Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com
dot
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletเพิ่มเว็บไซต์
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletสำนัก ทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ




สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ

            

 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ

 ในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรตำรวจยึดได้ทรัพย์ของกลางรวม 13 รายการที่บ้านของจำเลย เมื่อโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยรับทรัพย์ของกลางไว้ต่างคราวต่างวาระกัน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับทรัพย์ของกลางในคดีนี้กับคดีอื่นในคราวเดียวกันจึงเป็นความผิดกรรมเดียว แต่โจทก์แยกฟ้องตามจำนวนผู้เสียหาย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิจะนำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยอีก เพราะเป็นความผิดกรรมเดียวกันสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลย เป็นอันระงับไป


               คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6678/2531
 
           จำเลยรับของโจรทรัพย์ 13 รายการไว้ในคราวเดียวกันแม้จะปรากฏว่าทรัพย์ดังกล่าวแต่ละรายการเป็นของผู้เสียหายหลายคนต่างกันการกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดกรรมเดียว การที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นแต่ละคดีตามจำนวนของผู้เสียหายรวมทั้งคดีนี้ด้วยนั้น เมื่อได้ความว่าศาลชั้นต้นในคดีอื่นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรทรัพย์บางรายการที่จำเลยรับมาในคราวเดียวกับคดีนี้แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิจะนำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรเป็นคดีนี้อีกเพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)

          โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์หรือรับของโจร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357 และนับโทษต่อจากคดีอื่นจำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

           ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 357 จำคุก 1 ปี 6 เดือนลดโทษให้หนึ่งในสามจำคุก 1 ปี นับโทษต่อจากคดีอื่น จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 357 วรรคแรกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา


            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายมา 2 ประการโดยจำเลยฎีกาประการแรกว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์รวมพิจารณาพิพากษาคดีที่จำเลยถูกฟ้องต่อศาลชั้นต้นรวม 4 สำนวนเข้าด้วยกัน แต่ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งคำร้องนั้นแต่อย่างใด จึงเป็นการไม่ชอบ และจำเลยฎีกาประการที่สองว่า แม้จำเลยรับของโจรทรัพย์ของผู้เสียหายหลายคนก็ตาม แต่จำเลยก็ได้รับทรัพย์นั้นไว้คราวเดียวกันจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน เมื่อจำเลยถูกศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีหนึ่งแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องคดีนี้ย่อมระงับไปศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประการที่สองก่อนซึ่งปัญหาตามข้อฎีกาของจำเลยประการที่สองนี้ ศาลอุทธรณ์ฟังว่าในกรณีที่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยหลายคดีโดยมีผู้เสียหายต่างรายกันเมื่อโจทก์มีคำขอ ศาลที่พิพากษาคดีหลังย่อมมีอำนาจพิพากษาให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีก่อนซึ่งศาลได้พิพากษาไปแล้วได้ เพราะเป็นการกระทำคนละกรรมต่างหากจากกัน โดยที่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้ฟังว่าจำเลยรับเอาทรัพย์ของผู้เสียหายแต่ละรายไว้ในคราวเดียวกันหรือไม่ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมานั้นจึงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยศาลฎีกาเห็นสมควรฟังข้อเท็จจริงต่อไป ได้ความจากสิบตำรวจโทฤทธีพรสี่ พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยว่าเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2530ร้อยตำรวจเอกบดินทร์ ประชากิติคุณ ได้นำสิบตำรวจโทฤทธีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอื่นไปจับกุมจำเลยที่บ้านของจำเลยในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร และยึดได้ทรัพย์ของกลางทั้งสิ้น 13 รายการ จากบ้านของจำเลย ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งทรัพย์ของกลางทั้ง 13 รายการนี้เป็นทรัพย์ของกลางคดีนี้รวมอยู่ด้วย 2 รายการกับปรากฏจากคำของร้อยตำรวจเอกบดินทร์ตามบันทึกคำให้การพยานประเด็นโจทก์ของศาลอาญา เอกสารท้ายคำแถลงการณ์ปิดคดีของจำเลยว่าร้อยตำรวจเอกบดินทร์ได้รับจำเลยเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2530ในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรยึดได้ทรัพย์ของกลางรวม 13 รายการที่บ้านของจำเลยและได้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรทรัพย์ของกลางดังกล่าวบางรายการตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3104/2530ของศาลชั้นต้นอันเป็นคดีหนึ่งซึ่งโจทก์ขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อทั้งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยรับทรัพย์ของกลางตามเอกสารหมาย จ.1ไว้ต่างคราวต่างวาระกันหรือกล่าวแก้อุทธรณ์และฎีกาของจำเลยในปัญหานี้แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับทรัพย์ของกลางในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4081/2530 ของศาลชั้นต้นซึ่งศาลชั้นต้นนำโทษของจำเลยในคดีนี้ไปนับต่อตามคำขอของโจทก์ไว้ในคราวเดียวกันจึงเป็นการกระทำความผิดฐานรับของโจรกรรมเดียวแต่โจทก์ได้แยกฟ้องจำเลยเป็นแต่ละคดีตามจำนวนของผู้เสียหายเมื่อจำเลยถูกฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4081/2530ของศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิจะนำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรเป็นคดีนี้อีก เพราะเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีดังกล่าวและสิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลย สำหรับความผิดนั้นเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามข้อฎีกาประการแรกของจำเลย

          ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

          พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

( สุวรรณ ตระการพันธุ์ - ศักดิ์ สนองชาติ - กู้เกียรติ สุนทรบุระ )

ป.วิ.อ. มาตรา 39(4)
ป.อ. มาตรา 90, 357

กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน หรือ กระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

*ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความลีนนท์  http://www.lawyerleenont.com*   085 960 4258  *   สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ

 




เกี่ยวกับกฎหมาย

ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามสัญญากู้ยืมเงิน
อำนาจฟ้องคดี
ศาลต้องยกฟ้อง หรือจำหน่ายคดี
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ซื้อรถยนต์หนีภาษีถูกจำคุก 4 ปี
การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุด
ข้อสงสัยให้ตีความในสัญญาค้ำประกัน
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
คำพิพากษาศาลฎีกาเฉพาะเรื่อง
การวางเงินค่าฤชาธรรมเนียม
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 108
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
คดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลาม
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ร่างพระราชบัญญัติการติดตามทวงถามหนี้ที่เป็นธรรม
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
ใบจอง (น.ส. 2)
การโอนสิทธิที่ดิน ส.ป.ก.4-01
โอนที่ดินตามคำพิพากษา | ภาษีธุรกิจเฉพาะ
โอนที่ดินให้บุตรไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล article
การกระทำโดยสำคัญผิด
สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม
ขั้นตอนการดำเนินคดีแพ่ง



Copyright © 2011 All Rights Reserved.
สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ ตั้งอยู่เลขที่ 34/159 หมู่ 8 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 ติดต่อทนายความ 085 960 4258 , 084 130 2058 สำนักงาน โทร. 02 -984 4258 แฟกซ์ 02 984 4204 สำหรับแผนที่การเดินทาง กรุณาคลิ๊กที่ "ที่ตั้งสำนักงาน" ด้านบนสุด ทนายความ ทนาย สำนักงานกฎหมาย สำนักงานทนายความ ปรึกษากฎหมายฟรี ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ