ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้พิทักษ์มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดแทนผู้ตายหรือไม่ หากไม่ได้เป็นผู้อุปการะโดยแท้จริงและความตายไม่ได้ทำให้ขาดการอุปการะตามกฎหมาย

ผู้พิทักษ์มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดหรือไม่, ความหมายของผู้อยู่ในอุปการะตามกฎหมาย, หลักเกณฑ์การรับบำเหน็จตกทอดของข้าราชการ, คนเสมือนไร้ความสามารถมีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดอย่างไร, ผู้ตายไม่มีทายาทใครมีสิทธิรับบำเหน็จตกทอด, การตีความคำว่าผู้อยู่ในอุปการะ, ความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะหมายถึงอะไร, ผู้พิทักษ์กับผู้อุปการะแตกต่างกันอย่างไร, สิทธิเรียกรับเงินบำเหน็จตกทอดจากรัฐ, หลักกฎหมายเกี่ยวกับผู้รับบำนาญข้าราชการ, การพิจารณาสิทธิของผู้อยู่ในอุปการะ,ผู้ตายไม่มีทายาท 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การได้รับบำเหน็จตกทอดของผู้ซึ่งอ้างตนว่าเป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความความหมายของคำว่า “ผู้อยู่ในอุปการะ” ว่าจะต้องมีลักษณะอย่างไรจึงจะมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดในกรณีที่ผู้ตายไม่มีทายาทผู้มีสิทธิตามกฎหมาย

คดีนี้เกิดจากการที่บุคคลซึ่งเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของพี่สาวซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ อ้างว่าตนได้รับการเลี้ยงดูและอุปการะจากผู้ตายตลอดมา เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจึงมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดในฐานะผู้อยู่ในอุปการะ แต่ฝ่ายรัฐเห็นว่าแม้ผู้ตายจะเป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลก็ตาม ทว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าผู้ตายเป็นผู้อุปการะหลักของผู้ร้อง และการถึงแก่ความตายของผู้ตายก็ไม่ได้ทำให้ผู้ร้องขาดการอุปการะหรือได้รับความเดือดร้อนตามที่กฎหมายกำหนด

คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การเป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลมิได้หมายความว่าจะเป็นผู้อุปการะตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ และการมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดจำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้ทั้งเรื่องการได้รับการอุปการะอย่างต่อเนื่องและผลกระทบจากการเสียชีวิตของผู้อุปการะตามองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นบุคคลปัญญาอ่อนมาตั้งแต่กำเนิด ไม่สามารถจัดการกิจการงานของตนเองได้ และต่อมาศาลมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยให้อยู่ในความพิทักษ์ของพี่สาวซึ่งเป็นข้าราชการ ต่อมาพี่สาวดังกล่าวเกษียณอายุราชการและได้รับบำนาญเหตุสูงอายุรายเดือน

ภายหลังผู้พิทักษ์ถึงแก่ความตาย โดยไม่มีบุตร ไม่มีสามี และไม่มีบิดามารดาที่มีชีวิตอยู่ โจทก์จึงยื่นคำขอรับบำเหน็จตกทอดในฐานะผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตาย โดยอ้างว่าผู้ตายได้ให้สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตและเลี้ยงดูตนมาโดยตลอด

กรมบัญชีกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ตายไม่ได้เป็นผู้อุปการะโจทก์อยู่เป็นประจำ และความตายของผู้ตายไม่ได้ทำให้โจทก์ขาดการอุปการะ จึงปฏิเสธการจ่ายเงินบำเหน็จตกทอด

โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อเรียกร้องเงินบำเหน็จตกทอดจำนวน 30 เท่าของบำนาญรายเดือนที่ผู้ตายได้รับ

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญของคดี

ประเด็นสำคัญของคดีมีเพียงประเด็นเดียว คือ

โจทก์เป็น “ผู้อยู่ในอุปการะ” ของผู้ตายตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 หรือไม่

หากโจทก์มีสถานะเป็นผู้อยู่ในอุปการะตามกฎหมาย ก็ย่อมมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดแทนผู้ตายได้

แต่หากไม่เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว สิทธิในบำเหน็จตกทอดย่อมสิ้นสุดลงตามกฎหมาย เนื่องจากผู้ตายไม่มีทายาทผู้มีสิทธิตามมาตรา 44

หลักกฎหมายเกี่ยวกับคำว่า “ผู้อยู่ในอุปการะ”

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 4 กำหนดว่า ผู้อยู่ในอุปการะ หมายถึง ผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตลอดมา โดยจำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และความตายของผู้นั้นทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ

จากบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาวางหลักว่า ผู้ที่จะได้รับบำเหน็จตกทอดในฐานะผู้อยู่ในอุปการะจะต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก ต้องได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ตายอย่างต่อเนื่องเป็นปกติ

ประการที่สอง ต้องอยู่ในภาวะที่จำเป็นต้องมีผู้อุปการะ

ประการที่สาม เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ต้องเกิดความเดือดร้อนเพราะขาดการอุปการะนั้นอย่างแท้จริง

หากขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่ง ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้อยู่ในอุปการะตามกฎหมาย

การวิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามหลักกฎหมาย

ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้วพบว่า แม้โจทก์จะเป็นบุคคลปัญญาอ่อนและเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ตาม แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ในบ้านของครอบครัวร่วมกับพี่น้องหลายคนมาตลอดตั้งแต่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่

ภายหลังบิดามารดาถึงแก่ความตายแล้ว พี่น้องหลายคนยังคงช่วยกันดูแลโจทก์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะพี่สาวอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ดูแลหลักในชีวิตประจำวัน ขณะที่ผู้ตายรับราชการอยู่ต่างจังหวัดและเดินทางกลับบ้านเฉพาะบางโอกาส

ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของโจทก์เป็นภาระที่พี่น้องช่วยเหลือกัน ไม่ได้มาจากผู้ตายเพียงผู้เดียว อีกทั้งโจทก์ยังมีทรัพย์สิน เงินฝาก และสิทธิได้รับมรดกของตนเอง

นอกจากนี้ การที่ศาลแต่งตั้งผู้ตายเป็นผู้พิทักษ์ ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดการทรัพย์สินของโจทก์ มิใช่เพื่อกำหนดให้ผู้ตายเป็นผู้อุปการะในความหมายตามกฎหมายบำเหน็จบำนาญ

ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ผู้ตายมิใช่ผู้ให้การอุปการะโจทก์แต่เพียงผู้เดียว และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ยังคงได้รับการดูแลจากพี่น้องคนอื่นเช่นเดิม จึงยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะตามความหมายของกฎหมาย

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่บุคคลจะได้รับบำเหน็จตกทอดในฐานะผู้อยู่ในอุปการะตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 นั้น จะต้องพิสูจน์ได้ว่าได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ตายตลอดมา และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วต้องเกิดความเดือดร้อนเพราะขาดการอุปการะดังกล่าวอย่างแท้จริง

เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานในคดีแล้ว ศาลเห็นว่าโจทก์พักอาศัยอยู่ร่วมกับพี่น้องหลายคนมาโดยตลอด แม้ในช่วงที่ผู้ตายเป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาล ผู้ตายก็ไม่ได้พักอาศัยอยู่กับโจทก์เป็นประจำ เนื่องจากรับราชการอยู่ต่างจังหวัด

พยานหลักฐานยังแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ดูแลโจทก์ในชีวิตประจำวันเป็นหลักคือพี่สาวอีกคนหนึ่ง ส่วนพี่น้องคนอื่นก็ช่วยเหลือดูแลตามกำลังของแต่ละคน ค่าใช้จ่ายและการดูแลจึงมิได้เกิดจากผู้ตายเพียงผู้เดียว

ศาลจึงเห็นว่าการที่ผู้ตายได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้พิทักษ์ของโจทก์นั้น เป็นเรื่องการจัดการทรัพย์สินของโจทก์ตามคำสั่งศาล มิใช่ข้อพิสูจน์ว่าผู้ตายเป็นผู้อุปการะตามความหมายของกฎหมายบำเหน็จบำนาญ

เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ยังคงมีพี่น้องคนอื่นคอยดูแลช่วยเหลือเช่นเดิม อีกทั้งยังมีทรัพย์สินและสิทธิทางมรดกของตนเอง จึงยังไม่ปรากฏว่าการเสียชีวิตของผู้ตายทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดการอุปการะแต่อย่างใด

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายตามมาตรา 4 และไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด

การวิเคราะห์หลักกฎหมายตามมาตรา 4

มาตรา 4 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่สุดของคดีนี้ เพราะเป็นบทนิยามคำว่า “ผู้อยู่ในอุปการะ” ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการได้รับบำเหน็จตกทอดในกรณีที่ผู้ตายไม่มีทายาทตามกฎหมาย

การตีความมาตราดังกล่าวต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินจากรัฐ ผู้มีสิทธิรับเงินจึงต้องพิสูจน์ตนให้เข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างครบถ้วน

จากแนววินิจฉัยในคดีนี้ ศาลฎีกาได้แยกองค์ประกอบของคำว่าผู้อยู่ในอุปการะออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

ส่วนแรก ผู้ร้องต้องได้รับการอุปการะจากผู้ตายตลอดมา

คำว่า “ตลอดมา” มิได้หมายถึงเพียงการช่วยเหลือเป็นครั้งคราวหรือการให้เงินเป็นบางโอกาส แต่หมายถึงการให้ความช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอจนเป็นส่วนสำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้รับการอุปการะ

ส่วนที่สอง ผู้ร้องต้องเป็นบุคคลที่จำเป็นต้องมีผู้อุปการะ

การมีความสัมพันธ์เป็นพี่น้องหรือญาติใกล้ชิดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องปรากฏด้วยว่าบุคคลดังกล่าวไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติหากขาดผู้ให้การช่วยเหลือ

ส่วนที่สาม ความตายของผู้ตายต้องทำให้เกิดความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ

องค์ประกอบข้อนี้เป็นหัวใจสำคัญของคดี เพราะแม้ผู้ตายจะเคยช่วยเหลืออยู่บ้าง แต่หากเมื่อผู้ตายเสียชีวิตแล้วยังมีบุคคลอื่นคอยดูแลหรือยังมีทรัพย์สินเพียงพอต่อการดำรงชีพ ก็อาจถือไม่ได้ว่าเกิดความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะตามที่กฎหมายกำหนด

การวิเคราะห์หลักกฎหมายตามมาตรา 44

มาตรา 44 กำหนดลำดับบุคคลผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จหรือบำนาญตกทอด โดยให้ความสำคัญแก่ทายาทใกล้ชิดของผู้ตายก่อน ได้แก่ บุตร สามีหรือภริยา และบิดามารดา

กรณีที่ไม่มีบุคคลดังกล่าว จึงจะพิจารณาถึงบุคคลอื่นที่เป็นผู้อุปการะผู้ตายหรือเป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตาย

เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้มุ่งคุ้มครองบุคคลที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเสียชีวิตของข้าราชการหรือผู้รับบำนาญ มิใช่มุ่งคุ้มครองญาติทุกคนของผู้ตาย

ดังนั้น แม้บุคคลใดจะเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน หรือเป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาล ก็ยังต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนมีสถานะเป็นผู้อยู่ในอุปการะตามมาตรา 4 ด้วย

คดีนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ทางเครือญาติไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะได้รับบำเหน็จตกทอด หากไม่สามารถพิสูจน์เงื่อนไขของการอุปการะตามที่กฎหมายกำหนดได้

การวิเคราะห์หลักกฎหมายตามมาตรา 49

มาตรา 49 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดแก่บุคคลตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 44 ในกรณีที่ผู้ได้รับบำนาญถึงแก่ความตาย

บทบัญญัตินี้ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างสิทธิของผู้รับบำนาญกับสิทธิของผู้มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอด โดยกำหนดให้จ่ายเงินจำนวนสามสิบเท่าของบำนาญรายเดือนที่ผู้ตายได้รับหรือมีสิทธิได้รับ

อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ตายมีสิทธิได้รับบำนาญและถึงแก่ความตาย มิได้หมายความว่าบุคคลใดก็สามารถเรียกรับบำเหน็จตกทอดได้

ผู้เรียกร้องสิทธิต้องผ่านการพิจารณาคุณสมบัติตามมาตรา 44 ประกอบมาตรา 4 ก่อนเสมอ

เมื่อคดีนี้ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอุปการะตามมาตรา 4 ผลทางกฎหมายจึงทำให้โจทก์ไม่เข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา 44 และไม่อาจได้รับเงินบำเหน็จตกทอดตามมาตรา 49 ได้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง มาตรา 49 เป็นเพียงบทบัญญัติที่กำหนดสิทธิในการรับเงิน แต่การจะมีสิทธิดังกล่าวได้หรือไม่ ต้องพิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอรับเงินตามมาตรา 4 และมาตรา 44 ก่อนเสมอ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์เป็นบุคคลปัญญาอ่อนและเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความพิทักษ์ของผู้ตาย อีกทั้งได้รับการช่วยเหลือและดูแลจากผู้ตายมาโดยตลอด จึงถือว่าเป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายตามกฎหมาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินบำเหน็จตกทอดจำนวน 478,566 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าโจทก์มีฐานะเป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายและมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดตามกฎหมาย จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแตกต่างจากศาลล่างทั้งสอง โดยเห็นว่าการเป็นผู้พิทักษ์ของโจทก์ตามคำสั่งศาลไม่ได้ทำให้ผู้ตายมีฐานะเป็นผู้อุปการะโดยอัตโนมัติ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์อาศัยอยู่ร่วมกับพี่น้องหลายคนมาตลอด และมีพี่สาวอีกคนหนึ่งเป็นผู้ดูแลหลัก รวมทั้งยังมีพี่น้องคนอื่นช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่เสมอ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ยังคงได้รับการดูแลช่วยเหลือเช่นเดิม และไม่ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะตามความหมายของกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า การได้รับสิทธิทางการเงินจากรัฐตามกฎหมายบำเหน็จบำนาญข้าราชการมิได้พิจารณาเพียงความสัมพันธ์ทางเครือญาติหรือสถานะตามคำสั่งศาลเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันด้วย

การเป็นผู้พิทักษ์ของคนเสมือนไร้ความสามารถมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองและจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของบุคคลดังกล่าวตามขอบเขตที่ศาลกำหนด มิได้มีผลทำให้ผู้พิทักษ์กลายเป็นผู้อุปการะตามกฎหมายบำเหน็จบำนาญโดยอัตโนมัติ

หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ผู้ที่อ้างตนเป็นผู้อยู่ในอุปการะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ตายอย่างต่อเนื่อง และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ตนได้รับความเดือดร้อนจากการขาดอุปการะนั้นจริง หากยังมีบุคคลอื่นช่วยเหลือดูแลอยู่ตามปกติ หรือยังมีทรัพย์สินเพียงพอต่อการดำรงชีวิต ย่อมยากที่จะถือว่าขาดอุปการะตามความหมายของกฎหมาย

แนววินิจฉัยนี้จึงตอกย้ำว่า การตีความคำว่า “ผู้อยู่ในอุปการะ” ต้องพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงแห่งชีวิต มิใช่พิจารณาแต่เพียงตำแหน่ง หน้าที่ หรือความสัมพันธ์ทางกฎหมายที่ปรากฏในเอกสารเท่านั้น

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความคำว่า “ผู้อยู่ในอุปการะ” ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ว่าการเป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลเพียงอย่างเดียวเพียงพอที่จะทำให้บุคคลหนึ่งมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการเป็นผู้พิทักษ์มิได้ทำให้เกิดสถานะเป็นผู้อุปการะโดยอัตโนมัติ ผู้ขอรับบำเหน็จตกทอดจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนได้รับการอุปการะจากผู้ตายตลอดมา และความตายของผู้ตายทำให้ตนได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะอย่างแท้จริง

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสังเขป

1. ผู้อยู่ในอุปการะ

กฎหมายกำหนดให้หมายถึงบุคคลที่ได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ตายตลอดมา มีความจำเป็นต้องได้รับการอุปการะ และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วต้องได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดการอุปการะนั้น หากขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งย่อมไม่ถือว่าเป็นผู้อยู่ในอุปการะตามกฎหมาย

2. ความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ

เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการเสียชีวิตของผู้ตายส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้ขอรับสิทธิอย่างแท้จริง หากยังมีบุคคลอื่นคอยดูแลช่วยเหลือ หรือยังมีทรัพย์สินเพียงพอต่อการดำรงชีพ ย่อมไม่ถือว่าได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

อธิบายหลักกฎหมายแยกตามมาตรา

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 4

มาตรา 4 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดนิยามคำศัพท์สำคัญที่ใช้ตลอดทั้งพระราชบัญญัติ โดยในคดีนี้คำที่มีความสำคัญที่สุดคือคำว่า “ผู้อยู่ในอุปการะ” ซึ่งกฎหมายกำหนดความหมายไว้ว่า ผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตลอดมา โดยจำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และความตายของผู้นั้นทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ

จากบทนิยามดังกล่าว ศาลฎีกาวางหลักว่า การจะเป็นผู้อยู่ในอุปการะได้นั้นต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนทุกประการ กล่าวคือ ต้องได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ตายอย่างต่อเนื่อง ต้องเป็นบุคคลที่จำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และเมื่อผู้ตายเสียชีวิตแล้วต้องได้รับผลกระทบจากการขาดอุปการะอย่างแท้จริง

ในคดีนี้ แม้โจทก์จะเป็นบุคคลปัญญาอ่อนและเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์อาศัยอยู่ร่วมกับพี่น้องหลายคน และมีพี่สาวอีกคนหนึ่งเป็นผู้ดูแลหลักมาโดยตลอด อีกทั้งยังมีพี่น้องคนอื่นช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่เป็นประจำ ศาลจึงเห็นว่าผู้ตายมิใช่ผู้ให้การอุปการะโจทก์แต่เพียงผู้เดียว และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ก็ยังคงได้รับการช่วยเหลือจากบุคคลอื่นเช่นเดิม

ดังนั้น แม้ผู้ตายจะเคยช่วยเหลือโจทก์อยู่บ้าง และเคยเป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลก็ตาม แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าโจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะตามมาตรา 4 เพราะยังขาดองค์ประกอบเรื่องความเดือดร้อนจากการขาดอุปการะ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของบทบัญญัตินี้

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 44

มาตรา 44 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดลำดับบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญพิเศษหรือสิทธิที่เกี่ยวเนื่องกับบำเหน็จบำนาญของผู้ตาย โดยกฎหมายให้ความคุ้มครองแก่บุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ตายก่อน ได้แก่ บุตร สามีหรือภริยา และบิดามารดา

หลักการสำคัญของมาตรานี้คือ การกำหนดลำดับผู้มีสิทธิรับเงินจากรัฐภายหลังการเสียชีวิตของข้าราชการหรือผู้รับบำนาญ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสูญเสียรายได้หรือการอุปการะจากผู้ตาย

ในกรณีที่ไม่มีบุคคลตามลำดับดังกล่าว มาตรา 44 วรรคห้าจึงเปิดช่องให้บุคคลอื่นเข้ามารับสิทธิได้ แต่ต้องเป็นบุคคลที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้อุปการะผู้ตาย หรือเป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายตามที่กฎหมายกำหนด

คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายไม่มีบุตร ไม่มีสามีหรือภริยา และไม่มีบิดามารดาที่มีชีวิตอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย จึงไม่มีทายาทผู้มีสิทธิตามลำดับที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 44

อย่างไรก็ตาม การที่ไม่มีทายาทผู้มีสิทธิ มิได้หมายความว่าบุคคลอื่นจะมีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดได้โดยอัตโนมัติ เพราะบุคคลดังกล่าวยังคงต้องพิสูจน์คุณสมบัติของตนให้เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 4 ด้วย

ศาลฎีกาจึงเน้นว่า มาตรา 44 ไม่ได้ให้สิทธิแก่ญาติพี่น้องทุกคนของผู้ตาย หากแต่ให้สิทธิเฉพาะบุคคลที่สามารถพิสูจน์สถานะทางกฎหมายตามที่บทบัญญัติกำหนดไว้เท่านั้น

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายตามมาตรา 4 แม้ผู้ตายจะไม่มีทายาทตามลำดับในมาตรา 44 ก็ตาม โจทก์จึงไม่อาจอาศัยมาตรา 44 เป็นฐานแห่งสิทธิในการรับบำเหน็จตกทอดได้

บทบัญญัตินี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งช่วยเหลือบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการเสียชีวิตของผู้รับบำนาญจริง มิใช่เป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติแต่ไม่ได้อยู่ในภาวะพึ่งพาอาศัยกันเข้ามาเรียกรับสิทธิได้โดยทั่วไป

พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 49

มาตรา 49 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดสิทธิในการได้รับบำเหน็จตกทอดในกรณีที่ผู้รับบำนาญปกติหรือผู้รับบำนาญพิเศษถึงแก่ความตาย โดยกำหนดให้จ่ายเงินเป็นบำเหน็จตกทอดแก่บุคคลตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 44

บทบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือแก่บุคคลที่กฎหมายเห็นว่าควรได้รับการคุ้มครองภายหลังการเสียชีวิตของผู้รับบำนาญ โดยกำหนดจำนวนเงินไว้เป็นสามสิบเท่าของบำนาญรายเดือนที่ผู้ตายได้รับหรือมีสิทธิได้รับ

อย่างไรก็ตาม มาตรา 49 มิได้เป็นบทบัญญัติที่กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับเงิน แต่เป็นบทบัญญัติที่กำหนดผลแห่งสิทธิและจำนวนเงินที่จะได้รับ

ดังนั้น ก่อนที่จะนำมาตรา 49 มาใช้ จะต้องตรวจสอบเสียก่อนว่าบุคคลผู้ร้องขอรับเงินมีคุณสมบัติตามมาตรา 44 หรือไม่ และในกรณีที่อ้างสิทธิในฐานะผู้อยู่ในอุปการะ ก็ต้องพิสูจน์องค์ประกอบตามมาตรา 4 ให้ครบถ้วนด้วย

ในคดีนี้ แม้ผู้ตายจะเป็นผู้รับบำนาญและถึงแก่ความตายจริง ซึ่งเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของมาตรา 49 แต่ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอุปการะตามความหมายของมาตรา 4 จึงไม่ใช่บุคคลผู้มีสิทธิรับเงินตามมาตรา 44

เมื่อโจทก์ไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิตามมาตรา 44 ผลทางกฎหมายย่อมทำให้ไม่อาจได้รับบำเหน็จตกทอดตามมาตรา 49 ได้เช่นกัน

แนววินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของบทบัญญัติทั้งสามมาตราอย่างชัดเจน กล่าวคือ มาตรา 4 เป็นบทกำหนดคุณสมบัติ มาตรา 44 เป็นบทกำหนดลำดับผู้มีสิทธิ และมาตรา 49 เป็นบทกำหนดสิทธิในการรับเงินและจำนวนเงินที่จะได้รับ การพิจารณาสิทธิจึงต้องเชื่อมโยงบทบัญญัติทั้งสามมาตราเข้าด้วยกัน ไม่อาจแยกพิจารณาเฉพาะมาตราใดมาตราหนึ่งได้

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ปรากฏจากคดี

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญหลายประการเกี่ยวกับการตีความสิทธิในการได้รับบำเหน็จตกทอด

ประการแรก สถานะตามกฎหมายไม่เท่ากับข้อเท็จจริงแห่งการอุปการะ

แม้ผู้ตายจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาล แต่การเป็นผู้พิทักษ์มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลกิจการและทรัพย์สินของบุคคลที่อยู่ในความพิทักษ์ มิใช่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดว่าผู้พิทักษ์เป็นผู้อุปการะในความหมายของกฎหมายบำเหน็จบำนาญ

ประการที่สอง การพิจารณาความเป็นผู้อยู่ในอุปการะต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน

ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอยู่อาศัย การดูแลรักษา การรับภาระค่าใช้จ่าย และความช่วยเหลือที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าความสัมพันธ์ทางกฎหมายที่ปรากฏในเอกสาร

ประการที่สาม ความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ต้องพิสูจน์

แม้บุคคลจะได้รับการช่วยเหลือจากผู้ตายอยู่บ้าง แต่หากยังมีบุคคลอื่นคอยดูแลช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง หรือยังมีทรัพย์สินเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต ก็อาจไม่ถือว่าได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะตามที่กฎหมายกำหนด

ประการที่สี่ การตีความกฎหมายที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินของรัฐต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด

ผู้เรียกร้องสิทธิต้องพิสูจน์องค์ประกอบทุกประการให้ครบถ้วน หากยังมีข้อสงสัยหรือยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอ ศาลย่อมไม่อาจขยายความหมายของกฎหมายเพื่อให้เกิดสิทธิได้

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้หลักตีความกฎหมายตามตัวบทประกอบข้อเท็จจริงอย่างเคร่งครัด โดยศาลพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงแห่งการดำรงชีวิตของคู่กรณีมากกว่าการพิจารณาจากสถานะทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม ผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดโดยอัตโนมัติหรือไม่

คำตอบ

ไม่มีหลักกฎหมายใดกำหนดให้ผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดโดยอัตโนมัติเพียงเพราะได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ เนื่องจากหน้าที่ของผู้พิทักษ์มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของบุคคลที่อยู่ในความพิทักษ์ตามขอบเขตที่กฎหมายและศาลกำหนด มิใช่เป็นการรับรองว่าผู้พิทักษ์เป็นผู้ให้การอุปการะในความหมายของกฎหมายบำเหน็จบำนาญเสมอไป การพิจารณาว่าบุคคลใดมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดจะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะการพิสูจน์ว่าบุคคลนั้นเป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายจริงหรือไม่ ได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ตายอย่างต่อเนื่องหรือไม่ และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วเกิดความเดือดร้อนเพราะขาดการอุปการะหรือไม่ หากพิสูจน์ไม่ได้ครบทุกองค์ประกอบก็ไม่อาจได้รับสิทธิ แม้จะมีสถานะเป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลก็ตาม

2 คำถาม การเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายเพียงอย่างเดียวเพียงพอที่จะได้รับบำเหน็จตกทอดหรือไม่

คำตอบ

การเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายเป็นเพียงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเครือญาติเท่านั้น แต่ยังไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะทำให้เกิดสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดตามกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายมิได้กำหนดให้ญาติทุกคนของผู้ตายเป็นผู้มีสิทธิรับเงินดังกล่าว การได้รับบำเหน็จตกทอดจะต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างชัดเจน โดยหากไม่มีทายาทตามลำดับที่กฎหมายกำหนด บุคคลที่อ้างสิทธิต้องพิสูจน์ว่าตนเป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายจริง มีการพึ่งพาอาศัยและได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลอย่างต่อเนื่อง และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วต้องเกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น แม้จะเป็นพี่น้องแท้ ๆ ของผู้ตาย แต่หากไม่ได้อยู่ในฐานะผู้อยู่ในอุปการะตามที่กฎหมายบัญญัติ ก็ไม่อาจได้รับบำเหน็จตกทอดได้

3 คำถาม คำว่า ผู้อยู่ในอุปการะ ตามกฎหมายบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีความหมายอย่างไร

คำตอบ

คำว่า ผู้อยู่ในอุปการะ ตามกฎหมายบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หมายถึงบุคคลที่ได้รับการอุปการะจากผู้ตายตลอดมา มีความจำเป็นต้องพึ่งพาการช่วยเหลือดังกล่าว และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วทำให้บุคคลนั้นได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดการอุปการะ หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นองค์ประกอบที่ต้องปรากฏร่วมกันครบทุกส่วน มิใช่เลือกพิสูจน์เพียงบางส่วนเท่านั้น กล่าวคือ ต้องมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันจริง ต้องมีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ และต้องมีผลกระทบจากการเสียชีวิตของผู้ตายอย่างแท้จริง หากบุคคลนั้นยังสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ มีบุคคลอื่นคอยช่วยเหลือดูแล หรือมีทรัพย์สินและรายได้เพียงพอสำหรับการยังชีพ ก็อาจไม่ถือว่าเป็นผู้อยู่ในอุปการะตามความหมายของกฎหมาย แม้จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ตายก็ตาม

4 คำถาม เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับเรื่องความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ

คำตอบ

ความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรง เนื่องจากเจตนารมณ์ของกฎหมายบำเหน็จบำนาญข้าราชการมุ่งคุ้มครองบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการเสียชีวิตของผู้รับบำนาญอย่างแท้จริง มิใช่มุ่งแจกจ่ายสิทธิให้แก่ญาติหรือบุคคลใกล้ชิดทุกคนของผู้ตาย ดังนั้น ศาลจึงต้องพิจารณาว่าหลังจากผู้ตายเสียชีวิตแล้ว ผู้ขอรับสิทธิต้องสูญเสียแหล่งอุปการะหลักจนเกิดความลำบากในการดำรงชีวิตหรือไม่ หากยังมีบุคคลอื่นคอยช่วยเหลือดูแลอยู่เช่นเดิม หรือยังมีทรัพย์สิน รายได้ หรือสิทธิอื่นที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ก็อาจถือไม่ได้ว่าได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การพิจารณาประเด็นนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับเงินจากรัฐให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

5 คำถาม หากผู้ขอรับบำเหน็จตกทอดมีทรัพย์สินหรือเงินฝากของตนเอง จะมีผลต่อการพิจารณาสิทธิหรือไม่

คำตอบ

การมีทรัพย์สินหรือเงินฝากของตนเองมิได้เป็นเหตุให้หมดสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดโดยอัตโนมัติ แต่เป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลสามารถนำมาประกอบการพิจารณาว่าบุคคลนั้นได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะจากผู้ตายจริงหรือไม่ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ผู้ขอรับสิทธิต้องพิสูจน์ว่าความตายของผู้ตายทำให้ตนได้รับผลกระทบจากการขาดการอุปการะอย่างแท้จริง หากปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวยังมีทรัพย์สิน เงินฝาก หรือสิทธิในทรัพย์มรดกที่สามารถนำมาใช้ในการดำรงชีวิตได้ตามสมควร ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมมีน้ำหนักในการพิจารณาว่าบุคคลนั้นยังคงสามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการอุปการะจากผู้ตายเพียงผู้เดียว ดังนั้น แม้การมีทรัพย์สินจะไม่ใช่ข้อห้ามของการได้รับสิทธิ แต่ก็อาจเป็นพยานหลักฐานที่แสดงว่าผู้ขอรับสิทธิไม่ได้อยู่ในภาวะเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะตามความหมายของกฎหมาย

6 คำถาม การช่วยเหลือกันภายในครอบครัวหลายคนมีผลต่อการวินิจฉัยเรื่องผู้อยู่ในอุปการะหรือไม่

คำตอบ

มีผลอย่างสำคัญ เพราะการพิจารณาว่าบุคคลใดเป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายหรือไม่นั้น ศาลจะพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงของการดำรงชีวิตและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในครอบครัวทั้งหมด ไม่ได้พิจารณาเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขอรับสิทธิกับผู้ตายเท่านั้น หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีพี่น้องหรือสมาชิกในครอบครัวหลายคนร่วมกันดูแล ช่วยเหลือค่าใช้จ่าย ดูแลเรื่องที่พักอาศัย หรือช่วยเหลือในการดำรงชีวิตของผู้ขอรับสิทธิอย่างต่อเนื่อง ย่อมแสดงให้เห็นว่าการดำรงชีวิตของบุคคลดังกล่าวมิได้พึ่งพาผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว ในกรณีเช่นนี้ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว หากระบบการช่วยเหลือภายในครอบครัวยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ ศาลอาจเห็นว่าบุคคลนั้นไม่ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะตามที่กฎหมายกำหนดไว้ การช่วยเหลือจากสมาชิกครอบครัวคนอื่นจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณาสิทธิรับบำเหน็จตกทอด

7 คำถาม เหตุใดศาลจึงแยกความแตกต่างระหว่างผู้พิทักษ์กับผู้อุปการะ

คำตอบ

ศาลแยกความแตกต่างระหว่างผู้พิทักษ์กับผู้อุปการะ เพราะทั้งสองสถานะมีวัตถุประสงค์และผลทางกฎหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผู้พิทักษ์เป็นบุคคลที่ศาลแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ดูแลหรือจัดการกิจการบางประการของบุคคลที่อยู่ในความพิทักษ์ตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ส่วนผู้อุปการะเป็นบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลในด้านการดำรงชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย อาหาร ค่าใช้จ่าย หรือความจำเป็นในชีวิตประจำวัน การที่บุคคลหนึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิทักษ์จึงไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นเป็นผู้รับภาระอุปการะทั้งหมดโดยอัตโนมัติ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีบุคคลอื่นเป็นผู้ดูแลหลักหรือร่วมกันช่วยเหลืออยู่เป็นประจำ ศาลย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงดังกล่าวมากกว่าการยึดถือสถานะตามเอกสารเพียงอย่างเดียว หลักการนี้มีความสำคัญเพื่อให้การใช้กฎหมายเป็นไปตามความเป็นจริงและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดอุปการะอย่างแท้จริง

8 คำถาม หลักสำคัญที่สุดที่ได้จากคดีนี้คืออะไร

คำตอบ

หลักสำคัญที่สุดที่ได้จากคดีนี้คือ การพิจารณาสิทธิรับบำเหน็จตกทอดในฐานะผู้อยู่ในอุปการะต้องอาศัยข้อเท็จจริงแห่งการอุปการะที่เกิดขึ้นจริง มิใช่อาศัยเพียงสถานะทางกฎหมายหรือความสัมพันธ์ทางเครือญาติเท่านั้น ผู้ขอรับสิทธิต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ตายอย่างต่อเนื่อง มีความจำเป็นต้องพึ่งพาการอุปการะดังกล่าว และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วต้องเกิดความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะอย่างแท้จริง หากยังมีบุคคลอื่นคอยช่วยเหลือดูแลอยู่ตามปกติ หรือยังมีทรัพย์สินและสิทธิอื่นที่สามารถใช้ในการดำรงชีวิตได้ ก็อาจไม่เข้าเกณฑ์เป็นผู้อยู่ในอุปการะตามที่กฎหมายกำหนด แนววินิจฉัยนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงในชีวิตจริงมากกว่าสถานะทางกฎหมาย และยืนยันหลักการว่าการใช้จ่ายเงินของรัฐต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1094/2550 

พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 4 ที่กำหนดบทนิยามผู้อยู่ในอุปการะว่า "ผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตลอดมา โดยจำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และความตายของผู้นั้นทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ" มีความหมายว่า ผู้ที่จะได้รับบำเหน็จตกทอดจะต้องได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ตายตลอดเวลา และความตายของผู้นั้นทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ

โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านของบิดามารดาตั้งแต่เกิดตลอดมาโดยอาศัยรวมอยู่กับพี่คนอื่น ๆ หลังจากบิดามารดาถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ก็คงอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว แม้ต่อมาศาลแพ่งธนบุรีจะมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของ พ. ก็เพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพย์สินของโจทก์ ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบิดามารดาและเงินฝากของโจทก์ในธนาคารเท่านั้น หามีผลทำให้ พ. เปลี่ยนฐานะเป็นผู้ให้ความอุปการะโจทก์ไม่ นอกจากนี้เมื่อ พ. ถึงแก่ความตาย ช. ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญและเป็นผู้พิทักษ์ของโจทก์ตามคำสั่งศาลแทน พ. กับ ส. ซึ่งพักอาศัยอยู่ด้วยกันและพี่คนอื่น ๆ ก็ยังช่วยกันดูแลให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลโจทก์ตามปกติอยู่เช่นเดิม โจทก์จึงไม่ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ โจทก์จึงมิได้เป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 4

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุคคลปัญญาอ่อนมาแต่กำเนิดไม่สามารถจัดการกิจการงานของตนเองได้ มีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลได้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวพัชชา เภกานนท์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2530 และอยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวพัชรินทร์ เภกานนท์ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 เป็นกระทรวงในรัฐบาล จำเลยที่ 2 เป็นกรมหนึ่งในกระทรวงจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองมีหน้าที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 จำเลยที่ 1 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน ส่วนจำเลยที่ 2 มีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนางสาวพัชชา เภกานนท์ เป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานสถาบันราชภัฏ จังหวัดฉะเชิงเทรา เข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2507 จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2538 ได้พ้นจากราชการเพราะเกษียณอายุ มีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ จำนวน 33 ปี อัตราเงินเดือนเดือนสุดท้ายขั้น 24,170 บาท ได้รับบำนาญเหตุสูงอายุเดือนละ 15,952.20 บาท โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวพัชชาและเป็นผู้อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนางสาวพัชชาในฐานะนางสาวพัชชาเป็นผู้พิทักษ์และเป็นพี่สาวนางสาวพัชชาได้ให้สิ่งจำเป็นอันเป็นปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตแก่โจทก์ตลอดมา ต่อมาเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2539 นางสาวพัชชาได้ถึงแก่ความตายด้วยโรคหัวใจล้มเหลว การถึงแก่ความตายของนางสาวพัชชาทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อน ขาดผู้ให้การอุปการะเลี้ยงดู และขาดสิ่งจำเป็นในชีวิตตามปกติของคนเสมือนไร้ความสามารถ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 โจทก์ได้แจ้งให้สถาบันราชภัฏขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 2 ปฏิเสธ อ้างว่าโจทก์ไม่เข้าข่ายผู้อยู่ในอุปการะและไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด โจทก์โดยนางสาวพัชรินทร์ เภกานนท์ ผู้พิทักษ์ของโจทก์จึงมีหนังสือขอให้จำเลยที่ 2 สภาสถาบันราชภัฏและสถาบันราชภัฏพิจารณาทบทวนและจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดแก่โจทก์ ตามหนังสือของโจทก์ฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2541 จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วยืนยันตามหลักการเดิม ตามหนังสือของกรมบัญชีกลาง ฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 โจทก์เห็นว่าโจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของนางสาวพัชชา เมื่อนางสาวพัชชาได้ถึงแก่ความตายโดยไม่มีทายาทใด โจทก์เป็นบุคคลที่จำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้เป็นจำนวน 30 เท่าของบำนาญรายเดือนที่นางสาวพัชชาได้รับ คิดเป็นเงินจำนวน 478,566 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย การฟ้องคดีนี้โจทก์ได้รับความยินยอมจากนางสาวพัชรินทร์ผู้พิทักษ์แล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 478,566 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 478,566 บาท นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 49 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 15) พ.ศ.2530 ซึ่งมีผลใช้บังคับในขณะที่นางสาวพัชชาถึงแก่ความตาย บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับ มาตรา 38 ผู้ได้รับบำนาญปกติ.....หรือผู้รับบำนาญพิเศษ เพราะเหตุทุพพลภาพตาย ให้จ่ายเงินเป็นบำเหน็จตกทอดให้แก่บุคคลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 44 เป็นจำนวนสามสิบเท่าของบำนาญรายเดือนที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับนั้น และให้จ่ายตามส่วนและหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรานั้น...." ทั้งนี้มาตรา 44 บัญญัติว่า "บำนาญพิเศษที่บัญญัติในลักษณะนี้ให้จ่ายแก่ทายาทผู้มีสิทธิตามเกณฑ์ดังนี้ (1) บุตร ให้ได้รับสองส่วน ถ้าผู้ตายมีบุตรตั้งแต่สามคนขึ้นไป ให้ได้รับสามส่วน (2) สามีหรือภรรยา ให้ได้รับหนึ่งส่วน (3) บิดามารดา หรือบิดา หรือมารดาที่มีชีวิตอยู่ ให้ได้รับหนึ่งส่วน....." โดยมาตรา 44 วรรคห้า บัญญัติว่า "ถ้าไม่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับบำนาญพิเศษดังกล่าวทั้ง 3 อนุมาตรา ให้บุคคลซึ่งเจ้ากระทรวงพิจารณาเห็นว่า มีหลักฐานแสดงได้ว่าเป็นผู้อุปการะผู้ตายอยู่ หรือเป็นผู้อยู่ในความอุปการะของผู้ตาย เป็นผู้รับบำนาญพิเศษตามส่วนที่เจ้ากระทรวงจะได้กำหนดให้..." เนื่องจากนางสาวพัชชาไม่มีบุตร ไม่มีสามี ไม่มีบิดามารดา หรือบิดามารดาที่มีชีวิตอยู่ในขณะที่ถึงแก่ความตาย ดังนั้น นางสาวพัชชาจึงไม่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดตามกฎหมายและตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดความหมายของ "ผู้อยู่ในอุปการะ" ไว้ว่า "หมายความว่า ผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตลอดมา โดยจำเป็นต้องมีผู้อุปการะและความตายของผู้นั้น ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดความอุปการะ" ในกรณีของโจทก์บิดาและมารดาของโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2521 และวันที่ 9 พฤษภาคม 2522 ตามลำดับ โจทก์สามารถดำรงตนอยู่ได้ตลอดมา เพิ่งมีการขอให้ศาลตั้งผู้พิทักษ์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2530 หลังจากที่มารดาถึงแก่ความตายแล้วถึง 8 ปีเศษ ศาลมีคำสั่งตั้งนางสาวพัชชาเป็นผู้พิทักษ์ของโจทก์ ในระหว่างที่นางสาวพัชชาเป็นผู้พิทักษ์นั้นได้รับราชการอยู่ที่สถาบันราชภัฏฉะเชิงเทราและพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ส่วนโจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักในกรุงเทพมหานคร ซึ่งพี่น้องอยู่ร่วมกันและช่วยกันดูแลโจทก์ตลอดมา อีกทั้งโจทก์มีบัญชีเงินฝากของตนเองที่จะเบิกมาใช้จ่ายนางสาวพัชชาผู้พิทักษ์เพียงซื้อของมาฝากและให้เงินใช้จ่ายเป็นครั้งคราว มิได้ให้การอุปการะเป็นส่วนใหญ่ ทั้งมิได้ให้การอุปการะอยู่เป็นประจำ และหลังจากที่นางสาวพัชชาถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งนางสาวพัชรินทร์ เภกานนท์ ข้าราชการบำนาญสังกัดสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินพี่สาวอีกคนหนึ่งเป็นผู้พิทักษ์โจทก์แทน ดังนั้น การถึงแก่ความตายของนางสาวพัชชาจึงมิได้ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดความอุปการะ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้อยู่ในอุปการะตามความหมายในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อปรากฏว่านางสาวพัชชาไม่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดและโจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอุปการะ สิทธิในบำเหน็จตกทอดของนางสาวพัชชาจึงเป็นอันยุติตามกฎหมายดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวพัชรินทร์ เภกานนท์ ผู้พิทักษ์ของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 478,566 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 23,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยทั้งสองในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายชิตและนางบุญเรือน เภกานนท์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน โจทก์ซึ่งเป็นบุตรคนสุดท้องเป็นบุคคลปัญญาอ่อนมาตั้งแต่กำเนิด ต้องอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบิดามารดามาโดยตลอด จนกระทั่งบิดามารดาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2521 และวันที่ 9 พฤษภาคม 2522 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2530 ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวพัชชา เภกานนท์ พี่สาว ตามคำสั่งของศาลแพ่งธนบุรี เอกสารหมาย จ.3 นางสาวพัชชารับราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาย้ายไปประจำอยู่ที่วิทยาลัยครูฉะเชิงเทรา ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันราชภัฏฉะเชิงเทรา นางสาวพัชชาเกษียณอายุราชการได้รับบำนาญเหตุสูงอายุรายเดือน เดือนละ 15,952.20 บาท ต่อมาวันที่ 14 เมษายน 2539 นางสาวพัชชาถึงแก่ความตาย ตามสำเนาใบมรณบัตร เอกสารหมาย จ.7 นางสาวพัชรินทร์ เภกานนท์ พี่สาวโจทก์อีกคนหนึ่งได้ขอเบิกบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของนางสาวพัชชาต่อสถาบันราชภัฏฉะเชิงเทรา จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า นางสาวพัชชาไม่ได้เป็นผู้อุปการะโจทก์อยู่เป็นประจำ และความตายของนางสาวพัชชาไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด ตามเอกสารหมาย จ.13 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดของนางสาวพัชชาตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์เป็นบุคคลปัญญาอ่อนมีบิดามารดาเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูตลอดมาจนกระทั่งบิดามารดาถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นโจทก์ยังมีพี่ ๆ หลายคนรวมทั้งนางสาวพัชชาเป็นผู้ดูแล จนกระทั่งมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของโจทก์ จึงจำเป็นต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถอยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวพัชชา นางสาวพัชชาไม่ได้มอบเงินให้โจทก์ใช้จ่ายเป็นประจำ ไม่ได้เป็นผู้อุปการะตลอดมาจึงไม่ใช่ผู้อุปการะโจทก์แต่อย่างใด เมื่อนางสาวพัชชาถึงแก่ความตายแล้ว ก็ยังมีพวกพี่ ๆ คนอื่นของโจทก์รวมทั้งนางสาวพัชรินทร์ ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญช่วยเหลือดูแลโจทก์อยู่ อีกทั้งโจทก์มีเงินฝากในธนาคารและยังมีสิทธิได้รับมรดกจากบิดามารดาและนางสาวพัชชา โจทก์ไม่ได้ขาดไร้อุปการะและไม่ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากความตายของนางสาวพัชชา จึงไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 4 ได้กำหนดบทนิยามผู้อยู่ในอุปการะว่าให้หมายความว่า "ผู้ที่ได้อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตลอดมา โดยจำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และความตายของผู้นั้นทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ" ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ที่จะได้รับบำเหน็จตกทอดจะต้องได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ตายตลอดเวลา และความตายของผู้นั้น ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ สำหรับกรณีของโจทก์นั้น ได้ความจากตัวโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ในช่วงที่นางสาวพัชชารับราชการอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โจทก์พักอาศัยอยู่กับนางสาวพัชรินทร์และนางสาคร (ไม่ปรากฏนามสกุล) พี่สาวกับพวกหลาน ๆ มีนางสาวพัชรินทร์เป็นหลักในการดูแลโจทก์ พี่น้องคนอื่น ๆ มาช่วยดูแลเป็นครั้งคราว กับได้ความจากนายวิชัย เภกานนท์ พี่ชายโจทก์ ซึ่งเบิกความเป็นพยานโจทก์ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ระหว่างที่นางสาวพัชชาไปรับราชการอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวพัชชาจะเดินทางกลับบ้านที่กรุงเทพมหานครในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เวลาโจทก์ไปพบแพทย์นางสาครจะเป็นผู้พาไป ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของโจทก์พี่น้องจะช่วยเหลือกันเท่าที่จะทำได้ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวแสดงว่าโจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านของบิดามารดาตั้งแต่เกิดตลอดมาโดยอาศัยรวมอยู่กับพี่คนอื่น ๆ อีกหลายคน หลังจากบิดามารดาถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ก็คงอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวร่วมกับนางสาวพัชรินทร์ และนางสาคร กับบุตรของนางสาคร ผู้ที่เป็นหลักดูแลให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลโจทก์ตลอดมาคือนางสาวพัชรินทร์ แม้ต่อมาศาลแพ่งธนบุรี จะมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวพัชชา ก็เพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพย์สินของโจทก์ ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของบิดามารดาและเงินฝากของโจทก์ในธนาคารเท่านั้น หามีผลทำให้นางสาวพัชชาเปลี่ยนฐานะเป็นผู้ให้ความอุปการะโจทก์ไม่ นอกจากนี้เมื่อนางสาวพัชชาถึงแก่ความตาย นางสาวพัชรินทร์ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญและเป็นผู้พิทักษ์ของโจทก์ตามคำสั่งศาลแทนนางสาวพัชชากับนางสาครซึ่งพักอาศัยอยู่ด้วยกันและพี่คนอื่น ๆ ก็ยังช่วยกันดูแลให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลโจทก์ตามปกติอยู่เช่นเดิม เพียงแต่ขาดความช่วยเหลือในส่วนของนางสาวพัชชาไปบ้างเท่านั้น โจทก์จึงไม่ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 4 ดังกล่าวแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้อยู่ในอุปการะของนางสาวพัชชานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ผู้พิทักษ์มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดเสมอไปจริงหรือไม่  หลายคนเข้าใจว่าหากเป็นผู้พิทักษ์ของคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นผู้ดูแลตามคำสั่งศาล ย่อมมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดเมื่อผู้รับบำนาญถึงแก่ความตาย แต่ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น




ตัวบทมาตราแพ่ง

กรรมการบริษัทติดคุกเพียงคนเดียว บริษัทไร้ผู้แทนได้หรือไม่ ศาลมีอำนาจตั้งผู้แทนชั่วคราวแทนกรรมการตามกฎหมายหรือไม่ article
สัญญาติดตามทรัพย์มรดกที่คิดค่าตอบแทนจากส่วนแบ่งมรดกเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักเรื่องความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีไว้อย่างไร
พินัยกรรมของคนไร้ความสามารถมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ เมื่อศาลเคยมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถภายหลัง
พินัยกรรมไม่มีคำว่าเผื่อตายเป็นโมฆะหรือไม่ และสิทธิปลูกสร้างบนที่ดินผู้อื่นที่ไม่จดทะเบียนมีผลอย่างไร
คนเสมือนไร้ความสามารถ ผู้พิทักษ์มีอำนาจทำการแทนได้หรือไม่ หากยังไม่เกิดเหตุจริง ศาลมีอำนาจอนุญาตล่วงหน้าเพียงใด
ประกันภัยรถยนต์ปฏิเสธความรับผิดได้หรือไม่เมื่อมีการลากจูงรถ ศาลวินิจฉัยอย่างไร บุคคลภายนอกเรียกร้องค่าสินไหมได้หรือไม่ตามหลักกฎหมายประกันภัย
ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดแทนผู้รับจ้างหรือไม่ ฟ้องแย้งเกี่ยวบุคคลภายนอกพิจารณาได้เพียงใด หลักกฎหมายมาตรา 428 และข้อจำกัดฟ้องแย้งในคดีแพ่ง
การเลิกรับบุตรบุญธรรมมีผลเมื่อใด? วิเคราะห์ฎีกาเรื่องสิทธิรับมรดกและอำนาจศาลในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกอย่างละเอียด
ผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกแล้วนำเงินเข้าบัญชีตนเอง เป็นยักยอกหรือไม่ และมีขอบเขตอำนาจเพียงใดในการจัดการมรดก
สิทธิจัดการศพพระภิกษุเป็นของใคร? ทายาทไม่มีสิทธิเมื่อทรัพย์ตกเป็นของวัดตามกฎหมาย
หนังสือมอบอำนาจถือเป็นพินัยกรรมได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยกรณีโอนทรัพย์มรดกและสิทธิของทายาทตามพินัยกรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย
ค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยต้องหักจากความรับผิดของผู้ก่อเหตุหรือไม่ในคดีอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย
สัญญาขายฝากที่ดินเป็นโมฆะเพราะสำคัญผิดในราคา ตามกฎหมายแพ่งมาตรา 156
บัตรเดบิตถูกลักใช้ ร้านค้าไม่ตรวจลายมือชื่อ ธนาคารรับผิด 3 ใน 4(ฎีกาที่ 4568/2566)
สิทธิของรัฐในการติดตามเงินงบประมาณคืนจากผู้รับเงินโดยผิดหลง(ฎีกา 4569/2566)
วัสดุก่อสร้างเป็นของใครเมื่อเลิกสัญญา? ผู้รับเหมาฟ้องเรียกค่าเหล็กได้ไหม ศาลวินิจฉัยสิทธิในงานก่อสร้างและทรัพย์สิน
ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างทำของได้หรือไม่ เมื่อความล่าช้าไม่ได้เกิดจากผู้รับจ้างฝ่ายเดียว และต้องคืนเงินล่วงหน้ากับหนังสือค้ำประกันอย่างไร
เรียกค่าเสียหายจากการรื้อถอนอาคารได้แค่ไหน? ค่าเช่า ค่าซ่อม คิดอย่างไรตามกฎหมายละเมิด และอะไรเรียกไม่ได้
เพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการกรณีความประมาทเท่ากัน (ฎีกา 145/2568)
ความรับผิดของผู้ครอบครองรถ (ประกัน, เมาสุรา)ค่าสินไหมทดแทน (ฎีกา 1953/2567)
ชดใช้คืนเงิน เลิกสัญญา & ห้ามกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ,กฎหมายผู้บริโภค(ฎีกา 2019/2567)
ประเด็นเรื่องการจับฉลากแบ่งมรดกโดยไม่มีทายาทครบทุกคน
คำพิพากษาศาล(ฎีกาที่ 3373/2567): *ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน บสย. และความรับผิดของลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 816
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4442/2567: สมาชิกสหกรณ์ยังมีหนี้ค้างชำระ ไม่มีสิทธิลาออกและขอถอนเงินค่าหุ้น
ปิดกั้นทางสาธารณะผิดหรือไม่? วิเคราะห์สิทธิในทรัพย์ส่วนกลางอาคารชุด vs สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และผลกฎหมายปรับเป็นพินัย
การรับช่วงสิทธิคืออะไร การรับช่วงสิทธิหมายความว่าอย่างไร
ค่าสินไหมทดแทนเพื่อที่เขาต้องขาดแรงงาน
ค่าเสียหายที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าให้ชดใช้ให้แก่กัน