Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com
dot
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletเพิ่มเว็บไซต์
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletสำนัก ทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ




แก้ไขเล็กน้อยห้ามโจทก์ฎีกา

                  

ศาลชั้นต้นลงโทษ ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือ ขณะกระทำผิดจำเลยกับพวกไม่มีอาวุธ อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

               คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6028/2552

            ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ลงโทษจำคุก 9 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุก 9 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เฉพาะบทจากความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยผู้กระทำคนใดคนหนึ่งมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือ ขณะกระทำผิดจำเลยกับพวกไม่มีอาวุธ อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,900 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 547/2549 ของศาลชั้นต้น

          จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย จำคุก 18 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือเข้าข้อยกเว้นให้ทำได้ตามกฎหมาย จำคุก 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 18 ปี 12 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,900 บาท แก่ผู้เสียหายคำขอและข้อหาอื่นให้ยก

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุก 18 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายรับฟังได้ว่าคนร้ายคนหนึ่งมีและพาอาวุธปืนด้วย โจทก์มีผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าขณะที่ผู้เสียหายหลบหนี จำเลยกับพวกลงไปอยู่ในคูน้ำข้างถนนมีคนร้ายคนหนึ่งร้องตะโกนบอกให้ขึ้นมาจากคูน้ำ ผู้เสียหายมองมายังถนนเป็นการมองจากไหล่ทางซึ่งอยู่ต่ำมายังถนนซึ่งอยู่ที่สูงกว่าสามารถเห็นใบหน้าคนร้ายทั้งหกได้อย่างชัดเจน ขณะนั้นมีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าสาธารณะบริเวณถนน ผู้เสียหายพูดโต้ตอบกับคนร้ายว่า “พวกพี่จะทำอะไร ผมไม่รู้เรื่องอะไร” ขณะนั้นผู้เสียหายเห็นคนร้ายคนหนึ่งทำท่าจะชักปืนออกจากเอวและมองเห็นด้ามปืนที่เอวด้วย คนร้ายที่ชักปืนร้องบอกว่าหากมึงไม่ขึ้นมากูจะยิงมึง ผู้เสียหายจึงเดินขึ้นมาจากคูน้ำและถูกจำเลยกับพวกรุมทำร้ายจนล้มฟุบลง ศาลฎีกาได้พิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหายประกอบแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุแล้ว ตรงจุดที่ผู้เสียหายยืนอยู่ในคูน้ำข้างถนนใกล้กับเสาไฟฟ้าสาธารณะย่อมมีแสงสว่างมากเพียงพอที่ผู้เสียหายจะมองเห็นคนร้ายคนหนึ่งทำท่าจะชักปืนออกจากเอวและเห็นด้ามปืนที่เอวด้วย เมื่อไม่มีสิ่งใดมาปิดกั้นการมองเห็นของผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะยืนอยู่ในคูน้ำข้างถนนซึ่งต่ำกว่าจุดที่คนร้ายยืนอยู่ก็ตาม เชื่อว่าผู้เสียหายมองเห็นคนร้ายมีอาวุธปืนได้อย่างชัดเจน ประกอบกับที่ผู้เสียหายยอมเดินขึ้นมาจากคูน้ำก็เพราะถูกคนร้ายที่มีอาวุธปืนร้องบังคับให้ขึ้นมามิฉะนั้นจะถูกยิง หากผู้เสียหายไม่เห็นอาวุธปืนของคนร้ายแล้วย่อมจะไม่ขึ้นมาจากคูน้ำง่าย ๆ เพราะผู้เสียหายรู้ดีว่าจะต้องถูกจำเลยกับพวกทำร้ายตนเองอย่างแน่นอน ดังนั้นพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

          สำหรับความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยผู้กระทำคนใดคนหนึ่งมีอาวุธติดตัวไปด้วยนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ลงโทษจำคุก 9 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุก 9 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้จากความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยผู้กระทำคนใดคนหนึ่งมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือ ขณะกระทำผิดจำเลยกับพวกไม่มีอาวุธ อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์จำเลยกับพวกมีปืนเป็นอาวุธหรือไม่นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์พวกของจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แม้ความผิดฐานปล้นทรัพย์ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่การปรับบทลงโทษจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นเพื่อปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
( อาวุธ ปั้นปรีชา - มานัส เหลืองประเสริฐ - ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ )
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายณภมงคล จันทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสมควร วิเชียรวรรณ
ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง
ป.อ. มาตรา 83, 340 วรรคแรก, 340 วรรคสอง, 340 ตรี

ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ ลีนนท์  084 130 2058   *   www.lawyerleenont.com   *  สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ




อุทธรณ์ฎีกา

ฟ้องรวมกันใช้สิทธิเฉพาะตัวต้องแยกทุนทรัพย์
เป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษา | ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเป็นไปตามลำดับชั้นของศาล
ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาได้
สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลา
ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์
มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด
ห้ามอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
อุทธรณ์และฎีกา (บทความ)
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาไม่ชอบ



Copyright © 2011 All Rights Reserved.
สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ ตั้งอยู่เลขที่ 34/159 หมู่ 8 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 ติดต่อทนายความ 085 960 4258 , 084 130 2058 สำนักงาน โทร. 02 -984 4258 แฟกซ์ 02 984 4204 สำหรับแผนที่การเดินทาง กรุณาคลิ๊กที่ "ที่ตั้งสำนักงาน" ด้านบนสุด