ReadyPlanet.com
dot
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletทนายความฟ้องหย่า
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletฟ้องหย่า
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสำนักทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ




ข้อ 1. ที่งอกริมตลิ่ง สาธารณสมบัติของแผ่นดิน

สำนักงานทนายความ 

 

 

 

ข้อ 1. เมื่อปี พ.ศ. 2520 นายแดงนำเรือบรรทุกที่ใช้รับจ้างส่งสินค้ามาจอดเกยตื้นอยู่ที่ปากแม่น้ำท่าจีนหน้าที่ดินมีโฉนดของนายดำ ซึ่งอยู่ใกล้ตลาดสะดวกที่นายแดงและภริยาจะไปค้าขาย และใช้เรือบรรทุกนั้นเป็นที่อยู่อาศัยตลอดมา ไม่ได้ย้ายไปไหนเลยเป็นเวลา 12 ปี ในระยะเวลาดังกล่าวสายน้ำเปลี่ยนทางเดิน พอขึ้นปีที่ 13 ชายตลิ่งที่จอดเรือบรรทุกก็ตื้นเขินติดต่อมาจากที่ดินของนายดำ เป็นเนื้อที่ 10 ตารางวา นายแดงจึงปลูกบ้านในที่ดินดังกล่าวอยู่อาศัยแทนเรือบรรทุกที่ผุพังแล้ว นายดำรู้เรื่องก็ไม่ว่ากล่าวอะไร ต่อมาปี พ.ศ. 2540 นายดำจะสร้างบ้านในที่ดินของนายดำ จึงบอกให้นายแดงออกจากที่ดินนั้น นายแดงไม่ยอมออก นายดำจึงฟ้องขับไล่ นายแดงให้การต่อสู้ว่าได้เข้าครอบครองมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแล้ว

ให้วินิจฉัยว่า นายดำหรือนายแดงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าว

 



ธงคำตอบ

 


เดิมที่ดินตามปัญหาเป็นที่ชายตลิ่งซึ่งน้ำท่วมถึง จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) นายแดง มีสิทธินำเรือบรรทุกไปจอดใช้เป็นที่อยู่อาศัยในที่ชายตลิ่งดังกล่าวเท่านั้น แต่ต่อมาเมื่อที่จอดเรือบรรทุกของนายแดง ตื้นเขินกลายเป็นที่งอกเชื่อมต่อมาจากที่ดินมีโฉนดของนายดำ ที่ดินส่วนดังกล่าวย่อมเป็นทรัพย์สินของนายดำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308


ส่วนที่นายแดงอ้างว่าครอบครองที่ดินส่วนดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 จนถึงปี พ.ศ. 2540 เป็นเวลา 20 ปี นายแดง ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าวแล้วนั้น ในช่วงเวลา 12 ปีแรก ที่ดินนั้นยังเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ แม้นายแดงจะครอบครองมานานเท่าใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ แต่หลังจากที่ดินส่วนดังกล่าวเป็นที่งอกริมตลิ่งและตกเป็นของนายดำ แล้ว นายแดง เพิ่งเข้าครอบครองได้เพียง 8 ปีเท่านั้น ที่ดินส่วนดังกล่าวจึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายดำ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 126/2503 และคำพิพากษาฎีกาที่ 149/2543)

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1304 สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น
(1) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมา เป็นของแผ่นดินโดยประการอื่น ตามกฎหมายที่ดิน
(2) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ
(3) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า ป้อม และโรงทหาร สำนักราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์

 

 

มาตรา 1308 ที่ดินแปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่ง ที่งอกย่อมเป็นทรัพย์สิน ของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 126/2503

ก่อนเป็นที่งอก ที่พิพาท เป็นที่น้ำท่วมถึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินต่อมาที่พิพาทเริ่มเป็นของจำเลยโดยเป็นที่งอกหน้าที่ดินของจำเลยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308เมื่อ 3 ปีมานี้ การที่โจทก์ครอบครองปรปักษ์ต่อที่ดินของจำเลยดังกล่าวนี้เพียง 3 ปีโจทก์ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์

 

ได้ความว่า ที่พิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งหน้าที่ดินของจำเลยที่ 1 เมื่อ3 ปีมานี้

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลทั้งสอง ให้ยกฟ้องโจทก์ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยโจทก์อ้างว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์

คดีนี้โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่าโจทก์ครอบครองที่พิพาทติดต่อกันมา30 ปีเศษ แม้ที่พิพาทเพิ่งเปลี่ยนสภาพเป็นที่งอกน้ำท่วมไม่ถึงเมื่อ 3 ปีมานี้ โจทก์ควรได้กรรมสิทธิ์

ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นี้ โจทก์จะนับเอาเวลาการครอบครองที่พิพาทตั้งแต่ก่อนยังไม่เป็นที่งอดมารวมด้วยมิได้ เพราะก่อนเป็นที่งอก ที่พิพาทเป็นที่น้ำท่วมถึง เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินการที่โจทก์ได้ครอบครองมา ไม่ทำให้โจทก์เกิดมีสิทธิขึ้นแต่อย่างใด ที่พิพาทเริ่มเป็นของจำเลยโดยเป็นที่งอกหน้าที่ดินมีโฉนดของจำเลยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308 เมื่อ 3 ปีมานี้ การที่โจทก์ครอบครองเป็นปรปักษ์ต่อที่ดินของจำเลยเพียง 3 ปี โจทก์ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์

( พิชัยบัณฑิต - ประมูล สุวรรณศร - ชวน สิงหลกะ )

 

 

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149/2543

 

เดิมที่พิพาทเป็นที่ชายตลิ่งที่น้ำท่วมถึงจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2)ที่พิพาทเพิ่งกลายเป็นที่งอกหลังจากมีการสร้างถนนเมื่อ 4 ถึง 5 ปี มานี้ ดังนั้นก่อนหน้าที่พิพาทเป็นที่งอกแม้โจทก์จะครอบครองมานานเท่าใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ หลังจากที่พิพาทกลายเป็นที่งอกที่เชื่อมติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่งอกพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อโจทก์ครอบครองยังไม่ถึง 10 ปี โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1382

 

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ อยู่ที่หมู่ที่ 5 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 72 ตารางวา โดยครอบครองและทำประโยชน์มาประมาณ 30 ปีต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นที่งอกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 530 ของจำเลยที่ 1 ต่อจำเลยที่ 2 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 2 เห็นว่าไม่ใช่ที่ดินสาธารณะสามารถออกโฉนดที่ดินได้ จึงให้ช่างรังวัดไปรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินให้จำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำคัดค้านจำเลยที่ 2 เรียกโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปทำการสอบสวนเปรียบเทียบ และมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และระบุว่าหากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าวให้ฟ้องต่อศาลภายใน 60 วัน ขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่พิพาท ห้ามจำเลยที่ 1 เข้ามายุ่งเกี่ยวและขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2525 ที่มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการออกโฉนดที่พิพาทให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของและไม่มีสิทธิครอบครองที่พิพาทที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นที่ดินซึ่งงอกออกจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่พิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินทั้งแปลงตลอดมา โจทก์มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวสุมาลี บุญอนันต์ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 1 ตกเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ นางนันทิยา จันทรพิทักษ์ ผู้พิทักษ์ได้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ดำเนินคดีต่อไปได้ และโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ทนายจำเลยที่ 2 ไม่ค้านศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่พิพาทเป็นที่งอกของที่ดินโฉนดเลขที่ 530 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่พิพาทหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อที่พิพาทเป็นที่งอกของที่ดินโฉนดเลขที่ 530 ของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นเจ้าของที่พิพาทด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1308 ดังนั้น โจทก์จะเป็นเจ้าของที่พิพาทได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ครอบครองที่พิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของครบ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คดีนี้โจทก์นำสืบว่า ครอบครองที่พิพาทมาประมาณ 30 ปี แล้ว แต่ปรากฏจากคำเบิกความของนางเชื่อม บุญอนันต์ ภริยาโจทก์ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ในช่วงแรกที่โจทก์ปลูกบ้านนั้นบริเวณที่ปลูกบ้านน้ำท่วมถึงและนายแฉล้ม ศรีชะลัง อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่พิพาทเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ที่พิพาทมีลักษณะเป็นที่งอกเกิดจากฝนตกชะดินจากภูเขาลงมา เมื่อประมาณ 30 ปี บริเวณที่โจทก์ไปปลูกบ้านเป็นที่ดินที่น้ำทะเลท่วมถึงแต่ปัจจุบันนี้ได้รวมเป็นผืนเดียวกับที่งอกแล้ว นอกจากนี้นางสาวสุมาลี บุญอนันต์บุตรโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า เดิมที่พิพาทมีสภาพเป็นทะเลมาก่อน ต่อมาเกิดพายุไต้ฝุ่นทำให้มีดินขึ้นมาบริเวณที่พิพาทจนมีสภาพเป็นที่งอกเชื่อมติดกับที่ดินจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นมีการตัดถนนระหว่างที่งอกกับทะเลทำให้น้ำทะเลท่วมไปไม่ถึงที่งอก และนางรัชนี ทรัพย์ประสาน พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า พยานเช่าที่ดินของโจทก์ปลูกบ้านมาประมาณ 15 ถึง 16 ปี แล้วแต่ปัจจุบันไม่ได้อยู่แล้วเนื่องจากไฟไหม้ที่ดินที่เช่ามีสภาพคล้ายที่งอกบางปีน้ำท่วมถึงและที่ดินที่เช่านี้อยู่ด้านบนไม่เกี่ยวกับที่พิพาท และมีการสร้างถนนขึ้นมาเพื่อป้องกันน้ำทะเลท่วมถึงเมื่อประมาณ 4 ถึง 5 ปี หลังจากนั้นปรากฏว่าน้ำท่วมไม่ถึง จากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เดิมที่พิพาทเป็นที่ชายตลิ่งที่น้ำท่วมถึงจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) ที่พิพาทเพิ่งกลายเป็นที่งอกหลังจากมีการสร้างถนนเมื่อ 4 ถึง 5 ปี มานี้เอง ดังนั้น ก่อนหน้าที่พิพาทเป็นที่งอก แม้โจทก์จะครอบครองมานานเท่าใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ หลังจากที่พิพาทกลายเป็นที่งอกอันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ครอบครองไม่ถึง 10 ปี โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของที่พิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่สั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ 1 อันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ตาม แต่โจทก์ก็ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่พิพาท ห้ามจำเลยที่ 1 เข้ามายุ่งเกี่ยว จำเลยที่ 1 ให้การว่าที่พิพาทเป็นที่งอกจากที่ดินมีโฉนดของจำเลยที่ 1 ที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง กรณีจึงเป็นเรื่องพิพาทกันด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอันเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้คดีของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องเสียในอัตราสองบาทห้าสิบสตางค์ต่อทุกหนึ่งร้อยบาทตามข้อ 1(ก) แต่ไม่ให้น้อยกว่าสองร้อยบาทตามอัตราในข้อ 2(ก) หรือข้อ 2(ข) แล้วแต่กรณี ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาทแก่โจทก์นั้นจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

( ชวลิต ยอดเณร - ปราโมทย์ ชพานนท์ - สุเมธ ตังคจิวางกูร )

 

หมายเหตุ

 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308 บัญญัติว่าที่ดินแปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่ง ที่งอกย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น

จากบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้เจ้าของที่ดินที่มีที่งอกริมตลิ่งเกิดขึ้นเป็นเจ้าของที่งอกด้วย คำว่าเจ้าของนี้มิได้บัญญัติว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิครอบครอง ดังนั้นจึงรวมถึงผู้มีสิทธิครอบครองด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2346/2523 ผู้ซึ่งมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินแปลงใด ย่อมมีสิทธิครอบครองที่งอกริมตลิ่งของที่ดินแปลงนั้นด้วย

หากที่ดินแปลงใดมีเจ้าของเกินกว่า 1 คน เมื่อยังไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองหากเกิดที่งอกริมตลิ่งขึ้น เจ้าของทุกคนย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่งอกริมตลิ่งด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1626/2521 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308 บัญญัติว่า ที่ดินแปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่ง ที่งอกย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น เมื่อโจทก์จำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโดยไม่ระบุว่าส่วนของคนใดมีเท่าใด และไม่มีข้อตกลงเรื่องที่งอกเป็นอย่างอื่น ต้องถือว่าโจทก์จำเลยมีกรรมสิทธิ์เท่า ๆ กัน เมื่อยังไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองโดยเด็ดขาด จำเลยอ้างว่าครอบครองยึดถือที่งอกแต่ผู้เดียวมิได้เพราะเป็นการยึดถือแทนโจทก์เจ้าของรวมด้วย โจทก์จำเลยจึงเป็นเจ้าของที่งอกที่ดินโฉนดนี้ร่วมกัน

หากที่ดินที่เกิดที่งอกริมตลิ่งเป็นทางสาธารณะ ย่อมทำให้ที่งอกริมตลิ่งเป็นส่วนควบของทางสาธารณะด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2393/2523 ที่พิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่ง แต่ตลิ่งที่ที่ดินงอกนั้นเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ดังนั้น ที่งอกริมตลิ่งดังกล่าวจึงเป็นสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินด้วย ผู้ใดจะมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองไม่ได้ แม้จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่งอกนั้นจากโจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิให้เช่าและย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้

ที่งอกริมตลิ่งนี้ตกเป็นของเจ้าของที่ดินตามบทบัญญัติกฎหมาย โดยดูจากสภาพความเป็นจริง มิได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง แม้จะยังมิได้ดำเนินการทางทะเบียนก็เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยชอบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1860/2539 เมื่อที่งอกอยู่ติดกับที่ดินมีโฉนดที่งอกย่อมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงดังกล่าวและเป็นกรรมสิทธิ์โดยหลักส่วนควบด้วยผลของกฎหมายไม่จำต้องรังวัดขึ้นทะเบียนเป็นหลักฐานว่าเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดเดิมเสียก่อนแล้วที่งอกจึงจะเป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์

ที่ที่งอกนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในที่ดินของเอกชนหรือสาธารณสมบัติก็ตาม ก็ถือเป็นที่งอกริมตลิ่งที่ตกเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงที่เกิดที่งอก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 779/2536 แม้จะเกิดที่งอกริมตลิ่งเข้าไปในทางน้ำสาธารณะ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินใช้ประโยชน์เพื่อการชลประทานก็ไม่ทำให้กรรมสิทธิ์ซึ่งตกได้แก่เจ้าของที่ดินที่เกิดที่งอกนั้นเปลี่ยนแปลงไป เจ้าของที่ดินที่เกิดที่งอกย่อมนำไปขอออกโฉนดที่ดินได้

หลักประการสำคัญที่จะเกิดที่งอกริมตลิ่งได้นั้น ประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญดังนี้

1. จะต้องมีริมตลิ่ง กล่าวคือ ที่ดินที่เกิดที่งอกริมตลิ่งได้นั้นจะต้องมีส่วนใดส่วนหนึ่งอยู่ติดกับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นหนอง คลอง บึง แม่น้ำ ทะเล ทะเลสาบ

2. ที่งอกนั้นจะต้องเกิดขึ้นตามธรรมชาติ มิใช่เกิดจากการกระทำของมนุษย์

2.1 การถมดินออกไปไม่ถือว่าเป็นที่งอก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 534/2485 ลำคลองที่ถมเป็นถนนขึ้นไม่เรียกว่าที่งอกริมตลิ่ง

2.2 หากบางฤดูน้ำท่วมถึง ไม่ถือว่าเป็นที่งอกริมตลิ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2199/2515 คันคลองสาธารณะซึ่งน้ำท่วมถึงทุกปีในฤดูน้ำ เป็นที่ชายตลิ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ใดหามีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองไม่

2.3 ลำรางสาธารณประโยชน์หรือลำคลอง คูน้ำ หรือแหล่งน้ำอื่นซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์ หากตื้นเขิน ไม่ถือเป็นที่งอก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1189/2535 ลำรางสาธารณประโยชน์สำหรับระบายน้ำจากภูเขาซึ่งมีมานานแล้วเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกันแม้ต่อมาจะตื้นเขินตามธรรมชาติหรือมีผู้ถมดินรุกล้ำเข้ามาไม่มีสภาพเป็นทางระบายน้ำต่อไป และไม่มีราษฎรใช้ประโยชน์ก็ตาม เมื่อยังไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ดินนั้นก็ยังเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่เช่นเดิม

3. การงอกของที่ริมตลิ่งนั้นจะต้องงอกจากริมตลิ่งออกไป มิใช่งอกจากที่อื่นเข้ามา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1189/2535 ที่งอกริมตลิ่งหมายถึงที่ดินที่งอกไปจากตลิ่งตามธรรมชาติซึ่งเกิดจากการที่สายน้ำพัดพาดินจากที่อื่นมาทับถมกันริมตลิ่งจนเกิดที่งอกขึ้น มิใช่งอกจากที่อื่นเข้ามาหาตลิ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 195/2523 ที่งอกริมตลิ่ง หมายถึงที่ดินที่งอกไปจากตลิ่งมิใช่งอกจากที่อื่นเข้ามาหาตลิ่งแม้หนองน้ำจะตื้นเขินขึ้นมีระดับเสมอกับที่ดินโจทก์ที่ล้อมรอบหนองน้ำอยู่ก็มิใช่ที่งอกริมตลิ่ง เพราะมิได้งอกออกจากตลิ่งที่ดินโจทก์ การที่หนองน้ำสาธารณะกลายสภาพเป็นที่ตื้นเขินทั้งแปลงเช่นนี้ แม้ต่อมาพลเมืองจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยโจทก์เข้าทำนาแต่ผู้เดียว ถ้ายังไม่มีพระราชกฤษฎีกาให้ถอนสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน หนองน้ำดังกล่าวก็ยังคงมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ตามเดิม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7435/2540 เดิมที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกติดแม่น้ำ แต่ปัจจุบันติดที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทยาวไปทางแม่น้ำ 61.8 เมตร สภาพของที่ดินพิพาทกับที่ดินอื่นซึ่งติดกับที่ดินพิพาทเป็นแนวยาวทอดไปตามริมแม่น้ำหลายกิโลเมตร ที่ดินพิพาทส่วนที่ติดกับที่ดินของโจทก์มีลักษณะเป็นที่ลุ่มต่ำกว่าที่ดินโจทก์ จากที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นที่ลุ่มขึ้นไปทางทิศเหนือมีลักษณะค่อย ๆ ลุ่มลึกลงบางตอนลึกท่วมศีรษะส่วนทางด้านทิศใต้ก็เช่นเดียวกันแต่ลักษณะลุ่มลึกน้อยกว่าเมื่อที่ดินพิพาทและที่ดินที่ทอดเป็นแนวยาวไปตามแนวแม่น้ำนั้น เกิดจากกระแสน้ำได้เซาะที่ดินฝั่งตรงกันข้ามและบริเวณดังกล่าวน้ำไม่ไหลหมุนเวียน ส่วนทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์กับที่ดินพิพาทเดิมมีลำรางคั่น น้ำท่วมถึงทุกปี แต่ระยะหลังลำรางตื้นเขินเพราะมีเขื่อนกั้นทำให้เปลี่ยนทางเดิน เป็นที่งอกยาวไปตามแนวแม่น้ำที่ดินพิพาทมิได้เกิดจากการที่น้ำพัดพาเอาดินมาจากที่อื่นมาทับถมกันที่ริมตลิ่งตามธรรมชาติจนน้ำท่วมไม่ถึงทำให้เกิดที่ดินงอกออกไปจากริมตลิ่ง แต่เป็นทางน้ำตื้นเขินขึ้นเพราะน้ำเปลี่ยนทางเดิน และเดิมที่ดินพิพาทเป็นเกาะมีลำคลองกั้นกลางระหว่างที่ดินพิพาทกับที่ดินของโจทก์ทางทิศเหนือและทางทิศใต้มีคลอง แต่ทางราชการได้ปิดกั้นคลองทำให้ลำคลองที่กั้นกลางระหว่างที่ดินพิพาทกับที่ดินโจทก์ตื้นเขินน้ำท่วมไม่ถึงที่ดินพิพาทจึงไปติดกับที่ดินของโจทก์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเดิมสภาพที่ดินพิพาทเป็นเกาะเมื่อลำรางที่กั้นระหว่างที่ดินพิพาทกับที่ดินของโจทก์นั้นตื้นเขินและน้ำท่วมไม่ถึง ที่ดินพิพาทจึงติดกับที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ที่ดินที่งอกออกไปจากริมตลิ่งของที่ดินโจทก์ตามธรรมชาติ แต่เป็นท้องทางน้ำที่ตื้นเขินแล้วขยายเข้ามาติดที่ดินของโจทก์ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโจทก์

เมื่อตามกฎหมายบัญญัติให้ที่งอกริมตลิ่งเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น ดังนั้นในการทำนิติกรรมที่ดินแปลงที่มีที่งอกริมตลิ่งอยู่ด้วยย่อมรวมถึงที่งอกนั้นด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 662/2507 ที่ดินมีโฉนดของจำเลยมีที่งอกริมตลิ่งจำเลยย่อมได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่งอกนี้ รวมกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนด เมื่อจำเลยจำนองที่ดินโฉนดนี้และเมื่อโอนที่ดินแปลงนี้เป็นการชำระหนี้จำนอง ถ้าไม่ต้องการจำนองและโอนส่วนที่เป็นที่งอกด้วย จำเลยก็ต้องแสดงเจตนาไว้ให้ชัดมิฉะนั้นที่งอกนั้นจะต้องติดไปด้วย

หากเจ้าของได้แยกส่วนที่เป็นที่งอกออกต่างหากจากโฉนดเดิม ก็ถือว่าเป็นที่ดินคนละแปลง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 92/2507 ที่ดินของลูกหนี้แปลงหนึ่งเป็นที่ดินมีโฉนดลูกหนี้ได้แยกที่งอกริมตลิ่งของที่ดินแปลงนี้ไปแจ้งการครอบครองตามแบบ ส.ค.1 ไว้ในการขายทอดตลาดเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจแยกขายที่ดินตามโฉนดกับที่งอกริมตลิ่งของที่ดินตามโฉนดนั้นเป็นคนละแปลงได้

ผู้ร้องทราบว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะแยกขายที่ดินดังกล่าวออกเป็น 2 แปลง และได้ซื้อเฉพาะที่ดินมีโฉนดไว้เพียงแปลงเดียว ผู้ร้องจะอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ที่งอกริมตลิ่งซึ่งแยกขายเป็นอีกแปลงหนึ่งไม่ได้

เมื่อที่งอกริมตลิ่งเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดิน ที่งอกริมตลิ่งก็สามารถถูกแย่งการครอบครองได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 905/2508 ที่งอกหน้าที่ดินเมื่อมีผู้ครอบครองเป็นสัดส่วนโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมากกว่า 10 ปี ที่งอกนั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ครอบครอง

สำหรับข้อเท็จจริงในคดีที่หมายเหตุนี้ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ติดริมทะเล ต่อมาได้มีที่ดินยื่นออกไปในทะเล ได้ความจากพยานโจทก์บางปากว่าส่วนที่งอกซึ่งเป็นที่พิพาทเกิดจากฝนตกชะดินจากภูเขาลงมา บางปากเบิกความว่าเกิดพายุไต้ฝุ่นทำให้มีดินขึ้นมาบริเวณที่พิพาทจนมีสภาพเป็นที่งอกเชื่อมติดกับที่ดินจำเลยที่ 1 จากนั้นมีการตัดถนนระหว่างที่งอกกับทะเลทำให้น้ำทะเลท่วมไม่ถึงที่งอก จากข้อเท็จจริงที่ได้จากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวเมื่อเทียบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ยกมาดังกล่าวข้างต้นทำให้เห็นว่าที่ดินพิพาทในคดีนี้น่าจะมิใช่ที่งอกริมตลิ่ง อย่างไรก็ตามหากไม่ใช่ที่งอกริมตลิ่งก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์จะอ้างการครอบครองไม่ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นที่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว

ศิริชัย วัฒนโยธิน

 

 

 

 

 

 




การสอบเนติบัณฑิต ภาคหนึ่ง สมัยที่ 56 ปีการศึกษา 2546 (วิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

ข้อ 2. ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด
ข้อ 3. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ สิทธิไล่เบี้ย
ข้อ 4. สัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา
ข้อ 5. ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด
ข้อ 6. ออกเช็คโดยมิได้ลงวันออกเช็คไว้
ข้อ 7. หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างฯ
ข้อ 8 ลำดับส่วนแบ่งระหว่างคู่สมรสกับพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
ข้อ 9. สิทธิและหน้าที่ของผู้ส่งของ ผู้ขนส่ง และผู้ขนส่งอื่น
ข้อ 10. ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานที่สร้างสรรค์



Copyright © 2011 All Rights Reserved.

สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ ตั้งอยู่เลขที่ 34/159 หมู่ 8 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 ติดต่อทนายความ 085 960 4258 สำนักงาน โทร. 02 -984 4258 แฟกซ์ 02 984 4204 สำหรับแผนที่การเดินทาง กรุณาคลิ๊กที่ "ที่ตั้งสำนักงาน" ด้านบนสุด ทนายความ ทนาย สำนักงานกฎหมาย สำนักงานทนายความ ปรึกษากฎหมายกับทนายความลีนนท์ โทรเลย ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ

ทนายความ