ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletทนายความฟ้องหย่า
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletฟ้องหย่า
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสำนักทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ


 



ส่วนแบ่งสินสมรสและความรับผิดค่าอุปการะบุตร

(ยินดีให้คำปรึกษากฎหมาย ติดต่อทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร.085-9604258 ติดต่อทางอีเมล  : leenont0859604258@yahoo.co.th )

 

ส่วนแบ่งสินสมรสและความรับผิดค่าอุปการะบุตร
จำเลยอ้างว่า ค่าเช่าห้องเป็นดอกผลของสินสมรส จำเลยให้โจทก์เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เท่ากับจำเลยได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแล้ว เห็นว่า ส่วนแบ่งในสินสมรสของจำเลยเป็นเหตุคนละส่วนกับหน้าที่ของบิดาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามกฎหมายจำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดได้ เชื่อว่าโจทก์และจำเลยต่างก็ยังมีความสามารถที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1568/2552

          ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์...” บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้บิดาและมารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะปฏิเสธมิได้ ส่วนการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตามมาตรา 1598/38 ให้ศาลคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีเมื่อศาลเชื่อว่าโจทก์และจำเลยก็ยังมีความสามารถที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน และแบ่งความรับผิดให้จำเลยชำระค่าอุปการระเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 15,000 บาท เท่ากับคนละ 7,500 บาทต่อเดือนนั้นจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งกรณี

          ส่วนข้ออ้างว่าจำเลยยกส่วนแบ่งในสินสมรสของจำเลยให้โจทก์เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอีกนั้น กรณีแบ่งสินสมรสเป็นคนละส่วนกับหน้าที่ของจำเลยในฐานะบิดาที่จำต้องอปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวปฏิเสธความรับผิดได้
 
มาตรา 1564  บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์
บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วแต่เฉพาะผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้

มาตรา 1598/38  ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา หรือระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้นย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี
________________________________
 
          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชายภัทรภณ อายุ 12 ปี และเด็กหญิงภัทรลภา อายุ 7 ปี อยู่กินด้วยกันที่บ้านเลขที่ 1620 ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี แขวงบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เมื่อต้นปี 2552 จำเลยขอไปเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ใกล้กับวิทยาลัยนอร์ธ ซึ่งจำเลยสอนหนังสืออยู่ในขณะนั้น โดยอ้างว่าเลิกงานดึก หลังจากนั้นจำเลยขาดการติดต่อกับโจทก์และไม่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โจทก์มีรายได้จากค่าเช่าอาคารชุดเดือนละ 20,000 บาท ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว เด็กชายภัทรภณเรียนอยู่ในโรงเรียนเซนต์จอห์นค่าเรียนเทอมละ  38,000 บาท ส่วนเด็กหญิงภัทรลภาเรียนอยู่โรงเรียนอนุบาลดาราทร ค่าเรียนเทอมละ 15,000 บาท และยังมีค่าใช้จ่ายอื่นอีก ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองรวมกันเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะหรือสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาหรือเทียบเท่าหรือชั้นสูงสุด

          จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า เมื่อปี 2542 โจทก์และจำเลยมีเรื่องทะเลาะกัน และบิดาโจทก์ได้ทำร้ายร่างกายจำเลย โจทก์และจำเลยจึงตกลงแยกกันอยู่โดยได้ทำหนังสือเรื่องทรัพย์สินระหว่างสมรสไว้ด้วย ที่โจทก์อ้างว่ามีรายได้น้อยไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายนั้นไม่เป็นความจริง เพราะโจทก์มีรายได้จากการให้เช่าห้องอาคารชุดจำนวน 14 ห้อง เดือนละประมาณ 60,000 บาท และรายได้จากการประกอบธุรกิจบริษัทอโกรอุตสาหกรรมไทย - ญี่ปุ่น จำกัด เดือนละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท รวมแล้วโจทก์มีรายได้เดือนละประมาณ 110,000 บาท ส่วนจำเลยมีรายได้จากการเป็นอาจารย์วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก เดือนละ 19,679 บาท มีภาระค่าใช้จ่ายและภาระหนี้สินจำนวนมาก ไม่อยู่ในฐานะที่จะอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ โจทก์เป็นผู้มีฐานะทางการเงินและฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจำเลยมากสามารถอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้จากค่าเช่าซึ่งเป็นดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกัน และโจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นคดีนี้ เพราะโจทก์และจำเลยยังไม่ได้หย่าขาดจากกัน

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์เดือนละ 15,000 บาท ต่อคน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบุตรแต่ละคนจะบรรลุนิติภาวะ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์เดือนละ 7,500 บาทต่อบุตรผู้เยาว์แต่ละคน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นผับ

          โจทก์และจำเลยฎีกา
          ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยและโจทก์เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรผู้เยาว์ 2 คน คือเด็กชายภัทรภณ และเด็กหญิงภัทรลภา จำเลยแยกอยู่กับโจทก์ตั้งแต่ปี 2542 บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่กับโจทก์ตลอดมา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่าจำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดหรือไม่ต้องชำระ โจทก์ฎีกาว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาเดือนละ 30,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์อ้างบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 มาตัดทอนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 15,000 บาท เป็นการไม่ชอบ ส่วนจำเลยฎีกาว่า จำเลยมีรายจ่ายและหนี้สินมากกว่ารายรับและได้ยกรายได้จากสินสมรสในส่วนของจำเลยให้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแล้วจำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ในข้อนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดู และให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์...” บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้บิดาและมารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะปฏิเสธมิได้ ส่วนการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตามมาตรา 1598/38 ให้ศาลคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี ข้อเท็จจริงได้ความตามข้อนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า ต่างฝ่ายต่างมีรายรับและรายจ่ายของตนเองโดยโจทก์มีรายรับจากค่าเช่าห้องในอาคารชุดเดือนละประมาณ 28,000 ถึง 30,000 บาท แต่มีรายจ่ายเกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียนของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โดยเด็กชายภัทรภณเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเซ็นต์จอห์นเสียค่าเล่าเรียนปีละ 2 เทอม เทอมละ 35,000 ถึง 38,000 บาท และค่ากิจกรรมพิเศษเฉลี่ยแล้วเทอมละประมาณ 45,000 บาท ส่วนเด็กหญิงภัทรลภาเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 3 โรงเรียนดาราทรเสียค่าเล่าเรียนปีละ 3 เทอม เทอมละ 12,000 บาท และค่ากิจการพิเศษเฉลี่ยแล้วเทอมละประมาณ 10,000 บาท และโจทก์ยังต้องเลี้ยงดูบิดามารดาอีกด้วย ส่วนจำเลยมีรายได้จากการเป็นอาจารย์สอนหนังสือเดือนนะ 19,679 บาท และมีรายได้จากการสอนพิเศษเดือนละประมาณ 3,000 บาท ถึง 4,000 บาท แต่มีรายจ่ายส่วนตัวเดือนละ 5,000 บาท ค่าเช่าที่พักรวมค่าน้ำค่าไฟเดือนละประมาณ 4,800 บาท ค่าเลี้ยงดูบิดามารดาเดือนละประมาณ 2,000 บาท และมีหนี้สินประมาณ 1,000,000 บาท เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนของจำเลยเกิดจากจำเลยแยกไปอยู่ต่างหากเอง และหนี้สินที่จำเลยก่อขึ้นก็ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว เมื่อพิจารณาใบแจ้งยอดบัญชีแล้ว จะเห็นว่าจำเลยสามารถผ่อนชำระหนี้เงินกู้ตามเอกสารดังกล่าวในฉบับแรกชำระไปแล้ว 33 งวด งวดละ 6,298.80 บาท ในฉบับที่สองชำระไปแล้ว 10 งวด งวดละ 9,237.94 บาท จึงน่าเชื่อว่าจำเลยมีรายได้มากกว่าที่อ้างค่อนข้างมาก สำหรับโจทก์แม้จำต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียนของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง แต่ยังมีรายได้จากค่าเช่าห้องในอาคารชุดพอนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้ ทั้งนี้แม้โจทก์และจำเลยจะมีภาระในการอุปการะเลี้ยงดูบุพการีด้วยก็ตามแต่ก็เชื่อว่าโจทก์และจำเลยต่างก็ยังมีความสามารถที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ที่ศาลอุทธรณ์แบ่งความรับผิดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 15,000 บาท เท่ากับคนละ 7,500 บาทต่อเดือนนั้น จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ค่าเช่าห้องในอาคารชุดเป็นดอกผลของสินสมรส เมื่อจำเลยมอบให้โจทก์เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เท่ากับจำเลยได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแล้ว เห็นว่า ส่วนแบ่งในสินสมรสของจำเลยเป็นเหตุคนละส่วนกับหน้าที่ของจำเลยในฐานะบิดาที่จำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามกฎหมายจำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยในข้ออื่นไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยอันเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย”

          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
 
 
( พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา - ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล - สิริรัตน์ จันทรา )
 
 




บิดามารดา กับ บุตร - คำร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร

ขอจดทะเบียนรับรองบุตร, บุตรนอกสมรส-ขอรับเด็กเป็นบุตร
บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองโดยพฤตินัย
ฟ้องบุพการี - คดีอุทลุม, การใช้สิทธิติดตามเอาคืน
การถอนอำนาจปกครองบิดา ตั้งน้าสาวเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์แทน
เรียกบุตรคืนจากสามีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย, บิดานอกกฎหมายไม่มีสิทธิที่จะกำหนดที่อยู่ของบุตร
ฟ้องให้บิดารับรองบุตร เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร (บิดาถึงแก่ความตาย)
การจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร (เด็กและมารดาของเด็กถึงแก่ความตายแล้ว)
เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร (คดีขาดอายุความ)
บุตรนอกกฎหมาย สิทธิประกันสังคม
บุตรจำต้องเลี้ยงดูบิดามารดา เรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลยได้
บุตรนอกกฎหมายเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้หรือไม่?
ค่าอุปการะเลี้ยงดูกับค่าเลี้ยงชีพ, การใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรแต่บิดาปฏิเสธว่าเป็นบุตร
ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว
ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว
เปลี่ยนสิทธิดูแลบุตรจากมารดาเป็นบิดา
การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย
บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายฟ้องบิดาไม่เป็นคดีอุทลุม
รับสมอ้างว่าเป็นบุตรในการแจ้งเกิด, บิดาในสูติบัตร
ทำสัญญาประนีประนอมแทนผู้เยาว์ต้องขออนุญาตศาล
อายุความฟ้องขอเลิกรับบุตรบุญธรรม
ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าให้บิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร
การถอนอำนาจปกครองเป็นอำนาจของศาล
ให้ใช้นามสกุลในสูติบัตรยังไม่เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย