
| สิทธิในเหล็กเส้นและเบี้ยปรับงานก่อสร้าง, มาตรา 381, มาตรา 382,(ฎีกา 132/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสิทธิในเหล็กเส้นที่ผู้รับจ้างนำมาใช้หรือเตรียมใช้ในการก่อสร้างอาคารตามสัญญาจ้างเหมา ซึ่งศาลต้องพิจารณาว่าเหล็กเส้นดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างตามมาตรา 381 และเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 382 หรือเป็นทรัพย์ของผู้รับจ้างที่อาจเรียกคืนได้ โดยพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี หลักฐานการจัดเก็บวัสดุ การใช้ประโยชน์ของเหล็กเส้น และพฤติการณ์ที่ผู้รับจ้างมิได้มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับสัญญาอื่นดังที่อ้าง ศาลจึงสรุปว่าผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธินำเหล็กเส้นไปใช้ต่อได้ และผู้รับจ้างไม่มีสิทธิเรียกให้ชดใช้ราคาเหล็กเส้น ทั้งศาลยังวินิจฉัยการปรับอัตราดอกเบี้ยตามพระราชกำหนดปี 2564 ด้วยว่าเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1 เหล็กเส้นที่ผู้รับจ้างนำมาใช้หรือเตรียมใช้ในการก่อสร้างย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่ทำค้างไว้และตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างตามมาตราใด 2 ผู้รับจ้างซึ่งอ้างว่าวัสดุก่อสร้างเตรียมไว้สำหรับโครงการอื่น แต่ไม่มีหลักฐานเอกสารยืนยัน ต้องรับภาระการพิสูจน์อย่างไรตามหลักกฎหมายแพ่ง 3 การปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจากกฎหมายใหม่ในระหว่างพิจารณาคดี ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองในฐานะข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่าเหล็กเส้นที่โจทก์นำมาใช้หรือเตรียมใช้ในการก่อสร้างอาคารตามสัญญาจ้างเหมา เป็นทรัพย์สินที่ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือเป็นเบี้ยปรับและงานที่ทำค้างซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 วรรคหนึ่ง และมาตรา 382 ว่าด้วยงานที่ทำค้างและเบี้ยปรับที่ตกเป็นของผู้ว่าจ้าง โดยมีการอ้างถึงพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยผิดนัด และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 246 และ 252 ในประเด็นที่ศาลยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 เหล็กเส้นเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่ทำค้างไว้ ประเด็นสำคัญคือศาลวินิจฉัยว่าเหล็กเส้นที่โจทก์นำมาเก็บไว้ใกล้สถานที่ก่อสร้างและใช้เป็นที่พักคนงาน มีพฤติการณ์บ่งชี้ว่าเป็นวัสดุที่นำมาใช้หรือเตรียมใช้ในงานก่อสร้างให้จำเลยที่ 1 จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่โจทก์ทำค้างไว้ ไม่ใช่วัสดุที่แยกขาดจากสัญญานี้ 2 เบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 382 เมื่อเหล็กเส้นถือเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่ทำค้างไว้ กฎหมายจึงถือว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 382 ซึ่งเป็นกลไกตามกฎหมายให้ผู้ว่าจ้างได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการที่งานไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ทำให้ผู้รับจ้างไม่อาจอ้างสิทธิในทรัพย์นั้นได้อีก 3 กรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างตามมาตรา 381 วรรคหนึ่ง เมื่อทรัพย์ดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับและเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทำค้างไว้ กรรมสิทธิ์ในเหล็กเส้นจึงตกเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างตามมาตรา 381 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธินำเหล็กเส้นไปใช้ต่อ และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาเหล็กเส้น 4 ภาระการพิสูจน์ของผู้รับจ้างเมื่ออ้างวัตถุประสงค์อื่นของวัสดุก่อสร้าง โจทก์อ้างว่าเหล็กเส้นดังกล่าวเตรียมไว้ใช้ในโครงการอื่น แต่ไม่สามารถนำสัญญาหรือหลักฐานเอกสารมาสนับสนุน ทั้งที่เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ศาลจึงเห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวมีพิรุธและไม่มีน้ำหนักพอจะหักล้างข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานฝ่ายจำเลย สะท้อนหลักเรื่องภาระการพิสูจน์ของฝ่ายที่อ้างสิทธิแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงตามรูปคดี 5 การปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามพระราชกำหนดปี 2564 และข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ขึ้นวินิจฉัยเอง โดยถือว่าเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลจึงมีอำนาจปรับอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ แม้คู่ความมิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นโต้แย้งในชั้นฎีกา ข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำให้การ โจทก์เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ได้ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคาร 4 ชั้นกับจำเลยที่ 1 กำหนดแล้วเสร็จภายใน 365 วัน พร้อมเงื่อนไขเบี้ยปรับวันละ 2,000 บาท หากงานไม่แล้วเสร็จตามกำหนด โจทก์ก่อสร้างงานแล้วเสร็จบางส่วนและได้รับค่าจ้างในสามงวด ต่อมาจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ในที่พักคนงานของโจทก์มีเหล็กเส้นมูลค่า 212,034.20 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 นำออกไป โดยโจทก์อ้างตนเป็นเจ้าของเพราะซื้อด้วยเงินของโจทก์เอง และเตรียมนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างอื่น ขณะที่จำเลยทั้งสองให้การว่าเหล็กเส้นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานก่อสร้างที่โจทก์ทำค้างไว้และจึงเป็นเบี้ยปรับที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างคงค้างตามงานงวดที่ 4 ถึง 6 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 แต่ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้ชดใช้ราคาเหล็กเส้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในประเด็นการชำระค่าจ้าง และยืนยกฟ้องในประเด็นราคาเหล็กเส้น ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาเพียงประเด็นเดียว คือ โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาเหล็กเส้นที่นำไปหรือไม่ เหตุผลและดุลยพินิจของศาลฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อเท็จจริงประกอบพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า 1 โจทก์ไม่มีหลักฐานยืนยันการมีสัญญาก่อสร้างอีกสัญญาใกล้เคียงกับงานพิพาทตามที่กล่าวอ้าง ทั้งเป็นบริษัทจำกัดที่ควรมีเอกสารหลักฐานชัดเจน 2 พยานโจทก์ยอมรับว่าไม่มีสถานที่จัดเก็บวัสดุและต้องเช่าพื้นที่โรงเรียนเป็นที่จัดเก็บพัสดุ จึงสอดคล้องกับคำให้การจำเลยที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 1 นำเหล็กเส้นไปใช้ในโครงการที่โจทก์เป็นผู้รับเหมาอีกแห่ง 3 เหล็กเส้นวางอยู่ห่างจากสถานที่ก่อสร้างเพียง 400–500 เมตร และเป็นพื้นที่พักคนงานของโจทก์ แสดงถึงการเตรียมใช้ในงานตามสัญญากับจำเลยที่ 1 4 พยานหลักฐานฝ่ายจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าฝ่ายโจทก์ เมื่อนำรวมเข้ากับพฤติการณ์ทั้งหมด ศาลเห็นว่าเหล็กเส้นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่ผู้รับจ้างทำค้างไว้ ดังนั้น ศาลจึงวินิจฉัยว่า เหล็กเส้นเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 382 และตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 381 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องราคาเหล็กเส้นดังกล่าวได้ 5 การปรับอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่ ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองว่า ระหว่างการพิจารณาคดี มีผลใช้บังคับของพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พศ 2564 ซึ่งปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจาก 7.5% ต่อปี เป็น 5% ต่อปี โดยถือเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลพิจารณาเองได้ตามมาตรา 142(5) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง IRAC Issue ประเด็นแห่งคดีคือ เหล็กเส้นที่โจทก์นำไปวางไว้ในบริเวณที่พักคนงานเป็นทรัพย์ของโจทก์ที่มีสิทธิเรียกคืน หรือเป็นเบี้ยปรับจากการทำงานค้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 382 อันตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 381 วรรคหนึ่ง Rule มาตรา 381 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า หากผู้ว่าจ้างเลิกสัญญา งานที่ได้ทำไปแล้วและเบี้ยปรับให้ตกเป็นของผู้ว่าจ้าง มาตรา 382 บัญญัติว่า ทรัพย์สินใดที่ผู้รับจ้างนำมาใช้เพื่อทำงาน และเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่ทำค้างไว้ ถือเป็นเบี้ยปรับตกเป็นกรรมสิทธิ์ผู้ว่าจ้าง Application ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเหล็กเส้นดังกล่าวจัดเตรียมไว้สำหรับอีกสัญญาหนึ่ง เนื่องจากไม่มีหลักฐานเอกสารประกอบ ทั้งพยานโจทก์กลับยอมรับว่าบริษัทไม่มีสถานที่จัดเก็บวัสดุซึ่งตรงกับคำให้การจำเลย ขณะเดียวกันสถานที่จัดวางวัสดุอยู่ใกล้สถานที่ก่อสร้างและเป็นที่พักคนงานของโจทก์เอง จึงมีพฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่าเหล็กเส้นดังกล่าวถูกนำมาใช้หรือเตรียมใช้ในงานก่อสร้างตามสัญญา กล่าวคือเป็นส่วนของการงานที่ทำค้างไว้และจึงเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 382 เมื่อเป็นเบี้ยปรับแล้วจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 381 วรรคหนึ่ง Conclusion เหล็กเส้นดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องราคาเหล็กเส้น ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์และปรับอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่มีผลใช้บังคับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นถึงหลักสำคัญในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างว่า วัสดุที่ผู้รับจ้างนำมาใช้หรือเตรียมใช้ในการปฏิบัติงานตามสัญญา ย่อมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของงาน แม้ยังไม่ถูกนำไปใช้จริง หากอยู่ในสถานที่และพฤติการณ์ที่แสดงถึงการเตรียมใช้แล้ว ทรัพย์ดังกล่าวอาจตกเป็นเบี้ยปรับตามกฎหมายและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างโดยผลของกฎหมาย ผู้รับจ้างจึงต้องรักษาหลักฐานเกี่ยวกับที่มาของวัสดุก่อสร้างและสัญญาที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาในการพิสูจน์สิทธิ นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 132/2567 โจทก์นำเหล็กเส้นมาใช้หรือเตรียมใช้ในการก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา เหล็กเส้นดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่โจทก์ทำค้างไว้และเป็นเบี้ยปรับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 382 จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำเหล็กเส้นดังกล่าวไป โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เหล็กเส้นที่จำเลยที่ 1 นำไป โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 2,745,549.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,507,293.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,295,259 บาท นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และของต้นเงินจำนวน 212,034.20 บาท นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาเหล็กเส้นจำนวน 212,034.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารตึก 4 ชั้น พร้อมดาดฟ้า กำหนดแล้วเสร็จภายใน 365 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2561 หากไม่แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์ยินยอมให้ปรับวันละ 2,000 บาท ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง โจทก์ก่อสร้างและส่งมอบงานให้จำเลยที่ 1 ไป 3 งวด และได้รับค่าจ้างแล้ว ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ตามหนังสือขอยกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ได้นำเหล็กเส้นราคา 212,034.20 บาท ที่โจทก์เก็บไว้ที่บริเวณที่พักคนงานไป สำหรับปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างงานบางส่วนของงานงวดที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นเงิน 1,295,259 บาท จากจำเลยที่ 1 หรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ และยกฟ้องโจทก์สำหรับค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์และโอกาส และยกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในปัญหาดังกล่าว คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้ง ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาเหล็กเส้นที่จำเลยที่ 1 นำไปหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับเหมาก่อสร้างและได้ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับจำเลยที่ 1 โดยมีการทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและมีสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน โจทก์กล่าวอ้างว่าเหล็กเส้นที่อยู่ในที่พักคนงานของโจทก์นั้นโจทก์เตรียมไว้ใช้ในการก่อสร้างอีกสัญญาหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับสถานที่ที่ก่อสร้างให้จำเลยที่ 1 แต่โจทก์กลับไม่มีรายละเอียดของสัญญาและไม่มีหนังสือสัญญารับจ้างก่อสร้างดังเช่นที่ทำกับจำเลยที่ 1 มานำสืบสนับสนุนแสดงให้เห็นจริงตามที่กล่าวอ้าง ทั้ง ๆ ที่โจทก์ดำเนินธุรกิจในรูปบริษัทจำกัดซึ่งจะต้องมีระเบียบแบบแผนและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง จึงมีพิรุธ ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นายศักดิ์สิทธิ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่าโจทก์ไม่มีสถานที่จัดเก็บวัสดุจึงเช่าพื้นที่โรงเรียนเป็นที่จัดเก็บพัสดุ เหล็กเส้นที่จำเลยที่ 1 นำออกไปนั้น พยานทราบว่านำไปใช้ต่อในอีกโครงการที่โจทก์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างแต่ไม่แล้วเสร็จ เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ประกอบกับสถานที่ที่โจทก์วางเหล็กเส้นไว้นั้นอยู่ห่างจากสถานที่ก่อสร้างเพียง 400 ถึง 500 เมตร เท่านั้น ถือว่าไม่ไกลนัก มีความสะดวกที่โจทก์จะนำเหล็กเส้นไปใช้ก่อสร้างตามสัญญาจ้างที่ทำกับจำเลยที่ 1 ทั้งโจทก์ยังใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่พักอาศัยคนงานของโจทก์อีกด้วย ข้อเท็จจริงดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าการที่โจทก์นำเหล็กเส้นไปวางไว้ ณ ที่ดังกล่าวก็เพื่อความสะดวกในการก่อสร้างของโจทก์เอง หลังจากมีการเลิกสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 ก็นำเหล็กเส้นดังกล่าวไปใช้ต่อในโครงการที่โจทก์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างแต่ไม่แล้วเสร็จ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ซื้อเหล็กเส้นมาด้วยเงินของโจทก์เอง เหล็กเส้นจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ทั้งหากเป็นเหล็กเส้นที่โจทก์จะนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างที่พิพาท โจทก์จะให้รถบรรทุกเหล็กเส้นยกลงบริเวณสถานที่ก่อสร้างแล้วนั้น ก็ขัดกับคำเบิกความของนายศักดิ์สิทธิ์ที่ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า โจทก์ไม่มีสถานที่จัดเก็บวัสดุที่ใช้ก่อสร้างจึงเช่าพื้นที่ของโรงเรียนเพื่อวางเหล็กเส้น ข้ออ้างของโจทก์จึงขัดต่อเหตุผล พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าโจทก์นำเหล็กเส้นมาใช้หรือเตรียมใช้ในการก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา เหล็กเส้นดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่โจทก์ทำค้างไว้และเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 382 จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำเหล็กเส้นดังกล่าวไป โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เหล็กเส้นที่จำเลยที่ 1 นำไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าว ได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเอง และกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,295,259 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสามในคดีนี้มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างคงค้าง 1,507,293.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามวันที่กำหนด และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนคำขอให้ชดใช้ราคาเหล็กเส้นจำนวน 212,034.20 บาทให้ยกฟ้อง และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะส่วนราคาเหล็กเส้น โดยยกฟ้องคำขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาเหล็กเส้น พร้อมดอกเบี้ย ส่วนประเด็นค่าจ้างคงค้างให้ยืนตามศาลชั้นต้น พร้อมกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเหล็กเส้นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทำค้างไว้และเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 382 จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 381 วรรคหนึ่ง พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ และแก้เฉพาะอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดปี 2564 โดยให้ใช้อัตรา 7.5 เปอร์เซ็นต์จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และ 5 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แนวคำถาม - ธงคำตอบ คำถามที่ 1 ในกรณีที่ผู้รับจ้างนำเหล็กเส้นจำนวนหนึ่งไปเก็บไว้ในบริเวณที่พักคนงานซึ่งอยู่ห่างจากสถานที่ก่อสร้างประมาณ 400 ถึง 500 เมตร โดยอ้างว่าเตรียมไว้สำหรับโครงการก่อสร้างอื่น แต่ไม่สามารถนำหลักฐานสัญญาหรือเอกสารยืนยันการมีโครงการอื่นดังกล่าวมาแสดงได้ ทั้งพยานผู้รับมอบอำนาจของผู้รับจ้างกลับเบิกความว่าสถานที่ดังกล่าวใช้เป็นที่จัดเก็บวัสดุสำหรับงานทั่วไปเนื่องจากบริษัทไม่มีสถานที่จัดเก็บของตนเอง จึงต้องเช่าพื้นที่โรงเรียนเป็นที่เก็บวัสดุ ในพฤติการณ์เช่นนี้ ให้พิจารณาว่าผู้ว่าจ้างมีสิทธิถือเอาเหล็กเส้นดังกล่าวว่าเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่ผู้รับจ้างทำค้างไว้หรือไม่ และเหตุใด ธงคำตอบ เหล็กเส้นดังกล่าวมีพฤติการณ์บ่งชี้โดยชัดเจนว่าเป็นทรัพย์ที่ผู้รับจ้างนำมาใช้หรือเตรียมใช้ในการก่อสร้างอาคารตามสัญญาจ้างเหมากับผู้ว่าจ้าง การที่ผู้รับจ้างอ้างว่าเป็นวัสดุของโครงการอื่นแต่ไม่สามารถนำสัญญาหรือเอกสารยืนยันมาแสดง ทั้งเป็นบริษัทจำกัดที่ย่อมมีระบบเอกสาร จึงทำให้ข้ออ้างไม่มีน้ำหนัก ประกอบกับสถานที่จัดเก็บอยู่ใกล้สถานที่ก่อสร้างและเป็นที่พักคนงานของผู้รับจ้างเอง ศาลจึงเห็นว่าเหล็กเส้นนั้นเป็นส่วนของการงานที่ทำค้างและเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 382 เมื่อเป็นเบี้ยปรับแล้ว ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างตามมาตรา 381 วรรคหนึ่ง ผู้รับจ้างจึงไม่อาจเรียกร้องคืนราคาเหล็กเส้นได้ คำถามที่ 2 เมื่อผู้รับจ้างถูกผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญา และผู้ว่าจ้างได้เข้าไปนำเอาเหล็กเส้นที่ผู้รับจ้างวางไว้ในบริเวณที่พักคนงานไปใช้ต่อในการก่อสร้าง โดยผู้รับจ้างอ้างว่าตนเป็นผู้ซื้อเหล็กเส้นด้วยเงินของตนเองและยังไม่ได้ใช้ในงานสัญญาที่ถูกเลิกแล้ว ผู้รับจ้างจะสามารถเรียกให้ผู้ว่าจ้างชดใช้ราคาเหล็กเส้นดังกล่าวได้หรือไม่ โดยให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายว่าด้วยเบี้ยปรับและผลของงานที่ทำค้างในสัญญาจ้างเหมา ธงคำตอบ ผู้รับจ้างไม่อาจเรียกชดใช้ราคาเหล็กเส้นจากผู้ว่าจ้างได้ เนื่องจากมาตรา 382 บัญญัติว่าทรัพย์สินที่ผู้รับจ้างนำมาใช้หรือเตรียมใช้ในการทำงาน และเป็นส่วนของการงานที่ทำค้างไว้ย่อมถือเป็นเบี้ยปรับโดยผลของกฎหมาย เมื่อศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าพฤติการณ์ทั้งหมดแสดงว่าเหล็กเส้นดังกล่าวถูกนำมาใช้หรือเตรียมใช้ในงานของจำเลยที่ 1 ตามสัญญา แม้ผู้รับจ้างจะอ้างว่าซื้อด้วยเงินของตนเองก็ไม่ทำให้สิทธิกลับคืนได้ เพราะกฎหมายมิได้คำนึงถึงผู้เป็นเจ้าของเงินในการซื้อทรัพย์ แต่พิจารณาที่การใช้หรือเตรียมใช้ในงานเป็นสำคัญ เมื่อเหล็กเส้นเป็นเบี้ยปรับแล้ว กรรมสิทธิ์ย่อมตกแก่ผู้ว่าจ้างตามมาตรา 381 วรรคหนึ่ง ผู้รับจ้างจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องคืน คำถามที่ 3 โจทก์อ้างว่าเหล็กเส้นที่นำไปเก็บไว้ในบริเวณที่พักคนงานนั้นเป็นวัสดุของโครงการก่อสร้างอื่นที่อยู่ใกล้กับสถานที่ก่อสร้างของจำเลยที่ 1 แต่ไม่สามารถนำสัญญาโครงการอื่นมาแสดงได้ และพยานกลับยอมรับว่าไม่มีสถานที่จัดเก็บวัสดุก่อสร้างที่แน่นอน ในพฤติการณ์เช่นนี้ ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่ฝ่ายใด และเพราะเหตุใดศาลจึงถือว่าพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่า ธงคำตอบ ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่โจทก์ในฐานะผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่าเหล็กเส้นนั้นเป็นทรัพย์ที่เตรียมไว้สำหรับโครงการอื่น ไม่ได้เกี่ยวกับการก่อสร้างของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาที่พิพาท แต่โจทก์ไม่สามารถนำเอกสารสัญญาหรือหลักฐานอันควรใช้พิสูจน์มานำสืบ ทั้งเป็นนิติบุคคลที่ย่อมต้องมีเอกสารสัญญาเป็นระบบ ส่งผลให้ข้ออ้างมีพิรุธและไม่มีน้ำหนัก ขณะเดียวกันพยานโจทก์กลับเบิกความยอมรับข้อเท็จจริงที่สนับสนุนฝ่ายจำเลยว่าบริษัทไม่มีสถานที่จัดเก็บวัสดุตนเอง จึงเช่าที่โรงเรียนและมักเก็บวัสดุในบริเวณที่พักคนงาน ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่า และรับฟังได้ว่าเหล็กเส้นดังกล่าวถูกนำมาใช้หรือเตรียมใช้ในงานของจำเลยที่ 1 คำถามที่ 4 ให้วินิจฉัยว่าศาลฎีกามีอำนาจยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ขึ้นพิจารณาเองโดยที่คู่ความมิได้ยกประเด็นดังกล่าวในชั้นฎีกาหรือไม่ และอาศัยบทกฎหมายใด ธงคำตอบ ศาลฎีกามีอำนาจยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับดอกเบี้ยผิดนัดขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความมิได้นำประเด็นนี้ขึ้นโต้แย้ง เพราะพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลย่อมมีหน้าที่ถือปฏิบัติโดยไม่ต้องอาศัยคำขอของคู่ความ ตามมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลจึงปรับอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ โดยไม่กระทบการคิดดอกเบี้ยก่อนวันดังกล่าว คำถามที่ 5 ในคดีนี้ ผู้รับจ้างก่อสร้างได้ส่งมอบงานบางงวดและมีค่าสัญญางวดที่ 4 ถึง 6 คงค้างที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระ แต่โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างไม่ได้ฎีกาโต้แย้งประเด็นดังกล่าว ให้วินิจฉัยว่าประเด็นข้อเรียกร้องค่าจ้างคงค้างดังกล่าวยังเป็นปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาหรือไม่ และเหตุใด ธงคำตอบ ประเด็นเกี่ยวกับค่าจ้างงวดที่ 4 ถึง 6 มิใช่ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาอีกต่อไป เพราะคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนดังกล่าว จึงถือว่าประเด็นนั้นยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามหลักแห่งการจำกัดขอบเขตการวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงพิจารณาเฉพาะประเด็นที่มีการฎีกา คือสิทธิของโจทก์ในการเรียกชดใช้ราคาเหล็กเส้นที่จำเลยที่ 1 นำไปเท่านั้น ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเหล็กเส้นเป็นเบี้ยปรับและกรรมสิทธิ์ตกแก่ผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้างไม่มีสิทธิเรียกร้องคืนราคาเหล็กเส้นได้ |




