที่ได้จากคำพิพากษา

หลักกฎหมายสำคัญประการแรก คือ สถานะของกรรมการบริษัทกับความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่มิใช่เรื่องเดียวกัน แม้บุคคลยังคงมีสถานะเป็นกรรมการอยู่ในทางกฎหมาย แต่หากมีเหตุทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนของนิติบุคคลได้จริง ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยกระบวนการทางกฎหมาย

หลักกฎหมายประการที่สอง คือ การเป็นกรรมการบริษัทเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง ไม่อาจมอบหมายให้ผู้อื่นปฏิบัติหน้าที่แทนในฐานะกรรมการได้ เนื่องจากอำนาจและความรับผิดของกรรมการเป็นอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะตัวบุคคล

หลักกฎหมายประการที่สาม คือ เมื่อไม่มีกฎหมายที่ใช้บังคับโดยตรงและไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ ศาลมีอำนาจอาศัยหลักการเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามมาตรา 4 วรรคสอง เพื่ออุดช่องว่างของกฎหมายและทำให้การบังคับใช้กฎหมายสามารถตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม

หลักกฎหมายประการที่สี่ คือ บทบัญญัติมาตรา 73 สามารถนำมาเทียบเคียงใช้กับกรณีที่กรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทต้องโทษจำคุกจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แม้ในทางเทคนิคกฎหมายจะยังมิใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงก็ตาม หากผลที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทไม่มีผู้แทนที่สามารถกระทำการแทนได้อย่างแท้จริง ศาลย่อมมีอำนาจแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของนิติบุคคลได้

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัย

คดีนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นกรณีที่ศาลฎีกาต้องเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติรองรับไว้โดยตรง กล่าวคือ ผู้คัดค้านที่ 2 ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการของบริษัทตามกฎหมาย เพราะยังไม่มีการลาออกและยังไม่มีมติถอดถอนออกจากตำแหน่ง แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถใช้อำนาจหรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการได้ เนื่องจากต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว กรณีดังกล่าวจึงก่อให้เกิดภาวะที่บริษัทมีกรรมการอยู่ตามทะเบียน แต่ไม่มีบุคคลที่สามารถใช้อำนาจแทนบริษัทได้จริง

ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการพิจารณาสถานะทางกฎหมายของผู้คัดค้านที่ 2 เท่านั้น แต่เป็นการพิจารณาถึงสภาพความเป็นจริงในการดำเนินกิจการของนิติบุคคลด้วย เพราะหากตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดเฉพาะตัวบทโดยถือว่าบริษัทยังมีกรรมการอยู่ จึงไม่อาจแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวได้ ย่อมส่งผลให้บริษัทตกอยู่ในสภาพไร้ผู้แทนและไม่สามารถดำเนินกิจการตามปกติได้ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทและผู้เกี่ยวข้อง

ศาลฎีกาจึงนำหลักการตามมาตรา 4 วรรคสอง มาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาช่องว่างทางกฎหมาย โดยพิจารณาว่าบทบัญญัติใดมีวัตถุประสงค์ใกล้เคียงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากที่สุด และพบว่ามาตรา 73 ซึ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราวในกรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลง เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เพราะต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือป้องกันไม่ให้นิติบุคคลตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถดำเนินการทางกฎหมายได้

การวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายมิได้พิจารณาเฉพาะถ้อยคำของกฎหมายเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการตีความกฎหมายด้วย เพื่อให้กฎหมายสามารถบรรลุผลตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงและสามารถคุ้มครองประโยชน์ของบุคคลหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง

มาตรา 4 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติสำคัญที่ใช้แก้ไขปัญหากรณีที่กฎหมายมิได้บัญญัติรองรับข้อพิพาทไว้โดยตรง โดยกำหนดหลักว่า หากไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ และไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ศาลสามารถอาศัยบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้วินิจฉัยคดีได้

เจตนารมณ์สำคัญของบทบัญญัติดังกล่าวคือการป้องกันมิให้เกิดภาวะที่ศาลไม่สามารถวินิจฉัยคดีได้เพียงเพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติรองรับโดยตรง เนื่องจากสภาพสังคมและรูปแบบข้อพิพาทมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ข้อเท็จจริงบางประการอาจไม่เคยถูกคาดหมายไว้ในขณะที่ตรากฎหมาย จึงจำเป็นต้องมีหลักการที่เปิดโอกาสให้ศาลสามารถอุดช่องว่างทางกฎหมายได้

ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าการที่กรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทต้องโทษจำคุกจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นสถานการณ์ที่กฎหมายมิได้บัญญัติวิธีแก้ไขไว้โดยตรง แต่หากปล่อยให้บริษัทอยู่ในสภาพดังกล่าวต่อไป ย่อมเกิดความเสียหายได้ จึงจำเป็นต้องใช้มาตรา 4 วรรคสอง เป็นเครื่องมือในการแสวงหาบทกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ใกล้เคียงที่สุดมาปรับใช้

สาระสำคัญที่ปรากฏจากคำพิพากษานี้จึงแสดงให้เห็นว่า มาตรา 4 วรรคสอง มิใช่เพียงบทบัญญัติทางเทคนิคสำหรับการตีความกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการยุติธรรมสามารถตอบสนองต่อปัญหาที่กฎหมายยังมิได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนได้อย่างเหมาะสม

เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73

มาตรา 73 มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นแก่นิติบุคคลในกรณีที่ตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงหรือไม่มีผู้แทนที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยเปิดโอกาสให้ศาลแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทนนิติบุคคล เพื่อให้กิจการของนิติบุคคลสามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ

เจตนารมณ์สำคัญของบทบัญญัตินี้คือการคุ้มครองความต่อเนื่องในการดำเนินงานของนิติบุคคล เนื่องจากนิติบุคคลไม่สามารถแสดงเจตนาหรือกระทำการใดได้ด้วยตนเอง จำเป็นต้องอาศัยบุคคลธรรมดาเป็นผู้แทนในการดำเนินกิจการและทำธุรกรรมต่าง ๆ หากไม่มีผู้แทนดังกล่าว นิติบุคคลย่อมไม่สามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ข้อเท็จจริงในคดีนี้จะไม่ใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงโดยตรง แต่ศาลฎีกาเห็นว่าผลที่เกิดขึ้นมีลักษณะไม่แตกต่างกัน กล่าวคือ บริษัทไม่มีบุคคลที่สามารถใช้อำนาจแทนนิติบุคคลได้จริง ดังนั้น การนำมาตรา 73 มาเทียบเคียงใช้จึงสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์ของนิติบุคคลและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดผู้แทน

แนวคิดสำคัญที่ปรากฏจากคำพิพากษานี้จึงอยู่ที่การพิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายมากกว่าการยึดติดอยู่กับถ้อยคำของบทบัญญัติเพียงอย่างเดียว โดยศาลมุ่งเน้นผลในทางปฏิบัติและความจำเป็นในการคุ้มครองการดำเนินงานของนิติบุคคลเป็นสำคัญ

ความสำคัญของคำพิพากษาต่อการบริหารงานของบริษัท

คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารงานของบริษัทที่มีกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียว เนื่องจากแสดงให้เห็นว่าการมีชื่อเป็นกรรมการอยู่ในทางทะเบียนมิได้หมายความว่าบริษัทจะมีผู้แทนที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เสมอไป หากกรรมการดังกล่าวตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถใช้อำนาจหรือปฏิบัติหน้าที่ได้จริง บริษัทอาจประสบปัญหาในการดำเนินกิจการและการจัดการทรัพย์สินของบริษัท

คำพิพากษานี้ยังก่อให้เกิดหลักสำคัญว่า ศาลสามารถเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ แม้จะไม่มีบทกฎหมายที่บัญญัติรองรับสถานการณ์นั้นโดยตรง หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าการปล่อยให้บริษัทอยู่ในสภาพไร้ผู้แทนจะก่อให้เกิดความเสียหาย และมีบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งซึ่งสามารถนำมาเทียบเคียงใช้ได้

ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับกรณีที่บริษัทตกอยู่ในภาวะขาดผู้บริหารหรือขาดผู้แทนที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แม้ในทางกฎหมายตำแหน่งดังกล่าวจะยังไม่ว่างลงอย่างเป็นทางการก็ตาม เพราะศาลอาจพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นจริงและอาศัยหลักการเทียบบทกฎหมายเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของนิติบุคคลได้

แนวคำวินิจฉัยที่ปรากฏจากคดีนี้และผลต่อการตีความกฎหมายในอนาคต

คดีนี้สะท้อนแนวทางสำคัญของศาลฎีกาในการตีความกฎหมายเกี่ยวกับนิติบุคคลและการอุดช่องว่างทางกฎหมาย โดยศาลมิได้พิจารณาเฉพาะสถานะทางทะเบียนของกรรมการบริษัทเท่านั้น แต่พิจารณาถึงความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่จริงของบุคคลดังกล่าวด้วย กล่าวคือ แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะยังคงมีสถานะเป็นกรรมการอยู่ตามกฎหมาย แต่เมื่อถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่แทนบริษัทได้ บริษัทจึงอยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างจากกรณีที่ไม่มีผู้แทนที่มีอำนาจดำเนินการแทนบริษัท

สาระสำคัญของแนววินิจฉัยดังกล่าวอยู่ที่การพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจริงต่อการดำเนินกิจการของนิติบุคคลมากกว่าการพิจารณาเพียงรูปแบบทางกฎหมาย หากข้อเท็จจริงปรากฏว่านิติบุคคลไม่สามารถดำเนินกิจการผ่านผู้แทนของตนได้ ศาลย่อมสามารถแสวงหาวิธีการทางกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้โดยอาศัยบทบัญญัติที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามมาตรา 4 วรรคสอง

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่นิติบุคคล โดยมิได้รอให้เกิดความเสียหายขึ้นแล้วจึงเข้ามาแก้ไข แต่พิจารณาจากเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการที่กรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวถูกจำคุกเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้บริษัทไม่สามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติและอาจเกิดความเสียหายขึ้นในอนาคต จึงสมควรมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองบริษัทไว้ล่วงหน้า

แนววินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายอย่างยืดหยุ่นภายใต้กรอบของกฎหมายที่มีอยู่ โดยยังคงยึดโยงอยู่กับเจตนารมณ์ของกฎหมายและความจำเป็นในการคุ้มครองสิทธิของนิติบุคคล ซึ่งอาจนำไปใช้เป็นแนวทางในการวินิจฉัยคดีอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในอนาคตได้

การเปรียบเทียบสถานะกรรมการกับความสามารถในการใช้อำนาจแทนนิติบุคคล

ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญในคดีนี้ คือ ความแตกต่างระหว่างการมีสถานะเป็นกรรมการกับความสามารถในการใช้อำนาจแทนนิติบุคคล โดยทั่วไปกรรมการของบริษัทเป็นผู้แทนของนิติบุคคลและมีอำนาจดำเนินกิจการแทนบริษัทตามที่กฎหมายและข้อบังคับของบริษัทกำหนด แต่การมีตำแหน่งดังกล่าวมิได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในทุกกรณี

ในคดีนี้ผู้คัดค้านที่ 2 ยังคงเป็นกรรมการของบริษัทในทางกฎหมาย เพราะไม่มีการลาออกและไม่มีการถอดถอนออกจากตำแหน่ง แต่เมื่อถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนบริษัทกลับถูกจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ จนไม่อาจดำเนินกิจการของบริษัทได้ตามปกติ

ศาลฎีกาจึงมองว่าการพิจารณาเฉพาะสถานะทางกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง ย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น แม้ตำแหน่งกรรมการจะยังมิได้ว่างลง แต่ผลที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติกลับมีลักษณะใกล้เคียงกับกรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงอย่างมาก จึงสามารถนำมาตรา 73 มาเทียบเคียงใช้ได้

แนวคิดดังกล่าวเป็นหลักสำคัญในการทำความเข้าใจบทบาทของผู้แทนนิติบุคคล เพราะแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองมิใช่เพียงการดำรงอยู่ของตำแหน่งตามรูปแบบทางทะเบียนเท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถในการใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของนิติบุคคลด้วย

เหตุผลที่ศาลเห็นสมควรแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราว

แม้ศาลจะวินิจฉัยว่ามีเหตุอันสมควรที่จะต้องแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวของบริษัท แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ บุคคลใดมีความเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า ผู้ร้องเคยร่วมจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับผู้คัดค้านที่ 2 และเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของบริษัท รวมทั้งเคยมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการของบริษัทมาก่อน แม้ในเวลาต่อมาจะไม่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแล้วก็ตาม แต่ความสัมพันธ์และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัทยังคงเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลสามารถนำมาพิจารณาได้

นอกจากนี้ ยังปรากฏตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ยินยอมให้ผู้ร้องมีอำนาจบริหารกิจการของบริษัท ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลนำมาประกอบการพิจารณาความเหมาะสมของผู้ร้องด้วย

เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวและต้องโทษจำคุกเป็นเวลานาน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าผู้ร้องเป็นบุคคลที่เหมาะสมในการเข้ามาทำหน้าที่แทนบริษัทเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันมิให้บริษัทตกอยู่ในสภาพไร้ผู้แทนและเพื่อให้กิจการของบริษัทยังคงสามารถดำเนินต่อไปได้ตามกฎหมาย

ทั้งนี้ การแต่งตั้งดังกล่าวมิใช่การแต่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นกรรมการคนใหม่ของบริษัท แต่เป็นการแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการคนใหม่เข้ามาแทนผู้คัดค้านที่ 2 ตามกระบวนการของกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทต่อไป

บทสรุปทางวิชาการของคดี

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้หลักการเทียบบทกฎหมายเพื่ออุดช่องว่างของกฎหมายในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติรองรับข้อพิพาทโดยตรง ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้กรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทจะยังมีสถานะเป็นกรรมการอยู่ตามกฎหมาย แต่หากต้องโทษจำคุกจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่แทนบริษัทได้ บริษัทย่อมตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีผู้แทนที่สามารถใช้อำนาจแทนนิติบุคคลได้อย่างแท้จริง

เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติรองรับสถานการณ์ดังกล่าวโดยตรง และไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นที่จะนำมาปรับใช้ได้ ศาลจึงสามารถอาศัยมาตรา 4 วรรคสอง เพื่อเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง โดยเห็นว่ามาตรา 73 เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากที่สุด

สาระสำคัญของคำพิพากษานี้จึงอยู่ที่การคุ้มครองความสามารถในการดำเนินกิจการของนิติบุคคล การป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดผู้แทน และการใช้หลักการตีความกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงและเจตนารมณ์ของกฎหมาย อันเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาหลักกฎหมายเกี่ยวกับนิติบุคคลและผู้แทนของนิติบุคคลในอนาคต

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้กรณีดังกล่าวจะมิใช่กรณีที่ตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงโดยตรง แต่เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของบริษัท จึงอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 ประกอบมาตรา 4 วรรคสอง แต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นการชั่วคราว ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย และกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วไม่เห็นพ้องกับคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงพิพากษากลับให้ยกคำร้องของผู้ร้อง โดยไม่แต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัท และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะยังมีสถานะเป็นกรรมการของบริษัทอยู่ เนื่องจากยังไม่มีการลาออกหรือถูกถอดถอนจากตำแหน่งกรรมการ แต่เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนของบริษัทได้ การเป็นกรรมการเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวและไม่อาจมอบอำนาจให้บุคคลอื่นปฏิบัติหน้าที่แทนได้ เมื่อไม่มีกฎหมายที่ใช้บังคับโดยตรงและไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น จึงต้องอาศัยมาตรา 4 วรรคสอง เทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง โดยเห็นว่ามาตรา 73 เป็นบทกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับกรณีดังกล่าว เพราะผลที่เกิดขึ้นไม่แตกต่างจากกรณีที่ตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลง อีกทั้งการที่กรรมการถูกจำคุกอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทได้ เมื่อผู้ร้องเคยร่วมก่อตั้งและเคยร่วมบริหารกิจการของบริษัท รวมทั้งผู้คัดค้านที่ 2 ยินยอมให้ผู้ร้องมีอำนาจบริหารกิจการ จึงเห็นสมควรแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการคนใหม่ โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า การพิจารณาสถานะทางกฎหมายของผู้แทนนิติบุคคลต้องพิจารณาควบคู่กับความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่จริง มิใช่พิจารณาเฉพาะการดำรงตำแหน่งตามทะเบียนหรือเอกสารทางกฎหมายเท่านั้น เพราะแม้บุคคลจะยังมีสถานะเป็นกรรมการอยู่ แต่หากไม่สามารถใช้อำนาจหรือปฏิบัติหน้าที่แทนนิติบุคคลได้จริง นิติบุคคลย่อมอาจตกอยู่ในสภาพไร้ผู้แทนและเสี่ยงต่อความเสียหายได้

หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเป็นกรรมการบริษัทเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง ไม่อาจมอบหมายหรือโอนอำนาจในฐานะกรรมการให้บุคคลอื่นปฏิบัติแทนได้ ดังนั้น เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ย่อมเกิดปัญหาโดยตรงต่อความสามารถของบริษัทในการดำเนินกิจการและกระทำการทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ยังตอกย้ำบทบาทของมาตรา 4 วรรคสอง ในฐานะกลไกสำคัญในการอุดช่องว่างของกฎหมาย โดยเปิดโอกาสให้ศาลสามารถเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้วินิจฉัยคดีได้ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายใช้บังคับโดยตรง อันเป็นการทำให้กฎหมายสามารถตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่หลากหลายและซับซ้อนซึ่งอาจมิได้ถูกคาดหมายไว้ในขณะที่ตรากฎหมาย

นอกจากนี้ คำพิพากษายังสะท้อนให้เห็นว่าการคุ้มครองประโยชน์ของนิติบุคคลเป็นหลักการสำคัญในกฎหมายเอกชน เมื่อปรากฏเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการขาดผู้แทนที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท ศาลย่อมมีอำนาจใช้กลไกทางกฎหมายที่มีอยู่เพื่อป้องกันความเสียหายดังกล่าวและรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการของนิติบุคคล

ในเชิงหลักการ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการตีความกฎหมายโดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ผลกระทบในทางปฏิบัติ และความจำเป็นในการคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของนิติบุคคล มากกว่าการยึดถือถ้อยคำของบทบัญญัติอย่างเคร่งครัดเพียงอย่างเดียว อันเป็นแนวทางที่ช่วยให้กฎหมายสามารถบรรลุความยุติธรรมได้อย่างเหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ คือ การที่กรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่แทนบริษัทได้ แม้จะยังคงมีสถานะเป็นกรรมการอยู่ในทางกฎหมายก็ตาม ศาลจะสามารถแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวของบริษัทได้หรือไม่ และสามารถอาศัยหลักการเทียบบทกฎหมายมาใช้แก้ไขปัญหาช่องว่างของกฎหมายได้เพียงใด

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 73

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความโดยสรุป

1. การเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง

คดีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติรองรับกรณีกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทต้องโทษจำคุกจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยตรง ศาลฎีกาจึงอาศัยมาตรา 4 วรรคสอง เพื่อนำบทกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ใกล้เคียงที่สุดมาใช้วินิจฉัย โดยเห็นว่ามาตรา 73 เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เนื่องจากผลที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทไม่มีผู้แทนที่สามารถกระทำการแทนได้เช่นเดียวกับกรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลง

2. บริษัทไม่มีผู้แทนที่สามารถกระทำการแทนได้

แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะยังคงมีสถานะเป็นกรรมการอยู่ แต่เมื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวและต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่แทนบริษัทได้อีกต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่าผลในทางปฏิบัติดังกล่าวทำให้บริษัทขาดผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่กิจการของบริษัท จึงมีเหตุสมควรให้ศาลแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทนจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการคนใหม่

อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติสำคัญที่ใช้สำหรับแก้ไขปัญหาช่องว่างของกฎหมาย โดยกำหนดหลักว่า เมื่อไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ และไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นที่จะนำมาปรับใช้ ศาลสามารถอาศัยบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้วินิจฉัยคดีได้ หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบกฎหมาย เนื่องจากไม่อาจคาดหมายได้ว่ากฎหมายจะบัญญัติรองรับข้อเท็จจริงทุกประเภทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ครบถ้วน

เจตนารมณ์ของมาตรา 4 วรรคสอง คือ เพื่อป้องกันมิให้เกิดกรณีที่ศาลไม่สามารถวินิจฉัยคดีได้เพราะไม่มีบทบัญญัติใช้บังคับโดยตรง และเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมสามารถดำเนินต่อไปได้แม้จะเกิดข้อพิพาทในลักษณะใหม่หรือมีข้อเท็จจริงที่ผู้ร่างกฎหมายมิได้คาดหมายไว้ขณะตรากฎหมาย การเทียบบทกฎหมายจึงเป็นวิธีการที่เปิดโอกาสให้ศาลสามารถนำหลักการหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ใกล้เคียงที่สุดมาปรับใช้กับกรณีพิพาทที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรา 4 วรรคสอง มีเงื่อนไขสำคัญหลายประการ กล่าวคือ ศาลต้องตรวจสอบก่อนว่ามีกฎหมายบัญญัติใช้บังคับโดยตรงหรือไม่ หากมีกฎหมายใช้บังคับอยู่แล้ว ย่อมไม่สามารถข้ามไปใช้การเทียบบทกฎหมายได้ นอกจากนี้ หากมีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องและสามารถนำมาปรับใช้ได้ ศาลก็ต้องพิจารณาจารีตประเพณีดังกล่าวก่อนที่จะนำหลักการเทียบบทกฎหมายมาใช้

สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่มีกฎหมายบทใดบัญญัติรองรับกรณีกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทต้องโทษจำคุกจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยตรง อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นที่จะนำมาปรับใช้ได้ จึงต้องอาศัยมาตรา 4 วรรคสอง ในการค้นหาบทกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ใกล้เคียงที่สุด

ศาลฎีกาเห็นว่ามาตรา 73 เป็นบทบัญญัติที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เพราะแม้กรณีพิพาทจะไม่ใช่การที่ตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงโดยตรง แต่ผลที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติกลับมีลักษณะไม่แตกต่างกัน กล่าวคือ บริษัทไม่มีผู้แทนที่สามารถใช้อำนาจหรือกระทำการแทนนิติบุคคลได้ จึงสามารถนำหลักการตามมาตรา 73 มาใช้เทียบเคียงได้

คำพิพากษานี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของมาตรา 4 วรรคสอง ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการอุดช่องว่างของกฎหมายและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบกฎหมาย โดยยังคงอยู่ภายใต้กรอบของหลักกฎหมายที่มีอยู่และไม่เป็นการสร้างกฎหมายขึ้นใหม่ ศาลเพียงแต่นำหลักการของบทบัญญัติที่ใกล้เคียงที่สุดมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดผลสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายและความยุติธรรมในคดีนั้น

การวินิจฉัยในคดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า การเทียบบทกฎหมายมิใช่เพียงการเปรียบเทียบถ้อยคำของบทบัญญัติ แต่เป็นการพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ เหตุผล และผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากบทบัญญัตินั้นด้วย เมื่อผลที่เกิดขึ้นในกรณีหนึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับอีกกรณีหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ ศาลย่อมสามารถนำบทกฎหมายดังกล่าวมาใช้เทียบเคียงได้เพื่อให้กฎหมายสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของตน

ดังนั้น แก่นสำคัญของมาตรา 4 วรรคสอง ที่ปรากฏจากคดีนี้ คือ การเปิดโอกาสให้ศาลสามารถแก้ไขปัญหาช่องว่างของกฎหมายได้อย่างมีเหตุผลและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายหรือความไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจากการที่กฎหมายมิได้บัญญัติรองรับข้อเท็จจริงบางประการไว้โดยตรง

อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นแก่นิติบุคคลในกรณีที่ไม่มีผู้แทนซึ่งสามารถใช้อำนาจหรือปฏิบัติหน้าที่แทนนิติบุคคลได้ โดยกฎหมายให้อำนาจศาลในการแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทนนิติบุคคล เพื่อให้กิจการของนิติบุคคลสามารถดำเนินต่อไปได้และไม่เกิดความเสียหายจากการขาดผู้แทนตามกฎหมาย

หลักพื้นฐานของกฎหมายนิติบุคคล คือ นิติบุคคลไม่สามารถคิด ตัดสินใจ หรือแสดงเจตนาด้วยตนเองได้เหมือนบุคคลธรรมดา นิติบุคคลจึงต้องอาศัยบุคคลธรรมดาเป็นผู้แทนในการกระทำการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารกิจการ การทำสัญญา การดำเนินคดี หรือการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หากไม่มีผู้แทนดังกล่าว นิติบุคคลย่อมไม่สามารถดำเนินกิจการได้อย่างสมบูรณ์

เจตนารมณ์สำคัญของมาตรา 73 จึงอยู่ที่การป้องกันมิให้นิติบุคคลตกอยู่ในสภาพหยุดชะงักหรือไม่สามารถดำเนินกิจการได้เพราะขาดผู้แทนตามกฎหมาย กฎหมายจึงเปิดช่องให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นผู้แทนชั่วคราวเพื่อรักษาประโยชน์ของนิติบุคคลในระหว่างที่ยังไม่สามารถแต่งตั้งผู้แทนตามปกติได้

สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่า แม้ข้อเท็จจริงจะไม่ใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงโดยตรง เพราะผู้คัดค้านที่ 2 ยังมีสถานะเป็นกรรมการอยู่ตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่แทนบริษัทได้ ผลที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะใกล้เคียงอย่างมากกับกรณีที่ตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลง

ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการนำมาตรา 73 มาเทียบเคียงใช้เป็นการสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เพราะสิ่งที่กฎหมายต้องการคุ้มครองไม่ใช่เพียงตำแหน่งของผู้แทนในทางทะเบียนเท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่แทนนิติบุคคลได้จริงด้วย หากผู้แทนไม่สามารถใช้อำนาจหรือปฏิบัติหน้าที่ได้ ย่อมเกิดผลกระทบต่อนิติบุคคลในลักษณะเดียวกับการไม่มีผู้แทนเลย

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่บริษัท หากปล่อยให้บริษัทอยู่ในสภาพที่ไม่มีผู้แทนที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยเห็นว่าการที่กรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวถูกจำคุกเป็นระยะเวลานาน อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินกิจการของบริษัทได้ จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะใช้กลไกตามกฎหมายเพื่อป้องกันความเสียหายดังกล่าว

คำพิพากษานี้จึงช่วยขยายความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรา 73 ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า บทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีความสำคัญเฉพาะกรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงตามตัวอักษรของกฎหมายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนหลักการสำคัญในการคุ้มครองความต่อเนื่องในการดำเนินงานของนิติบุคคล และการป้องกันมิให้นิติบุคคลได้รับความเสียหายจากการขาดผู้แทนที่สามารถใช้อำนาจได้จริง

ในเชิงวิชาการ คดีนี้แสดงให้เห็นว่า มาตรา 73 มีลักษณะเป็นมาตรการคุ้มครองนิติบุคคลและผู้เกี่ยวข้องกับนิติบุคคล โดยให้อำนาจศาลเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของนิติบุคคลได้อย่างทันท่วงที และเมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 4 วรรคสอง แล้ว ยิ่งทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของบทบัญญัติทั้งสองมาตราในการอุดช่องว่างของกฎหมายและคุ้มครองประโยชน์ของนิติบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ

กล่าวโดยสรุป มาตรา 73 มีเป้าหมายสำคัญในการรักษาสภาพการดำเนินงานของนิติบุคคลให้สามารถดำเนินต่อไปได้แม้จะเกิดเหตุขัดข้องเกี่ยวกับผู้แทนตามกฎหมาย และคดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าศาลสามารถนำหลักการดังกล่าวมาใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงได้ แม้ข้อเท็จจริงจะไม่ตรงกับข้อความของกฎหมายทุกประการก็ตาม หากผลที่เกิดขึ้นมีลักษณะใกล้เคียงกับกรณีที่กฎหมายมุ่งหมายจะคุ้มครอง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม ผู้ที่ยังมีสถานะเป็นกรรมการบริษัทอยู่ตามกฎหมาย แต่ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด ยังถือเป็นกรรมการของบริษัทหรือไม่

คำตอบ ผู้ที่ยังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการและยังไม่ได้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามกระบวนการของบริษัท ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการของบริษัทอยู่ตามกฎหมาย แม้บุคคลดังกล่าวจะต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วก็ตาม คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ยังมีสถานะเป็นกรรมการของบริษัท เนื่องจากยังไม่มีการยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการ และยังไม่มีมติถอดถอนออกจากตำแหน่งกรรมการของบริษัท อย่างไรก็ตาม แม้สถานะทางกฎหมายยังคงอยู่ แต่ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนของบริษัทอาจไม่สามารถดำเนินการได้จริงเนื่องจากถูกจำคุก ศาลจึงแยกพิจารณาระหว่างสถานะของกรรมการกับความสามารถในการใช้อำนาจแทนนิติบุคคล ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของคดีนี้ และเป็นเหตุให้ศาลต้องพิจารณาต่อไปว่าควรแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวของบริษัทหรือไม่ 

2. คำถาม การที่กรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทถูกจำคุก มีผลให้บริษัทไม่มีผู้แทนตามกฎหมายทันทีหรือไม่

คำตอบ คดีนี้ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยว่าบริษัทไม่มีผู้แทนตามกฎหมายทันทีในความหมายที่ตำแหน่งกรรมการสิ้นสุดลง แต่ศาลพิจารณาว่าในทางปฏิบัติ บริษัทไม่มีบุคคลที่สามารถใช้อำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลได้จริง เนื่องจากกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แม้บุคคลดังกล่าวยังคงมีสถานะเป็นกรรมการอยู่ แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่แทนบริษัทได้ตามปกติ ผลที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะใกล้เคียงกับกรณีที่ไม่มีผู้แทนนิติบุคคล ศาลจึงให้ความสำคัญกับผลที่เกิดขึ้นจริงต่อการดำเนินกิจการของบริษัทมากกว่าการพิจารณาเฉพาะสถานะทางทะเบียน และใช้เหตุผลดังกล่าวประกอบการพิจารณาแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่บริษัท 

3. คำถาม การเป็นกรรมการบริษัทสามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นปฏิบัติหน้าที่แทนในฐานะกรรมการได้หรือไม่

คำตอบ คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การเป็นกรรมการบริษัทเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง ไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนตนในฐานะกรรมการบริษัทได้ เหตุผลสำคัญคือ อำนาจ หน้าที่ และความรับผิดของกรรมการเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่กฎหมายกำหนดไว้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นโดยตรง ดังนั้น แม้กรรมการจะมีความประสงค์ให้บุคคลอื่นช่วยบริหารงานหรือดำเนินกิจการบางอย่างแทน ก็ไม่อาจโอนสถานะหรืออำนาจในฐานะกรรมการไปให้บุคคลอื่นได้ ในคดีนี้ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัท เมื่อถูกจำคุกจึงไม่สามารถใช้วิธีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นปฏิบัติหน้าที่แทนในฐานะกรรมการได้ และเหตุนี้เองจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศาลเห็นว่าบริษัทอยู่ในสภาพขาดผู้แทนที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้จริง 

4. คำถาม เหตุใดศาลจึงนำมาตรา 73 มาใช้ทั้งที่คดีนี้ไม่ใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงโดยตรง

คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้มิใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงโดยตรงตามข้อความของมาตรา 73 เพราะผู้คัดค้านที่ 2 ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการของบริษัทอยู่ อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าผลที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติมีลักษณะใกล้เคียงอย่างยิ่งกับกรณีที่ตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลง กล่าวคือ บริษัทไม่มีบุคคลที่สามารถใช้อำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลได้จริง เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติรองรับกรณีดังกล่าวโดยตรง และไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นที่จะนำมาปรับใช้ ศาลจึงอาศัยมาตรา 4 วรรคสอง เพื่อนำบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับใช้ โดยเห็นว่ามาตรา 73 เป็นบทบัญญัติที่เหมาะสมที่สุด เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดผู้แทนของนิติบุคคลและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่กิจการของนิติบุคคล 

5. คำถาม มาตรา 4 วรรคสอง มีความสำคัญต่อการวินิจฉัยคดีนี้อย่างไร

คำตอบ มาตรา 4 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่มีบทบาทสำคัญที่สุดบทหนึ่งในคดีนี้ เพราะเป็นหลักกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ศาลสามารถอุดช่องว่างของกฎหมายได้ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติใช้บังคับโดยตรง คดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายกำหนดวิธีแก้ไขปัญหากรณีกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทต้องโทษจำคุกจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ศาลจึงต้องพิจารณาว่ามีบทกฎหมายใดที่มีวัตถุประสงค์ใกล้เคียงที่สุดและสามารถนำมาเทียบเคียงใช้ได้ ศาลฎีกาเห็นว่ามาตรา 73 มีความใกล้เคียงกับกรณีพิพาทมากที่สุด จึงอาศัยมาตรา 4 วรรคสอง เป็นฐานในการนำมาตรา 73 มาปรับใช้กับคดีนี้ หลักการดังกล่าวช่วยให้ศาลสามารถแก้ไขปัญหาที่กฎหมายมิได้บัญญัติรองรับไว้โดยตรงและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทจากการขาดผู้แทนที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ 

6. คำถาม เหตุใดศาลจึงเห็นว่าการจำคุกกรรมการอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทได้

คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัท และต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดเป็นระยะเวลานาน เมื่อบุคคลดังกล่าวไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่แทนบริษัทได้ ย่อมส่งผลให้บริษัทขาดผู้แทนที่มีอำนาจดำเนินการต่าง ๆ ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการบริหารกิจการ การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับสิทธิหน้าที่ของบริษัท หรือการดำเนินกิจการตามปกติของนิติบุคคล ศาลจึงเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจเกิดความเสียหายขึ้นแก่บริษัท หากปล่อยให้สถานการณ์ดังกล่าวดำรงอยู่ต่อไปโดยไม่มีการแก้ไข คำวินิจฉัยนี้สะท้อนให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสียหายล่วงหน้า และมุ่งรักษาความสามารถในการดำเนินกิจการของนิติบุคคลให้ดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง 

7. คำถาม เหตุใดศาลจึงเลือกแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัท

คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงหลายประการประกอบกัน โดยปรากฏว่าผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 2 เคยร่วมกันจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท และผู้ร้องเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการรวมทั้งเคยร่วมบริหารกิจการของบริษัทมาก่อน แม้ในขณะที่ยื่นคำร้องจะไม่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแล้วก็ตาม แต่ยังคงเป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัทโดยตรง นอกจากนี้ ยังปรากฏตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ยินยอมให้ผู้ร้องมีอำนาจบริหารกิจการของบริษัท ศาลจึงเห็นว่าผู้ร้องเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมในการเข้ามาทำหน้าที่แทนบริษัทเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการคนใหม่ และสามารถช่วยป้องกันไม่ให้บริษัทได้รับความเสียหายจากการขาดผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนได้ 

8. คำถาม ศาลฎีกามีคำสั่งสุดท้ายอย่างไรเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวของบริษัท

คำตอบ ศาลฎีกาพิพากษากลับจากคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ โดยเห็นว่าฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น และมีเหตุสมควรแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นการชั่วคราว เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่แทนบริษัทได้ ศาลกำหนดให้ผู้ร้องดำรงตำแหน่งผู้แทนชั่วคราวจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการคนใหม่แทนผู้คัดค้านที่ 2 โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย คำพิพากษาดังกล่าวสะท้อนหลักสำคัญว่า แม้กฎหมายจะไม่มีบทบัญญัติรองรับกรณีนี้โดยตรง แต่ศาลสามารถอาศัยมาตรา 4 วรรคสอง และเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามมาตรา 73 เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของบริษัทและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 620/2568 

เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แม้มิใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงที่ผู้ร้องอาจร้องขอให้แต่งตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 73 แต่ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นกรรมการเพียงคนเดียวที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้คัดค้านที่ 1 การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องโทษจำคุกย่อมทำให้บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนได้ ทั้งการเป็นกรรมการเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่กรรมการต้องกระทำด้วยตนเองไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนตนในฐานะกรรมการบริษัทได้ เมื่อไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยตามมาตรา 4 วรรคสอง และเห็นได้ว่ามาตรา 73 เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เพราะการที่กรรมการบริษัทต้องโทษจำคุกไม่สามารถทำหน้าที่ผู้แทนนิติบุคคลอาจมีผลเช่นเดียวกับตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลง จึงแต่งตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัท ส. ผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อทำหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนของบริษัท ส. ผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2 ชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 ประกอบมาตรา 4 วรรคสอง ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 2 เคยเป็นสามีภริยากันและได้ร่วมกันจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 โดยผู้ร้องเป็นประธานกรรมการและถือหุ้นในบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แต่ขณะยื่นคำร้องนี้ผู้ร้องไม่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แล้ว คงมีแต่ผู้คัดค้านที่ 2 คนเดียวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3042/2560 ของศาลอาญา และปรากฏตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้จำคุกผู้คัดค้านที่ 2 มีกำหนด 20 ปี และผู้คัดค้านที่ 2 ยอมถอดถอนตนเองจากอำนาจหน้าที่การบริหารกิจการทั้งหมดของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการเดียวว่า มีเหตุสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้จะปรากฏตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ประสงค์ที่จะบริหารกิจการทั้งหมดของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 อีกต่อไป แต่ตราบใดที่บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ยังมิได้รับหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการหรือมีมติให้ถอดถอนผู้คัดค้านที่ 2 ออกจากกรรมการบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 กรณีต้องถือว่าผู้คัดค้านที่ 2 ยังมีสถานะเป็นกรรมการของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 อยู่ เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แม้มิใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงที่ผู้ร้องอาจร้องขอให้แต่งตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 อย่างไรก็ตามผู้คัดค้านที่ 2 เป็นกรรมการเพียงคนเดียวที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้คัดค้านที่ 1 การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องโทษจำคุกย่อมทำให้บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนได้ ทั้งการเป็นกรรมการเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่กรรมการต้องกระทำด้วยตนเองไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนตนในฐานะกรรมการบริษัทได้ แต่เมื่อไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยตามมาตรา 4 วรรคสอง และเห็นได้ว่ามาตรา 73 เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เพราะการที่กรรมการบริษัทต้องโทษจำคุกไม่สามารถทำหน้าที่ผู้แทนนิติบุคคลอาจมีผลเช่นเดียวกับตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลง และการที่กรรมการดังกล่าวต้องขังอยู่อาจมีเหตุอันควรเชื่อว่าน่าจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ เมื่อผู้ร้องเคยร่วมบริหารบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ยินยอมให้ผู้ร้องมีอำนาจบริหารบริษัท กรณีจึงเห็นสมควรแต่งตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้แต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนของบริษัท ส. ผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2 ชั่วคราวจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการคนใหม่แทนผู้คัดค้านที่ 2 โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

กรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทติดคุก บริษัทจะดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างไร  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้กรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทจะยังมีสถานะเป็นกรรมการอยู่ เพราะยังไม่ได้ลาออกหรือถูกถอดถอนจากตำแหน่ง แต่เมื่อถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่แทนบริษัทได้ บริษัทก็อาจตกอยู่ในสภาพไม่มีผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนได้




ตัวบทมาตราแพ่ง

กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านเป็นหุ้นส่วนหรือสัญญาฝากเงิน ผู้ฝากมีสิทธิเรียกเงินคืนจากประธานและเหรัญญิกของกลุ่มได้หรือไม่ article
ทนายความยังมีอำนาจดำเนินคดีหลังความตายของคู่ความหรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายการสิ้นสุดอำนาจตัวแทน การเข้าเป็นคู่ความแทน และผลของการไม่ดำเนินการภายในกำหนด
ผู้พิทักษ์มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดแทนผู้ตายหรือไม่ หากไม่ได้เป็นผู้อุปการะโดยแท้จริงและความตายไม่ได้ทำให้ขาดการอุปการะตามกฎหมาย
สัญญาติดตามทรัพย์มรดกที่คิดค่าตอบแทนจากส่วนแบ่งมรดกเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักเรื่องความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีไว้อย่างไร
พินัยกรรมของคนไร้ความสามารถมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ เมื่อศาลเคยมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถภายหลัง
พินัยกรรมไม่มีคำว่าเผื่อตายเป็นโมฆะหรือไม่ และสิทธิปลูกสร้างบนที่ดินผู้อื่นที่ไม่จดทะเบียนมีผลอย่างไร
คนเสมือนไร้ความสามารถ ผู้พิทักษ์มีอำนาจทำการแทนได้หรือไม่ หากยังไม่เกิดเหตุจริง ศาลมีอำนาจอนุญาตล่วงหน้าเพียงใด
ประกันภัยรถยนต์ปฏิเสธความรับผิดได้หรือไม่เมื่อมีการลากจูงรถ ศาลวินิจฉัยอย่างไร บุคคลภายนอกเรียกร้องค่าสินไหมได้หรือไม่ตามหลักกฎหมายประกันภัย
ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดแทนผู้รับจ้างหรือไม่ ฟ้องแย้งเกี่ยวบุคคลภายนอกพิจารณาได้เพียงใด หลักกฎหมายมาตรา 428 และข้อจำกัดฟ้องแย้งในคดีแพ่ง
การเลิกรับบุตรบุญธรรมมีผลเมื่อใด? วิเคราะห์ฎีกาเรื่องสิทธิรับมรดกและอำนาจศาลในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกอย่างละเอียด
ผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกแล้วนำเงินเข้าบัญชีตนเอง เป็นยักยอกหรือไม่ และมีขอบเขตอำนาจเพียงใดในการจัดการมรดก
สิทธิจัดการศพพระภิกษุเป็นของใคร? ทายาทไม่มีสิทธิเมื่อทรัพย์ตกเป็นของวัดตามกฎหมาย
หนังสือมอบอำนาจถือเป็นพินัยกรรมได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยกรณีโอนทรัพย์มรดกและสิทธิของทายาทตามพินัยกรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย
ค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยต้องหักจากความรับผิดของผู้ก่อเหตุหรือไม่ในคดีอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย
สัญญาขายฝากที่ดินเป็นโมฆะเพราะสำคัญผิดในราคา ตามกฎหมายแพ่งมาตรา 156
บัตรเดบิตถูกลักใช้ ร้านค้าไม่ตรวจลายมือชื่อ ธนาคารรับผิด 3 ใน 4(ฎีกาที่ 4568/2566)
สิทธิของรัฐในการติดตามเงินงบประมาณคืนจากผู้รับเงินโดยผิดหลง(ฎีกา 4569/2566)
วัสดุก่อสร้างเป็นของใครเมื่อเลิกสัญญา? ผู้รับเหมาฟ้องเรียกค่าเหล็กได้ไหม ศาลวินิจฉัยสิทธิในงานก่อสร้างและทรัพย์สิน
ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างทำของได้หรือไม่ เมื่อความล่าช้าไม่ได้เกิดจากผู้รับจ้างฝ่ายเดียว และต้องคืนเงินล่วงหน้ากับหนังสือค้ำประกันอย่างไร
เรียกค่าเสียหายจากการรื้อถอนอาคารได้แค่ไหน? ค่าเช่า ค่าซ่อม คิดอย่างไรตามกฎหมายละเมิด และอะไรเรียกไม่ได้
เพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการกรณีความประมาทเท่ากัน (ฎีกา 145/2568)
ความรับผิดของผู้ครอบครองรถ (ประกัน, เมาสุรา)ค่าสินไหมทดแทน (ฎีกา 1953/2567)
ชดใช้คืนเงิน เลิกสัญญา & ห้ามกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ,กฎหมายผู้บริโภค(ฎีกา 2019/2567)
ประเด็นเรื่องการจับฉลากแบ่งมรดกโดยไม่มีทายาทครบทุกคน
คำพิพากษาศาล(ฎีกาที่ 3373/2567): *ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน บสย. และความรับผิดของลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 816
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4442/2567: สมาชิกสหกรณ์ยังมีหนี้ค้างชำระ ไม่มีสิทธิลาออกและขอถอนเงินค่าหุ้น
ปิดกั้นทางสาธารณะผิดหรือไม่? วิเคราะห์สิทธิในทรัพย์ส่วนกลางอาคารชุด vs สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และผลกฎหมายปรับเป็นพินัย
การรับช่วงสิทธิคืออะไร การรับช่วงสิทธิหมายความว่าอย่างไร
ค่าสินไหมทดแทนเพื่อที่เขาต้องขาดแรงงาน
ค่าเสียหายที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าให้ชดใช้ให้แก่กัน