
| สัญญาติดตามทรัพย์มรดกที่คิดค่าตอบแทนจากส่วนแบ่งมรดกเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักเรื่องความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีไว้อย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาความชอบด้วยกฎหมายของสัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดก ซึ่งกำหนดให้ผู้รับจ้างได้รับค่าตอบแทนเป็นสัดส่วนจากทรัพย์มรดกที่ทายาทได้รับ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยถึงขอบเขตของเสรีภาพในการทำสัญญาว่า แม้คู่สัญญาจะสามารถตกลงกำหนดสิทธิหน้าที่กันได้ แต่หากวัตถุประสงค์ของสัญญามีลักษณะเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ในกองมรดกของผู้อื่นโดยผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งยังมีลักษณะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี การเจรจาไกล่เกลี่ย และการจัดการข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกเพื่อแลกกับส่วนแบ่งทรัพย์สิน ย่อมกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 คดีนี้ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของศาลอุทธรณ์ในการยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเอง แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้อย่างครบถ้วนในคำให้การ โดยศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อปัญหาความสมบูรณ์หรือความเป็นโมฆะของสัญญาเกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบและหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) แม้ข้อเท็จจริงบางประการจะมิได้ถูกกล่าวไว้อย่างชัดแจ้งในคำให้การก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างทายาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก ซึ่งมีทั้งการฟ้องร้องคดีอาญา การคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก และการดำเนินกระบวนพิจารณาหลายรูปแบบ โดยโจทก์ซึ่งมิใช่ทนายความและมิได้มีความสัมพันธ์เป็นญาติกับเจ้ามรดกหรือจำเลย ได้เข้ามารับดำเนินการติดตามทรัพย์มรดก เจรจาไกล่เกลี่ย จัดหาทนายความ และออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งหมด เพื่อแลกกับค่าตอบแทนร้อยละ 30 ของทรัพย์มรดกที่จำเลยจะได้รับ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการเข้ามามีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้อื่นโดยตรง อันมีลักษณะขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้กฎหมายจะมิได้บัญญัติห้ามไว้โดยตรงก็ตาม ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 88,797,587.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 74,742,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอ้างว่าจำเลยทำสัญญาว่าจ้างให้โจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิตผู้เป็นบิดา และตกลงให้ค่าดำเนินการในอัตราร้อยละ 30 ของทรัพย์มรดกส่วนที่จำเลยได้รับ หากดำเนินการไม่สำเร็จโจทก์จะไม่คิดค่าใช้จ่าย ต่อมาโจทก์ได้ดำเนินการต่าง ๆ ให้แก่จำเลย ทั้งการรวบรวมทรัพย์มรดก การเจรจาไกล่เกลี่ย การจัดหาทนายความ และการออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเกี่ยวกับมรดก กระทั่งมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งทรัพย์มรดก และจำเลยได้รับส่วนแบ่งเป็นที่ดินจำนวน 5 แปลง หลังจากนั้นคู่ความยังได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและค่าบริการ โดยจำเลยตกลงชำระเงินให้โจทก์จำนวน 9,000,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด ซึ่งจำเลยได้ชำระไปแล้ว 6,000,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญาว่าจ้างดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และตกเป็นโมฆะ พร้อมทั้งฟ้องแย้งเรียกเงิน 6,000,000 บาท ที่ได้ชำระไปคืน คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 14,649,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยเห็นว่าสัญญาและข้อตกลงระหว่างคู่ความมีผลใช้บังคับตามกฎหมาย และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องแย้งของจำเลย คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด โดยวินิจฉัยว่า สัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดกและบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าบริการ มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายตามสัญญาดังกล่าวได้ ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ ประเด็นแรก ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกปัญหาความเป็นโมฆะของสัญญาขึ้นวินิจฉัยเองหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ให้การอย่างละเอียดว่ามีคดีแพ่งหรือคดีอาญาเกี่ยวกับทรัพย์มรดกอยู่ก่อนแล้ว หรือมิได้กล่าวอย่างชัดแจ้งว่าโจทก์จัดหาทนายความและออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแทนจำเลย แต่ปัญหาว่าสัญญาดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ ถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประเด็นที่สอง สัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดกมีผลใช้บังคับตามกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า แม้ในวันที่ทำสัญญาจำเลยยังไม่มีคดีฟ้องร้องกับทายาทคนอื่นโดยตรง แต่ในความเป็นจริงได้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกขึ้นก่อนแล้ว ทั้งมีการฟ้องร้องคดีอาญาและการคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก ต่อมาจำเลยยังมอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญา รวมถึงให้มีอำนาจจัดหาทนายความและดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ แทนจำเลยได้ ศาลเห็นว่าสัญญาดังกล่าวมิใช่เพียงการติดตามทรัพย์มรดกทั่วไป แต่เป็นการให้โจทก์เข้ามามีบทบาทในการดำเนินข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการเจรจา ไกล่เกลี่ย ฟ้องร้อง และออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี โดยผลตอบแทนของโจทก์ขึ้นอยู่กับจำนวนทรัพย์มรดกที่จำเลยได้รับ หากจำเลยไม่ได้รับทรัพย์มรดก โจทก์ก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนเช่นกัน ลักษณะดังกล่าวจึงเป็นการที่ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินในกองมรดกของผู้อื่น เมื่อโจทก์มิใช่ทนายความ และมิได้เป็นญาติกับเจ้ามรดกหรือจำเลย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของผู้อื่นโดยไม่มีความเกี่ยวข้อง แม้กฎหมายจะมิได้ห้ามไว้โดยตรง แต่ย่อมขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และโจทก์ไม่อาจเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายตามสัญญาดังกล่าวได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 บัญญัติว่า การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ หลักกฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมเสรีภาพในการทำนิติกรรมมิให้ถูกใช้ไปในทางที่กระทบต่อระบบกฎหมาย ความยุติธรรม หรือศีลธรรมพื้นฐานของสังคม แม้คู่สัญญาจะสมัครใจทำสัญญากันเองก็ตาม คดีนี้ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าว “ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย” แต่พิเคราะห์ในเชิงเนื้อหาของสัญญาและลักษณะผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากสัญญา โดยเห็นว่าสัญญามีลักษณะให้บุคคลภายนอกซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองมรดก เข้ามาแสวงหาประโยชน์จากข้อพิพาทระหว่างทายาท ผ่านการได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกเป็นค่าตอบแทน ทั้งยังมีบทบาทในการดำเนินคดี เจรจา ไกล่เกลี่ย และจัดหาทนายความเพื่อให้จำเลยได้รับทรัพย์มรดกมากที่สุด ซึ่งทำให้โจทก์มีส่วนได้เสียโดยตรงในผลแห่งข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดก สาระสำคัญของคำวินิจฉัยจึงอยู่ที่ “ลักษณะของผลประโยชน์” และ “ความเกี่ยวข้องของผู้รับจ้างกับกองมรดก” เพราะศาลเห็นว่าโจทก์มิใช่ทนายความ มิใช่ทายาท มิใช่ญาติของเจ้ามรดก และไม่มีสิทธิใดในกองมรดกเดิม แต่กลับเข้ามามีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกผ่านข้อตกลงที่กำหนดค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ของทรัพย์มรดกที่จำเลยได้รับ อันเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้ามาหาประโยชน์จากข้อพิพาทภายในครอบครัวเกี่ยวกับมรดก ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า แม้สัญญาเช่นนี้จะไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้โดยตรง แต่หากลักษณะของสัญญาทำให้บุคคลภายนอกเข้ามามีผลประโยชน์ผูกพันกับผลของคดีหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดก จนเป็นการแสวงหากำไรจากกองมรดกของผู้อื่น ย่อมถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ วิเคราะห์อำนาจศาลในการยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงกระบวนพิจารณา เพราะศาลฎีกาได้ยืนยันหลักการว่า ปัญหาความสมบูรณ์หรือความเป็นโมฆะของนิติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความจะมิได้กล่าวไว้อย่างครบถ้วนหรือชัดแจ้งในคำให้การ แม้จำเลยจะมิได้ให้การโดยละเอียดว่าโจทก์มีบทบาทในการจัดหาทนายความ ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี หรือดำเนินคดีแทนจำเลยอย่างไร แต่เมื่อข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานปรากฏต่อศาล และเนื้อหาของสัญญาเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในกองมรดก ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจหยิบยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) หลักกฎหมายดังกล่าวสะท้อนว่า ศาลมีหน้าที่คุ้มครองประโยชน์สาธารณะและความสงบเรียบร้อยของสังคม มิใช่เพียงทำหน้าที่วินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่คู่ความหยิบยกขึ้นเท่านั้น หากปล่อยให้ศาลผูกพันเฉพาะข้อต่อสู้ของคู่ความโดยไม่สามารถตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของนิติกรรมได้ อาจทำให้เกิดการบังคับใช้สัญญาที่ขัดต่อหลักพื้นฐานของกฎหมายและศีลธรรมสาธารณะได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้ดุลพินิจของศาลในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของนิติกรรม แม้คู่ความจะมิได้ต่อสู้อย่างสมบูรณ์ในรายละเอียดก็ตาม วิเคราะห์พฤติการณ์ที่ศาลเห็นว่าโจทก์มีส่วนได้เสียในกองมรดก ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงหลายประการประกอบกัน มิใช่พิจารณาเฉพาะชื่อของสัญญาว่าเป็น “สัญญาติดตามทรัพย์มรดก” เท่านั้น แต่พิจารณาถึงพฤติการณ์แท้จริงของคู่สัญญาและบทบาทที่โจทก์เข้ามามีต่อข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดก ข้อเท็จจริงที่ศาลเห็นว่ามีน้ำหนักสำคัญ ได้แก่ ประการแรก ก่อนทำสัญญาได้เกิดข้อพิพาทระหว่างทายาทแล้ว ทั้งการฟ้องคดีอาญาเรื่องยักยอกโฉนดที่ดิน และการคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก แสดงว่ากองมรดกอยู่ในสภาพที่มีความขัดแย้งอย่างชัดเจน ประการที่สอง หลังทำสัญญาเพียง 15 วัน จำเลยได้มอบอำนาจให้โจทก์มีอำนาจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา รวมถึงเข้าร่วมประชุมทายาท รวบรวมทรัพย์ ดำเนินกระบวนพิจารณา แต่งตั้งทนายความ และถอนคำร้องหรือคำกล่าวโทษได้ ประการที่สาม โจทก์ตกลงออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง ทั้งค่าทนายความ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และค่าใช้จ่ายต่อศาล ประการที่สี่ ค่าตอบแทนของโจทก์มิใช่ค่าจ้างคงที่ แต่เป็นร้อยละ 30 ของทรัพย์มรดกที่จำเลยได้รับ หากจำเลยไม่ได้รับทรัพย์มรดก โจทก์ก็จะไม่ได้รับค่าตอบแทน ลักษณะดังกล่าวทำให้ผลประโยชน์ของโจทก์ผูกพันโดยตรงกับผลของข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดก กล่าวคือ ยิ่งจำเลยได้รับทรัพย์มรดกมาก โจทก์ก็ยิ่งได้รับค่าตอบแทนมาก จึงมีลักษณะเป็นการเข้ามาร่วมแสวงหาผลประโยชน์ในกองมรดกของผู้อื่นอย่างชัดเจน เหตุผลที่ศาลเน้นว่าโจทก์มิใช่ทนายความหรือญาติของเจ้ามรดก ศาลฎีกาเน้นย้ำหลายครั้งว่า โจทก์มิใช่ทนายความ และมิได้มีความสัมพันธ์เป็นญาติกับเจ้ามรดกหรือจำเลย เหตุผลสำคัญคือการประเมินว่าโจทก์มี “ฐานะทางกฎหมาย” หรือ “ความเกี่ยวข้องโดยชอบ” ต่อกองมรดกหรือไม่ หากผู้ดำเนินการเป็นทนายความ การได้รับค่าตอบแทนจากการดำเนินคดีย่อมอยู่ภายใต้ระบบวิชาชีพ กฎหมาย และจริยธรรมของทนายความ แต่คดีนี้โจทก์เป็นบุคคลภายนอกทั่วไปที่เข้ามารับดำเนินการทุกอย่างเกี่ยวกับข้อพิพาทมรดก พร้อมทั้งมีสิทธิได้รับผลตอบแทนจากทรัพย์มรดกโดยตรง ในทำนองเดียวกัน หากโจทก์เป็นญาติหรือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกเดิม การเข้ามาดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกอาจมีพื้นฐานจากสิทธิหรือความสัมพันธ์ทางครอบครัว แต่ในคดีนี้โจทก์ไม่มีความเกี่ยวข้องดังกล่าวเลย ศาลจึงเห็นว่าลักษณะของสัญญาเป็นการเปิดช่องให้บุคคลภายนอกเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกของผู้อื่น ซึ่งกระทบต่อหลักศีลธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม ผลของสัญญาโมฆะตามกฎหมาย เมื่อศาลวินิจฉัยว่าสัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดกและบันทึกข้อตกลงค่าใช้จ่ายเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ผลทางกฎหมายย่อมถือว่านิติกรรมดังกล่าวเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น และไม่อาจก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด ๆ ระหว่างคู่สัญญาได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะอ้างว่าตนได้ดำเนินการติดตามทรัพย์มรดก จัดหาทนายความ ออกค่าใช้จ่าย หรือช่วยให้จำเลยได้รับทรัพย์มรดกจริง แต่เมื่อสิทธิเรียกร้องทั้งหมดมีที่มาจากสัญญาที่เป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายตามสัญญาได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด และไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 มีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดเสรีภาพในการทำนิติกรรมของเอกชนมิให้ถูกใช้ไปในทางที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะหรือศีลธรรมพื้นฐานของสังคม แม้หลักทั่วไปของกฎหมายแพ่งจะรับรองเสรีภาพในการทำสัญญา แต่เสรีภาพดังกล่าวมิใช่สิทธิที่ไม่มีขอบเขต คู่สัญญาไม่อาจตกลงกันในลักษณะที่สร้างผลกระทบต่อระบบความยุติธรรม ความสงบเรียบร้อย หรือค่านิยมพื้นฐานของสังคมได้ คำว่า “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ในทางกฎหมายมิได้หมายถึงเพียงความสงบในเชิงกายภาพหรือความเรียบร้อยในสังคมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหลักพื้นฐานของกฎหมายและความยุติธรรมที่รัฐต้องคุ้มครอง ส่วนคำว่า “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” หมายถึงหลักจริยธรรมและค่านิยมพื้นฐานที่สังคมยอมรับร่วมกันว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมและไม่ควรถูกละเมิด คดีนี้ศาลฎีกาใช้มาตรา 150 เพื่อควบคุมพฤติการณ์ที่บุคคลภายนอกซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองมรดก เข้าไปมีส่วนได้เสียในข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกโดยหวังผลตอบแทนจากทรัพย์สินที่ทายาทจะได้รับ ทั้งยังมีบทบาทในการดำเนินคดีและการต่อสู้ข้อพิพาทแทนทายาท การกระทำดังกล่าวจึงมิใช่เพียงเรื่องธุรกิจหรือการให้บริการทั่วไป แต่มีลักษณะเป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากความขัดแย้งภายในครอบครัวเกี่ยวกับทรัพย์มรดก ศาลฎีกาจึงตีความว่าการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้ามาผูกผลประโยชน์ของตนเข้ากับผลแห่งข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดก อาจนำไปสู่การส่งเสริมข้อพิพาท การกระตุ้นให้เกิดการฟ้องร้อง หรือการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อแสวงหาผลกำไร ซึ่งขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มีหลักสำคัญว่า ศาลสามารถยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้กล่าวอ้างก็ตาม หลักการนี้สะท้อนว่า ศาลมิใช่เพียงผู้ตัดสินข้อพิพาทตามที่คู่ความเสนอ แต่ยังมีหน้าที่พิทักษ์รักษาความถูกต้องของระบบกฎหมายและประโยชน์สาธารณะด้วย หากปล่อยให้ศาลผูกพันเฉพาะประเด็นที่คู่ความหยิบยกขึ้น อาจทำให้เกิดการรับรองหรือบังคับใช้นิติกรรมที่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมของสังคมได้ แม้คู่ความทั้งสองฝ่ายจะยินยอมก็ตาม ซึ่งจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม ในคดีนี้ แม้จำเลยจะมิได้ให้การโดยละเอียดครบถ้วนเกี่ยวกับลักษณะการดำเนินการของโจทก์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงจากเอกสารและพยานหลักฐานปรากฏชัดว่าสัญญามีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้ แนวคิดสำคัญของมาตรา 142 (5) คือ การคุ้มครองประโยชน์สาธารณะย่อมมีความสำคัญเหนือข้อจำกัดทางรูปแบบในทางกระบวนพิจารณา เพราะหากศาลทราบว่านิติกรรมใดขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรม แต่กลับไม่อาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เพียงเพราะคู่ความมิได้กล่าวอ้าง ย่อมทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถปกป้องสังคมจากนิติกรรมที่ไม่ชอบได้อย่างแท้จริง วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แม้ข้อความคำพิพากษาที่กำหนดมิได้อ้างถึงเลขคำพิพากษาศาลฎีกาอื่นโดยตรง แต่หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้สอดคล้องกับแนววินิจฉัยเดิมของศาลฎีกาที่ถือว่า นิติกรรมใดก็ตามซึ่งมีลักษณะให้บุคคลภายนอกเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากข้อพิพาทหรือสิทธิของผู้อื่นโดยขัดต่อหลักความยุติธรรมและศีลธรรม ย่อมอาจตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ได้ แนวคิดสำคัญที่เห็นได้จากคดีนี้ คือ ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะข้อความในสัญญา แต่พิจารณาพฤติการณ์โดยรวมและสภาพความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างคู่สัญญา กล่าวคือ แม้ในสัญญาจะระบุเพียงว่าเป็นการ “ติดตามทรัพย์มรดก” แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มีอำนาจดำเนินคดี ออกค่าใช้จ่าย แต่งตั้งทนายความ และได้รับค่าตอบแทนตามผลแห่งข้อพิพาท ศาลย่อมพิจารณาตามลักษณะที่แท้จริงของการกระทำ มิใช่ตามชื่อเรียกของสัญญา อีกประเด็นสำคัญคือ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ “ความไม่แน่นอนของค่าตอบแทน” เพราะค่าตอบแทนของโจทก์ขึ้นอยู่กับผลแห่งข้อพิพาทและจำนวนทรัพย์มรดกที่จำเลยได้รับ ซึ่งมีลักษณะคล้ายการเข้าไปลงทุนหรือมีส่วนได้เสียในผลของข้อพิพาทโดยตรง มิใช่การรับค่าจ้างทั่วไป แนววินิจฉัยดังกล่าวจึงสะท้อนหลักสำคัญว่า แม้กฎหมายมิได้ห้ามนิติกรรมบางประเภทไว้โดยชัดแจ้ง แต่หากผลในทางปฏิบัติของนิติกรรมนั้นกระทบต่อหลักศีลธรรม ความยุติธรรม หรือความสงบเรียบร้อยของสังคม ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะได้ ความแตกต่างระหว่างการว่าจ้างทั่วไปกับสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ประเด็นสำคัญที่คดีนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจน คือ มิใช่สัญญาว่าจ้างทุกประเภทจะตกเป็นโมฆะ แต่สิ่งที่ศาลพิจารณาคือ “ลักษณะและผลของสัญญา” หากเป็นการว่าจ้างทั่วไป เช่น การจ้างค้นเอกสาร จ้างประสานงาน หรือจ้างให้ดำเนินการทางธุรการโดยได้รับค่าจ้างแน่นอนตามปกติ ย่อมเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ในคดีนี้โจทก์ได้รับผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ของทรัพย์มรดกที่จำเลยได้รับ และยังมีบทบาทโดยตรงในการดำเนินข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดก ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ลักษณะดังกล่าวทำให้โจทก์มีผลประโยชน์ผูกพันกับผลของข้อพิพาท กล่าวคือ หากจำเลยได้รับมรดกมาก โจทก์ก็ได้รับค่าตอบแทนมาก แต่หากไม่ได้มรดก โจทก์ก็ไม่ได้รับค่าตอบแทน จึงไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์แบบผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างธรรมดาอีกต่อไป ศาลจึงมองว่าสัญญาในลักษณะนี้เป็นการเปิดช่องให้บุคคลภายนอกเข้ามาแสวงหาผลกำไรจากข้อพิพาทของผู้อื่น และอาจส่งผลต่อความสุจริตและความเหมาะสมของกระบวนการยุติธรรมได้ หลักกฎหมายที่ได้จากคดีนี้ คดีนี้ทำให้เกิดหลักกฎหมายสำคัญหลายประการ ได้แก่ ประการแรก แม้นิติกรรมจะไม่ต้องห้ามโดยกฎหมายโดยตรง แต่หากมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ประการที่สอง ศาลมีอำนาจยกปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) แม้คู่ความจะมิได้กล่าวอ้างโดยละเอียด ประการที่สาม การที่บุคคลภายนอกซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองมรดก เข้าไปมีส่วนได้เสียในผลแห่งข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดก โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นสัดส่วนของทรัพย์มรดก อาจถือเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ ประการที่สี่ ศาลจะพิจารณาลักษณะที่แท้จริงของความสัมพันธ์และการกระทำของคู่สัญญา มิใช่พิจารณาเฉพาะชื่อเรียกของสัญญา สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 14,649,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยเห็นว่าสัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดกและบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าบริการมีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องแย้งของจำเลย 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าสัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดกและบันทึกข้อตกลงค่าใช้จ่ายและค่าบริการ มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายตามสัญญาได้ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยเห็นว่าแม้สัญญาจะมิได้ต้องห้ามโดยกฎหมายโดยตรง แต่ลักษณะของสัญญาเป็นการให้บุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองมรดก เข้ามามีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกผ่านส่วนแบ่งที่จำเลยจะได้รับ อีกทั้งยังมีบทบาทในการดำเนินคดีและจัดหาทนายความเพื่อแลกกับค่าตอบแทนร้อยละ 30 ของทรัพย์มรดก จึงเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายแพ่งว่า แม้กฎหมายจะรับรองเสรีภาพในการทำนิติกรรมและสัญญา แต่เสรีภาพดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบของความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หากนิติกรรมใดมีลักษณะเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่ไม่มีสิทธิหรือความเกี่ยวข้องในทรัพย์สิน เข้ามาแสวงหาประโยชน์จากข้อพิพาทของผู้อื่นโดยมีส่วนได้เสียในผลแห่งข้อพิพาทโดยตรง นิติกรรมนั้นอาจตกเป็นโมฆะได้ แม้จะไม่มีบทบัญญัติห้ามไว้โดยชัดแจ้งก็ตาม คำพิพากษานี้ยังแสดงให้เห็นว่า ศาลมิได้พิจารณาเพียงข้อความตามรูปแบบของสัญญา แต่จะพิจารณาถึงสภาพความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างคู่สัญญาและผลที่เกิดขึ้นจากนิติกรรม หากข้อเท็จจริงแสดงว่าผู้รับจ้างมีบทบาทในการควบคุม ดำเนินการ หรือมีผลประโยชน์เชื่อมโยงกับผลแห่งข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือมรดก ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบว่านิติกรรมดังกล่าวกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมหรือไม่ อีกประการหนึ่ง คดีนี้ตอกย้ำบทบาทของศาลในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะอำนาจของศาลในการยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเอง แม้คู่ความจะมิได้กล่าวอ้างไว้อย่างสมบูรณ์ในคำให้การก็ตาม หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความถูกต้องของระบบกฎหมาย เพราะหากปล่อยให้ศาลผูกพันเฉพาะประเด็นที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้ อาจทำให้เกิดการบังคับใช้นิติกรรมที่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมของสังคมได้ ในเชิงปฏิบัติ คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับการทำสัญญาเกี่ยวกับการติดตามทรัพย์มรดก การดำเนินคดี หรือการจัดการข้อพิพาทแทนผู้อื่น โดยเฉพาะกรณีที่กำหนดค่าตอบแทนเป็นสัดส่วนจากทรัพย์สินที่พิพาท เพราะหากลักษณะของสัญญาทำให้ผู้รับจ้างเข้าไปมีส่วนได้เสียในผลแห่งข้อพิพาทหรือกองทรัพย์ของผู้อื่นโดยตรง ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่สัญญาจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า สัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดกซึ่งกำหนดค่าตอบแทนเป็นร้อยละของทรัพย์มรดกที่ทายาทจะได้รับ เป็นนิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้กฎหมายจะมิได้ห้ามไว้โดยตรง แต่เมื่อผู้รับจ้างซึ่งมิใช่ทนายความและไม่มีความเกี่ยวข้องกับกองมรดก เข้าไปมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้อื่นผ่านผลตอบแทนตามส่วนแบ่งมรดก อีกทั้งยังมีบทบาทในการดำเนินคดี เจรจา และจัดหาทนายความ ย่อมเป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดก อันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สัญญาจะไม่ต้องห้ามโดยกฎหมายโดยตรง แต่หากมีลักษณะให้บุคคลภายนอกเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในกองมรดกของผู้อื่น และมีส่วนได้เสียในผลแห่งข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกโดยตรง ย่อมขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 2. ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาวางหลักว่า ปัญหาความเป็นโมฆะของสัญญาที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้กล่าวอ้างไว้อย่างครบถ้วนหรือชัดแจ้งในคำให้การก็ตาม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา ข้อ 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 บัญญัติหลักสำคัญว่า การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ หลักกฎหมายนี้ถือเป็นข้อจำกัดสำคัญของเสรีภาพในการทำนิติกรรมและสัญญา แม้บุคคลจะมีเสรีภาพในการกำหนดสิทธิหน้าที่กันเอง แต่หากวัตถุประสงค์ของนิติกรรมกระทบต่อหลักพื้นฐานของสังคมหรือระบบกฎหมาย นิติกรรมนั้นย่อมไม่อาจมีผลใช้บังคับได้ คำว่า “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” หมายถึงหลักพื้นฐานที่จำเป็นต่อความมั่นคงของสังคม ระบบกฎหมาย และความยุติธรรม ส่วน “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” หมายถึงค่านิยมและหลักจริยธรรมที่สังคมยอมรับร่วมกันว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมและควรคุ้มครอง แม้กฎหมายจะมิได้บัญญัติห้ามไว้โดยตรง แต่หากลักษณะของนิติกรรมเปิดโอกาสให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ การแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่เหมาะสม หรือกระทบต่อความสุจริตของกระบวนการยุติธรรม ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยว่านิติกรรมนั้นขัดต่อมาตรา 150 ได้ ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าสัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดกมีลักษณะให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองมรดกเข้ามามีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกผ่านค่าตอบแทนร้อยละ 30 ของทรัพย์มรดกที่ทายาทได้รับ อีกทั้งยังมีอำนาจดำเนินคดี เจรจา และจัดหาทนายความเพื่อดำเนินข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดก จึงเป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากข้อพิพาทของผู้อื่นโดยตรง อันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 และไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด ๆ ตามกฎหมาย ข้อ 2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) วางหลักว่า ในกรณีที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้กล่าวอ้างหรือยกขึ้นต่อสู้ก็ตาม หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและรักษาความถูกต้องของระบบกฎหมาย มิให้ศาลต้องผูกพันอยู่เฉพาะข้ออ้างของคู่ความเพียงอย่างเดียว สาระสำคัญของมาตรา 142 (5) คือ เมื่อศาลพบว่านิติกรรม ข้อตกลง หรือข้อกฎหมายใดอาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีหน้าที่ตรวจสอบและวินิจฉัยได้เอง แม้ข้อเท็จจริงบางประการจะมิได้ถูกกล่าวไว้อย่างครบถ้วนในคำให้การ ทั้งนี้เพราะปัญหาความสงบเรียบร้อยมิใช่สิทธิส่วนตัวของคู่ความเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะโดยรวม คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะมิได้ให้การอย่างละเอียดว่าโจทก์มีอำนาจดำเนินคดีแทน ออกค่าใช้จ่าย หรือจัดหาทนายความอย่างไร แต่เมื่อข้อเท็จจริงจากเอกสารและพยานหลักฐานปรากฏว่าสัญญามีลักษณะให้บุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนได้เสียในกองมรดก และอาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) โดยไม่จำต้องรอให้คู่ความยกขึ้นกล่าวอ้างโดยครบถ้วนก่อน หลักการดังกล่าวจึงเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองระบบกฎหมายและป้องกันมิให้มีการบังคับใช้นิติกรรมที่ขัดต่อหลักพื้นฐานของสังคม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม สัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดกสามารถทำได้ตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ การทำสัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดกมิใช่ว่าจะเป็นสิ่งต้องห้ามโดยกฎหมายทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาถึงลักษณะของข้อตกลงและพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน หากเป็นเพียงการว่าจ้างให้ช่วยค้นหาทรัพย์ ประสานงาน หรือดำเนินการทางธุรการโดยได้รับค่าจ้างตามปกติ ย่อมอาจเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม หากสัญญามีลักษณะให้ผู้รับจ้างเข้าไปมีส่วนได้เสียในผลแห่งข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดก เช่น ได้รับค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ของทรัพย์มรดกที่ทายาทจะได้รับ และผู้รับจ้างยังมีบทบาทในการดำเนินคดี เจรจา ไกล่เกลี่ย หรือจัดหาทนายความเพื่อให้ทายาทได้รับมรดกมากขึ้น สัญญาเช่นนี้อาจถูกศาลวินิจฉัยว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของผู้อื่น อันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และตกเป็นโมฆะได้ ดังนั้น การพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของสัญญาประเภทนี้จึงต้องดูเนื้อหาที่แท้จริงของข้อตกลง มิใช่พิจารณาเพียงชื่อเรียกของสัญญาเท่านั้น 2 คำถาม เหตุใดศาลจึงเห็นว่าสัญญาในคดีนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมแล้วเห็นว่า สัญญาในคดีนี้มิใช่เพียงการว่าจ้างให้ติดตามทรัพย์มรดกทั่วไป แต่เป็นการให้บุคคลภายนอกซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองมรดก เข้าไปมีบทบาทในข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการเจรจา ไกล่เกลี่ย ดำเนินคดี จัดหาทนายความ และออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งหมด โดยผลตอบแทนของผู้รับจ้างขึ้นอยู่กับจำนวนทรัพย์มรดกที่ทายาทจะได้รับ กล่าวคือ หากทายาทได้รับมรดกมาก ผู้รับจ้างก็ได้รับค่าตอบแทนมากตามไปด้วย ลักษณะดังกล่าวทำให้ผู้รับจ้างมีส่วนได้เสียโดยตรงในผลแห่งข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดก ศาลเห็นว่าเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากข้อพิพาทของผู้อื่น ทั้งยังอาจกระทบต่อความสุจริตและความเหมาะสมของกระบวนการยุติธรรม จึงถือว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 3 คำถาม หากคู่สัญญายินยอมกันเองทั้งหมด ศาลยังมีอำนาจวินิจฉัยว่าสัญญาเป็นโมฆะได้หรือไม่ คำตอบ แม้คู่สัญญาจะยินยอมทำสัญญากันโดยสมัครใจ แต่เสรีภาพในการทำนิติกรรมมิใช่สิทธิที่ไม่มีขอบเขต กฎหมายยังคงกำหนดข้อจำกัดเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและหลักศีลธรรมของสังคม หากนิติกรรมใดมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โดยไม่คำนึงว่าคู่สัญญาจะสมัครใจเพียงใดก็ตาม ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยจะตกลงว่าจ้างโจทก์ด้วยความสมัครใจ แต่ลักษณะของสัญญาทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนได้เสียในกองมรดกและข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกโดยตรง อันมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่าสัญญาเป็นโมฆะได้ หลักการนี้สะท้อนว่า การยินยอมของคู่สัญญาไม่อาจทำให้นิติกรรมที่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมสาธารณะกลับกลายเป็นนิติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายได้ 4 คำถาม ศาลอุทธรณ์สามารถยกปัญหาความเป็นโมฆะของสัญญาขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ คำตอบ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกปัญหาความเป็นโมฆะของสัญญาขึ้นวินิจฉัยเองได้ หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) แม้คู่ความจะมิได้กล่าวอ้างไว้โดยละเอียดหรือครบถ้วนก็ตาม ในคดีนี้จำเลยมิได้ให้การอย่างชัดแจ้งทุกประเด็นเกี่ยวกับบทบาทของโจทก์ในการดำเนินคดีและการออกค่าใช้จ่าย แต่เมื่อข้อเท็จจริงจากเอกสารและพยานหลักฐานปรากฏว่าสัญญาอาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ย่อมมีหน้าที่ตรวจสอบและวินิจฉัยได้เอง หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้ศาลต้องบังคับใช้นิติกรรมที่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมของสังคมเพียงเพราะคู่ความมิได้ยกประเด็นขึ้นต่อสู้ไว้อย่างสมบูรณ์ จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและรักษาความถูกต้องของระบบกฎหมายโดยรวม 5 คำถาม การที่ผู้รับจ้างมิใช่ทนายความมีผลต่อคำวินิจฉัยของศาลอย่างไร คำตอบ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์มิใช่ทนายความและไม่มีความเกี่ยวข้องเป็นญาติกับเจ้ามรดกหรือจำเลย เพราะแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกที่เข้ามามีส่วนได้เสียในข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกโดยไม่มีฐานะทางกฎหมายรองรับ หากเป็นทนายความ การรับดำเนินคดีและรับค่าตอบแทนย่อมอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายและจริยธรรมวิชาชีพทนายความ แต่ในคดีนี้โจทก์เป็นบุคคลทั่วไปที่เข้ามารับดำเนินการทุกอย่างเกี่ยวกับข้อพิพาทมรดก พร้อมทั้งมีสิทธิได้รับผลตอบแทนตามจำนวนทรัพย์มรดกที่จำเลยได้รับ ศาลจึงเห็นว่าลักษณะดังกล่าวเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของผู้อื่นโดยไม่มีความเกี่ยวข้องโดยชอบ อีกทั้งยังอาจกระทบต่อความเหมาะสมของกระบวนการยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้สัญญาถูกวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 6 คำถาม หากสัญญาเป็นโมฆะแล้ว ผู้รับจ้างยังสามารถเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ คำตอบ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าสัญญาเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ผลทางกฎหมายย่อมถือว่านิติกรรมนั้นเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น และไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น แม้ผู้รับจ้างจะอ้างว่าตนได้ดำเนินการติดตามทรัพย์มรดก เจรจา จัดหาทนายความ หรือออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีจริง ก็ไม่อาจเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายตามสัญญาดังกล่าวได้ เพราะสิทธิเรียกร้องทั้งหมดมีที่มาจากนิติกรรมที่เป็นโมฆะ ในคดีนี้แม้โจทก์จะช่วยให้จำเลยได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกและจำเลยเคยชำระเงินให้แล้วบางส่วน แต่ศาลฎีกาก็ยังวินิจฉัยว่าสัญญาไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ทำให้โจทก์ไม่สามารถบังคับเรียกเงินตามข้อตกลงได้ หลักการนี้แสดงให้เห็นว่า กฎหมายมิได้คุ้มครองสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากนิติกรรมซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน 7 คำถาม เหตุใดศาลจึงพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมมากกว่าชื่อเรียกของสัญญา คำตอบ ในทางกฎหมาย ศาลจะพิจารณาถึงลักษณะที่แท้จริงของความสัมพันธ์และพฤติการณ์แห่งคดี มิใช่พิจารณาเฉพาะชื่อเรียกของสัญญาเท่านั้น เพราะคู่สัญญาอาจตั้งชื่อสัญญาอย่างหนึ่ง แต่เนื้อหาที่แท้จริงกลับมีลักษณะอีกอย่างหนึ่งได้ ในคดีนี้แม้สัญญาจะใช้ชื่อว่าเป็น “สัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดก” แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มีอำนาจในการดำเนินคดี เจรจา ไกล่เกลี่ย จัดหาทนายความ และออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยได้รับผลตอบแทนเป็นร้อยละของทรัพย์มรดกที่จำเลยได้รับ ศาลจึงเห็นว่าสัญญามิใช่เพียงการจ้างติดตามทรัพย์ทั่วไป แต่เป็นการให้บุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนได้เสียในผลแห่งข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกโดยตรง หลักการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการตีความนิติกรรม เพราะหากศาลยึดเพียงชื่อเรียกของสัญญา อาจทำให้คู่สัญญาหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมได้โดยง่าย 8 คำถาม คดีนี้ให้บทเรียนสำคัญอย่างไรเกี่ยวกับการทำสัญญาเกี่ยวกับมรดก คำตอบ คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า การทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์มรดกต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกรณีที่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทมรดกและกำหนดค่าตอบแทนตามผลแห่งข้อพิพาท แม้คู่สัญญาจะเห็นว่าเป็นวิธีแบ่งความเสี่ยงหรือเป็นข้อตกลงทางธุรกิจทั่วไป แต่หากลักษณะของสัญญาทำให้ผู้รับจ้างมีส่วนได้เสียโดยตรงในทรัพย์มรดกของผู้อื่น หรือมีบทบาทในการควบคุมการดำเนินคดีและการต่อสู้ข้อพิพาท ศาลอาจวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ นอกจากนี้ คดียังสะท้อนว่า ศาลมีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของนิติกรรมได้เอง แม้คู่ความจะมิได้ยกประเด็นขึ้นต่อสู้อย่างครบถ้วน ดังนั้น ผู้ที่ประสงค์จะทำสัญญาเกี่ยวกับการติดตามทรัพย์มรดกหรือดำเนินการแทนทายาท ควรคำนึงถึงขอบเขตทางกฎหมายและผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมอย่างรอบคอบ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1585/2566 สัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดก และบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าบริการมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) สัญญาว่าจ้างติดตามทรัพย์มรดกอันมีลักษณะเป็นการที่โจทก์เข้ามามีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินในกองมรดกผ่านทางส่วนแบ่งทรัพย์มรดกที่จำเลยจะได้รับ โดยโจทก์มิได้เป็นทนายความ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นญาติกับเจ้ามรดกหรือจำเลย เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของผู้อื่นโดยที่โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้ไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายแต่วัตถุประสงค์แห่งสัญญาว่าจ้างดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 88,797,587.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 74,742,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การ ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์คืนเงิน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 14,649,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องทั้งสองศาล และค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ ให้ตกเป็นพับทั้งสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ดำเนินการติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิต บิดา ตกลงจ่ายค่าดำเนินการให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 30 ของทรัพย์มรดกส่วนของจำเลยที่ติดตามมาได้ แต่ถ้าดำเนินการไม่สำเร็จจะไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมกับมอบอำนาจให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการติดตาม รวบรวมทรัพย์มรดก โจทก์จัดให้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยและทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งมรดกโดยโจทก์จัดหาทนายความและออกค่าใช้จ่ายให้จำเลย จำเลยได้รับส่วนแบ่งจากกองมรดกเป็นที่ดิน 5 แปลง ต่อมาโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ค่าบริการโดยจำเลยตกลงจ่ายให้โจทก์เป็นเงิน 9,000,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด และจำเลยชำระเงินแก่โจทก์แล้ว 6,000,000 บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกปัญหาว่าสัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิต และบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าบริการมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่ นั้น เห็นว่า ถึงแม้จำเลยจะให้การต่อสู้แต่เพียงว่า สัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิต มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนตกเป็นโมฆะ โดยมิได้ให้การชัดแจ้งว่า ขณะทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกนายสาธิต จำเลยมีคดีพิพาทหรือฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของนายสาธิตกับทายาทคนอื่นเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา หรือโจทก์จัดหาทนายความและออกค่าใช้จ่ายให้จำเลยเป็นความฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีกับทายาทอื่นก็ตาม แต่ปัญหาว่าสัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิตและบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าบริการ มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า สัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตาม ทรัพย์มรดกของนายสาธิต และบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าบริการมีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้ขณะจำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิตในวันที่ 24 พฤษภาคม 2558 จำเลยยังไม่มีคดีฟ้องร้องกับทายาทคนอื่น ๆ เกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายสาธิต แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังจากที่นายสาธิตถึงแก่ความตาย บรรดาทายาทของนายสาธิตได้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกคือ นายชาญณรงค์และจำเลย ฝ่ายที่สองคือ นางสาวเจียมจิตร์ นางสาวสุนิสา นางสาววนิดา นางสาวสุภาพร และนายวสันต์ โดยในปี 2555 นายชาญณรงค์และนางศิริวรรณ ภริยาได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวสันต์และนางสาวเจียมจิตร์ ในข้อหายักยอกโฉนดที่ดิน 11 ฉบับ โดยมีการโต้เถียงกันเกี่ยวกับที่ดินตามโฉนดที่ดินทั้ง 11 แปลง ว่าเป็นทรัพย์มรดกของนายสาธิตหรือไม่ตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 922/2556 ของศาลแขวงนนทบุรี ซึ่งต่อมาในปี 2556 เมื่อนายชาญณรงค์และจำเลยยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของนายสาธิต นายวสันต์และนางสาวเจียมจิตร์ทายาทอีกฝ่ายหนึ่งก็ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดี จนในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาลงวันที่ 30 ธันวาคม 2558 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยและนายวสันต์ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายสาธิต อันแสดงให้เห็นว่า ขณะที่จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิต จำเลยและบรรดาทายาทคนอื่นของนายสาธิตมีปัญหากันเรื่องทรัพย์มรดกของนายสาธิตอยู่ก่อนแล้ว แม้ตามบันทึกข้อตกลงจะระบุเพียงว่า ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการติดตามทรัพย์มรดกก็ตาม แต่ในวันที่ 8 มิถุนายน 2559 อันเป็นเวลาภายหลังจากทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เพียง 15 วัน จำเลยได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์มีอำนาจดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก หรือโต้แย้งสิทธิ หรือหน้าที่ของทายาทของนายสาธิตทั้งทางแพ่งและทางอาญา รวมทั้งให้มีอำนาจเข้าร่วมประชุมทายาทของนายสาธิตในการจัดการทรัพย์มรดกพร้อมกับระบุให้โจทก์มีอำนาจ 1. รวบรวมทรัพย์ที่ได้มาทั้งหมด แบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน ให้จำเลยและนายชาญณรงค์ ส่วนค่าดำเนินการของโจทก์ให้หัก 30 เปอร์เซ็นต์ จากส่วนที่จำเลยได้รับมา ส่วนค่าดำเนินการต่าง ๆ โจทก์จะเป็นผู้ชำระเองทั้งหมด รวมถึงการขอตรวจสอบ...วางเงิน วางค่าใช้จ่ายต่อศาล... และให้มีอำนาจถอนการแจ้งความ ร้องทุกข์ กล่าวโทษ คำร้อง คำขอ คำแถลง คำบอกกล่าวหรือถ้อยคำดังกล่าวข้างต้นได้ด้วย 2. ฟ้องร้องดำเนินคดีและดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีแพ่ง คดีอาญา คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เข้าเป็นโจทก์ร่วม/จำเลยร่วมกับพนักงานอัยการ ยื่นคำให้การ แก้ต่าง ฟ้องแย้ง ร้องสอด ตลอดจนชั้นบังคับคดี เบิกความต่อศาลและดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปในทางจำหน่ายสิทธิได้ด้วย... จนกว่าคดีจะถึงที่สุด และ 3. ให้โจทก์มีอำนาจในการแต่งตั้งทนายความคนเดียวหรือหลายคนโดยให้ทนายความที่ได้รับแต่งตั้งดำเนินคดีไปในทางจำหน่ายสิทธิ... รวมถึงการเพิกถอนการแต่งตั้งทนายความด้วย ซึ่งโจทก์เองก็เบิกความยอมรับว่า โจทก์รับที่จะดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ เจรจา ไกล่เกลี่ยเพื่อขอแบ่งทรัพย์มรดกจากนางสาวเจียมจิตร์ นายวสันต์และทายาทคนอื่นที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับจำเลยและนายชาญณรงค์ โดยโจทก์จะดำเนินการต่าง ๆ หากต้องมีการฟ้องคดีในศาลโจทก์จะเป็นผู้จัดหาทนายความ จ่ายค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี โดยจำเลยและนายชาญณรงค์จะต้องจ่ายค่าจ้างและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้โจทก์ตามที่ตกลงกัน สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์และจำเลย จึงมิได้เป็นเพียงการว่าจ้างให้โจทก์ติดตามทรัพย์มรดกของนายสาธิตเท่านั้น หากแต่เป็นการให้โจทก์มีอำนาจในการเจรจาไกล่เกลี่ยฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาเพื่อให้จำเลยได้มาซึ่งส่วนแบ่งทรัพย์มรดก โดยให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายค่าดำเนินการต่าง ๆ ไปก่อน ทั้งตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวยังระบุถึงค่าตอบแทนที่โจทก์จะได้รับว่าคิดเป็นเงิน 30 เปอร์เซ็นต์ ของทรัพย์มรดกส่วนที่จำเลยได้รับ แต่ถ้าดำเนินการไม่สำเร็จ โจทก์จะไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนี้ ค่าตอบแทน 30 เปอร์เซ็นต์ ที่โจทก์จะได้รับจะมีจำนวนมากน้อยเพียงใดจึงไม่แน่นอนหากแต่ผันแปรไปตามจำนวนทรัพย์มรดกส่วนที่จำเลยได้รับ และหากจำเลยไม่ได้รับทรัพย์มรดก โจทก์ก็จะไม่ได้รับค่าตอบแทน อันมีลักษณะเป็นการที่โจทก์เข้ามามีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินในกองมรดกของนายสาธิตผ่านทางส่วนแบ่งทรัพย์มรดกที่จำเลยจะได้รับ เมื่อปรากฏว่าโจทก์มิได้เป็นทนายความ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นญาติกับนายสาธิตหรือจำเลย จึงเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของผู้อื่นโดยที่โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้ไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย แต่วัตถุประสงค์แห่งสัญญาว่าจ้างดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และโจทก์ย่อมไม่อาจเรียกให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายและค่าบริการที่สืบเนื่องมาจากสัญญาว่าจ้างที่เป็นโมฆะซึ่งไม่มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่น ๆ อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




.jpg)