ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การเลิกรับบุตรบุญธรรมมีผลเมื่อใด? วิเคราะห์ฎีกาเรื่องสิทธิรับมรดกและอำนาจศาลในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกอย่างละเอียด

การเลิกรับบุตรบุญธรรมมีผลเมื่อใด, คำพิพากษาตามยอมมีผลทางกฎหมายอย่างไร, สิทธิของบุตรบุญธรรมหลังเลิกความสัมพันธ์, ผู้รับพินัยกรรมมีสิทธิในมรดกหรือไม่, ศาลมีอำนาจตั้งผู้จัดการมรดกอย่างไร, มาตรา1598/36 อธิบาย, มาตรา1713 วรรคสอง ตีความ, บุตรบุญธรรมเป็นทายาทหรือไม่, การเพิกถอนพินัยกรรมทำอย่างไร, ผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกคือใคร, การตั้งผู้จัดการมรดกร่วมกัน, สิทธิของทายาทโดยธรรม, สิทธิของผู้รับพินัยกรรม, การเลิกบุตรบุญธรรมไม่จดทะเบียนมีผลหรือไม่,  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของการเลิกรับบุตรบุญธรรมตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และผลกระทบต่อสิทธิในกองมรดก ตลอดจนขอบเขตอำนาจของศาลในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก แม้ยังมิได้มีการจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมก็ตาม ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความมาตรา 1598/36 ว่าการเลิกรับบุตรบุญธรรมมีผลเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด และการพิจารณาว่าบุคคลซึ่งเคยเป็นบุตรบุญธรรมจะยังมีสิทธิเป็นทายาทหรือไม่ รวมถึงการพิจารณาว่าศาลต้องผูกพันตามพินัยกรรมในการตั้งผู้จัดการมรดกหรือสามารถใช้ดุลพินิจตั้งบุคคลอื่นได้ โดยคดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญในทางกฎหมายมรดกและกฎหมายครอบครัวที่มีผลกระทบต่อการจัดการทรัพย์สินของผู้ตายอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเท็จจริงของคดี

ผู้ตายได้จดทะเบียนรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรม และต่อมาทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินบางรายการให้แก่ผู้คัดค้าน พร้อมทั้งแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาเกิดข้อพิพาทและมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยตกลงให้เลิกรับบุตรบุญธรรม และศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้คดีเสร็จเด็ดขาด แม้ยังมิได้ไปจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมจึงขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดก ขณะที่ผู้คัดค้านอ้างสิทธิทั้งในฐานะบุตรบุญธรรมเดิมและผู้รับพินัยกรรม

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

(1) การเลิกรับบุตรบุญธรรมมีผลตั้งแต่คำพิพากษาถึงที่สุด แม้ยังไม่จดทะเบียน ตามมาตรา 1598/36 ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทโดยธรรม

(2) พินัยกรรมมิได้ถูกเพิกถอนโดยสัญญาประนีประนอมยอมความ เนื่องจากมิได้ระบุถึงทรัพย์สินตามพินัยกรรมโดยตรง ผู้คัดค้านยังคงเป็นผู้รับพินัยกรรม

(3) มาตรา 1713 วรรคสอง มิใช่บทบังคับ ศาลมีดุลพินิจแต่งตั้งผู้จัดการมรดกได้

(4) พฤติการณ์ของผู้คัดค้านแสดงถึงความไม่เหมาะสม ศาลจึงไม่ควรแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

มาตรา 1598/36 แสดงหลักว่า “ผลของคำพิพากษา” สำคัญกว่าการจดทะเบียน เป็นการคุ้มครองความแน่นอนของสิทธิ

มาตรา 1713 วรรคสอง เป็นเพียงแนวทาง มิใช่ข้อจำกัดอำนาจศาล

หลักพินัยกรรมต้องเพิกถอนตามแบบที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ไม่อาจตีความขยาย

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

กฎหมายมุ่งคุ้มครอง

-ความมั่นคงของสถานะบุคคล

-ความแน่นอนของสิทธิในมรดก

-ประโยชน์ของกองมรดกเป็นสำคัญ

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวฎีกาสอดคล้องว่า

คำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันเสมือนคำพิพากษา

การเพิกถอนพินัยกรรมต้องทำตามแบบ

ศาลมีดุลพินิจสูงในการตั้งผู้จัดการมรดก

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   มีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

   พิพากษาแก้ ให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว เนื่องจากผู้คัดค้านมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม แม้ยังมีสิทธิในฐานะผู้รับพินัยกรรม แต่ไม่สมควรได้รับแต่งตั้ง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้วางหลักสำคัญว่า ผลของคำพิพากษาตามยอมย่อมมีผลในทางสถานะบุคคลโดยสมบูรณ์นับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด โดยไม่จำต้องรอการจดทะเบียน การเลิกรับบุตรบุญธรรมจึงมีผลตัดสิทธิความเป็นทายาทโดยธรรมทันที อย่างไรก็ตาม สิทธิในฐานะผู้รับพินัยกรรมเป็นสิทธิแยกต่างหากซึ่งยังคงมีอยู่ เว้นแต่จะมีการเพิกถอนพินัยกรรมโดยชอบ นอกจากนี้ ศาลมีดุลพินิจอย่างกว้างในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก โดยต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ความสุจริต และประโยชน์ของกองมรดกเป็นหลัก มิได้ผูกพันตามพินัยกรรมโดยเคร่งครัด

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลของ “คำพิพากษาตามยอมในการเลิกรับบุตรบุญธรรม” และ “อำนาจดุลพินิจของศาลในการตั้งผู้จัดการมรดก”

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. การเลิกรับบุตรบุญธรรมมีผลเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด

   แม้ยังไม่จดทะเบียน แต่คำพิพากษาตามยอมมีผลทันที ทำให้สถานะบุตรบุญธรรมสิ้นสุดและไม่มีสิทธิเป็นทายาทโดยธรรม

2. ศาลมีดุลพินิจตั้งผู้จัดการมรดก

   แม้พินัยกรรมกำหนดไว้ ศาลยังสามารถตั้งบุคคลอื่นได้ หากเห็นว่าเหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่กองมรดก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-การเลิกรับบุตรบุญธรรมต้องจดทะเบียนก่อนจึงมีผลหรือไม่

   คำตอบ

   การเลิกรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมายมิได้ขึ้นอยู่กับการจดทะเบียนเพียงอย่างเดียว หากเป็นกรณีที่มีคำพิพากษาของศาลโดยเฉพาะคำพิพากษาตามยอมหรือคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ย่อมมีผลทางกฎหมายทันทีนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ตามบทบัญญัติมาตรา 1598/36 แม้คู่กรณียังมิได้นำคำพิพากษาไปจดทะเบียนก็ตาม อย่างไรก็ตาม การไม่จดทะเบียนอาจกระทบต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริต ดังนั้นในทางปฏิบัติจึงควรดำเนินการจดทะเบียนเพื่อให้สิทธิปรากฏชัดเจนและลดข้อพิพาทในภายหลัง แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีเอง การเลิกรับบุตรบุญธรรมย่อมมีผลโดยสมบูรณ์แล้ว

2. คำถาม-เมื่อเลิกรับบุตรบุญธรรมแล้ว ยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่

   คำตอบ

   เมื่อการเลิกรับบุตรบุญธรรมมีผลโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว บุคคลนั้นย่อมสิ้นสถานะความเป็นบุตรบุญธรรมทันที และไม่อยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมลำดับที่หนึ่งตามมาตรา 1629 อีกต่อไป จึงไม่มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม อย่างไรก็ตาม หากบุคคลดังกล่าวยังมีสิทธิในฐานะผู้รับพินัยกรรม สิทธิดังกล่าวยังคงมีอยู่ เพราะเป็นสิทธิที่เกิดจากการแสดงเจตนาของผู้ตายโดยตรง และไม่ถูกตัดสิทธิโดยการเลิกสถานะบุตรบุญธรรม เว้นแต่จะมีการเพิกถอนพินัยกรรมตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้โดยชอบ

3. คำถาม-คำพิพากษาตามยอมมีผลเช่นเดียวกับคำพิพากษาทั่วไปหรือไม่

   คำตอบ

   คำพิพากษาตามยอมเป็นคำพิพากษาที่เกิดจากความตกลงของคู่ความและได้รับการรับรองโดยศาล จึงมีผลผูกพันเช่นเดียวกับคำพิพากษาที่ศาลวินิจฉัยข้อพิพาทโดยตรง กล่าวคือมีผลเด็ดขาดและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ย่อมมีผลในทางสิทธิและหน้าที่ของคู่ความทันที โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสถานะบุคคล เช่น การเลิกรับบุตรบุญธรรม ย่อมมีผลตามกฎหมายโดยไม่ต้องรอการดำเนินการอื่นเพิ่มเติมในระหว่างคู่ความ

4. คำถาม-พินัยกรรมสามารถถูกเพิกถอนโดยสัญญาประนีประนอมยอมความได้หรือไม่

   คำตอบ

   การเพิกถอนพินัยกรรมหรือข้อกำหนดในพินัยกรรมต้องกระทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ เช่น การทำพินัยกรรมฉบับใหม่หรือการแสดงเจตนาเพิกถอนอย่างชัดแจ้งตามแบบของพินัยกรรม ดังนั้น แม้จะมีสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างคู่กรณี หากมิได้ระบุชัดเจนถึงการเพิกถอนพินัยกรรมหรือมิได้กระทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด ก็ไม่อาจถือว่าพินัยกรรมถูกเพิกถอนได้ สิทธิของผู้รับพินัยกรรมจึงยังคงอยู่ตามเดิม

5. คำถาม-ศาลต้องตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมเสมอหรือไม่

   คำตอบ

   ตามมาตรา 1713 วรรคสอง บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่บทบังคับให้ศาลต้องตั้งผู้จัดการมรดกตามที่ระบุในพินัยกรรมโดยเคร่งครัด แต่เป็นเพียงแนวทางให้ศาลพิจารณา โดยศาลยังคงมีดุลพินิจในการแต่งตั้งบุคคลที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุดเพื่อประโยชน์ของกองมรดก ดังนั้น แม้พินัยกรรมจะกำหนดผู้จัดการมรดกไว้ ศาลก็สามารถตั้งบุคคลอื่นหรือหลายคนร่วมกันได้ หากเห็นว่ามีความเหมาะสมมากกว่า

6. คำถาม-ผู้รับพินัยกรรมสามารถเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่

   คำตอบ

   ผู้รับพินัยกรรมสามารถเป็นผู้จัดการมรดกได้ หากไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและมีความเหมาะสมในการบริหารจัดการกองมรดก อย่างไรก็ตาม ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม เช่น ความสุจริต ความน่าเชื่อถือ และความสัมพันธ์กับผู้ตาย หากปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวเคยมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมหรือขัดต่อความไว้วางใจของผู้ตาย ศาลอาจไม่แต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก แม้จะมีสิทธิในทรัพย์มรดกก็ตาม

7. คำถาม-ศาลพิจารณาความเหมาะสมของผู้จัดการมรดกจากอะไร

   คำตอบ

   ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของบุคคลนั้น เช่น ความสุจริต ความสามารถในการจัดการทรัพย์สิน ความสัมพันธ์กับผู้ตาย และความไว้วางใจที่ผู้ตายมีต่อบุคคลนั้น รวมถึงพฤติการณ์ในอดีตว่ามีการกระทำที่อาจกระทบต่อกองมรดกหรือไม่ หากบุคคลใดมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม แม้จะมีสิทธิในมรดก ศาลก็อาจไม่แต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกเพื่อป้องกันความเสียหายต่อกองมรดก

8. คำถาม-ผู้ที่ไม่ใช่ทายาทโดยธรรมยังมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่

   คำตอบ

   บุคคลที่ไม่ใช่ทายาทโดยธรรมอาจมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ หากเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก เช่น เป็นผู้รับพินัยกรรม หรือมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับทรัพย์มรดก อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล โดยศาลจะพิจารณาความเหมาะสมเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงสถานะทางกฎหมายเท่านั้น

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

         เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4419/2562

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า ผู้ตายและผู้คัดค้านจะไปดำเนินการจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญา หากผู้คัดค้านผิดสัญญาให้ถือเอาคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทนการแสดงเจตนา ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแล้ว แม้ผู้ตายและผู้คัดค้านยังไม่ได้นำข้อตกลงดังกล่าวไปจดทะเบียน การเลิกรับบุตรบุญธรรมระหว่างผู้ตายและผู้คัดค้านย่อมมีผลแล้วนับแต่เวลาที่คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1598/36 ผู้คัดค้านจึงไม่ได้มีฐานะเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายและไม่อยู่ในฐานะทายาทลำดับที่หนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/28, 1629 ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม

บทบัญญัติในวรรคสองของ ป.พ.พ. มาตรา 1713 เป็นบทบัญญัติที่ชี้แนวทางให้ศาลปฏิบัติในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก โดยพิจารณาตามพฤติการณ์เท่านั้น หาใช่เป็นบทบังคับให้ศาลจำต้องตั้งผู้จัดการมรดกตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมหรือห้ามตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดพินัยกรรมแต่ประการใดไม่ การที่ศาลจะตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกหรือจะตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันนั้นย่อมแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร

ฎีกาย่อ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขณะที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ต่อมาทั้งสองฝ่ายฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านเคยเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตาย แต่ภายหลังได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและมีคำพิพากษาตามยอมให้เลิกรับบุตรบุญธรรม แม้ยังมิได้จดทะเบียน การเลิกรับบุตรบุญธรรมย่อมมีผลนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุดตามมาตรา 1598/36 ทำให้ผู้คัดค้านไม่เป็นทายาทโดยธรรมและไม่มีสิทธิในกองมรดกในฐานะทายาท

อย่างไรก็ตาม พินัยกรรมที่ผู้ตายทำยกทรัพย์ให้ผู้คัดค้านมิได้ถูกเพิกถอนโดยสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงยังมีผลใช้บังคับ ผู้คัดค้านจึงยังมีสิทธิในฐานะผู้รับพินัยกรรม

ส่วนการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ศาลเห็นว่า มาตรา 1713 วรรคสอง เป็นเพียงแนวทาง มิใช่บทบังคับ ศาลสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาความเหมาะสมได้ โดยเมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่เคยกระทำการไม่เหมาะสมจนผู้ตายหมดความไว้วางใจแล้ว จึงไม่สมควรตั้งเป็นผู้จัดการมรดก

พิพากษาแก้ ให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว

ฎีกาฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งพลเอกณรงค์ศักดิ์ ผู้ร้อง และนายอานนท์ ผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของพันตรีหญิงนวลปรางค์ ผู้ตาย ให้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตรีหญิงนวลปรางค์ ผู้ตาย กับพลโทกมล มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ พลตรีหญิงอภิรัตน์ ผู้ร้อง และนายฤทธิรงค์ ผู้คัดค้านเป็นบุตรของพลตรีหญิงอภิรัตน์กับพลตรีสรภฏ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2556 ผู้ตายจดทะเบียนรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรม ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายทำพินัยกรรมยกบ้านไม้สองชั้นเลขที่ 90 หมู่ที่ 21 ให้แก่ผู้คัดค้าน และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกในทรัพย์สินอื่นของผู้ตายนอกจากที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 และเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2558 ผู้ตายทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับพลตรีหญิงอภิรัตน์ ผู้คัดค้าน พลตรีสรภฎ ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1817/2558 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีที่ผู้ตายฟ้องพลตรีหญิงอภิรัตน์ ผู้คัดค้าน พลตรีสรภฎ เรื่องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉล ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ วันที่ 29 กันยายน 2558 ผู้ตายทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้คัดค้านว่าจะไปจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมภายใน 30 วัน ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.54/2558 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นคดีที่ผู้ตายฟ้องผู้คัดค้าน เรื่องเลิกการรับบุตรบุญธรรมตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของผู้ร้องว่า การแสดงเจตนายกเลิกการรับบุตรบุญธรรมตามหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลทำให้ผู้คัดค้านไม่เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายจึงไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก และพินัยกรรมถูกยกเลิกโดยสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/36 บัญญัติว่า "การเลิกรับบุตรบุญธรรมโดยคำพิพากษาของศาล ย่อมมีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตไม่ได้ เว้นแต่ได้จดทะเบียนแล้ว" เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า ผู้ตายและผู้คัดค้านทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงกันว่า ผู้ตายและผู้คัดค้านจะไปดำเนินการจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผู้คัดค้านผิดสัญญาให้ถือเอาคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้าน และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรีมีคำพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว แม้ผู้ตายและผู้คัดค้านยังไม่ได้นำข้อตกลงดังกล่าวไปจดทะเบียน การเลิกรับบุตรบุญธรรมระหว่างผู้ตายกับผู้คัดค้านย่อมมีผลแล้วนับแต่เวลาที่คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 1598/36 ดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงไม่ได้มีฐานะเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายและไม่อยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมลำดับที่หนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/28, 1629 ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม

ส่วนปัญหาว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายในฐานะผู้รับพินัยกรรมหรือไม่ และพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่ผู้คัดค้านอ้างถูกยกเลิกโดยสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่นั้น เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2558 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1817/2558 ผู้ตาย ผู้คัดค้าน และบิดามารดาของผู้คัดค้านตกลงกันในข้อ 1 เรื่องการแบ่งทรัพย์สินคือที่ดินโฉนดเลขที่ 8645 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 9 ห้อง ที่ดินโฉนดเลขที่ 20869 และที่ดินโฉนดเลขที่ 5762 ให้แก่บุตรทั้งสามคนของผู้ตายคนละส่วนเท่า ๆ กันโดยกำหนดวิธีจัดการแบ่งไว้ ข้อ 2 เป็นการตกลงยุติการดำเนินคดีอาญาที่ผู้ตายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บิดามารดาของผู้คัดค้าน ข้อ 3 ผู้คัดค้านตกลงยินยอมไปดำเนินการจดทะเบียนยกเลิกการรับบุตรบุญธรรมระหว่างผู้ตายกับผู้คัดค้านภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล ข้อ 4 หากฝ่ายใดผิดสัญญาให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาในการตกลงยินยอมของคู่สัญญา ข้อ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนให้ตกเป็นพับ และข้อ 6 ระบุว่า ผู้ตายกับผู้คัดค้านและบิดามารดาของผู้คัดค้านตกลงกันตามข้อ 1 ถึงข้อ 5 ทุกประการ โดยผู้ตายกับผู้คัดค้านและบิดามารดาของผู้คัดค้านจะไม่นำสิทธิเรียกร้องใด ๆ ที่มีอยู่ก่อนหรือที่จะมีขึ้นภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้มาเป็นเหตุเปลี่ยนแปลงข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะมีพินัยกรรมยกให้หรือไม่ก็ตาม ส่วนพินัยกรรมนั้น ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมดังกล่าวขึ้นเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 กำหนดยกบ้านไม้สองชั้นเลขที่ 90 หมู่ที่ 2 ของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้านและตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่ทรัพย์สินที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมิได้มีการระบุถึงบ้านไม้สองชั้นเลขที่ 90 ที่ผู้ตายยกให้แก่ผู้คัดค้านตามพินัยกรรม ดังนั้นข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินตามพินัยกรรม จึงมิได้ถูกกระทบหรือถูกเพิกถอนโดยสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งการที่จะเพิกถอนพินัยกรรมหรือเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมได้จะต้องกระทำตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีการเพิกถอนพินัยกรรมหรือเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าว ดังนั้น พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง จึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ และผู้คัดค้านยังมีสิทธิได้รับมรดกบ้านไม้สองชั้นเลขที่ 90 ตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรม ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกในฐานะผู้รับพินัยกรรม มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามฎีกาของผู้ร้องว่า สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นควรพิจารณาปัญหานี้ไปพร้อมกับฎีกาของผู้คัดค้านที่ว่า การที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ตามเนื้อหา ในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ผู้คัดค้านไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคสอง กำหนดว่า การตั้งผู้จัดการมรดก ถ้ามีข้อกำหนดในพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรมเท่านั้น บทบัญญัติดังกล่าวห้ามมิให้ศาลใช้ดุลพินิจตั้งทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรมนั้น เห็นว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและคัดค้านการเป็นผู้จัดการมรดกของอีกฝ่ายหนึ่ง กรณีจึงเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาว่า บุคคลใดในระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นผู้ที่สมควรได้รับการตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก บทบัญญัติในวรรคสองของมาตรา 1713 ที่ว่า "การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม และถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร" นั้น เป็นบทบัญญัติที่ชี้แนวทางให้ศาลปฏิบัติในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก โดยให้พิจารณาตามพฤติการณ์เท่านั้น หาใช่เป็นบทบังคับให้ศาลจำต้องตั้งผู้จัดการมรดกตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมหรือห้ามตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดพินัยกรรมแต่ประการใดไม่ การที่ศาลจะตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกหรือจะตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันนั้นย่อมแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร การที่ศาลล่างทั้งสองตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายเป็นผู้จัดการมรดกจึงชอบแล้ว

ส่วนปัญหาว่าผู้คัดค้านสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่นั้น โดยปรากฏข้อเท็จจริงตามสำเนาคำฟ้อง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมว่า ผู้ตายฟ้องผู้คัดค้านต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2557 เพื่อเลิกการรับบุตรบุญธรรม เนื่องจากผู้คัดค้านหลอกลวงผู้ตายให้ลงลายมือชื่อในเอกสาร 2 ครั้ง ต่างวันเวลากัน โดยอ้างว่า เป็นการลงลายมือชื่อเพื่อตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ตาย และเพื่อแจ้งอายัดที่ดินของผู้ตาย แต่ความจริงเป็นการลงลายมือชื่อเพื่อขอออกโฉนดใบแทนทั้งที่โฉนดที่ดินมิได้สูญหาย แล้วนำโฉนดใบแทนไปโอนที่ดินของผู้ตายให้แก่มารดาผู้คัดค้าน วันที่ 29 กันยายน 2558 ผู้ตายและผู้คัดค้านทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงจะไปดำเนินการจดทะเบียนเลิกการรับบุตรบุญธรรมภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรีมีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.54/2558 ผู้คัดค้านจึงไม่อยู่ในฐานะบุตรบุญธรรมของผู้ตายดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้ว พฤติการณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้คัดค้านได้ประพฤติตนมิชอบขัดต่อความไว้วางใจของผู้ตายและเป็นเหตุให้ผู้ตายอับอายขายหน้าอย่างร้างแรง หากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตายไปเสียก่อนก็เชื่อได้ว่าผู้ตายย่อมต้องเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกเช่นเดียวกับที่เลิกการรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรม เนื่องจากการหมดศรัทธาในตัวผู้คัดค้านแล้ว แม้ผู้คัดค้านยังมีส่วนได้เสียในกองมรดก แต่ก็มีทรัพย์เพียง 1 รายการเท่านั้นที่ตกได้แก่ผู้คัดค้านตามพินัยกรรม ซึ่งไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ย่อมมีหน้าที่จัดการโอนทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านตามสิทธิที่ผู้คัดค้านพึงได้รับตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวข้างต้นและโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดกแล้ว จึงไม่เห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น ส่วนฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งพลเอกณรงค์ศักดิ์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของพันตรีหญิงนวลปรางค์ ผู้ตาย เพียงผู้เดียว โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ




ตัวบทมาตราแพ่ง

ประกันภัยรถยนต์ปฏิเสธความรับผิดได้หรือไม่เมื่อมีการลากจูงรถ ศาลวินิจฉัยอย่างไร บุคคลภายนอกเรียกร้องค่าสินไหมได้หรือไม่ตามหลักกฎหมายประกันภัย article
ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดแทนผู้รับจ้างหรือไม่ ฟ้องแย้งเกี่ยวบุคคลภายนอกพิจารณาได้เพียงใด หลักกฎหมายมาตรา 428 และข้อจำกัดฟ้องแย้งในคดีแพ่ง article
ผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกแล้วนำเงินเข้าบัญชีตนเอง เป็นยักยอกหรือไม่ และมีขอบเขตอำนาจเพียงใดในการจัดการมรดก
สิทธิจัดการศพพระภิกษุเป็นของใคร? ทายาทไม่มีสิทธิเมื่อทรัพย์ตกเป็นของวัดตามกฎหมาย
หนังสือมอบอำนาจถือเป็นพินัยกรรมได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยกรณีโอนทรัพย์มรดกและสิทธิของทายาทตามพินัยกรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย
ค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยต้องหักจากความรับผิดของผู้ก่อเหตุหรือไม่ในคดีอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย
สัญญาขายฝากที่ดินเป็นโมฆะเพราะสำคัญผิดในราคา ตามกฎหมายแพ่งมาตรา 156
บัตรเดบิตถูกลักใช้ ร้านค้าไม่ตรวจลายมือชื่อ ธนาคารรับผิด 3 ใน 4(ฎีกาที่ 4568/2566)
สิทธิของรัฐในการติดตามเงินงบประมาณคืนจากผู้รับเงินโดยผิดหลง(ฎีกา 4569/2566)
วัสดุก่อสร้างเป็นของใครเมื่อเลิกสัญญา? ผู้รับเหมาฟ้องเรียกค่าเหล็กได้ไหม ศาลวินิจฉัยสิทธิในงานก่อสร้างและทรัพย์สิน
ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างทำของได้หรือไม่ เมื่อความล่าช้าไม่ได้เกิดจากผู้รับจ้างฝ่ายเดียว และต้องคืนเงินล่วงหน้ากับหนังสือค้ำประกันอย่างไร
เรียกค่าเสียหายจากการรื้อถอนอาคารได้แค่ไหน? ค่าเช่า ค่าซ่อม คิดอย่างไรตามกฎหมายละเมิด และอะไรเรียกไม่ได้
เพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการกรณีความประมาทเท่ากัน (ฎีกา 145/2568)
ความรับผิดของผู้ครอบครองรถ (ประกัน, เมาสุรา)ค่าสินไหมทดแทน (ฎีกา 1953/2567)
ชดใช้คืนเงิน เลิกสัญญา & ห้ามกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ,กฎหมายผู้บริโภค(ฎีกา 2019/2567)
ประเด็นเรื่องการจับฉลากแบ่งมรดกโดยไม่มีทายาทครบทุกคน
คำพิพากษาศาล(ฎีกาที่ 3373/2567): *ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน บสย. และความรับผิดของลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 816
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4442/2567: สมาชิกสหกรณ์ยังมีหนี้ค้างชำระ ไม่มีสิทธิลาออกและขอถอนเงินค่าหุ้น
ปิดกั้นทางสาธารณะผิดหรือไม่? วิเคราะห์สิทธิในทรัพย์ส่วนกลางอาคารชุด vs สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และผลกฎหมายปรับเป็นพินัย
การรับช่วงสิทธิคืออะไร การรับช่วงสิทธิหมายความว่าอย่างไร
ค่าสินไหมทดแทนเพื่อที่เขาต้องขาดแรงงาน
ค่าเสียหายที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าให้ชดใช้ให้แก่กัน