ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletทนายความฟ้องหย่า
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletฟ้องหย่า
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสำนักทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ


 



ช่วยซ่อนเร้นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด

สำนักงานทนายความ

(ยินดีให้คำปรึกษากฎหมาย ติดต่อทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร.0859604258

ติดต่อทางอีเมล  : leenont0859604258@yahoo.co.th )

 

ช่วยซ่อนเร้นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด          

 

การที่จำเลยช่วยซ่อนเร้นรถจักรยานยนต์ของกลางซึ่งเป็นพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของผู้อื่น โดยมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือมิให้บุคคลนั้นได้รับโทษและถูกจับกุมดำเนินคดีนั้นพฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งจำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้คดีตลอดมา อันเป็นการไม่รู้สึกสำนึกในความผิดแม้จำเลยจะฎีกาอ้างว่าจำเลยมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูมารดากับบุตร และจำเลยกับบุตรเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงด้วยนั้น กรณีก็ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

              คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5811/2550

การที่ ช. ขับรถจักรยานยนต์ไปและใช้อาวุธปืนยิง ส. ถึงแก่ความตายแล้วขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวหลบหนีไปนั้น นอกจากอาวุธปืนซึ่งเป็นทรัพย์ที่ ช. ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงและถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดีแล้วรถจักรยานยนต์ของกลางที่ ช. ใช้เป็นยานพาหนะขับไปยิง ส. และหลบหนีก็เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงเช่นกัน และเป็นพยานหลักฐานสำคัญอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถใช้พิสูจน์การกระทำความผิดของ ช. ได้หากมีพยานบุคคลมาพบเห็นการกระทำความผิดดังกล่าว และจดจำลักษณะของรถจักรยานยนต์ของกลางที่ ช. ขับได้ ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ใช้เป็นพยานหลักฐานในการสืบสวนสอบสวนนำไปสู่การติดตามจับกุมตัว ช. มาลงโทษได้ ดังนั้น การที่จำเลยช่วยซ่อนเร้นรถจักรยานยนต์ของกลางไว้จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 184
                                                         โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยเจตนาเพื่อจะช่วยนายชูชาติ  ผู้ต้องหากับพวกมิให้ต้องรับโทษหรือได้รับโทษน้อยลงโดยจำเลยทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย ทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งรถจักรยานยนต์ที่นายชูชาติกับพวกใช้เป็นยานพาหนะขับไปยิงนายสรวุฒิ  ถึงแก่ความตายและหลบหนีให้พ้นจากการจับกุม ซึ่งเป็นพยานหลักฐานในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยการนำรถคันดังกล่าวไปซุกซ่อนเพื่อมิให้เจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลางในคดีดังกล่าวได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184
                                  จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 จำคุก 1 ปี
                          จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 เวลา 03.45 นาฬิกา นายชูชาติใช้อาวุธปืนยิงนายสรวุฒิ ถึงแก่ความตายที่ตำบลท่าระหัด อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาวันเดียวกันเวลาประมาณ 18 นาฬิกา นายชูชาตินำรถจักรยานยนต์ของกลางซึ่งใช้เป็นยานพาหนะขับไปยิงผู้ตายและหลบหนีไปมอบให้แก่จำเลยที่บ้านของจำเลยที่ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี แล้วจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปจอดเก็บไว้ภายในบ้านของนายสม  ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2543 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายชูชาติและติดตามยึดรถจักรยานยนต์ของกลางได้จากบ้านของนายสม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีไพโรจน์ คุ้มภัย และร้อยตำรวจโทพรม แก้วพลายตา ผู้จับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า หลังจากพยานทั้งสองจับกุมนายชูชาติได้ตามสำเนาบันทึกการจับกุม นายชูชาติให้การรับว่าได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะไปยิงผู้ตาย จากนั้นขับหลบหนีไปพบจำเลยและเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้จำเลยทราบพร้อมทั้งขอร้องให้จำเลยช่วยเหลือจำเลยรับว่าจะช่วยเหลือโดยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปซุกซ่อนให้ พยานทั้งสองจึงติดตามไปสอบถามจำเลยที่บ้านของจำเลย ในเบื้องต้นจำเลยปฏิเสธหลายครั้งว่าไม่ทราบเรื่องเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่เมื่อพยานทั้งสองแจ้งว่านายชูชาติถูกจับกุมแล้ว จำเลยจึงยอมรับว่าได้รับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้จากนายชูชาติและอ้างว่านำไปจำนำไว้แก่นายสมในราคา 1,500 บาท พยานทั้งสองให้จำเลยพาไปที่บ้านของนายสม เมื่อไปถึงพบนายสมอยู่ที่บ้าน สอบถามนายสมได้ความว่าจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางมาขอฝากไว้กับตน นายสมจึงให้จำเลยนำรถเข้าไปจอดไว้ภายในบ้านโดยจำเลยได้นำผ้ามาคลุมรถไว้ จากนั้นนายสมพาพยานทั้งสองเข้าไปตรวจสอบภายในบ้าน พบรถจักรยานยนต์ของกลางจอดอยู่โดยมีผ้าคลุมไว้อย่างมิดชิด เมื่อสอบถามถึงกุญแจรถจำเลยกับนายสมต่างปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด พยานทั้งสองจึงจับกุมจำเลยและยึดรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ตามบันทึกการจับกุม โจทก์ยังมีนายสม  เป็นพยานเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปหาพยานที่บ้านและพูดฝากรถไว้กับพยาน พยานรับฝากไว้โดยให้จำเลยนำรถเข้าไปจอดไว้ภายในบ้านและลูกสาวของพยานได้นำผ้าขนหนูมาคลุมรถไว้ โดยพยานไม่ได้รับจำนำรถไว้จากจำเลยแต่อย่างใด ซึ่งในชั้นสอบสวนพยานได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้ตามบันทึกคำให้การของพยาน เห็นว่า พันตำรวจตรีไพโรจน์และร้อยตำรวจโทพรมพยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ และไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความและสร้างพยานหลักฐานขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลยเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความและจัดทำเอกสารต่างๆ ขึ้นตามความเป็นจริงการที่พยานโจทก์ทั้งสองติดตามไปยึดรถจักรยานยนต์ของกลางได้จากบ้านนายสมก็สืบเนื่องมาจากพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจับกุมนายชูชาติซึ่งเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายได้และสอบถามนายชูชาติได้ความว่า หลังจากกระทำความผิดนายชูชาติได้นำรถจักรยานยนต์ของกลางซึ่งใช้เป็นยานพาหนะขับไปกระทำความผิดและหลบหนีไปฝากจำเลยไว้ แต่เมื่อพยานโจทก์ทั้งสองติดตามไปสอบถามจำเลยในเบื้องต้นแทนที่จำเลยจะแจ้งให้พยานโจทก์ทั้งสองทราบแต่โดยดีว่านายชูชาติได้นำรถจักรยานยนต์ของกลางมามอบให้แก่จำเลยไว้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของตน แต่จำเลยกลับบ่ายเบี่ยงปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวกับรถคันดังกล่าว จนกระทั่งพยานโจทก์ทั้งสองแจ้งว่านายชูชาติถูกจับกุมแล้ว จำเลยจึงยอมรับว่านายชูชาตินำรถมามอบให้จำเลยไว้และอ้างว่านำรถไปจำนำไว้แก่นายสม แต่เมื่อพยานโจทก์ทั้งสองติดตามไปสอบถามนายสม นายสมกลับปฏิเสธว่าจำเลยเพียงแต่นำรถมาฝากไว้กับตนเท่านั้นมิได้นำมาจำนำไว้ อันเป็นการขัดแย้งกับข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวซึ่งนับว่าเป็นข้อพิรุธของจำเลยอย่างยิ่ง ส่วนที่นายสมเบิกความอ้างว่า เมื่อนายสมรับฝากรถไว้ได้ให้จำเลยนำรถเข้าไปจอดไว้ภายในบ้านของนายสมและบุตรสาวของนายสมเป็นผู้นำผ้าขนหนูมาคลุมรถไว้ โดยจำเลยมอบกุญแจรถให้ด้วยนั้นก็ขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสม ซึ่งระบุว่าจำเลยเป็นผู้นำผ้าขนหนูมาคลุมรถไว้ด้วยตนเองและเอากุญแจรถไปด้วย โดยนายสมได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนในวันเดียวกับที่เจ้าพนักงานตำรวจติดตามยึดรถจักรยานยนต์ของกลางได้และไม่ปรากฏว่านายสมได้ให้การโดยถูกบังคับ ขู่เข็ญหรือล่อลวงแต่ประการใดจึงเชื่อว่านายสมได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามความเป็นจริง จึงรับฟังได้ว่าจำเลยได้นำรถจักรยานยนต์ของกลางเข้าไปจอดเก็บไว้ภายในบ้านของนายสมและใช้ผ้าคลุมปกปิดรถไว้ด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวข้างต้นประกอบกับรายละเอียดในสำเนาบันทึกการจับกุมนายชูชาติ ซึ่งระบุว่านายชูชาติได้แจ้งเรื่องที่ตนนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปกระทำความผิดมาให้จำเลยทราบแล้วก่อนที่จำเลยจะรับฝากรถและนำไปซุกซ่อนไว้ การที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปเก็บไว้ภายในบ้านของนายสมและใช้ผ้าคลุมปกปิดรถไว้อย่างมิดชิดนั้น ก็เพื่อซ่อมเร้นรถจักรยานยนต์ของกลางไว้มิให้ผู้อื่นพบเห็น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงสอดคล้องต้องกันและมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยรับฝากรถจักรยานยนต์ของกลางไว้จากนายชูชาติโดยทราบดีว่านายชูชาติใช้รถคันดังกล่าวเป็นยานพาหนะไปยิงผู้ตายและหลบหนี แล้วจำเลยซ่อนเร้นรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ เพื่อจะช่วยนายชูชาติมิให้ต้องรับโทษตามที่นายชูชาติขอร้องให้ช่วยเหลือ จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยนำสืบว่านายชูชาตินำรถจักรยานยนต์ของกลางไปจำนำไว้แก่จำเลยในราคา 1,500 บาท โดยได้มอบรถจักรยานยนต์ ใบคู่มือจดทะเบียน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินให้แก่จำเลยไว้และไม่ได้บอกจำเลยว่าได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางไปกระทำความผิดมา ซึ่งจำเลยมีนายชูชาติมาเบิกความเป็นพยานด้วยนั้น เห็นว่า ในข้อนี้ได้ความจากพันตำรวจตรีประสาน หอมชื่น พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยไม่ได้แจ้งแก่พยานว่าในการรับจำนำรถดังกล่าวนายชูชาติได้มอบสัญญากู้เงินและใบคู่มือจดทะเบียนรถให้แก่จำเลยไว้ ซึ่งหากมีการมอบให้แก่จำเลยไว้แต่แรก จำเลยก็น่าจะนำมาแสดงต่อพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นพยานหลักฐานยืนยันตามข้ออ้างของตน ทั้งจำเลยกับนายชูชาติก็เป็นเพื่อนบ้านกันและรู้จักกันเป็นอย่างดี ประกอบกับจำนวนเงินที่จำเลยอ้างว่ารับจำนำรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ก็ไม่สูงนัก จึงไม่น่าเชื่อว่าจะมีการจัดทำเอกสารต่างๆ มอบให้แก่กันไว้ดังที่จำเลยอ้าง พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่สมเหตุสมผลและไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นเพียงยานพาหนะที่ใช้เดินทางไปมามิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิด จึงไม่ใช่พยานหลักฐานในการกระทำความผิด การที่จำเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 นั้น เห็นว่า การที่นายชูชาติขับรถจักรยานยนต์ไปและใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวหลบหนีไปนั้น นอกจากอาวุธปืนซึ่งเป็นทรัพย์ที่นายชูชาติใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงและถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดีแล้ว รถจักรยานยนต์ของกลางที่นายชูชาติใช้เป็นยานพาหนะขับไปยิงผู้ตายและหลบหนี ก็เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงเช่นกัน และเป็นพยานหลักฐานสำคัญอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถใช้พิสูนจ์การกระทำความผิดของนายชูชาติได้หากมีพยานบุคคลมาพบเห็นการกระทำความผิดดังกล่าวและจดจำลักษณะของรถจักรยานยนต์ของกลางที่นายชูชาติขับได้ ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ใช้เป็นพยานหลักฐานในการสืบสวนสอบสวนนำไปสู่การติดตามจับกุมตัวนายชูชาติมาลงโทษได้ ดังนั้นการที่จำเลยช่วยซ่อนเร้นรถจักรยานยนต์ของกลางไว้จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า นายชูชาติกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นคดีร้ายแรงมีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต การที่จำเลยช่วยซ่อนเร้นรถจักรยานยนต์ของกลางซึ่งเป็นพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของนายชูชาติ โดยมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือมิให้นายชูชาติได้รับโทษและถูกจับกุมดำเนินคดีนั้น นับว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้กระทำความผิดอาจไม่ต้องรับโทษในความผิดที่ได้กระทำลงซึ่งก่อให้เกิดความไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมส่วนรวมพฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งจำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้คดีตลอดมา อันเป็นการไม่รู้สึกสำนึกในความผิดที่ได้กระทำลงอีกด้วย แม้จำเลยจะฎีกาอ้างว่าจำเลยมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูมารดากับบุตร และจำเลยกับบุตรเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงด้วยนั้น กรณีก็ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น”
                           พิพากษายืน
( พีรพล พิชยวัฒน์ - เกษม วีรวงศ์ - ฐานันท์ วรรณโกวิท ) 


                            ประมวลกฎหมายอายญา


มาตรา 184 ผู้ใดเพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษ น้อยลง ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้ สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ
-ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด เพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ ซ่อนเร้นซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด -
----ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  โทร.  0859604258   http://www.lawyerleenont.com      **     สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ

ค้นหาสำนักงานทนายความ คลิ๊ก++

 




คำพิพากษาศาลฎีกา

เขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
รับของโจร รับซื้อทรัพย์ของกลางโดยรู้อยู่ว่าได้มาโดยการลักทรัพย์
ถอนคืนการให้-ประพฤติเนรคุณ หมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง
ผู้ให้เช่าซื้อ(เจ้าหนี้)ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนจากลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์
ผู้รับจำนองย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นที่นำยึดทรัพย์
ความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน
การนับระยะเวลาอายุความคดีอาญา
เรียกค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
อายุความสิทธิเรียกร้องมูลละเมิด
สัญญาที่ผู้บริโภคเสียเปรียบเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
ความผิดฐานพรากเด็ก(ผู้เยาว์)อายุยังไม่เกิน 15 ปี
ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม-ผู้เสียหาย
สัญญากู้ยืมเงินแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้,การคิดดอกเบี้ยผิดนัด
พรากผู้เยาว์,กระทำชำเราเด็กหญิงไม่เกิน 15 ปี
ผู้ค้ำประกันไม่ได้รับสภาพหนี้ มิได้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมไม่ระงับ
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง- “สภาพการจ้าง” คืออะไร?
สิทธิเรียกร้องไล่เบี้ยลูกจ้าง
ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
ผู้มีส่วนได้เสียเท่านั้นที่จะขอให้ศาลเพิกถอนผู้จัดการมรดก
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย
สิทธิหยุดพักผ่อนของลูกจ้าง
คำร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง
หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา หนังสือให้ความยินยอมทำนิติกรรม
ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ต้องริบเสียทั้งสิ้น
ละเมิดอำนาจศาล-ทนายความเรียกค่าวิ่งเต้นคดี
ใบแต่งทนาย-ทนายความขอแรง
อำนาจสอบสวน ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การเลิกจ้างในระหว่างการทดลองงาน
ร้องขัดทรัพย์-ตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
ควบคุมหรือขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
โอนที่ดินให้บุตรไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษ
นับอายุความละเมิดเรียกค่าเสียหาย
สัญญาขายฝาก-การวางทรัพย์-การขยายกำหนดเวลาไถ่
การเข้ามอบตัวถือว่าจำเลยถูกจับแล้ว
ภาระจำยอมโดยอายุความ-ใช้ทางในลักษณะปรปักษ์
คำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นที่สุด
อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา
แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน- สภาพการจ้าง
การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง
การใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการ
ฐานค่าจ้างในการคำนวณจ่ายค่าชดเชย
ข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
คำร้องสอดเป็นฟ้องซ้อน, ฟ้องซ้อนปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
พิพากษาเกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้อง
เรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย
หนี้ที่จะต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง
ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ศาลสั่งริบ
ผู้ลงลายมือชื่อรับรองในตั๋วเงิน
คำสั่งยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ | อุทธรณ์คำสั่งยกคำร้อง
สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมและผลประโยชน์ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
รายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิ
ฎีกาไม่มีลายมือชื่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อผู้ฎีกา
ค่าชดเชยการเลิกจ้างและดอกเบี้ย
สิทธิในการดำเนินคดีเป็นโจทก์ร่วม
การกระทำต่อเนื่อง-ความผิดฐานบุกรุก
ขอให้ศาลรวมโทษจำคุก,ความผิดหลายกรรม
ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบหรือไม่?
ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย 62 เม็ด โทษ 4 ปี 9 เดือน
ผลของการไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวัน
การประเมินภาษีเงินได้-อำนาจออกหมายเรียก
สิทธิแจ้งความร้องทุกข์ของผู้เสียหาย
กฎหมายยกเลิกความผิด-การใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย
ไม่แจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาทราบไม่ทำให้การสอบสวนคดีไม่ชอบ
การฟอกเงิน-ยกประโยชน์แห่งความสงสัย
บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก
ตรวจค้น-จับกุมมิชอบด้วยกฎหมาย
นำสืบประกอบคำให้การรับสารภาพ
ลูกหนี้ร่วม-เจ้าหนี้ฟ้องให้ล้มละลายได้
ศาลไม่อาจลงโทษเกินไปกว่าที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง เมทแอมเฟตามีน
เจ้าเพนักงานพิทักษ์ทรัพย์-สิทธิจัดการทรัพย์สินลูกหนี้
ค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์
ผู้จัดการมรดก-ผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก พินัยกรรม
เหตุสุดวิสัย หรือ ประมาทเลินเล่อ เรียกค่าขาดไร้อุปการะ
ผิดสัญญาหมั้น | เรียกค่าทดแทน | สินสอด
ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกที่ดินราชพัสดุ
ฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย ฟ้องซ้ำ หลายกรรมต่างกัน การกระทำต่อผู้เสียหายต่างรายกัน
ครอบครองปรปักษ์ก่อนออกโฉนดที่ดินไม่นำมารวมหลังออกโฉนด
การจราจรติดขัดไม่ใช่เหตุสุดวิสัย
ไม่เข้าเหตุถอนคืนการให้ | หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง
ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น,ชั้นอุทธรณ์
ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ | ปัสสาวะสีม่วง | เสพเมทแอมเฟตามีน
การริบทรัพย์สินของกลาง ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด
ตั๋วสัญญาใช้เงินที่จะต้องนำไปให้ผู้ออกตั๋วจดรับรู้
ประมาททำให้เกิดเพลิงไหม้ | ความรับผิดของผู้ว่าจ้าง
สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ, ปรับโครงสร้างหนี้
ผลของคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด | ผู้ชำระบัญชี
อายุความเรียกค่าเสียหาย | ค่าสินไหมทดแทน | ฟ้องนายจ้าง
ทางจำเป็นและทางภาระจำยอม
ขอเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
การบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด
ทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสน | เขตอำนาจศาลแขวง
คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ อำนาจศาลชั้นต้นที่จะสั่งแก้ไขคำสั่งที่ผิดหลง
การรับสภาพหนี้อายุความสะดุดหยุดลง
รับสมอ้างต่อศาลว่าเป็นจำเลย ละเมิดอำนาจศาล เปลี่ยนตัวจำเลย
ขอให้ศาลแรงงานพิจารณาคดีใหม่