ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletทนายความฟ้องหย่า
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletฟ้องหย่า
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสำนักทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ


 



ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

(ยินดีให้คำปรึกษากฎหมาย ติดต่อทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร.085-9604258

ติดต่อทางอีเมล  : leenont0859604258@yahoo.co.th )

                  

 

หมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันแน่นอน หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะส่วนการใส่ความที่เป็นถ้อยคำหรือข้อความอันจะทำให้ผู้ที่ถูกใส่ความต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังก็มิใช่จะพิจารณาหรือวัดจากความรู้สึกของผู้ถูกใส่ความเป็นสำคัญ เพราะอารมณ์และความรู้สึกของบุคคลจะมีที่มาจากความเห็นของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน

                คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3167/2545

การพิจารณาว่าถ้อยคำหรือข้อความใดจะเป็นการใส่ความผู้อื่นจนทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ ต้องพิจารณาจากการรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกและความเข้าใจในถ้อยคำหรือข้อความนั้นของวิญญูชนทั่ว ๆ ไปเป็นเกณฑ์ว่าเป็นหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 หรือไม่

ข้อความที่จำเลยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เป็นข้อความทั่ว ๆ ไป ที่วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติต่อประชาชนที่มาร่วมชุมนุมตามสิทธิที่จะทำได้ในระบอบประชาธิปไตยว่าไม่เหมาะไม่ควรเท่านั้น ไม่มีข้อความตอนใดที่เป็นการกล่าวร้ายใส่ความแม้จะมีคำว่า คนโรคจิตหรือบ้าอำนาจอยู่ด้วยก็เป็นถ้อยคำที่จำเลยกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกที่เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ควรกระทำการใด ๆ รุนแรงต่อประชาชนผู้มาชุมนุมเท่านั้น มิได้กล่าวหาถึงขั้นว่าประพฤติชั่วกระทำการขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีหรือฉ้อราษฎร์บังหลวง นอกจากนี้ถ้อยคำดังกล่าวมิได้ระบุเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใดถึงแม้จะระบุถึงกองปราบปรามอยู่ด้วย ก็เป็นกล่าวโดยรวม มิได้ระบุตัวเจ้าพนักงานตำรวจในกองปราบปรามคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ หรือตำรวจหน่วยใดในกองปราบปรามที่ระบุได้แน่นอน ดังนั้นเจ้าพนักงานตำรวจที่สังกัดกองปราบปรามคนใดคนหนึ่งจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าเป็นผู้เสียหายได้ โจทก์ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ถึงแม้จะทำหน้าที่กำกับดูแลกองปราบปรามก็ไม่เป็นผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยได้

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการจัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือพิมพ์ข่าวสดทั่วราชอาณาจักร มีจำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา จำเลยที่ 3 เป็นผู้ประพันธ์ข้อความในคอลัมน์ที่มีชื่อว่า "ชกไม่มีมุม"โดยใช้นามปากกาว่า "วงค์ ตาวัน" เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2542 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันเขียนและตีพิมพ์โฆษณาข้อความแสดงความคิดเห็น ติชมโจทก์ด้วยความไม่เป็นธรรม ไม่สุจริต ใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ต่อผู้อ่านหนังสือพิมพ์รายวัน "ข่าวสด" ด้วยการตีพิมพ์ลงโฆษณาข้อความในหนังสือพิมพ์"ข่าวสด" ฉบับวันพุธที่ 5 พฤษภาคม 2542 ในคอลัมน์ที่มีชื่อว่า "ชกไม่มีมุม" โดยใช้นามปากกาว่า "วงค์ ตาวัน" มีข้อความว่า "ข้อสำคัญต้องตระหนักว่าเป็นเจ้าหน้าที่เป็นข้าราชการในยุคประชาธิปไตย" "ไม่งั้นบรรดาม็อบอาจโดนแจ้งจับกันในเรื่องเผาหุ่น-เผาโลงกันวุ่นแน่ เหมือนกับที่โดนมาแล้ว ถือเป็นรายแรกของโลกเลยก็ว่าได้" "บิล คลินตันผู้นำมหาอำนาจโลกโดนเผาเป็นประจำ ถ้าใจเล็กเป็นอวัยวะมด ก็คงแจ้งจับกันไปแล้วทั่วโลก" "โลกทุกวันนี้พัฒนาไปมาก ทั่วทุกวงการต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้างอย่าปิดกั้นโลกทัศน์ตัวเองจนมืดทึบ แคบสั้น" "ยิ่งเป็นเจ้าหน้าที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ถ้าใจไม่เป็นผู้ใหญ่ เอะอะจะใช้แต่อำนาจจัดการกับคนที่บังอาจมาวิพากษ์วิจารณ์ ก็คนโรคจิต บ้าอำนาจดี ๆ นี่เอง" "มีคนสงสัยกันไม่น้อยว่ากองปราบฯ ยุคที่ผ่านมากลายเป็นหน่วยงานที่ทำงานให้ใคร เรื่องปราบปรามโจรผู้ร้ายไม่เห็นทำ ดีแต่ใช้อำนาจ ใช้กฎหมายในมือมาสนองอารมณ์ส่วนตัว..." "... กองกำกับฯ นี้จะเป็นหน่วยงานที่คอยดำเนินคดีกับแกนนำม็อบนักประชาธิปไตย" "กระทั่งมีบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ต้องโดนดำเนินคดีมากมายที่สุด" "ความจริงก็ไม่ได้ลับ ไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก ก็แค่พวกโรคจิตเท่านั้นแหละ" คำว่า"โรคจิต" หมายความว่า ผู้ที่มีจิตใจไม่ปกติ จิตฟั่นเฟือนวิปลาส พิกลพิการทางจิต ไม่สมประกอบมีความบกพร่องทางจิตใจ มีอาการพิการทางสมอง และขาดสติสัมปชัญญะเป็นบุคคลที่มีจิตใจไม่เหมือนบุคคลปกติธรรมดาทั่วไป ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขเยียวยาจากจิตแพทย์ คำว่า "บ้าอำนาจ" หมายความว่า เมื่อมีอำนาจแล้ว ลุ่มหลงมัวเมาในอำนาจใช้อำนาจในทางที่ผิด หลงระเริงกับยศฐาบรรดาศักดิ์ ถ้าเป็นบุคคลก็คือบุคคลประเภทที่ปฏิบัติตัวอยู่เหนือบุคคลอื่น อยู่เหนือสังคม อยู่เหนือกฎหมายเปรียบตนดั่งผู้มีอำนาจล้นฟ้าเยี่ยงข้าราชการในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ทำตามอำเภอใจตนเองเท่านั้นไม่อาจมีใครมาแตะต้องหรือขัดใจได้ หากบุคคลใดบังอาจทำให้ขุ่นข้องหมองใจ จะต้องได้รับโทษตามอำนาจที่มิชอบด้วยกฎหมายของบุคคลผู้บ้าอำนาจนั้น แม้การกระทำนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมายก็ตาม คำว่า "ใจเล็กเป็นอวัยวะมด" หมายความว่า เป็นคนที่ใจแคบขี้น้อยใจ ใจเล็กเป็นอวัยวะมด สมองเล็ก วิสัยทัศน์มุมมองในแง่ต่าง ๆ แคบอยู่ในเฉพาะโลกของตนเองเท่านั้น เปรียบแล้วเสมือนเช่นกบในกะลาไม่รู้ความเป็นไปของสังคม ไม่เปิดใจกว้างเพื่อรับสิ่งใหม่ ๆ ในการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคปัจจุบัน ในประเด็นแห่งความหมายของข้อความข้างต้น หมายถึง ข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้มีอำนาจสั่งการ แต่จิตใจคับแคบไม่เป็นผู้ใหญ่ใช้อำนาจจัดการกับคนที่มาวิพากษ์วิจารณ์ตนเองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์ข้าราชการผู้ใหญ่ท่านนั้นเป็นคนโรคจิต เป็นคนบ้าอำนาจ เรื่องปราบปรามโจรผู้ร้ายไม่ยอมทำ ดีแต่เป็นคนที่ใช้อำนาจ ใช้กฎหมายในมือมาสนองอารมณ์ส่วนตัวซึ่งข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่จำเลยทั้งสามได้แสดงความคิดเห็นติชมนั้น หมายถึงโจทก์ ดังจะเห็นได้จากข้อความที่จำเลยทั้งสามได้ตีพิมพ์ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์"ข่าวสด" ฉบับวันพุธที่ 5 พฤษภาคม 2542 ในคอลัมน์ "ชกไม่มีมุม" ความว่า "มีคนสงสัยกันไม่น้อยกว่า กองปราบยุคที่ผ่านมา กลายเป็นหน่วยงานที่ทำงานให้ใคร เรื่องปราบปรามโจรผู้ร้ายไม่เห็นทำ ดีแต่ใช้อำนาจใช้กฎหมายในมือมาสนองอารมณ์ส่วนตัว..." นั้น ซึ่งผู้บัญชาการสอบสวนกลางผู้มีหน้าที่กำกับดูแลกองปราบปรามปัจจุบันนี้ คือพลตำรวจโทล้วน ปานรศทิพ และผู้บัญชาการสอบสวนกลางซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลกองปราบปรามยุคที่ผ่านมาคือ โจทก์ เพราะฉะนั้นการที่จำเลยทั้งสามกล่าวในคอลัมน์ดังกล่าว "...กองปราบปรามฯ ยุคที่ผ่านมา..." จึงหมายถึงตัวโจทก์ ในหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวันฉบับประจำวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2542 ในคอลัมน์ "ชกไม่มีมุม" มีนามปากกาว่า "วงค์ตาวัน" ขึ้นหัวเรื่องว่า "ยุคใครยุคมัน" ความว่า "การรื้อฟื้นคดีหนนี้มีพล.ต.ท.เสรี เตมียเวสผบช.ก.เป็นผู้ลงมือเสียเองด้วย โดยได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.สนอง วัฒนวรางกูรรอง อ.ตร.ฝ่ายสอบสวน" "เห็นชื่อสนอง-เสรีแล้ว พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค คงร้องไอ๊หยาพร้อมกับเห็นหน้า พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ขึ้นมาทันที" "ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่า พล.ต.มนูญกฤตที่ปรึกษาใหญ่ของเสธ. หนั่น รมว.มหาดไทยนั้นเป็นศูนย์รวมของความเป็นไปในมหาดไทยแทบทั้งหมด" "ถึงแม้จะมองกันว่าเป็นศึกแค้นทางการเมือง มองกันว่า พล.ต.ท.เสรีก็เป็นหนึ่งในอำนาจของมหาดไทยยุคปัจจุบันก็ตาม" ซึ่งข้อความในคอลัมน์ดังกล่าวนี้ได้อธิบายความหมายคำว่า "กองปราบยุคที่ผ่านมา" ชัดเจน กล่าวถึงการทำงานในยุคที่โจทก์ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ทำหน้าที่กำกับดูแลกองปราบปรามในยุคที่ผ่านมาเพื่อให้ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ข่าวสดหรือประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า กองปราบยุคที่ผ่านมานั้น คือ โจทก์ ในหนังสือพิมพ์ "ข่าวสด" ฉบับลงวันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2542ในคอลัมน์ที่มีชื่อว่า "ชกไม่มีมุม" อีกเช่นกัน ขึ้นหัวเรื่องว่า "ยุคใคร" มีข้อความว่า"โดยที่ พล.ต.ท.ล้วน ไม่จำเป็นต้องแสดงออกนอกหน้าว่าเป็นตำรวจที่คอยรับใช้นักการเมืองรับใช้เสธ.หนั่น รับใช้พรรคประชาธิปัตย์อย่างสุดจิตสุดใจ" "แตกต่างไปจากนายตำรวจบางคนที่พยายามกระทำก่อนนี่ จนเสียผู้เสียคนไปแล้ววันนี้" "พล.ต.ท.ล้วนเป็นนายตำรวจที่ทำงานดีลีลาอันสุภาพไม่ใช่ก้าวร้าว เอา "ปาก" ทำงาน เอา "ปาก" สร้างชื่อ สร้างภาพแต่พร้อม ๆ กัน พล.ต.ท.ล้วน ก็หนักแน่นในจังหวะที่สำคัญ ไม่ว่าในการทำคดีต่าง ๆ ซึ่งเน้นตามพยานหลักฐานตามเนื้อผ้าจริง ๆ" "นายตำรวจชุดที่พาเหรดเข้ามากุมตำแหน่งหลัก ๆ ในกองปราบฯ ยุคก่อนหน้านี้ ถึงนาทีนี้ก็ต้องพาเหรดออกนอกหน่วยไปตาม ๆ กัน" "ในระดับรองผู้การนั้น พ.ต.อ.วิชัย เย็นสุดใจ คนดังแห่งยุคที่แล้วรู้ชะตาก่อนใครเก็บข้าวของไปล่วงหน้า ก็ต้องไปทำงานที่ใหม่ที่กองตำรวจรถไฟ" คอลัมน์ดังกล่าวนี้ได้เล่าถึงการเปรียบเทียบการทำงานของโจทก์ ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสอบสวนกลางซึ่งกำกับดูแลกองปราบปรามยุคที่ผ่านมากับพลตำรวจโทล้วน ปานรศทิพ ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ซึ่งกำกับดูแลกองปราบปรามยุคปัจจุบันเพื่อให้ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ข่าวสดหรือประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า กองปราบยุคที่ผ่านมานั้น คือ โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและต่อภาพพจน์ของโจทก์ในฐานะนายตำรวจตงฉินผู้ซื่อสัตย์ มีฝีมือแห่งวงการตำรวจไทย ที่โจทก์ได้ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอดและถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง จากผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ และหรือจากประชาชนทั่วไปผู้อ่านหนังสือพิมพ์ดังกล่าว เหตุเกิดทั่วทุกตำบล อำเภอ จังหวัด ทั่วราชอาณาจักรไทยทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนต่อเนื่องกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 83, 90, 91 และพระราชบัญญัติการพิมพ์พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 48 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันตีพิมพ์โฆษณาคำพิพากษาของศาลทั้งหมด และคำขอขมาต่อโจทก์ด้วยตัวอักษรขนาด 14 ปอยท์จำนวนหนึ่งในสี่ส่วนของหน้า หรือ 6 คอลัมน์ 12 นิ้ว ในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับภาษาไทยทุกฉบับที่ออกจำหน่ายทั่วราชอาณาจักรเป็นระยะเวลา 15 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมด และห้ามมิให้จำเลยทั้งสามประกอบอาชีพเป็นนักหนังสือพิมพ์นักเขียน หรือนักประพันธ์ หรือวิชาชีพโรงพิมพ์ หรือบรรณาธิการ ผู้พิมพ์โฆษณาหนังสือพิมพ์มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
             โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
             โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

              ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามจนทำให้ผู้นั้นต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังอันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 นั้น จะต้องได้ความว่าการใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความเป็นการยืนยันแน่นอน หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะส่วนการใส่ความที่เป็นถ้อยคำหรือข้อความอันจะทำให้ผู้ที่ถูกใส่ความต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังก็มิใช่จะพิจารณาหรือวัดจากความรู้สึกของผู้ถูกใส่ความเป็นสำคัญแต่อย่างใด เพราะอารมณ์และความรู้สึกของบุคคลจะมีที่มาจากความเห็นแก่ตนเองของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน ดังนั้น การพิจารณาว่าถ้อยคำหรือข้อความใดจะเป็นการใส่ความผู้อื่นจนทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากการรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกและความเข้าใจในถ้อยคำหรือข้อความนั้นของวิญญูชนทั่ว ๆ ไป เป็นเกณฑ์ที่จะให้รับฟังว่าเป็นหมิ่นประมาทตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 หรือไม่ ข้อความที่จำเลยทั้งสามตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2542 ตามเอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ความว่า"ข้อสำคัญต้องตระหนักว่าเป็นเจ้าหน้าที่ เป็นข้าราชการในยุคประชาธิปไตย ไม่งั้นบรรดาม็อบอาจโดนแจ้งจับกันในเรื่องเผาหุ่นเผาโลงกันวุ่นแน่ เหมือนกับที่โดนมาแล้ว ถือเป็นรายแรกของโลกเลยก็ว่าได้ บิล คลินตัน ผู้นำมหาอำนาจโลกโดนเผาเป็นประจำ ถ้าใจเล็กเป็นอวัยวะมด ก็คงแจ้งจับกันไปแล้วทั้งโลก" โลกทุกวันนี้พัฒนาไปมาก ทั่วทุกวงการต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้าง อย่าปิดกั้นโลกทัศน์ตัวเองจนมืดทึบ แคบสั้น" ยิ่งเป็นเจ้าหน้าที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ถ้าใจไม่เป็นผู้ใหญ่ เอะอะจะใช้แต่อำนาจจัดการกับคนที่บังอาจมาวิพากษ์วิจารณ์ ก็คนโรคจิตบ้าอำนาจดี ๆ นี่เอง" "มีคนสงสัยกันไม่น้อยกว่ากองปราบฯยุคที่ผ่านมากลายเป็นหน่วยงานที่ทำงานให้ใคร เรื่องปราบปรามโจรผู้ร้ายไม่เห็นทำดีแต่ใช้อำนาจ ใช้กฎหมายในมือมาสนองอารมณ์ส่วนตัว..." "...กองกำกับฯ นี้จะเป็นหน่วยงานที่คอยดำเนินคดีกับแกน ม็อบนักประชาธิปไตย" "กระทั่งมีบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ต้องโดยดำเนินคดีมากมายที่สุด" "ความจริงก็ไม่ได้ลับ ไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก ก็แค่พวกโรคจิตเท่านั้นแหละ" นั้น ก็เป็นข้อความทั่ว ๆ ไป ที่วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติต่อประชาชนที่มาร่วมชุมนุมตามสิทธิที่จะทำได้ในระบอบประชาธิปไตยว่าไม่เหมาะไม่ควรเท่านั้น ดังเช่นศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาชอบแล้ว ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่มีตอนใดที่จะให้รับฟังว่าเป็นการกล่าวร้ายใส่ความ แม้จะมีคำว่า คนโรคจิตหรือบ้าอำนาจอยู่ด้วยก็เป็นถ้อยคำที่จำเลยที่ 3 กล่าวออกมาด้วยความรู้สึกที่เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ควรกระทำการใด ๆ รุนแรงต่อประชาชนผู้มาชุมนุมเท่านั้น มิได้กล่าวหาถึงขั้นว่าประพฤติชั่วกระทำการขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีหรือฉ้อราษฎร์บังหลวงแต่อย่างใด นอกจากนี้ถ้อยคำดังกล่าวคงกล่าวถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยทั่ว ๆ ไปที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับประชาชนที่มาชุมนุมกันเท่านั้น มิได้ระบุเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด ถึงแม้จะมีระบุถึงกองปราบปรามอยู่ด้วย ก็เป็นกล่าวโดยธรรม มิได้ระบุตัวเจ้าพนักงานตำรวจในกองปราบปรามคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ หรือตำรวจหน่วยใดในกองปราบปรามที่ระบุได้แน่นอน ดังนั้น เจ้าพนักงานตำรวจที่สังกัดกองปราบปรามคนใดคนหนึ่งจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าเป็นผู้เสียหายได้ โจทก์ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสอบสวนกลางถึงแม้จะทำหน้าที่กำกับดูแลกองปราบปรามก็ไม่เป็นผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสามได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลความผิดและพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
                 พิพากษายืน
     ( พินิจ เพชรรุ่ง - โนรี จันทร์ทร - ทวีวัฒน์ แดงทองดี )

ประมวลกฎหมายอาญา
     มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะ ทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำ
     ความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
____________________________________


ปรึกษากฎหมาย  ปรึกษาทนายความ ลีนนท์  พงษ์ศิริสุวรรณ  โทร. 0859604258   *  
www.lawyerleenont.com   *   สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ

 




เกี่ยวกับคดีอาญา

พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย
หมิ่นประมาทกับดูหมิ่นซึ่งหน้า-ความผิดอาญามีโทษหนักเบาแตกต่างกัน
ลักทรัพย์นายจ้าง ปลอมเอกสารสิทธิ การกระทำกรรมเดียว
ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจเหนือศาลทหาร
ล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้ปกครอง
ความผิดอันยอมความได้ | คดีหมิ่นประมาท | ร้องทุกข์ภายในสามเดือน
บันดาลโทสะหรือพยายามฆ่า
พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
การกระทำโดยพลาด | พยายามฆ่า
รอการลงโทษ,ให้การรับสารภาพ
เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล
เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
การกระทำชำเราที่ไม่ต้องรับโทษ
พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร,เต็มใจไปด้วย
คำร้องทุกข์ | อำนาจพนักงานสอบสวน
ขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบ-มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด
ความผิดฐานบุกรุกเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร
พาไปเพื่อการอนาจาร -บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี
ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน
รอการกำหนดโทษ | รอการลงโทษ | พรบ.ล้างมลทิน
เบิกความอันเป็นเท็จในศาล
ป้องกันพอสมควรแก่เหตุ
บันดาลโทสะเพราะเหตุยั่วยุให้โมโห
หมิ่นประมาท | เข้าใจโดยสุจริต
ความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้
เป็นอันตรายแก่จิตใจ - ใช้ยาสลบใส่กาแฟ
พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร | รับส่งเด็กนักเรียน
บันดาลโทสะต้องถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง
หมิ่นประมาท | หนังสือพิมพ์ลงพิมพ์โฆษณา
วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนต้องห้ามฎีกา
บิดาบันดาลโทสะ | ผู้เสียหายด่าจำเลย(บิดา)หยาบคาย
ความผิดนอกราชอาณาจักร, เจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมจะเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร
การริบทรัพย์สิน | ใช้ในการกระทำความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คำว่า-วิชาชีพ-ในคดีอาญา
หลบหนีไปจากความควบคุมตามอำนาจของพนักงานสอบสวน
พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิต
สเปรย์พริกไทยไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ
กระทำอนาจารต่อศิษย์นอกเวลาเรียน
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ยังคงเป็นป่าตาม พ.ร.บ. ป่าไม้
ลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว 7 คน
ผู้สนับสนุนให้จำเลยกระทำความผิด
ทวงหนี้ลักษณะข่มขู่ว่าไม่จ่ายจะเดือดร้อนจำคุก 3 ปี
การทำนากุ้งไม่ใช่การประกอบอาชีพกสิกรรม
ลักทรัพย์นายจ้าง, ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
การจับกุมมิชอบกับการฟ้องคดีอาญา
รวบรวมฎีกาเรื่องเบิกความเท็จ
คำขอในส่วนแพ่งเนื่องความผิดอาญา
ลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ
อ้างเหตุป้องกันตัวไม่ได้
ทำร้ายร่างกายกับการป้องกันตัว
พรากเด็กต่ำ15 ปี ไปเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี
ซื้อเสียงเลือกตั้งไม่รอลงอาญา
ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบ
การเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตเป็นความผิดฐานลักทรัพย์