
| ทนายความยังมีอำนาจดำเนินคดีหลังความตายของคู่ความหรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายการสิ้นสุดอำนาจตัวแทน การเข้าเป็นคู่ความแทน และผลของการไม่ดำเนินการภายในกำหนด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการสิ้นสุดอำนาจของทนายความภายหลังคู่ความถึงแก่ความตาย และผลทางกฎหมายเมื่อทายาทหรือผู้มีสิทธิมิได้ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่ที่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการบังคับคดีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวินิจฉัยถึงขอบเขตอำนาจของทนายความซึ่งเคยได้รับแต่งตั้งจากผู้ร้องว่ายังสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาแทนผู้ร้องต่อไปได้หรือไม่ หลังจากผู้ร้องถึงแก่ความตายเป็นเวลานานหลายปี โดยไม่มีการติดต่อ แจ้ง หรือปรึกษาทายาท รวมทั้งไม่มีทายาทผู้ใดเข้าร้องขอเป็นคู่ความแทนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยเชื่อมโยงหลักกฎหมายว่าด้วยการสิ้นสุดอำนาจตัวแทนกับหลักการเข้าเป็นคู่ความแทนในคดีแพ่ง เพื่อกำหนดขอบเขตการดำเนินคดีของทนายความภายหลังการเสียชีวิตของตัวความ และยืนยันว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาภายหลังจากอำนาจดังกล่าวสิ้นสุดลงย่อมไม่มีผลตามกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายแพ่งว่าด้วยตัวแทนและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการเข้าเป็นคู่ความแทน อันเป็นหลักเกณฑ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีแพ่งและการบังคับคดีในกรณีที่คู่ความถึงแก่ความตายระหว่างกระบวนพิจารณา ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าการคุ้มครองสิทธิของผู้ตายและทายาทต้องดำเนินการภายในกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นอำนาจในการดำเนินคดีของตัวแทนหรือทนายความย่อมสิ้นสุดลง และการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปย่อมไม่อาจก่อให้เกิดผลตามกฎหมายได้ สรุปข้อเท็จจริง คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 44249 ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และนำออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2546 โดยมีผู้ซื้อทรัพย์ได้ในการขายทอดตลาดเป็นเงิน 16,100,000 บาท ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งและออกหมายแจ้งให้จำเลยนำเงินดังกล่าวคืนแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดพังงา สาขาตะกั่วป่า เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำส่งเงินไปยังศาลจังหวัดภูเก็ต และหากจำเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือว่าจำเลยตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา รวมทั้งขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีในหนี้เงินดังกล่าวกับจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งอีกคดีหนึ่ง มิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ผู้ร้องย่อมต้องดำเนินการในคดีที่ตนเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ใช่ยื่นคำร้องในคดีนี้ จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าคำร้องสมควรรับไว้ไต่สวน จึงพิพากษากลับให้รับคำร้องไว้พิจารณา พร้อมให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ภายหลังจากศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว ศาลมีคำสั่งยกคำร้องอีกครั้ง ผู้ร้องจึงอุทธรณ์คำสั่ง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ โดยเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ผู้ร้องจึงได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่คดีดำเนินมาได้ปรากฏข้อเท็จจริงสำคัญว่า ผู้ร้องถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ทั้งที่ก่อนหน้านั้นผู้ร้องได้แต่งตั้งทนายความให้ดำเนินคดีแทนตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2551 และหลังจากผู้ร้องถึงแก่ความตาย ทนายความยังคงเป็นผู้ยื่นคำร้อง ยื่นอุทธรณ์ และดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อเนื่องด้วยตนเอง โดยไม่มีการแสดงว่าทายาทได้รับทราบหรือให้ความยินยอมในการดำเนินคดีดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ภายหลังผู้ร้องถึงแก่ความตาย ได้มีน้องชายของผู้ร้องยื่นคำร้องขอคัดคำสั่งศาล คำพิพากษา เอกสารเกี่ยวกับการบังคับคดี เอกสารการรับเงิน และเอกสารเกี่ยวกับการขายทอดตลาด เพื่อนำไปใช้ประกอบการดำเนินคดีอีกเรื่องหนึ่งที่ศาลจังหวัดภูเก็ต แต่เอกสารดังกล่าวมิได้แสดงว่าทนายความผู้ร้องได้แจ้งการเสียชีวิตของผู้ร้องหรือได้ประสานงานกับทายาทเกี่ยวกับการดำเนินคดีนี้ อีกทั้งยังปรากฏว่าบุคคลซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกร่วมของผู้ตาย รวมถึงทายาทรายอื่น มิได้ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้ร้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่ความตาย และไม่มีการแสดงเหตุผลว่าการไม่เข้าดำเนินคดีภายในกำหนดเวลาดังกล่าวเกิดจากสาเหตุใด ประเด็นข้อพิพาทของคดี แม้คดีจะเริ่มต้นจากข้อพิพาทเกี่ยวกับการบังคับคดีและคำร้องขอให้จำเลยนำเงินส่งคืนแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องถึงแก่ความตายก่อนที่จะมีการยื่นคำร้องในคดีนี้เป็นเวลาหลายปี ประเด็นสำคัญของคดีจึงเปลี่ยนมาอยู่ที่การพิจารณาว่า ทนายความซึ่งเคยได้รับแต่งตั้งจากผู้ร้องยังคงมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนผู้ร้องต่อไปได้หรือไม่ ภายหลังจากผู้ร้องถึงแก่ความตาย และเมื่อไม่มีทายาทหรือผู้มีสิทธิร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้ ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลักกฎหมายว่าด้วยการสิ้นสุดอำนาจของตัวแทนกับหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับการเข้าเป็นคู่ความแทน โดยพิจารณาว่า ระยะเวลาที่ทนายความสามารถดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ตายมีขอบเขตเพียงใด และเมื่อเวลาผ่านไปเป็นระยะเวลานาน ประกอบกับไม่มีการติดต่อหรือแจ้งให้ทายาททราบถึงการดำเนินคดี และไม่มีผู้ใดร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด อำนาจของทนายความจะยังคงมีอยู่หรือสิ้นสุดลงตามกฎหมาย นอกจากนี้ ศาลยังต้องพิจารณาด้วยว่า การยื่นคำร้อง การยื่นอุทธรณ์ และการดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ ที่ทนายความได้กระทำภายหลังจากอำนาจดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว จะมีผลผูกพันทางกฎหมายหรือไม่ และศาลจะสามารถรับรองการดำเนินกระบวนพิจารณาเหล่านั้นได้เพียงใด ทั้งหมดนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกานำมาวินิจฉัยเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอำนาจของทนายความภายหลังตัวความถึงแก่ความตาย และผลของการไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับการเข้าเป็นคู่ความแทน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคดีนี้และเป็นเหตุผลที่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในที่สุด คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในคดีนี้มิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการบังคับคดีหรือสิทธิเรียกร้องตามคำร้องเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาว่า ทนายความผู้ร้องยังมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแทนผู้ร้องต่อไปหรือไม่ ภายหลังจากผู้ร้องถึงแก่ความตาย โดยศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนว่า ผู้ร้องได้แต่งตั้งทนายความให้ดำเนินคดีตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2551 และผู้ร้องถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ต่อมาหลังจากนั้นหลายปี ทนายความยังเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยส่งเงินคืนเจ้าพนักงานบังคับคดี ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น และดำเนินกระบวนพิจารณาคดีทั้งหมดด้วยตนเอง โดยไม่ปรากฏว่ามีการติดต่อ ขอคำปรึกษา หรือแจ้งให้ทายาทของผู้ร้องทราบเกี่ยวกับการดำเนินคดีดังกล่าวแต่อย่างใด ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักอย่างยิ่ง เนื่องจากระยะเวลาตั้งแต่ผู้ร้องถึงแก่ความตายจนถึงวันที่ทนายความยื่นคำร้องในคดีนี้กินเวลานานกว่าเจ็ดปี การที่ทนายความยังดำเนินคดีต่อเนื่องโดยไม่ประสานกับทายาทหรือผู้มีสิทธิในกองมรดก เป็นพฤติการณ์ที่ผิดไปจากวิสัยของการปฏิบัติหน้าที่ของทนายความตามปกติ เพราะเมื่อผู้ว่าจ้างถึงแก่ความตาย การดำเนินคดีที่มีผลกระทบต่อสิทธิของกองมรดกหรือทายาทย่อมควรมีการแจ้งข้อมูลหรือประสานการดำเนินการกับผู้มีสิทธิที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้มีสิทธิตามกฎหมายอย่างแท้จริง ศาลยังพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งว่า แม้ภายหลังผู้ร้องถึงแก่ความตาย จะมีบุคคลในครอบครัวของผู้ร้องเข้ามาขอคัดสำเนาคำสั่งศาล คำพิพากษา และเอกสารเกี่ยวกับการบังคับคดีเพื่อนำไปใช้ในอีกคดีหนึ่ง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าทายาท ผู้จัดการมรดก หรือผู้มีสิทธิคนใดได้ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้ร้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่ความตาย อีกทั้งไม่มีการแสดงเหตุผลต่อศาลว่าการไม่เข้าดำเนินคดีภายในกำหนดเวลานั้นเกิดจากเหตุจำเป็นหรือเหตุสุดวิสัยประการใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงทำให้ศาลเห็นว่าปล่อยให้ระยะเวลาตามกฎหมายล่วงพ้นไปโดยไม่มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดร่วมกับบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ระยะเวลาที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ตัวแทนหรือทนายความดำเนินการเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ตายได้สิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากไม่มีผู้มีสิทธิร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ประกอบกับไม่มีการแสดงเหตุผลที่อาจรับฟังได้ว่าทำไมจึงไม่มีการดำเนินการดังกล่าว ดังนั้น อำนาจของทนายความในการดำเนินคดีแทนผู้ร้องจึงสิ้นสุดลงตามกฎหมาย และไม่อาจอาศัยหนังสือแต่งตั้งทนายความที่ผู้ร้องเคยทำไว้ก่อนถึงแก่ความตายเป็นฐานในการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่ออำนาจของทนายความสิ้นสุดลงแล้ว การยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ตลอดจนการยื่นอุทธรณ์คำสั่งในเวลาต่อมา ล้วนเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นภายหลังจากอำนาจตามกฎหมายได้สิ้นสุดลงแล้ว การกระทำดังกล่าวจึงไม่อาจก่อให้เกิดผลทางกฎหมายในฐานะการดำเนินคดีแทนผู้ร้องได้ ศาลจึงเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าทนายความไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนผู้ร้องอีกต่อไป และฎีกาของผู้ร้องจึงไม่มีเหตุที่จะรับฟังได้ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ในคดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีพิจารณาความอย่างชัดเจน กล่าวคือ แม้ทนายความจะได้รับแต่งตั้งโดยชอบจากตัวความในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อเกิดเหตุที่กฎหมายกำหนดให้ความเป็นตัวแทนสิ้นสุดลง การดำเนินการของทนายความภายหลังจากนั้นย่อมต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมาย ไม่อาจอาศัยหนังสือแต่งตั้งเดิมเป็นเหตุให้มีอำนาจดำเนินคดีต่อไปได้ตลอดไป เพราะการเป็นตัวแทนมิใช่สิทธิที่คงอยู่โดยไม่มีกำหนด หากแต่เป็นนิติสัมพันธ์ที่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติไว้ อีกประการหนึ่ง ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักการคุ้มครองสิทธิของทายาทและผู้มีสิทธิในกองมรดก โดยถือว่าหลังจากคู่ความถึงแก่ความตาย สิทธิในการตัดสินใจว่าจะดำเนินคดีต่อหรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องของผู้มีสิทธิตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่ทนายความจะตัดสินใจดำเนินการต่อไปได้โดยลำพัง การกำหนดระยะเวลาให้ทายาทร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าผู้ใดเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีต่อ และเพื่อไม่ให้กระบวนพิจารณาต้องค้างอยู่โดยไม่มีผู้รับผิดชอบต่อสิทธิและหน้าที่ในคดี นอกจากนี้ แนววินิจฉัยของศาลฎีกายังแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาเรื่องอำนาจของทนายความมิใช่การพิจารณาเฉพาะตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ศาลยังนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ในการดำเนินคดีมาประกอบการวินิจฉัยด้วย โดยเฉพาะการที่ทนายความดำเนินคดีต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีการติดต่อหรือแจ้งให้ทายาททราบ ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้ว่าการดำเนินคดีมิได้อยู่ภายใต้การรับรู้หรือการควบคุมของผู้มีสิทธิตามกฎหมาย จึงไม่สอดคล้องกับหลักการดำเนินคดีแทนเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ตายตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ คดีนี้จึงตอกย้ำหลักกฎหมายสำคัญว่า การแต่งตั้งทนายความมิใช่การมอบอำนาจที่ดำรงอยู่ตลอดไปโดยไม่จำกัดเวลา แต่เป็นอำนาจที่กฎหมายรับรองเพื่อประโยชน์ของตัวความภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เมื่อเหตุแห่งการสิ้นสุดอำนาจเกิดขึ้น และไม่มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโดยชอบแล้ว ทนายความย่อมไม่อาจใช้อำนาจเดิมดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ และการดำเนินการที่เกิดขึ้นภายหลังย่อมไม่ก่อให้เกิดผลตามกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ช่วยสร้างความแน่นอนแก่กระบวนการยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างสมดุล เจตนารมณ์ของกฎหมายและการวิเคราะห์แนววินิจฉัยของศาล บทบัญญัติที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ในคดีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความแน่นอนของสถานะคู่ความและความถูกต้องของกระบวนพิจารณาคดี เมื่อคู่ความถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับคดีอาจตกทอดแก่ทายาทหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมาย แต่การเข้ามาใช้สิทธิดังกล่าวต้องเป็นไปตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มิใช่ปล่อยให้บุคคลซึ่งเคยเป็นตัวแทนหรือทนายความดำเนินคดีต่อไปโดยไม่มีขอบเขต เพราะหากปล่อยให้ดำเนินการได้โดยไม่จำกัดเวลา ย่อมก่อให้เกิดความไม่แน่นอนแก่กระบวนการยุติธรรม และอาจกระทบต่อสิทธิของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียซึ่งควรเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะดำเนินคดีต่อหรือยุติคดี ในอีกด้านหนึ่ง หลักกฎหมายเกี่ยวกับการสิ้นสุดอำนาจของตัวแทนมิได้มีเจตนารมณ์เพื่อให้คดีต้องสิ้นสุดลงทันทีเมื่อคู่ความถึงแก่ความตาย แต่กฎหมายเปิดโอกาสให้ตัวแทนหรือทนายความสามารถดำเนินการที่จำเป็นเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ตายได้ในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันมิให้สิทธิของผู้ตายเสียหายก่อนที่ทายาทหรือผู้มีสิทธิจะเข้ามาดำเนินคดีแทน อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว มิใช่อำนาจถาวร เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดและยังไม่มีผู้มีสิทธิเข้ามาดำเนินการแทน อำนาจของตัวแทนหรือทนายความย่อมสิ้นสุดลงตามหลักกฎหมาย แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่าศาลมิได้วินิจฉัยโดยอาศัยเพียงการนับระยะเวลาตามตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ยังพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาที่ผู้ร้องถึงแก่ความตาย การที่ทนายความยังดำเนินคดีต่อเนื่องด้วยตนเอง การไม่ปรากฏว่ามีการติดต่อหรือแจ้งให้ทายาททราบ การไม่มีทายาทเข้าร้องขอเป็นคู่ความแทนภายในกำหนด รวมถึงการไม่มีเหตุผลรองรับว่าทำไมจึงปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเป็นเวลานาน ข้อเท็จจริงทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลสนับสนุนให้ศาลเชื่อว่าอำนาจในการดำเนินคดีของทนายความได้สิ้นสุดลงแล้วโดยผลของกฎหมาย สาระสำคัญของคำวินิจฉัยจึงอยู่ที่การรักษาดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้ตายกับการคุ้มครองความมั่นคงของกระบวนพิจารณา กล่าวคือ กฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้ทนายความดำเนินคดีแทนผู้ตายได้โดยไม่จำกัดเวลา ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ทายาทหรือผู้มีสิทธิเข้ามาใช้สิทธิแทนภายในกรอบเวลาที่เหมาะสม หากผู้มีสิทธิไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ย่อมต้องรับผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการปล่อยปละละเลยดังกล่าว ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ทำให้กระบวนพิจารณาคดีมีความแน่นอนและสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสถานะของคู่ความในภายหลัง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โดยเห็นว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งอีกคดีหนึ่ง มิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องอ้าง ผู้ร้องย่อมต้องดำเนินการบังคับคดีในคดีดังกล่าว ไม่ใช่ยื่นคำร้องในคดีนี้ ต่อมาภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาให้รับคำร้องไว้ไต่สวน ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งยกคำร้องอีกครั้ง 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ครั้งแรกพิพากษากลับให้รับคำร้องของผู้ร้องไว้ไต่สวนและให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี หลังจากศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์อีกครั้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงพิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง โดยเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่อำนาจของทนายความในการดำเนินคดีภายหลังผู้ร้องถึงแก่ความตาย เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องเสียชีวิตมานานกว่าเจ็ดปี ทนายความยังดำเนินคดีโดยไม่ได้ติดต่อหรือแจ้งให้ทายาททราบ อีกทั้งไม่มีทายาทหรือผู้มีสิทธิร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย จึงถือว่าล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนหรือทนายความจะดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ร้องได้แล้ว อำนาจของทนายความจึงสิ้นสุดลง การยื่นคำร้องและการดำเนินกระบวนพิจารณาภายหลังจากนั้นไม่ก่อให้เกิดผลตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักกฎหมายที่สำคัญว่า อำนาจของทนายความในการดำเนินคดีมิใช่อำนาจที่ดำรงอยู่โดยไม่มีกำหนด แม้จะได้รับแต่งตั้งโดยชอบในขณะที่ตัวความยังมีชีวิต แต่เมื่อคู่ความถึงแก่ความตาย การดำเนินกระบวนพิจารณาภายหลังย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับการสิ้นสุดอำนาจของตัวแทนและการเข้าเป็นคู่ความแทน การที่ทายาทหรือผู้มีสิทธิไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ย่อมทำให้สิทธิในการดำเนินคดีตามช่องทางดังกล่าวได้รับผลกระทบ และตัวแทนหรือทนายความไม่อาจใช้อำนาจเดิมดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ ศาลฎีกายังแสดงให้เห็นว่าการวินิจฉัยเรื่องอำนาจในการดำเนินคดีมิได้พิจารณาเฉพาะตัวบทกฎหมาย แต่คำนึงถึงพฤติการณ์ทั้งหมดที่สะท้อนถึงการคุ้มครองสิทธิของทายาท ความสุจริตในการดำเนินคดี และความมั่นคงแน่นอนของกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การใช้อำนาจแทนบุคคลผู้ถึงแก่ความตายเป็นไปภายใต้กรอบที่กฎหมายรับรองอย่างเคร่งครัดและไม่กระทบต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมาย. ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการสิ้นสุดอำนาจของทนายความภายหลังคู่ความถึงแก่ความตาย และผลของการที่ทายาทหรือผู้มีสิทธิไม่ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ทนายความจะได้รับแต่งตั้งโดยชอบก่อนผู้ร้องถึงแก่ความตาย แต่เมื่อผู้ร้องเสียชีวิตเป็นเวลานานกว่าเจ็ดปี และไม่มีทายาทหรือผู้มีสิทธิร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนภายในหนึ่งปี อีกทั้งทนายความยังดำเนินคดีโดยไม่ได้ติดต่อหรือแจ้งให้ทายาททราบ จึงถือว่าล่วงพ้นระยะเวลาที่ทนายความจะดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ร้องได้แล้ว อำนาจในการดำเนินคดีของทนายความจึงสิ้นสุดลง และการยื่นคำร้องรวมทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นภายหลังจากนั้นไม่ก่อให้เกิดผลตามกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ การสิ้นสุดอำนาจของทนายความหลังคู่ความถึงแก่ความตาย แก่นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่าอำนาจของทนายความซึ่งได้รับแต่งตั้งจากตัวความก่อนเสียชีวิตยังคงดำรงอยู่หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าอำนาจดังกล่าวมิใช่อำนาจถาวร แต่มีขอบเขตเพียงเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ตายในช่วงเวลาที่กฎหมายยอมรับ เมื่อปล่อยให้เวลาล่วงเลยเป็นเวลานานและไม่มีผู้มีสิทธิเข้าดำเนินคดีแทน อำนาจของทนายความย่อมสิ้นสุดลงตามกฎหมาย การเข้าเป็นคู่ความแทนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการที่ทายาทหรือผู้มีสิทธิไม่ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนภายในหนึ่งปีนับแต่ผู้ร้องถึงแก่ความตาย และไม่ปรากฏเหตุผลอันสมควรในการปล่อยให้ระยะเวลาดังกล่าวล่วงพ้น จึงถือว่ากฎหมายไม่เปิดโอกาสให้ทนายความใช้อำนาจเดิมดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป การเข้าเป็นคู่ความแทนภายในกำหนดเวลาจึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การดำเนินคดีหลังคู่ความเสียชีวิตยังคงมีผลตามกฎหมาย อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดขอบเขตของอำนาจตัวแทนเมื่อความเป็นตัวแทนต้องสิ้นสุดลง โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้มอบอำนาจหรือผู้ว่าจ้างถึงแก่ความตาย กฎหมายมิได้กำหนดให้อำนาจของตัวแทนสิ้นสุดลงโดยไม่มีข้อยกเว้นในทันที แต่เปิดโอกาสให้ตัวแทนหรือทนายความสามารถดำเนินการเฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ตายไว้ชั่วคราว จนกว่าผู้มีสิทธิตามกฎหมายจะสามารถเข้ามาดำเนินการแทนได้ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้สิทธิของผู้ตายหรือกองมรดกได้รับความเสียหายจากการที่ไม่มีผู้ดำเนินการในช่วงรอยต่อระหว่างการเสียชีวิตกับการเข้ารับสิทธิของทายาท อย่างไรก็ตาม อำนาจดังกล่าวมิใช่อำนาจที่ดำรงอยู่โดยไม่มีกำหนด หากแต่เป็นอำนาจชั่วคราวที่มีไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ตายในสถานการณ์จำเป็นเท่านั้น เมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเมื่อผู้มีสิทธิตามกฎหมายสามารถเข้ามาดำเนินการได้แล้ว ตัวแทนหรือทนายความย่อมไม่อาจอาศัยอำนาจเดิมดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ เพราะการตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิของกองมรดกเป็นอำนาจของทายาทหรือผู้มีสิทธิโดยตรง ไม่ใช่อำนาจของตัวแทนที่เคยได้รับแต่งตั้งก่อนการเสียชีวิตของตัวความ สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 828 มาปรับใช้โดยพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่า ผู้ร้องถึงแก่ความตายตั้งแต่ปี 2559 แต่ทนายความยังคงดำเนินคดีด้วยตนเองต่อเนื่องเป็นเวลากว่าเจ็ดปี โดยไม่ติดต่อ ไม่ขอคำปรึกษา และไม่แจ้งให้ทายาทของผู้ร้องทราบเกี่ยวกับการดำเนินคดี อีกทั้งไม่มีทายาทหรือผู้มีสิทธิเข้ามาร้องขอเป็นคู่ความแทนภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้ ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าล่วงพ้นระยะเวลาที่กฎหมายยอมให้ตัวแทนดำเนินการเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ตายแล้ว อำนาจของทนายความจึงสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ามาตรา 828 มิได้มีเจตนารมณ์ให้ตัวแทนหรือทนายความสามารถดำเนินคดีแทนผู้ตายได้ตลอดไป แต่มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ตายในช่วงเวลาที่จำเป็นเท่านั้น เมื่อเหตุแห่งความจำเป็นสิ้นสุดลงหรือเมื่อปล่อยให้เวลาล่วงเลยเกินสมควรโดยไม่มีการดำเนินการของผู้มีสิทธิ กฎหมายย่อมให้ความสำคัญกับความแน่นอนของกระบวนพิจารณาและการคุ้มครองสิทธิของทายาทมากกว่าการคงอำนาจของตัวแทนไว้ต่อไป จึงเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย ทนายความ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีควรตระหนักและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้การดำเนินกระบวนพิจารณาภายหลังเกิดปัญหาเรื่องอำนาจในการดำเนินคดีและความสมบูรณ์ของกระบวนพิจารณาตามกฎหมาย อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าเป็นคู่ความแทนในกรณีที่คู่ความฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายระหว่างการดำเนินคดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนพิจารณาสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งคุ้มครองสิทธิของทายาทหรือผู้รับโอนสิทธิที่เกี่ยวข้องกับคดี กฎหมายจึงกำหนดให้บุคคลผู้มีสิทธิตามกฎหมายต้องเข้ามาแสดงตนและร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้ศาลตรวจสอบสถานะและรับรองว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนผู้ตายได้โดยชอบ ทั้งยังเป็นการสร้างความแน่นอนให้แก่คู่ความอีกฝ่ายและกระบวนพิจารณาของศาล มิให้เกิดปัญหาว่าผู้ดำเนินคดีเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ สาระสำคัญของมาตรา 42 มิได้มุ่งหมายเพียงกำหนดขั้นตอนทางวิธีพิจารณาเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกที่เชื่อมโยงสิทธิในทางสารบัญญัติกับกระบวนการพิจารณาของศาล กล่าวคือ แม้สิทธิหรือหน้าที่บางประการของผู้ตายอาจตกทอดแก่ทายาทตามกฎหมาย แต่ทายาทจะสามารถเข้ามาใช้สิทธิในกระบวนพิจารณาแทนผู้ตายได้ก็ต่อเมื่อได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ หากไม่มีการร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนภายในกำหนดเวลา ศาลย่อมไม่อาจถือว่าบุคคลดังกล่าวมีฐานะเป็นคู่ความในคดีได้ และย่อมไม่อาจใช้อำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนผู้ตายได้โดยอัตโนมัติ ในคดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 42 มาประกอบการวินิจฉัยโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 แต่ทายาทซึ่งปรากฏชื่อในสำนวน รวมทั้งบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกร่วม มิได้ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่ความตาย อีกทั้งไม่ปรากฏเหตุผลใดที่อธิบายได้ว่าการไม่ดำเนินการดังกล่าวเกิดจากเหตุจำเป็นหรือเหตุสุดวิสัย ศาลจึงถือว่ากำหนดเวลาที่กฎหมายให้สิทธิในการเข้าเป็นคู่ความแทนได้ล่วงพ้นไปแล้ว และข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ไม่อาจรับรองการดำเนินคดีของทนายความต่อไปได้ แนววินิจฉัยนี้สะท้อนให้เห็นว่าการร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนมิใช่เพียงพิธีการทางศาล แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อรักษาความถูกต้องของกระบวนพิจารณาและคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่าย เมื่อผู้มีสิทธิไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ย่อมเกิดผลทางกฎหมายต่อสถานะของคดีและต่ออำนาจของบุคคลที่เคยดำเนินคดีแทนผู้ตาย การกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจึงเป็นหลักเกณฑ์ที่ช่วยให้กระบวนการยุติธรรมมีความแน่นอน ลดข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของคู่ความ และป้องกันมิให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยในคดีนี้อย่างชัดเจน อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผู้แทนหรือผู้รับมอบอำนาจในคดีแพ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายและอยู่ภายใต้การควบคุมของศาล หลักการสำคัญของบทบัญญัตินี้คือ การดำเนินกระบวนพิจารณาแทนคู่ความจะต้องอาศัยอำนาจที่มีอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายตลอดระยะเวลาของการดำเนินคดี หากอำนาจดังกล่าวสิ้นสุดลงหรือมีเหตุที่ทำให้ผู้แทนหมดอำนาจ ผู้แทนย่อมไม่สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ และการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากอำนาจสิ้นสุดลงย่อมไม่อาจก่อให้เกิดผลตามกฎหมาย เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติรับรองไว้เป็นกรณีพิเศษ แม้มาตรา 60 จะรองรับการดำเนินคดีผ่านผู้แทนหรือทนายความเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คู่ความ แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีเจตนารมณ์ให้ผู้แทนมีอำนาจเป็นอิสระจากตัวความหรือดำเนินคดีได้โดยไม่จำกัดเวลา ตรงกันข้าม อำนาจของผู้แทนย่อมผูกพันอยู่กับสถานะทางกฎหมายของตัวความและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เมื่อเกิดเหตุที่ทำให้อำนาจของผู้แทนสิ้นสุดลง ผู้แทนย่อมไม่อาจใช้อำนาจเดิมดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ เพราะจะทำให้การดำเนินคดีขาดความชอบด้วยกฎหมายและอาจกระทบต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ในคดีนี้ แม้ศาลฎีกาจะมิได้วินิจฉัยมาตรา 60 เป็นประเด็นหลักโดยตรง แต่ข้อเท็จจริงของคดีสะท้อนหลักการเดียวกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ เมื่อผู้ร้องถึงแก่ความตายและพ้นระยะเวลาที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ตัวแทนดำเนินการเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ตายแล้ว ประกอบกับไม่มีทายาทหรือผู้มีสิทธิเข้าร้องขอเป็นคู่ความแทนภายในกำหนดเวลา อำนาจของทนายความจึงสิ้นสุดลง การยื่นคำร้อง การยื่นอุทธรณ์ และการดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายหลังจากนั้นจึงไม่อาจถือเป็นการดำเนินคดีโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมายได้ แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงสอดคล้องกับหลักการสำคัญของมาตรา 60 ที่มุ่งให้การดำเนินกระบวนพิจารณาทุกขั้นตอนต้องกระทำโดยบุคคลซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายอย่างแท้จริง เพราะความชอบด้วยกฎหมายของผู้ดำเนินคดีเป็นรากฐานของกระบวนการยุติธรรม หากศาลยอมรับให้ผู้ซึ่งหมดอำนาจแล้วดำเนินคดีต่อไป ย่อมก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อสิทธิของคู่ความและอาจส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของคำพิพากษาหรือคำสั่งในภายหลัง ดังนั้น หลักกฎหมายตามมาตรา 60 จึงมีบทบาทสำคัญในการรับรองว่ากระบวนพิจารณาของศาลจะดำเนินไปโดยบุคคลผู้มีอำนาจตามกฎหมาย และเป็นหลักประกันสำคัญของความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม เมื่อคู่ความถึงแก่ความตาย ทนายความที่ได้รับแต่งตั้งไว้ก่อนยังสามารถดำเนินคดีแทนต่อไปได้หรือไม่ คำตอบ หลักกฎหมายมิได้กำหนดว่าทนายความจะสามารถดำเนินคดีแทนคู่ความได้ตลอดไปภายหลังจากคู่ความถึงแก่ความตาย แม้การแต่งตั้งทนายความจะเกิดขึ้นโดยชอบในขณะที่คู่ความยังมีชีวิตอยู่ แต่อำนาจดังกล่าวย่อมอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมาย เมื่อคู่ความเสียชีวิต กฎหมายเปิดโอกาสให้ทนายความดำเนินการเท่าที่จำเป็นเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ตายในช่วงเวลาที่กฎหมายยอมรับเท่านั้น มิใช่ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยไม่มีกำหนด หากทายาทหรือผู้มีสิทธิไม่เข้ามาร้องขอเป็นคู่ความแทนภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติ และปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อำนาจของทนายความย่อมสิ้นสุดลง การยื่นคำร้อง การอุทธรณ์ หรือการดำเนินกระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นภายหลังจากอำนาจดังกล่าวสิ้นสุดแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลตามกฎหมาย คดีนี้ศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับทั้งระยะเวลาที่ผ่านไป พฤติการณ์ในการดำเนินคดี และการไม่มีการติดต่อหรือแจ้งให้ทายาททราบ ประกอบกันก่อนวินิจฉัยว่าทนายความไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนผู้ร้องต่อไป 2 คำถาม เหตุใดการที่ทายาทไม่ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนภายในกำหนดเวลาจึงมีผลต่ออำนาจของทนายความในการดำเนินคดี คำตอบ การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนเป็นขั้นตอนสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้ศาลตรวจสอบและรับรองว่าบุคคลผู้เข้ามาดำเนินคดีแทนผู้ตายเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายอย่างแท้จริง หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแน่นอนแก่กระบวนพิจารณาและคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่าย หากไม่มีผู้มีสิทธิเข้าร้องขอภายในกำหนดเวลา และไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมจึงปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป ย่อมถือว่าขาดการดำเนินการตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อประกอบกับอำนาจของทนายความมีลักษณะเป็นอำนาจที่ผูกพันกับตัวความและมีขอบเขตเพียงเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ตายในช่วงเวลาที่เหมาะสม การปล่อยให้ระยะเวลาผ่านไปเป็นเวลานานโดยไม่มีทายาทเข้าดำเนินคดีแทน ย่อมทำให้อำนาจของทนายความสิ้นสุดลงตามกฎหมาย ดังนั้น การเข้าเป็นคู่ความแทนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การดำเนินคดีภายหลังคู่ความถึงแก่ความตายยังคงมีผลและดำเนินต่อไปได้โดยชอบด้วยกฎหมาย 3 คำถาม หากทนายความยังคงยื่นคำร้องหรืออุทธรณ์ภายหลังจากอำนาจในการดำเนินคดีสิ้นสุดลง การดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวจะมีผลตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ หลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดให้การดำเนินกระบวนพิจารณาจะต้องกระทำโดยบุคคลผู้มีอำนาจตามกฎหมายในขณะดำเนินการ หากอำนาจของผู้แทนหรือทนายความสิ้นสุดลงแล้ว การยื่นคำร้อง การอุทธรณ์ หรือการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นภายหลังจากนั้น ย่อมไม่อาจถือเป็นการดำเนินคดีโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมายได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องถึงแก่ความตายเป็นเวลานานกว่าเจ็ดปี ไม่มีทายาทหรือผู้มีสิทธิเข้าร้องขอเป็นคู่ความแทนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และทนายความยังดำเนินคดีด้วยตนเองโดยไม่ปรากฏว่ามีการติดต่อหรือแจ้งให้ทายาททราบ ศาลจึงเห็นว่าล่วงพ้นระยะเวลาที่ทนายความจะดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ร้องได้แล้ว เมื่ออำนาจสิ้นสุดลง การยื่นคำร้องและการอุทธรณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจึงไม่อาจก่อให้เกิดผลตามกฎหมายได้ หลักการดังกล่าวเป็นหลักประกันสำคัญของกระบวนการยุติธรรม เพราะทำให้การดำเนินคดีทุกขั้นตอนต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมายอย่างแท้จริง 4 คำถาม ศาลใช้เหตุผลใดประกอบการวินิจฉัยว่าทนายความไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนผู้ร้องต่อไป คำตอบ ศาลฎีกามิได้อาศัยเพียงข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องถึงแก่ความตายเท่านั้น แต่พิจารณาข้อเท็จจริงโดยรวมทั้งหมดประกอบกัน ได้แก่ ระยะเวลาที่ผู้ร้องถึงแก่ความตายซึ่งยาวนานกว่าเจ็ดปี การที่ทนายความยังเป็นผู้ดำเนินคดีทุกขั้นตอนด้วยตนเอง การไม่ปรากฏว่ามีการติดต่อ ขอคำปรึกษา หรือแจ้งการดำเนินคดีให้ทายาทของผู้ร้องทราบ การไม่มีทายาทหรือผู้มีสิทธิเข้าร้องขอเป็นคู่ความแทนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย และการไม่ปรากฏเหตุผลว่าทำไมจึงไม่มีการดำเนินการดังกล่าว ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ทั้งหมดแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนหรือทนายความจะดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ร้องได้แล้ว จึงวินิจฉัยว่าอำนาจของทนายความสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย และไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนผู้ร้องต่อไปได้ 5 คำถาม คำพิพากษานี้ให้ข้อคิดสำคัญแก่ทนายความ ทายาท และผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอย่างไร คำตอบ สาระสำคัญของคำพิพากษานี้คือการยืนยันว่าการดำเนินคดีแทนบุคคลผู้ถึงแก่ความตายต้องเป็นไปตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ทนายความควรรีบตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของตัวความ ประสานงานกับทายาทหรือผู้มีสิทธิ และดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยไม่ปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลย ขณะเดียวกันทายาทหรือผู้มีสิทธิก็ควรใช้สิทธิในการร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อรักษาสิทธิของกองมรดกและป้องกันมิให้เกิดปัญหาเรื่องอำนาจในการดำเนินคดีในภายหลัง คำพิพากษานี้จึงสะท้อนหลักการสำคัญว่าความถูกต้องของกระบวนพิจารณามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสิทธิในเนื้อหาของคดี เพราะแม้ข้อเรียกร้องจะมีเหตุผลเพียงใด หากผู้ดำเนินคดีไม่มีอำนาจตามกฎหมาย การดำเนินกระบวนพิจารณาย่อมไม่อาจก่อให้เกิดผลตามกฎหมายได้ และศาลย่อมต้องยึดถือหลักความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณาเป็นสำคัญ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8824/2568 ผู้ร้องถึงแก่ความตายวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ทนายผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้จำเลยส่งเงินคืนเจ้าพนักงานบังคับคดีวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ทนายผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง รวมทั้งดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ด้วยตนเองตลอดมา แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ผู้ร้องถึงแก่ความตายเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี ทนายผู้ร้องดำเนินคดีโดยไม่ได้ติดต่อหรือขอคำปรึกษาหรือแจ้งเรื่องที่ดำเนินการไปให้ทายาทของผู้ร้องทราบเลย ซึ่งเป็นเรื่องผิดวิสัยของผู้เป็นทนายความ นอกจากนี้ ส. และ ท. รวมทั้งทายาทอื่นของ ล. ต่างก็มิได้ร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่ความตายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใด ถือได้ว่าเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนหรือทนายผู้ร้องจะจัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 ทนายผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนผู้ร้องต่อไป คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 44249 มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2546 โดยนายเธียร เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 16,100,000 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งและหมายแจ้งให้จำเลยนำเงินดังกล่าวคืนแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดพังงา สาขาตะกั่วป่า เพื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนำส่งเงินดังกล่าวไปยังศาลจังหวัดภูเก็ต หากจำเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตาม ถือว่าจำเลยตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกา และขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับคดีในหนี้เงินดังกล่าวกับจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 573/2544 ของศาลจังหวัดภูเก็ต มิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีนี้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว ผู้ร้องต้องไปดำเนินการในคดีดังกล่าว มิใช่คดีนี้ ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้วพิพากษากลับ ให้รับคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ไว้ไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ศาลชั้นต้นไต่สวนพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง ค่าขึ้นศาลมีเพียง 200 บาท จึงไม่คืนให้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของทนายผู้ร้องว่า ทนายผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องแต่งตั้งนายวินัย เป็นทนายผู้ร้องวันที่ 6 มิถุนายน 2551 ผู้ร้องถึงแก่ความตายวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 จากนั้นวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 นายประดิษฐ์ น้องชายของผู้ร้องยื่นคำร้องขอคัดคำสั่งศาล คำพิพากษา เอกสารเกี่ยวกับการบังคับคดี เอกสารการรับเงิน และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการขายทอดตลาด เพื่อใช้ประกอบเกี่ยวกับการพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดภูเก็ต เนื่องจากนายสุชาติ และนางสาวทิพย์ฤทัย ขอเพิกถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายเหลือโดยไม่ได้ระบุถึงการตายของผู้ร้อง ซึ่งศาลจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งตั้งบุคคลทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายเหลือร่วมกับผู้ร้องแล้ว ตามคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ 64/2546 ของศาลจังหวัดภูเก็ตและบัญชีเครือญาติแนบท้ายคำร้อง ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ทนายผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้จำเลยส่งเงินคืนเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นคดีนี้ และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ทนายผู้ร้องก็ได้อุทธรณ์คำสั่ง รวมทั้งดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ด้วยตนเองตลอดมา แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ผู้ร้องถึงแก่ความตายเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน อันเป็นระยะเวลากว่า 7 ปีแล้ว ทนายผู้ร้องดำเนินคดีโดยไม่ได้ติดต่อหรือขอคำปรึกษาหรือแจ้งเรื่องที่ดำเนินการไปให้ทายาทของผู้ร้องทราบเลย ซึ่งเป็นเรื่องผิดวิสัยของผู้เป็นทนายความ นอกจากนี้นายสุชาติและนางสาวทิพย์ฤทัยรวมทั้งทายาทอื่นของนายเหลือต่างก็มิได้ร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใด ถือได้ว่าเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนหรือทนายผู้ร้องจะจัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 แล้ว ทนายผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนผู้ร้องต่อไป เมื่อปรากฏว่าทนายผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้วันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ตลอดจนยื่นคำร้องอุทธรณ์ คำสั่งวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากที่ทนายผู้ร้องหมดอำนาจแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




