
| พินัยกรรมของคนไร้ความสามารถมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ เมื่อศาลเคยมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถภายหลัง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสถานภาพทางกฎหมายของบุคคลซึ่งถูกศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ และผลของสถานภาพดังกล่าวต่อความสมบูรณ์ของพินัยกรรมที่จัดทำขึ้นในระหว่างเวลาที่คำสั่งศาลยังมีผลใช้บังคับ โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า แม้ในระหว่างที่มีการอุทธรณ์และฎีกาคำสั่งเกี่ยวกับสถานะบุคคล ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งใหม่ให้บุคคลดังกล่าวเป็นเพียงคนเสมือนไร้ความสามารถและแต่งตั้งผู้พิทักษ์แล้ว จะถือว่าสถานะความเป็นคนไร้ความสามารถสิ้นสุดลงหรือหยุดชั่วคราวหรือไม่ และบุคคลดังกล่าวสามารถทำพินัยกรรมได้หรือไม่ คดีนี้ยังเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องของผู้อนุบาล การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตลอดจนผลผูกพันของคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเกี่ยวกับสถานภาพบุคคล โดยศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า คำสั่งให้บุคคลเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถไม่อาจลบล้างหรือทำให้คำสั่งเดิมที่ให้เป็นคนไร้ความสามารถขาดช่วงหรือสะดุดหยุดลงได้ เมื่อบุคคลนั้นทำพินัยกรรมในระหว่างเวลาที่ยังมีสถานะเป็นคนไร้ความสามารถ พินัยกรรมดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะโดยเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704 แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก็ตาม สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงผู้เดียวของพันโทพระเหี้ยมใจหาญและนางเจียร ยศธร ซึ่งต่อมาถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อประมาณปี 2532 นางเจียรมีอายุประมาณ 90 ปี ป่วยเป็นอัมพาต มีอาการสมองเสื่อม ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการดำรงชีวิตได้ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลขอให้นางเจียรเป็นคนไร้ความสามารถและแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้อนุบาล ซึ่งศาลมีคำสั่งตามคำขอ หลังจากนั้นจำเลยและบิดาของจำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์รับนางเจียรไปดูแล โดยอ้างว่าจะเป็นผู้ดูแลเอง ต่อมาจำเลยกับพวกร่วมกันจัดทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 โดยโจทก์อ้างว่าเป็นพินัยกรรมปลอม และบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบดีอยู่แล้วว่านางเจียรถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ไม่สามารถทำนิติกรรมได้ พินัยกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ฝ่ายจำเลยให้การโต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก จึงไม่มีสิทธิฟ้อง อีกทั้งนางเจียรได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งที่ให้เป็นคนไร้ความสามารถ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นางเจียรเป็นเพียงคนเสมือนไร้ความสามารถ พร้อมแต่งตั้งบิดาของจำเลยเป็นผู้พิทักษ์ คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมานางเจียรจึงทำพินัยกรรมโดยมีผู้พิทักษ์ให้ความยินยอม พินัยกรรมจึงชอบด้วยกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้สืบสันดานของเจ้ามรดก จึงไม่มีส่วนได้เสียและไม่มีอำนาจฟ้อง ขอเพิกถอนพินัยกรรม จึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่วินิจฉัยประเด็นอื่น ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ โดยเห็นว่าพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของเจ้ามรดกเป็นโมฆะ และให้จำเลยรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยฎีกา โดยโต้แย้งทั้งเรื่องอำนาจฟ้องและความสมบูรณ์ของพินัยกรรม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นไว้เฉพาะเรื่องโจทก์เป็นบุตรของเจ้ามรดกหรือไม่ แต่จากคำฟ้องปรากฏชัดว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องทั้งในฐานะทายาทโดยธรรมและในฐานะผู้อนุบาลของคนไร้ความสามารถ อีกทั้งจำเลยมิได้ให้การโต้แย้งเรื่องอำนาจฟ้องในฐานะผู้อนุบาล จึงถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ในประเด็นเรื่องพินัยกรรม ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ระหว่างที่คดีเกี่ยวกับสถานะคนไร้ความสามารถยังไม่ถึงที่สุด ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้นางเจียรเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ตาม แต่คำสั่งดังกล่าวไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนผลของคำสั่งเดิมที่ให้นางเจียรเป็นคนไร้ความสามารถได้ และไม่ทำให้สถานภาพการเป็นคนไร้ความสามารถขาดช่วงหรือสะดุดหยุดลง เมื่อศาลฎีกาในคดีเดิมพิพากษากลับให้ยกคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งที่ให้นางเจียรเป็นคนไร้ความสามารถ จึงมีผลว่านางเจียรยังคงเป็นคนไร้ความสามารถตลอดมา ดังนั้น การที่นางเจียรทำพินัยกรรมเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2535 ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ยังเป็นคนไร้ความสามารถ พินัยกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704 ไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับคนไร้ความสามารถและพินัยกรรม หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความสถานภาพของบุคคลตามคำสั่งศาล และผลของสถานภาพดังกล่าวต่อความสามารถในการทำนิติกรรม โดยเฉพาะการทำพินัยกรรมซึ่งเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขเรื่องความสามารถไว้โดยเคร่งครัด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704 บัญญัติว่า บุคคลใดทำพินัยกรรมในขณะที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ พินัยกรรมย่อมเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด หลักดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองบุคคลที่ไม่สามารถใช้ดุลพินิจหรือแสดงเจตนาได้อย่างสมบูรณ์ และเพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลที่อ่อนแอหรือไม่สามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้ คดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ “สถานภาพทางกฎหมาย” มากกว่าสภาพข้อเท็จจริงชั่วคราว กล่าวคือ แม้จะมีคำสั่งใหม่ให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่เมื่อคำสั่งเดิมที่ให้เป็นคนไร้ความสามารถยังไม่ถูกเพิกถอนโดยเด็ดขาด สถานภาพดังกล่าวย่อมยังคงมีผลอยู่ตลอดเวลา แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า คำสั่งศาลเกี่ยวกับสถานภาพบุคคลมีผลต่อเนื่องจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดเปลี่ยนแปลง มิใช่ว่าจะหยุดผลชั่วคราวเพียงเพราะมีการอุทธรณ์หรือมีคำสั่งอื่นซ้อนขึ้นมาในระหว่างคดี อีกประการหนึ่ง ศาลฎีกายังวินิจฉัยแยกชัดเจนระหว่าง “คนไร้ความสามารถ” กับ “คนเสมือนไร้ความสามารถ” โดยคนเสมือนไร้ความสามารถยังสามารถทำนิติกรรมบางประเภทได้เมื่อได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ แต่คนไร้ความสามารถไม่มีอำนาจทำนิติกรรมด้วยตนเองเลย ดังนั้น แม้นางเจียรจะได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ ก็ไม่ทำให้พินัยกรรมสมบูรณ์ได้ เพราะสถานะที่แท้จริงยังคงเป็นคนไร้ความสามารถ วิเคราะห์เรื่องอำนาจฟ้องและปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาวางหลักสำคัญอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องในสองฐานะพร้อมกัน คือ ในฐานะผู้อนุบาลของคนไร้ความสามารถ และในฐานะทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก แม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยเฉพาะเรื่องสถานะบุตร แต่เมื่อคำฟ้องบรรยายชัดถึงฐานะผู้อนุบาล และจำเลยมิได้ให้การโต้แย้ง ย่อมถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ศาลอุทธรณ์จึงสามารถวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องในฐานะผู้อนุบาลได้ ศาลฎีกายังยืนยันหลักว่าปัญหาอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอ้างอย่างชัดแจ้งก็ตาม หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีมรดกและคดีสถานภาพบุคคล เพราะเกี่ยวข้องกับความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณาและสิทธิในการดำเนินคดี วิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับคนไร้ความสามารถและพินัยกรรม เจตนารมณ์สำคัญของกฎหมายเรื่องคนไร้ความสามารถ คือ การคุ้มครองบุคคลที่ไม่อาจใช้สติปัญญาและดุลพินิจได้ตามปกติไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือทำนิติกรรมที่ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ตนเองและทรัพย์สินของตน โดยเฉพาะในกรณีของผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมหรือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเจ้ามรดกมีอายุถึง 90 ปี ป่วยเป็นโรคเส้นโลหิตในสมองอุดตันและไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงถูกศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตั้งแต่ปี 2532 การที่กฎหมายกำหนดให้บุคคลลักษณะนี้ต้องอยู่ภายใต้ความอนุบาล ย่อมสะท้อนว่ากฎหมายถือว่าบุคคลดังกล่าวไม่อาจใช้เจตนาได้อย่างสมบูรณ์ สำหรับพินัยกรรม กฎหมายยิ่งให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นนิติกรรมที่เจ้ามรดกทำไว้เพื่อกำหนดการตกทอดทรัพย์สินภายหลังถึงแก่ความตาย เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิตแล้ว ย่อมไม่สามารถอธิบายหรือยืนยันเจตนาของตนเองได้อีก กฎหมายจึงต้องกำหนดมาตรการคุ้มครองอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการปลอมแปลงหรือการใช้อิทธิพลครอบงำบุคคลที่อ่อนแอ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704 จึงบัญญัติให้พินัยกรรมของคนไร้ความสามารถเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด ไม่ใช่เพียงโมฆียะที่อาจให้สัตยาบันภายหลังได้ หลักดังกล่าวเป็นการคุ้มครองทั้งตัวผู้ทำพินัยกรรมและทายาทโดยธรรม ตลอดจนรักษาความมั่นคงแน่นอนของระบบมรดก คดีนี้ศาลฎีกายังแสดงให้เห็นว่า การตีความสถานภาพบุคคลต้องคำนึงถึงผลทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง หากเปิดโอกาสให้คำสั่งใหม่ในระหว่างคดีมาทำให้สถานะคนไร้ความสามารถสะดุดหยุดลงชั่วคราว จะก่อให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างร้ายแรงต่อธุรกรรมและสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาในคดีนี้สอดคล้องกับหลักกฎหมายไทยที่ถือว่าคำสั่งศาลเกี่ยวกับสถานภาพบุคคลมีผลผูกพันและมีความต่อเนื่องจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดเปลี่ยนแปลงสถานะนั้นโดยชัดแจ้ง ศาลฎีกาได้อ้างถึงผลของคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมที่พิพากษากลับให้ยกคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ และให้ยกฟ้องคดีขอเพิกถอนผู้อนุบาล ซึ่งส่งผลให้เจ้ามรดกยังคงเป็นคนไร้ความสามารถและโจทก์ยังคงเป็นผู้อนุบาลตลอดมา แนวคิดสำคัญในคดีนี้ คือ หลักเรื่องผลย้อนหลังของคำพิพากษาในคดีสถานภาพบุคคล กล่าวคือ เมื่อศาลฎีกาพิพากษาว่าการเพิกถอนคำสั่งเดิมไม่ชอบ ย่อมมีผลเสมือนว่าคำสั่งเดิมยังคงมีผลต่อเนื่องมาตลอด ไม่เกิดช่วงว่างของสถานภาพบุคคล อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ การแยกความแตกต่างระหว่างคนไร้ความสามารถกับคนเสมือนไร้ความสามารถอย่างชัดเจน โดยศาลฎีกาเห็นว่าคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถไม่อาจลบล้างคำสั่งเดิมที่ให้เป็นคนไร้ความสามารถได้ เพราะทั้งสองสถานะมีผลทางกฎหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง คนไร้ความสามารถไม่มีอำนาจทำนิติกรรมด้วยตนเองเลย ขณะที่คนเสมือนไร้ความสามารถยังมีความสามารถบางส่วน เพียงแต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ในบางกรณี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้ามรดกเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถในระหว่างคดี จึงไม่ทำให้สถานะเดิมสิ้นสุดลง แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญต่อการตีความกฎหมายมรดกและกฎหมายสถานภาพบุคคลอย่างมาก เพราะหากยอมรับว่าคำสั่งใหม่สามารถทำให้สถานะเดิมหยุดลงชั่วคราวได้ จะเปิดช่องให้เกิดการทำนิติกรรมจำนวนมากในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่นและก่อให้เกิดข้อพิพาทตามมาอย่างกว้างขวาง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้สืบสันดานของนางเจียรเจ้ามรดก จึงไม่มีส่วนได้เสียและไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนพินัยกรรม ทั้งให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย พร้อมกำหนดค่าทนายความจำนวน 15,000 บาท โดยศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของพินัยกรรม 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับว่า พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนางเจียร ยศธร ลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 เป็นโมฆะ เนื่องจากเจ้ามรดกยังอยู่ในสถานะคนไร้ความสามารถตามกฎหมาย จึงไม่อาจทำพินัยกรรมได้ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนโจทก์ พร้อมกำหนดค่าทนายความจำนวน 25,000 บาท 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าแม้ระหว่างคดีจะมีคำสั่งให้นางเจียรเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่คำสั่งดังกล่าวไม่อาจลบล้างคำสั่งเดิมที่ให้เป็นคนไร้ความสามารถได้ เมื่อศาลฎีกาในคดีเดิมพิพากษาให้ยกคำร้องขอเพิกถอนสถานะคนไร้ความสามารถ ย่อมมีผลให้นางเจียรยังคงเป็นคนไร้ความสามารถตลอดมา ดังนั้น พินัยกรรมที่ทำขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704 และไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับสถานภาพบุคคลว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ความสามารถแล้ว สถานภาพดังกล่าวย่อมมีผลต่อเนื่องจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนโดยชัดแจ้ง การมีคำสั่งอื่นในระหว่างคดีไม่อาจทำให้ผลของคำสั่งเดิมสะดุดหยุดลงหรือขาดช่วงได้ หลักกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงแน่นอนของนิติสัมพันธ์ เพราะหากยอมให้สถานะบุคคลเปลี่ยนแปลงชั่วคราวระหว่างกระบวนพิจารณา ย่อมทำให้เกิดความไม่แน่นอนต่อสิทธิ หน้าที่ และความสมบูรณ์ของนิติกรรมที่กระทำในช่วงเวลาดังกล่าว อีกทั้งคดีนี้ยังตอกย้ำหลักว่าพินัยกรรมเป็นนิติกรรมที่กฎหมายควบคุมอย่างเคร่งครัด ผู้ทำพินัยกรรมต้องมีความสามารถตามกฎหมายโดยสมบูรณ์ในขณะทำพินัยกรรม หากอยู่ในสถานะคนไร้ความสามารถ พินัยกรรมย่อมตกเป็นโมฆะทันทีโดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ทำพินัยกรรมจะมีสติสัมปชัญญะในทางข้อเท็จจริงหรือไม่ นอกจากนี้ คดียังสะท้อนบทบาทของผู้อนุบาลในการคุ้มครองสิทธิของคนไร้ความสามารถ และยืนยันว่าปัญหาอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้โต้แย้งโดยตรงก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของสถานภาพ “คนไร้ความสามารถ” และความสมบูรณ์ของพินัยกรรมที่ทำขึ้นในระหว่างเวลาที่คำสั่งศาลยังมีผลใช้บังคับ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้เจ้ามรดกเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่คำสั่งดังกล่าวไม่อาจลบล้างหรือทำให้สถานภาพการเป็นคนไร้ความสามารถขาดช่วงได้ เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมในช่วงเวลาที่ยังมีสถานะเป็นคนไร้ความสามารถ พินัยกรรมจึงตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. คนไร้ความสามารถตาม ป.พ.พ. มาตรา 1704 ศาลฎีกาวางหลักว่า บุคคลซึ่งถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถย่อมไม่มีความสามารถในการทำพินัยกรรม แม้จะมีผู้พิทักษ์ให้ความยินยอมหรือมีคำสั่งอื่นในระหว่างคดีก็ตาม หากคำสั่งเดิมยังไม่ถูกเพิกถอนโดยเด็ดขาด พินัยกรรมย่อมตกเป็นโมฆะทันที 2. สถานภาพบุคคลไม่ขาดช่วงระหว่างคดี ศาลฎีกาอธิบายว่า คำสั่งที่ให้บุคคลเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถไม่อาจลบล้างคำสั่งเดิมที่ให้เป็นคนไร้ความสามารถได้ และไม่ทำให้สถานภาพดังกล่าวสะดุดหยุดลงชั่วคราว หลักนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงแน่นอนของสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมาย อธิบายหลักกฎหมายแยกตามมาตรา ข้อ 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักสำคัญเกี่ยวกับความสามารถของผู้ทำพินัยกรรม โดยบัญญัติว่า บุคคลใดทำพินัยกรรมในขณะที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ พินัยกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ หลักกฎหมายดังกล่าวมีลักษณะเป็นบทคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของประชาชนและความมั่นคงของระบบมรดก เพราะพินัยกรรมเป็นนิติกรรมที่มีผลกำหนดการตกทอดทรัพย์สินหลังความตายของผู้ทำพินัยกรรม หากเปิดโอกาสให้บุคคลที่ไม่มีความสามารถตามกฎหมายทำพินัยกรรมได้ ย่อมเสี่ยงต่อการถูกครอบงำ หลอกลวง หรือปลอมแปลงเจตนาได้โดยง่าย สาระสำคัญของมาตรานี้อยู่ที่ “สถานภาพตามกฎหมาย” ไม่ใช่เพียงสภาพข้อเท็จจริงในขณะนั้น กล่าวคือ หากศาลมีคำสั่งให้บุคคลเป็นคนไร้ความสามารถแล้ว บุคคลดังกล่าวย่อมถูกจำกัดความสามารถทางกฎหมายทันที แม้ในทางข้อเท็จจริงจะยังสามารถพูดคุยหรือแสดงออกบางประการได้ ก็ไม่ทำให้กลับมามีอำนาจทำพินัยกรรมได้ เว้นแต่จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดเพิกถอนสถานภาพดังกล่าวเสียก่อน คดีนี้ศาลฎีกาได้นำมาตรา 1704 มาใช้วินิจฉัยโดยถือว่า แม้ในระหว่างคดีจะมีคำสั่งให้เจ้ามรดกเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่เมื่อคำสั่งเดิมที่ให้เป็นคนไร้ความสามารถยังไม่ถูกเพิกถอนโดยเด็ดขาด สถานภาพคนไร้ความสามารถย่อมยังคงมีผลต่อเนื่องอยู่ พินัยกรรมที่ทำขึ้นในช่วงเวลานั้นจึงตกเป็นโมฆะทันที หลักดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับความแน่นอนของสถานภาพบุคคลและความมั่นคงของนิติกรรมเกี่ยวกับมรดกอย่างเคร่งครัด ข้อ 2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับอำนาจของศาลในการวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งแม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างโดยตรง ศาลก็สามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและเกิดความยุติธรรม ในคดีนี้ จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่อาจวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในฐานะผู้อนุบาลได้ เพราะไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้โดยตรงในชั้นพิจารณา อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นเรื่องว่าโจทก์เป็นบุตรของเจ้ามรดกหรือไม่ แต่สาระสำคัญของคดีเกี่ยวข้องกับอำนาจฟ้องของโจทก์โดยตรง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ หลักสำคัญของมาตรา 145 อยู่ที่การป้องกันมิให้กระบวนพิจารณาคดีถูกจำกัดด้วยเทคนิคทางวิธีพิจารณาจนละเลยความถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะในกรณีที่ข้อกฎหมายดังกล่าวมีผลกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินคดี เช่น เรื่องอำนาจฟ้อง อำนาจศาล สถานะบุคคล หรือความสมบูรณ์ของนิติกรรม หากศาลไม่สามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ อาจทำให้มีคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเกิดขึ้นได้ ศาลฎีกาในคดีนี้ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้จำเลยจะมิได้โต้แย้งเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในฐานะผู้อนุบาลโดยตรง แต่เมื่อคำฟ้องและพยานหลักฐานแสดงชัดว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องในฐานะดังกล่าว และจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธ ย่อมถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และไม่ขัดต่อหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะถ้อยคำที่คู่ความกำหนดไว้เท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงสาระสำคัญแห่งข้อพิพาทและความถูกต้องตามกฎหมายโดยรวม เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปอย่างแท้จริง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม พินัยกรรมที่ทำโดยบุคคลซึ่งถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถจะมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ คำตอบ พินัยกรรมที่ทำโดยบุคคลซึ่งถูกศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704 โดยกฎหมายถือว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีความสามารถในการแสดงเจตนาทางนิติกรรมได้อย่างสมบูรณ์ แม้ในทางข้อเท็จจริงบุคคลนั้นอาจยังสามารถพูดคุย สื่อสาร หรือจดจำเรื่องราวบางอย่างได้ก็ตาม แต่เมื่อมีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถแล้ว ผลของคำสั่งดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันทางกฎหมายทันที การทำพินัยกรรมจึงเป็นการกระทำที่กฎหมายห้ามโดยเด็ดขาด อีกทั้งพินัยกรรมเป็นนิติกรรมที่มีผลหลังผู้ทำถึงแก่ความตาย กฎหมายจึงต้องกำหนดมาตรการคุ้มครองอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้ ดังนั้น แม้จะมีพยานยืนยันว่าผู้ทำพินัยกรรมยังมีสติสัมปชัญญะในบางช่วงเวลา หรือมีบุคคลใกล้ชิดรับรองเจตนา ก็ไม่อาจทำให้พินัยกรรมกลับมาสมบูรณ์ได้ เพราะกฎหมายพิจารณาจากสถานภาพทางกฎหมายเป็นสำคัญ 2 คำถาม คนเสมือนไร้ความสามารถสามารถทำพินัยกรรมได้หรือไม่ คำตอบ คนเสมือนไร้ความสามารถมีสถานะทางกฎหมายแตกต่างจากคนไร้ความสามารถ โดยกฎหมายถือว่าบุคคลดังกล่าวยังมีความสามารถในการทำนิติกรรมบางประเภทได้ เพียงแต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ในกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการทำพินัยกรรม ศาลจะพิจารณาจากสถานภาพทางกฎหมายที่แท้จริงของบุคคลในขณะทำพินัยกรรม หากยังมีคำสั่งเดิมให้เป็นคนไร้ความสามารถอยู่ แม้ต่อมาจะมีคำสั่งใหม่ให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ก็ไม่ได้หมายความว่าสถานะเดิมสิ้นสุดลงทันที คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถไม่อาจลบล้างหรือทำให้ผลของคำสั่งเดิมที่ให้เป็นคนไร้ความสามารถขาดช่วงได้ ดังนั้น แม้ผู้พิทักษ์จะให้ความยินยอมในการทำพินัยกรรม ก็ไม่ทำให้พินัยกรรมสมบูรณ์ หากในทางกฎหมายบุคคลนั้นยังคงมีสถานะเป็นคนไร้ความสามารถอยู่ หลักนี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับความแน่นอนของสถานภาพบุคคลและความมั่นคงของระบบมรดกอย่างเคร่งครัด 3 คำถาม ผู้อนุบาลมีอำนาจฟ้องคดีแทนคนไร้ความสามารถได้เพียงใด คำตอบ ผู้อนุบาลเป็นบุคคลที่ศาลแต่งตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ดูแลและคุ้มครองสิทธิของคนไร้ความสามารถ ทั้งในด้านทรัพย์สินและการดำเนินคดีทางกฎหมาย เนื่องจากคนไร้ความสามารถไม่สามารถใช้สิทธิหรือจัดการกิจการของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ กฎหมายจึงให้อำนาจผู้อนุบาลดำเนินการแทนในเรื่องที่จำเป็นต่อการคุ้มครองประโยชน์ของบุคคลดังกล่าว ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องทั้งในฐานะทายาทโดยธรรมและในฐานะผู้อนุบาลของเจ้ามรดก แม้ศาลชั้นต้นจะมุ่งวินิจฉัยเฉพาะสถานะการเป็นบุตร แต่เมื่อคำฟ้องระบุชัดว่าโจทก์เป็นผู้อนุบาล และจำเลยมิได้ให้การโต้แย้ง ศาลอุทธรณ์ย่อมหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ หลักนี้แสดงให้เห็นว่าผู้อนุบาลมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสิทธิของคนไร้ความสามารถ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการทำนิติกรรมหรือการจัดการทรัพย์สินที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ไร้ความสามารถ 4 คำถาม เหตุใดศาลจึงถือว่าปัญหาอำนาจฟ้องเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน คำตอบ ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นเรื่องสำคัญในกระบวนพิจารณาคดี เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิในการนำคดีขึ้นสู่ศาล หากบุคคลที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายเป็นผู้ฟ้องคดี ย่อมทำให้กระบวนพิจารณาและคำพิพากษาอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงถือว่าเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความจะมิได้โต้แย้งโดยตรง ในคดีนี้จำเลยอ้างว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องเกินประเด็น แต่ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงในคำฟ้องและพยานหลักฐานปรากฏชัดว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องในฐานะผู้อนุบาล และจำเลยมิได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจวินิจฉัยได้ หลักนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความถูกต้องของกระบวนพิจารณา และป้องกันไม่ให้มีการดำเนินคดีโดยบุคคลที่ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งอาจกระทบต่อความยุติธรรมโดยรวมของสังคม 5 คำถาม คำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถมีผลต่อเนื่องอย่างไรในทางกฎหมาย คำตอบ เมื่อศาลมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ความสามารถแล้ว สถานภาพดังกล่าวย่อมมีผลต่อเนื่องทันทีและมีผลผูกพันต่อบุคคลทั่วไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงสถานภาพนั้น คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า แม้ระหว่างที่คดีเกี่ยวกับสถานภาพบุคคลยังไม่ถึงที่สุด ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งใหม่ให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ก็ไม่ได้ทำให้สถานภาพเดิมที่เป็นคนไร้ความสามารถขาดช่วงหรือสะดุดหยุดลง หลักดังกล่าวมีความสำคัญต่อความมั่นคงแน่นอนของนิติสัมพันธ์ เพราะหากเปิดโอกาสให้สถานภาพบุคคลเปลี่ยนแปลงชั่วคราวในระหว่างคดี ย่อมส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของนิติกรรมและสิทธิของบุคคลภายนอกจำนวนมาก กฎหมายจึงต้องการให้สถานะทางกฎหมายมีความชัดเจนแน่นอนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด การวินิจฉัยเช่นนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้มีการอาศัยช่องว่างระหว่างคดีไปจัดการทรัพย์สินหรือทำนิติกรรมที่อาจสร้างความเสียหายแก่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอื่น 6 คำถาม หากผู้พิทักษ์ให้ความยินยอมในการทำพินัยกรรม พินัยกรรมจะสมบูรณ์หรือไม่ คำตอบ การที่ผู้พิทักษ์ให้ความยินยอมในการทำพินัยกรรมจะมีผลหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาก่อนว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสถานะเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถหรือคนไร้ความสามารถ หากเป็นเพียงคนเสมือนไร้ความสามารถ การได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์อาจมีผลทำให้นิติกรรมบางประเภทสมบูรณ์ได้ แต่หากบุคคลดังกล่าวยังมีสถานะเป็นคนไร้ความสามารถอยู่ การให้ความยินยอมของผู้พิทักษ์ไม่อาจทำให้พินัยกรรมสมบูรณ์ได้ เพราะกฎหมายถือว่าคนไร้ความสามารถไม่มีอำนาจทำนิติกรรมด้วยตนเองโดยเด็ดขาด คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้บิดาของจำเลยซึ่งเป็นผู้พิทักษ์จะให้ความยินยอมในการทำพินัยกรรม แต่เมื่อเจ้ามรดกยังมีสถานะเป็นคนไร้ความสามารถ พินัยกรรมย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1704 หลักดังกล่าวสะท้อนว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับสถานภาพบุคคลมากกว่าความสมัครใจหรือการยินยอมของบุคคลอื่น เพื่อคุ้มครองบุคคลที่ไม่สามารถใช้เจตนาได้อย่างแท้จริง 7 คำถาม ทายาทโดยธรรมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมได้ในกรณีใด คำตอบ ทายาทโดยธรรมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมได้เมื่อพินัยกรรมนั้นกระทบต่อสิทธิในการรับมรดกของตน และมีเหตุที่ทำให้พินัยกรรมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เช่น การปลอมแปลง การถูกข่มขู่ หลอกลวง หรือกรณีที่ผู้ทำพินัยกรรมไม่มีความสามารถตามกฎหมาย คดีนี้โจทก์อ้างว่าพินัยกรรมถูกจัดทำขึ้นในขณะที่เจ้ามรดกเป็นคนไร้ความสามารถ จึงเป็นโมฆะและทำให้โจทก์เสียสิทธิในการรับมรดก ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ยังไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นทายาทโดยธรรมจริงหรือไม่ แต่โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้อนุบาลอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม หลักกฎหมายทั่วไปยอมรับว่าทายาทผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงสามารถใช้สิทธิฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิในทรัพย์มรดกของตนได้ หากปล่อยให้พินัยกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมีผลใช้บังคับ ย่อมกระทบต่อความเป็นธรรมในการตกทอดทรัพย์สินของเจ้ามรดกและสิทธิของทายาทตามกฎหมาย 8 คำถาม เหตุใดศาลจึงถือว่าพินัยกรรมในคดีนี้เป็นโมฆะโดยเด็ดขาด คำตอบ ศาลฎีกาถือว่าพินัยกรรมในคดีนี้เป็นโมฆะโดยเด็ดขาด เพราะในขณะที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2535 เจ้ามรดกยังมีสถานะเป็นคนไร้ความสามารถตามคำสั่งศาลเดิม ซึ่งยังไม่ถูกเพิกถอนโดยคำพิพากษาถึงที่สุด แม้ระหว่างนั้นจะมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและมีผู้พิทักษ์ให้ความยินยอม แต่ศาลเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่อาจลบล้างผลของคำสั่งเดิมได้ ดังนั้น สถานภาพคนไร้ความสามารถจึงยังคงมีผลต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา เมื่อกฎหมายมาตรา 1704 บัญญัติชัดว่าพินัยกรรมของคนไร้ความสามารถเป็นโมฆะ พินัยกรรมฉบับพิพาทจึงไม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่ต้น และทรัพย์มรดกทั้งหมดต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้เจตนาได้อย่างสมบูรณ์ และช่วยป้องกันข้อพิพาทเกี่ยวกับการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลที่อยู่ในภาวะอ่อนแอทางกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3552/2550 จ. เจ้ามรดกถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2532 ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งให้เจ้ามรดกเป็นคนไร้ความสามารถแต่ศาลฎีกาพิพากษากลับเป็นให้ยกคำร้อง ซึ่งเป็นผลให้ จ. ยังคงเป็นคนไร้ความสามารถอยู่ตามเดิม แม้ในระหว่างที่คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ จ. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ คำสั่งที่ให้ จ. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถดังกล่าวก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงยกเลิก เพิกถอนหรือลบล้างคำสั่งศาลชั้นต้นศาลเดียวกันที่ได้สั่งให้ จ. เป็นคนไร้ความสามารถมาก่อน ทั้งไม่มีผลทำให้สถานภาพการเป็นคนไร้ความสามารถตามคำสั่งศาลต้องขาดช่วงไปหรือสะดุดหยุดชั่วคราวในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด การที่ จ. โดยความยินยอมของผู้พิทักษ์ได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2535 ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ จ. ตกเป็นคนไร้ความสามารถพินัยกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงผู้เดียวของพันโทพระเหี้ยมใจหาญ (นายเหม ยศธร) กับนางเจียร ยศธร ขณะที่โจทก์ฟ้องคดี บิดาและมารดาของโจทก์ถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อประมาณปี 2532 มารดาของโจทก์ซึ่งมีอายุ 90 ปี ป่วยเป็นอัมพาต สมองเสื่อม ตอบคำถามโดยไม่คิดว่าผิดหรือถูก ตามองเห็นเพียงร้อยละ 60 ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการดำรงชีพได้ โจทก์จึงได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งว่า มารดาของโจทก์เป็นคนไร้ความสามารถและให้ตั้งโจทก์เป็นผู้อนุบาล ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่โจทก์ร้องขอ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวแล้ว โจทก์ขอรับเอามารดาโจทก์ไปดูแลตามหน้าที่ แต่จำเลยและบิดาของจำเลยไม่ยอมให้โจทก์รับเอามารดาของโจทก์ไปอุปการะเลี้ยงดูโดยอ้างว่าจะเป็นผู้ดูแลเอง ทั้งนี้จำเลยและบิดาของจำเลยหวังจะได้ทรัพย์สินจากมารดาของโจทก์ ต่อมาจำเลยกับบิดาของจำเลยร่วมกับบุคคลอื่นและเจ้าหน้าที่ปกครองประจำเขตภาษีเจริญทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของมารดาโจทก์ ฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 โดยทำปลอมขึ้นทั้งฉบับ ซึ่งจำเลยกับบุคคลดังกล่าวทราบอยู่แล้วว่ามารดาของโจทก์เป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆ ได้ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถรับมรดกของมรดาโจทก์ได้ ขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองดังกล่าวเป็นโมฆะ จำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพันโทพระเหี้ยมใจหาญ กับนางเจียร ยศธร เนื่องจากพันโทพระเหี้ยมใจหาญเป็นหมันไม่สามารถมีบุตรได้ พันโทพระเหี้ยมใจหาญกับนางเจียรจึงรับพันตำรวจโทศุภศักดิ์ ยศธร บิดาของจำเลย และนางตระการเฉลิมชัย เป็นบุตรบุญธรรม โจทก์ไม่ใช่ทายาทของนางเจียรจึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมของนางเจียร จำเลยและบิดาของจำเลยเลี้ยงดูอยู่ร่วมบ้านกับนางเจียรตลอดมา จนกระทั่งนางเจียรถึงแก่ความตาย นางเจียรเคยป่วยเนื่องจากเส้นโลหิตในสมองตีบร่างกายซีกขวาเป็นอัมพาต จำเลยพาไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลจนกระทั่งมีอาการดีขึ้นพอที่จะช่วยเหลือตนเองได้บ้าง แต่โจทก์แอบไปยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งว่านางเจียรเป็นคนไร้ความสามารถโดยขอให้แต่งตั้งโจทก์เป็นผู้อนุบาล ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ เมื่อนางเจียรทราบว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตนเป็นคนไร้ความสามารถได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านางเจียรเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้เพิกถอนคำสั่งที่ว่านางเจียรเป็นคนไร้ความสามารถ ซึ่งบิดาของจำเลยได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งให้นางเจียรเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและขอให้ตั้งบิดาของจำเลยเป็นผู้พิทักษ์ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่านางเจียรเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและตั้งบิดาของจำเลยเป็นผู้พิทักษ์ และคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมานางเจียรได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามฟ้องขึ้นในขณะที่นางเจียรมีสติสัมปชัญญะดี และบิดาของจำเลยในฐานะเป็นผู้พิทักษ์ก็ได้ให้ความยินยอมแล้ว พินัยกรรมดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้สืบสันดานของนางเจียรเจ้ามรดก ไม่มีส่วนได้เสียในคดี ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้เพิกถอนพินัยกรรมของนางเจียร คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่น พิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนางเจียร ยศธร ฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 เป็นโมฆะ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2532 ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้นางเจียร ยศธร เจ้ามรดก ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 90 ปี เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีดังกล่าว เนื่องจากได้ความว่านางเจียรป่วยเป็นโรคเส้นโลหิตในสมองอุดตันประกอบกับความชราทำให้นางเจียรไม่สามารถช่วยตนเองได้ต้องอยู่ในความดูแลของผู้อื่นตลอดเวลาตามคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 4004/2532 ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2533 พันตำรวจโทศุภศักดิ์ ยศธร บิดาของจำเลยซึ่งอ้างว่าเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้ามรดกได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนโจทก์จากการเป็นผู้อนุบาลของเจ้ามรดกและตั้งพันตำรวจโทศุภศักดิ์เป็นผู้อนุบาลแทน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2533 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เพิกถอนโจทก์จากการเป็นผู้อนุบาลของเจ้ามรดกและตั้งพันตำรวจโทศุภศักดิ์เป็นผู้อนุบาลแทนเนื่องจากเห็นว่าเจ้ามรดกยังเป็นคนไร้ความสามารถ โจทก์ฎีกาซึ่งต่อมาศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องของพันตำรวจโทศุภศักดิ์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2535 แต่ในขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นางเจียรเจ้ามรดกได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2533 ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งให้นางเจียรเป็นคนไร้ความสามารถ โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2534 ให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งให้เจ้ามรดกเป็นคนไร้ความสามารถ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่ขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์และคดีที่พันตำรวจโทศุภศักดิ์ฟ้องขอให้เพิกถอนโจทก์จากการเป็นผู้อนุบาลของเจ้ามรดกอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พันตำรวจโทศุภศักดิ์ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2534 ขอให้สั่งให้เจ้ามรดกเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ครั้นวันที่ 3 กันยายน 2534 ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้นางเจียรเจ้ามรดกเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของพันตำรวจโทศุภศักดิ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2534 นางเจียรเจ้ามรดกโดยความยินยอมของพันตำรวจโทศภุศักดิ์ผู้พิทักษ์ตามสำเนาหนังสือให้ความยินยอมเอกสารหมาย ล.13 ได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองฉบับที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเป็นโมฆะในคดีนี้ตามสำเนาพินัยกรรมท้ายคำฟ้องซึ่งตรงกับสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.12 แต่ครั้นวันที่ 23 พฤศจิกายน 2534 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่พันตำรวจโทศุภศักดิ์เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยเรื่องขอให้เพิกถอนโจทก์ในคดีนี้จากการเป็นผู้อนุบาลของนางเจียรเจ้ามรดก โดยศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้เพิกถอนโจทก์ในคดีนี้จากการเป็นผู้อนุบาลของเจ้ามรดกเป็นให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2535 และต่อมาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2537 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่นางเจียรเจ้ามรดกขอให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งให้นางเจียรเป็นคนไร้ความสามารถซึ่งมีโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้คัดค้าน โดยศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งให้นางเจียรเจ้ามรดกเป็นคนไร้ความสามารถเป็นให้ยกคำร้องขอของนางเจียรเจ้ามรดกตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3370/2537 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องโดยอ้างว่าโจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องผู้อนุบาล การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้อนุบาลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทและไม่ได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เห็นว่า นอกจากโจทก์จะบรรยายคำฟ้องว่าโจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงคนเดียวที่มีสิทธิรับมรดกของนางเจียรเจ้ามรดก การที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำปลอมพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามฟ้องขึ้น ทำให้โจทก์ไม่สามารถรับมรดกของนางเจียรได้แล้ว โจทก์ยังได้บรรยายฟ้องไว้อย่างชัดเจนอีกว่านางเจียรเจ้ามรดกซึ่งทำพินัยกรรมฉบับพิพาทไว้เป็นคนไร้ความสามารถตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยมีโจทก์เป็นผู้อนุบาลตามสำเนาคำพิพากษาท้ายคำฟ้อง กรณีจึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิในการฟ้องคดีนี้ในสองฐานะ คือ ในฐานะเป็นผู้อนุบาลของนางเจียรเจ้ามรดกคนไร้ความสามารถฐานะหนึ่งและในฐานะที่โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมชั้นบุตรผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนางเจียรเจ้ามรดกอีกฐานะหนึ่ง และประเด็นข้อพิพาทหลักในคดีก็คือพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 ของนางเจียรเจ้ามรดกมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถานีเพียงว่าโจทก์เป็นบุตรของนางเจียรเจ้ามรดกหรือไม่ก็เห็นว่าเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์นั่นเองซึ่งข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์เป็นบุตรของนางเจียรเจ้ามรดกจริงหรือไม่ ก็เป็นรายละเอียดข้อหนึ่งที่รวมอยู่ในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ดังกล่าว แต่ในปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ใช้สิทธิในฐานะเป็นผู้อนุบาลของเจ้ามรดกนั้น ปรากฏว่าจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้จึงต้องถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในข้อนี้ อันเป็นข้อที่ได้ยกว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตั้งแต่ในคำฟ้องและทางนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายตลอดจนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องซึ่งเป็นการสมประโยชน์แก่จำเลย เช่นนี้จึงถือว่าเป็นรายละเอียดของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่รวมอยู่ในประเด็นข้อพิพาทแล้ว ทั้งเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ กรณีดังกล่าวจึงไม่ต้องห้ามหรือขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ดังที่จำเลยยกขึ้นโต้แย้งในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้อนุบาลของเจ้ามรดกจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในข้อที่ว่าโจทก์เป็นทายาทโดยธรรมชั้นบุตรผู้มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้ามรดกจริงหรือไม่ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่าพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 ที่เจ้ามรดกทำขึ้นมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับตามกฎหมายได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับสถานภาพของนางเจียร ยศธร เจ้ามรดกซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถนั้น ทั้งในคดีที่พันตำรวจโทศุภศักดิ์ซึ่งอ้างว่าเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้ามรดกยื่นฟ้องโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นผู้อนุบาลของเจ้ามรดก และในคดีที่นางเจียรตัวเจ้ามรดกเองยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้นางเจียรเป็นคนไร้ความสามารถตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2535 และ 3370/2537 ปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้เพิกถอนโจทก์ในคดีนี้จากการเป็นผู้อนุบาลของเจ้ามรดก เป็นให้ยกฟ้อง ดังนั้น ผลของคดีดังกล่าวจึงทำให้โจทก์ในคดีนี้ยังคงเป็นผู้อนุบาลของนางเจียรเจ้ามรดกตามเดิมและเมื่อศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งให้เจ้ามรดกเป็นคนไร้ความสามารถเป็นให้ยกคำร้องของเจ้ามรดก ซึ่งเป็นผลให้เจ้าของมรดกยังคงเป็นคนไร้ความสามารถอยู่ตามเดิมเช่นกัน ผลของคำพิพากษาของศาลฎีกาทั้งสองคดีดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านางเจียรเจ้ามรดกยังคงเป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของโจทก์ตลอดมา เมื่อเป็นเช่นนี้แม้ในระหว่างที่คดีทั้งสองดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้นางเจียรเจ้ามรดกเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถโดยให้อยู่ในความพิทักษ์พันตำรวจโทศุภศักดิ์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 3418/2534 ของศาลชั้นต้นก็ตาม คำสั่งที่ให้นางเจียรเจ้ามรดกเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถดังกล่าวก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลง ยกเลิก เพิกถอนหรือลบล้างคำสั่งศาลชั้นต้นศาลเดียวกันที่ได้สั่งให้นางเจียรเจ้ามรดกเป็นคนไร้ความสามารถมาก่อน ทั้งไม่มีผลทำให้สถานภาพการเป็นคนไร้ความสามารถของนางเจียรเจ้ามรดกซึ่งเป็นสภาพบุคคลตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2532 ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 4004/2532 ของศาลชั้นต้นต้องขาดช่วงไปหรือสะดุดหยุดอยู่ชั่วคราวในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุดแต่ประการใดไม่ ดังนั้นเมื่อนางเจียรเจ้ามรดกทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามสำเนาท้ายคำฟ้องหรือเอกสารหมาย ล.23 ตามที่จำเลยส่งอ้างเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2535 ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่นางเจียรเจ้ามรดกมีสภาพบุคคลตกเป็นคนไร้ความสามารถตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 4004/2532 พินัยกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704 ไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ทรัพย์มรดกทั้งปวงของนางเจียรเจ้ามรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้" พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




