
| สิทธิจัดการศพพระภิกษุเป็นของใคร? ทายาทไม่มีสิทธิเมื่อทรัพย์ตกเป็นของวัดตามกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิในการจัดการศพของพระภิกษุเมื่อมรณภาพ โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีพินัยกรรมกำหนดไว้ และมีข้อพิพาทระหว่างทายาทโดยธรรมกับวัดเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการศพ รวมถึงปัญหาว่าคำสั่งเสียด้วยวาจาของผู้ตายมีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญว่าทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างสมณเพศย่อมตกเป็นสมบัติของวัดตามกฎหมาย ส่งผลโดยตรงต่อสิทธิของทายาทในการเข้ามาจัดการศพ คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่อธิบายลำดับสิทธิในการจัดการศพตามมาตรา 1649 และความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายมรดกกับสถานะของพระภิกษุอย่างชัดเจน ข้อเท็จจริงของคดี พระครูวิจิตรสารธรรม เจ้าอาวาสวัดบางลายเหนือ มรณภาพ โดยมีพี่น้องเป็นทายาทโดยธรรม โจทก์อ้างว่าผู้มรณภาพสั่งเสียด้วยวาจาให้ตนเป็นผู้จัดการศพ ต่อมาประสงค์นำศพไปฌาปนกิจ แต่ทางวัดไม่ยินยอม จึงฟ้องขอให้ส่งมอบศพและทรัพย์สินบางส่วน ประเด็นข้อกฎหมาย (1) คำสั่งเสียด้วยวาจามีผลเป็นพินัยกรรมหรือไม่ (2) ทายาทมีสิทธิจัดการศพหรือไม่ (3) ใครเป็นผู้มีอำนาจจัดการศพตามมาตรา 1649 (4) ทรัพย์ของพระภิกษุตกเป็นของใคร คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจัดการศพเป็นกิจการที่ต้องกำหนดโดยพินัยกรรมตามมาตรา 1646 คำสั่งเสียด้วยวาจาไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 1663 จึงไม่มีผล ทรัพย์ของพระภิกษุที่ได้ระหว่างสมณเพศตกเป็นของวัดตามมาตรา 1623 ทายาทไม่มีสิทธิรับมรดก จึงไม่มีอำนาจแต่งตั้งผู้จัดการศพ วัดเป็นผู้ได้รับทรัพย์มากที่สุด จึงมีสิทธิจัดการศพตามมาตรา 1649 วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญคือ “สิทธิในการจัดการศพผูกพันกับสิทธิในมรดก” เมื่อทรัพย์ตกเป็นของวัด ทายาทย่อมหมดสิทธิ ทั้งนี้มาตรา 1649 วางลำดับสิทธิไว้อย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับผู้ได้รับทรัพย์มากที่สุด เจตนารมณ์ของมาตรา 1623 คือป้องกันการสะสมทรัพย์ส่วนตัวของพระภิกษุ และให้ทรัพย์กลับคืนสู่วัด แนวคำพิพากษานี้สอดคล้องกับหลักกฎหมายเดิมที่เคร่งครัดต่อรูปแบบพินัยกรรม และไม่รับรองคำสั่งเสียโดยไม่เป็นไปตามแบบ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ส่งมอบศพ และไม่มีอำนาจเหนือวัด 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ ให้วัดส่งมอบศพแก่โจทก์ โดยเห็นว่าทายาทมีสิทธิเกี่ยวข้อง 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ ยกคำขอให้ส่งมอบศพ โดยวินิจฉัยว่าวัดเป็นผู้มีสิทธิจัดการศพตามกฎหมาย ทายาทไม่มีสิทธิเนื่องจากทรัพย์ตกเป็นของวัด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ยืนยันหลักการสำคัญว่า “สิทธิในการจัดการศพมิใช่สิทธิส่วนบุคคลโดยอัตโนมัติของทายาท” แต่เป็นสิทธิที่ต้องพิจารณาตามลำดับที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด การอ้างคำสั่งเสียโดยไม่เป็นพินัยกรรมย่อมไม่มีผลผูกพัน อีกทั้งกรณีพระภิกษุซึ่งทรัพย์ตกเป็นของวัด ย่อมตัดสิทธิของทายาทโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้วัดเป็นผู้มีอำนาจจัดการศพโดยชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจจัดการศพเมื่อผู้ตายเป็นพระภิกษุ และคำสั่งเสียด้วยวาจาจะมีผลตามกฎหมายหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำสั่งเสียต้องทำเป็นพินัยกรรมตามแบบ มิฉะนั้นไม่มีผลผูกพัน และเมื่อทรัพย์ตกเป็นของวัด ทายาทย่อมไม่มีสิทธิ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “คำสั่งเสียต้องเป็นพินัยกรรม” การแสดงเจตนาเกี่ยวกับการจัดการศพต้องทำตามแบบพินัยกรรม หากไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 1663 ย่อมไม่มีผลตามกฎหมาย 2. “ทรัพย์พระตกเป็นของวัด” ทรัพย์ที่พระภิกษุได้มาในสมณเพศตกเป็นของวัดตามมาตรา 1623 ส่งผลให้วัดเป็นผู้มีสิทธิสูงสุดในการจัดการศพตามมาตรา 1649 คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คำสั่งเสียด้วยวาจาสามารถใช้บังคับได้หรือไม่ คำตอบ คำสั่งเสียด้วยวาจาจะมีผลทางกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของพินัยกรรมด้วยวาจาตามมาตรา 1663 ซึ่งต้องมีเหตุพิเศษ เช่น ภาวะใกล้ตาย และต้องมีพยานไปแจ้งต่อเจ้าพนักงาน หากไม่ครบเงื่อนไขย่อมไม่มีผล 2. คำถาม-ทายาทมีสิทธิจัดการศพเสมอหรือไม่ คำตอบ ทายาทมิได้มีสิทธิโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาตามลำดับในมาตรา 1649 หากมีบุคคลอื่นที่มีสิทธิก่อน เช่น ผู้ได้รับทรัพย์มากที่สุด ทายาทย่อมไม่มีสิทธิ 3. คำถาม-ทรัพย์ของพระภิกษุตกเป็นของใคร คำตอบ ทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมณเพศตกเป็นของวัดตามมาตรา 1623 เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ก่อนบวช 4. คำถาม-ผู้ได้รับมรดกมากที่สุดมีสิทธิอะไร คำตอบ ตามมาตรา 1649 บุคคลที่ได้รับทรัพย์มากที่สุดมีสิทธิจัดการศพ หากไม่มีผู้ถูกแต่งตั้งไว้ก่อน 5. คำถาม-วัดมีสิทธิจัดการศพพระหรือไม่ คำตอบ มีสิทธิ หากวัดเป็นผู้ได้รับทรัพย์ตามมาตรา 1623 ถือเป็นผู้มีสิทธิอันดับสูง 6. คำถาม-พินัยกรรมเกี่ยวกับศพต้องทำอย่างไร คำตอบ ต้องทำตามแบบพินัยกรรมที่กฎหมายกำหนด เช่น ทำเป็นหนังสือ หรือพินัยกรรมต่อหน้าเจ้าพนักงาน 7. คำถาม-กรณีมีข้อพิพาทเรื่องศพ ศาลพิจารณาอย่างไร คำตอบ ศาลจะพิจารณาตามลำดับสิทธิในมาตรา 1649 และพิจารณาความถูกต้องของพินัยกรรมเป็นหลัก 8. คำถาม-คำสั่งเสียที่ไม่เป็นทางการมีน้ำหนักหรือไม่ คำตอบ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เว้นแต่เข้าเงื่อนไขพินัยกรรมตามกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2564 การจัดการทำศพเป็นกิจการซึ่งไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตาย การจะทำให้บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมายต้องแสดงเจตนาโดยทำเป็นพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 แต่คำสั่งเสียด้วยวาจาของผู้มรณภาพที่ให้โจทก์เป็นผู้จัดการทำศพไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์การทำพินัยกรรมด้วยวาจาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1663 ย่อมไม่บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อผู้มรณภาพมิได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดก และทรัพย์สินของผู้มรณภาพได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ย่อมตกเป็นสมบัติของวัดจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 ส่วนโจทก์และน้องคนอื่นของผู้มรณภาพ แม้เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 3 ตามมาตรา 1629 (3) ก็ไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้มรณภาพ ย่อมไม่อาจมอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยสิทธิโดยธรรมตามผลของมาตรา 1623 อันเป็นจำนวนมากที่สุด จึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพผู้มรณภาพตาม ป.พ.พ. มาตรา 1649 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งมอบศพผู้มรณภาพแก่โจทก์ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันส่งมอบศพพระครูสว่างหรือพระครูวิจิตรสารธรรมแก่โจทก์ ภายใน 30 วัน ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับศพ และให้ส่งมอบเหรียญวัตถุมงคล 48 ถุง 65 รายการ หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงิน 800,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพแก่โจทก์และห้ามเกี่ยวข้องกับศพ ต่อมาจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้มรณภาพเป็นเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 และภายหลังมรณภาพ ศพถูกเก็บรักษาไว้ในมณฑปภายในวัดมาโดยตลอด ประเด็นสำคัญคือใครมีอำนาจจัดการศพตาม ป.พ.พ. มาตรา 1649 แม้โจทก์อ้างว่าผู้มรณภาพสั่งเสียด้วยวาจาให้โจทก์นำศพไปฌาปนกิจ แต่การจัดการศพเป็นกิจการที่ต้องแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมตามมาตรา 1646 และกรณีนี้ไม่เข้าเงื่อนไขพินัยกรรมด้วยวาจาตามมาตรา 1663 จึงไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย อีกทั้งพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าผู้มรณภาพมีทรัพย์เป็นเงินสดและเงินฝากซึ่งได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศ ทรัพย์ดังกล่าวย่อมตกเป็นสมบัติของวัดตามมาตรา 1623 ทายาทโดยธรรมจึงไม่มีสิทธิรับมรดกและไม่อาจมอบหมายผู้จัดการศพได้ วัดจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ได้รับทรัพย์มรดกมากที่สุดจึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการศพ พิพากษาแก้ให้ยกคำขอให้ส่งมอบศพและห้ามเกี่ยวข้องกับศพ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบร่วมกันส่งมอบศพพระครูสว่าง หรือพระครูวิจิตรสารธรรมแก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสิบเพิกเฉย ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบ ห้ามจำเลยทั้งสิบและบริวารเกี่ยวข้องกับศพ และให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันส่งมอบเหรียญวัตถุมงคลพระครูสว่าง 48 ถุง 65 รายการ แก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนได้ให้ร่วมกันชดใช้เงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสิบให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 8 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรม ผู้มรณภาพ ให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับศพผู้มรณภาพ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า พระครูสว่าง หรือพระครูวิจิตรสารธรรม เป็นเจ้าอาวาสวัดบางลายเหนือ จำเลยที่ 1 จนกระทั่งถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2543 ผู้มรณภาพมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 11 คน ขณะมรณภาพคงเหลือโจทก์ นางเปีย นายเรือง และนางสาวดอกรัง ที่มีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันและเป็นทายาทโดยธรรม จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าอาวาสถัดจากผู้มรณภาพ จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 เป็นไวยาวัจกร ส่วนจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 เป็นกรรมการวัดจำเลยที่ 1 หลังจากพระครูวิจิตรสารธรรมมรณภาพแล้ว ได้นำศพผู้มรณภาพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดจำเลยที่ 1 จากนั้นได้สร้างมณฑปเพื่อเก็บศพผู้มรณภาพจนแล้วเสร็จในปี 2545 โดยนำศพผู้มรณภาพบรรจุในโลงแก้วตั้งอยู่ภายในมณฑปดังกล่าวภายในวัดจำเลยที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ต่อมาปี 2559 โจทก์ขอศพผู้มรณภาพจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำไปฌาปนกิจ จำเลยที่ 2 ไม่ยินยอม คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 10 รวมทั้งคำขอให้ร่วมกันส่งมอบเหรียญวัตถุมงคลตามฟ้อง เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรม ผู้มรณภาพ แก่โจทก์หรือไม่ ในประเด็นนี้เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ที่ต้องจัดการทำศพผู้มรณภาพ สำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 กำหนดลำดับก่อนและหลังไว้ดังนี้ คือ 1. บุคคลซึ่งผู้ตายตั้งไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพของผู้ตาย 2. ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม 3. บุคคลที่ทายาทมอบหมายให้เป็นผู้จัดการทำศพ 4. บุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด 5. บุคคลที่ศาลมีคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทำศพ คดีนี้ปรากฏว่า ผู้มรณภาพมิได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดก ส่วนข้อที่โจทก์นำสืบว่า ก่อนมรณภาพ ผู้มรณภาพได้สั่งเสียให้โจทก์นำศพผู้มรณภาพไปฌาปนกิจด้วยวาจานั้น เมื่อพิจารณาถึงบทบัญญัติตามมาตรา 1646 ที่ว่า "บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้" แสดงว่าการจัดการทำศพเป็นกิจการอย่างหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตาย ดังนั้น การจะทำให้บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมายก็ต้องแสดงเจตนาโดยทำเป็นพินัยกรรม ซึ่งจะต้องทำตามแบบใดแบบหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ 5 แบบ ตามมาตรา 1655 ถึงมาตรา 1663 โดยมาตรา 1663 กำหนดหลักเกณฑ์ที่จะทำพินัยกรรมด้วยวาจาไว้หลายประการ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าผู้มรณภาพสั่งเสียโจทก์ให้ช่วยฌาปนกิจศพผู้มรณภาพก็ตาม แต่ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะกระทำได้ กล่าวคือ 1. ไม่มีพฤติการณ์พิเศษซึ่งผู้มรณภาพไม่สามารถทำพินัยกรรมแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม เป็นต้น 2. ผู้รับการแสดงเจตนาซึ่งเป็นพยานอย่างน้อยสองคนต้องไปแสดงตนต่อกรมการอำเภอโดยมิชักช้าและแจ้งข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งด้วยวาจา ทั้งต้องแจ้งวัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำพินัยกรรมและพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ด้วย 3. กรมการอำเภอจดข้อความที่พยานแจ้งนั้นไว้ และให้พยานสองคนนั้นลงลายมือชื่อไว้ ดังนั้น คำสั่งเสียของผู้มรณภาพที่ให้โจทก์เป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพย่อมไม่บังเกิดผลตามบทกฎหมายข้างต้น อย่างไรก็ดี ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าผู้มรณภาพมีทรัพย์มรดกได้แก่เงินฝากในธนาคารและวัตถุมงคล แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าวัตถุมงคล ไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง ส่วนเงินฝากในธนาคารนั้นจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นไวยาวัจกรและกรรมการวัดของจำเลยที่ 1 ในปี 2561 ก็เบิกความว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากไวยาวัจกรและกรรมการวัดของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นถึงแก่ความตายไปหมดแล้ว อันเป็นการเจือสมกับพยานเอกสารซึ่งเป็นรายงานการตรวจสอบบัญชีการเงินของวัดจำเลยที่ 1 ที่ระบุว่า "1. ส่วนปัจจัยเงินสดที่ติดตัวพระครูวิจิตรสารธรรมที่ค้นพบและรวบรวมตอนย้ายจากวัดบ่อปิ้งเกลือไปวัดพร้าว ประมาณ 300,000 บาท (แจ้งว่าจดไว้ขณะไปส่งที่วัดพร้าว อำเภอโพทะเล เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2543) ตามที่ผู้ร้องเรียนมา ปรากฏว่าคณะกรรมการวัดชุดใหม่ไม่ทราบ... เพราะคณะกรรมการชุดเก่าได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว" ข้อเท็จจริงจึงมีน้ำหนักให้รับฟังว่า ขณะถึงแก่มรณภาพ ผู้มรณภาพมีทรัพย์มรดกเป็นเงินสดและที่ฝากไว้กับธนาคารจำนวนหนึ่ง ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาเมื่อใด แต่ปรากฏว่าผู้มรณภาพอุปสมบทเป็นพระภิกษุมาเป็นเวลานานจนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 ทั้งมีภูมิลำเนาอยู่ที่วัดจำเลยที่ 1 เชื่อว่า ทรัพย์สินดังกล่าวของผู้มรณภาพได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ย่อมตกเป็นสมบัติของวัดจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ส่วนโจทก์และน้องคนอื่นของผู้มรณภาพ แม้เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 3 ตามมาตรา 1629 (3) ก็ไม่มีสิทธิรับทรัพย์มรดกดังกล่าวของผู้มรณภาพ ย่อมไม่อาจที่จะมอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยสิทธิโดยธรรมตามผลของมาตรา 1623 อันเป็นจำนวนมากที่สุด จึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพผู้มรณภาพตามมาตรา 1649 วรรคสอง เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้แล้วจึงไม่ต้องพิจารณาฎีกาในประเด็นอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพผู้มรณภาพแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรมผู้มรณภาพ ให้แก่โจทก์ และคำขอห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับศพผู้มรณภาพ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 |



