Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com
dot
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletเพิ่มเว็บไซต์
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletสำนัก ทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ




ทางจำเป็นคืออะไร | เงินค่าทดแทนใช้ทาง

                   

ทางจำเป็นคืออะไร  ที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่มีความหมายอย่างไร  ทางสาธารณะ หมายถึงอะไร  ทำไมกฎหมายจึงต้องบัญญัติเรื่อทางจำเป็นไว้

ในเรื่องทางจำเป็นนี้ กฎหมายได้บัญญัติไว้เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมและไม่มีทางออกไปสู่ถนนสาธารณะได้ โดยเพื่อให้มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้ และโดยที่เจ้าของที่ดินแปลงที่ล้อมอยู่จำต้องเสียสิทธิในเรื่องแดนแห่งกรรมสิทธิ์ไป

คำว่า "ทางจำเป็น" ไม่มีคำนิยามอย่างเช่นกับคำว่า "ทางสาธารณะ" แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิขชย์ มาตรา 1349  บัญญัติว่า  "ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทาง สาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ ทางสาธารณะได้


ที่ดินแปลงใดมีทางออกได้แต่เมื่อต้องข้ามสระ บึง หรือทะเลหรือมีที่ชัน อันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมากไซร้ ท่านว่าให้ใช้ความในวรรคต้นบังคับ


ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะ ผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ ถ้าจำเป็นผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้


ผู้มีสิทธิจะผ่านต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ เพื่อความ เสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้น ค่าทดแทนนั้นนอกจากค่าเสียหาย เพราะสร้างถนน ท่านว่าจะกำหนดเป็นเงินรายปี ก็ได้ "

มาตรา 1350  "ถ้าที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่ มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้อง เอาทางเดินตาม มาตรา ก่อนได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอน

กันและไม่ต้องเสียค่าทดแทน"

มาตรา 1353 บุคคลอาจพาปศุสัตว์ของตนผ่านหรือเข้าไปในที่ดินของผู้ อื่นซึ่งมิได้กั้นเพื่อไปเลี้ยง และอาจเข้าไปเอาน้ำในบ่อหรือสระในที่เช่นว่านั้น มาใช้ได้ เว้นแต่ที่ดินเป็นที่เพาะปลูก หรือเตรียมเพื่อเพาะปลูกหว่าน หรือมี ธัญชาติ

ขึ้นอยู่แล้ว แต่ท่านว่าเจ้าของที่ดินย่อมห้ามได้เสมอ 

มาตรา 1354 ถ้ามีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นให้ทำได้ และถ้าเจ้าของ ไม่ห้าม บุคคลอาจเข้าไปในที่ป่า ที่ดง หรือในที่มีหญ้าเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็น ที่ดินของผู้อื่น เพื่อเก็บฟืน หรือผลไม้ป่า ผัก เห็ดและสิ่งเช่นกัน"
(กล้วยป่ก มะม่วงป่า ผักบุ้ง ผักตำลึง บัวบก ผักเสี้ยน ผักหนาม ผักตบ ตีนเป็ด ฯลฯ) 

ข้อยกเว้น


ที่ใช้ผ่าน นา ผู้อื่น ซึ่งไม่ปรากฎว่าจำต้องใช้ติดต่อกับทางสาธารณะ "ไม่ใช่ทางจำเป็น"

                 คำพิพากษาศาลฎีกาที่  533/2500


 จำเลยยินยอมให้โจทก์เดินและใช้เกวียนลากเข็นข้าวผ่านนาของจำเลยมาเป็นเวลาหลายสิบปีเฉพาะเวลาหมดฤดูทำนา ทางพิพาทนั้นก็ตกอยู่ในภาระจำยอมที่จะต้องให้โจทก์เดินผ่านได้เมื่อสิ้นฤดูทำนาแล้วตลอดไป 

 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีที่ปลูกบ้านและมีนาซึ่งอยู่ห่างกัน 6 กิโลเมตร โจทก์ไปทำนา ลากข้าวและไปธุระต้องอาศัยผ่านที่จำเลยตามแผนที่ท้ายฟ้องมา 40 ปี นอกจากเส้นทางนี้ ไม่มีทางเดินไปนาโจทก์ครั้นเมื่อเดือนธันวาคม 2496

จำเลยเอาต้นผลไม้มาปลูกปิดทางทำให้โจทก์เสียหาย จึงมาฟ้องให้ศาลบังคับให้จำเลยเปิดทางนั้นให้พร้อมด้วยเรียกค่าเสียหาย


          จำเลยต่อสู้ว่าที่ที่ปลูกผลไม้เป็นที่จำเลย แม้โจทก์จะเคยลากข้าวผ่านเป็นครั้งคราวก็ต้องขออนุญาตจำเลย และไม่ใช่ทางเดินประจำ โจทก์มีทางเดินได้ทั่วไปไม่มีความจำเป็นจะต้องมาเดินในที่จำเลย
          ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาต้องกันว่าทางพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณะ ไม่ใช่ทางจำเป็น ให้ยกฟ้องโจทก์เสีย

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาพิพากษาว่า พยานโจทก์ฟังได้ว่าโจทก์ใช้เกวียนและกระบือผ่านทางพิพาทซึ่งเป็นนาจำเลยเมื่อสิ้นฤดูทำนาหลายสิบปีทางรายพิพาท จึงตกเป็นภาระจำยอมเฉพาะสิ้นฤดูทำนา จำเลยไม่มีสิทธิจะปิด ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 

( นนทปัญญา - นนทประชา - ดุลยการณ์โกวิท )

 คำว่า   ที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ มีความหมายอย่างไร

ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินแปลงที่ล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ ซึ่งความหมายดังกล่าวกินความกว้างมาก ซึ่งหมายความในทำนองว่า ที่ดินแปลง

ใดแปลงหนึ่ง ซึ่งถูกปิดล้อมอยู่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ เพราะที่ดินแปลงที่ถูกปิดล้อมต้องผ่านที่ดินหลายแปลงจึงสามารถออกไปสู่ทางสาธารณะได้ ดังนั้นที่กฎหมายบัญญัติว่ามีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นที่ดิน

แปลงเดียวเจ้าของคนเดียวกัน รวมถึงที่ดินหลาย ๆ แปลงและมีเจ้าของหลายรายต่างกันก็ได้ แต่ที่ดินแปลงที่ถูกปิดล้อมนั้นจะต้องมีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้

กฎหมายไม่ได้จำกัดไว้ว่าจะมีที่ดินเพียงเดียวถูกปิดล้อม ในการยื่นฟ้องคดีเกี่ยวกับเรื่องทางจำเป็นนั้นอาจต้องฟ้องที่ดินหลาย ๆ แปลงเพื่อขอให้เปิดทาง เมื่อไม่ยอมให้ที่ดินของตนที่ถูกปิดล้อมมีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้

ข้อยกเว้น

ในกรณีที่ หากที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกัน ซึ่งเป็นเหตุให้ที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิเรียกร้องเอาทางได้เฉพาะบนที่ดินที่ได้แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเท่านั้นและไม่

ต้องเสียค่าตอบแทน ซึ่งในความหมายนี้ต้องเข้าว่าที่ดินนั้นได้ถูกปิดล้อมมาก่อนหรือภายหลัง คือเดิมอาจมีทางออกไปสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว แต่ต่อมามีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันแล้วทำให้ที่ดินแปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทาง

สาธารณะ ในกรณีนี้ที่ดินแปลงที่ถูกปิดล้อมนั้นคงมีสิทธิฟ้องได้เฉพาะที่ดินแปลงที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนเท่านั้น แต่จะไปฟ้องเพื่อหาทางออกกับเจ้าของที่ดินแปลงอื่น ๆ ข้างเคียงย่อมไม่ได้

มาตรา 1351  "เจ้าของที่ดิน เมื่อบอกล่วงหน้าตามสมควรแล้วอาจใช้ที่ ดินติดต่อเพียงที่จำเป็นในการปลูกสร้าง หรือซ่อมแซมรั้ว กำแพงหรือโรง เรือน ตรงหรือใกล้แนวเขตของตน แต่จะเข้าไปในเรือนที่อยู่ของเพื่อนบ้าน ข้างเคียง

ไม่ได้ เว้นแต่ได้รับความยินยอม

ถ้าได้ก่อความเสียหายให้เกิดขึ้นไซร้ ท่านว่าเพื่อนบ้านข้างเคียงจะ เรียกเอาค่าทดแทนก็ได้ "


มาตรา 1352    "ท่านว่าถ้าเจ้าของที่ดินได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว ต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่าน ที่ดินของตน เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินติดต่อ ซึ่งถ้าไม่ยอมให้ผ่านก็ไม่มีทางจะวาง ได้

หรือถ้าจะวางได้ก็เปลืองเงินมากเกินควร แต่เจ้าของที่ดินอาจให้ยกเอา ประโยชน์ของตนขึ้นพิจารณาด้วย


เมื่อมีเหตุผลพิเศษ ถ้าจะต้องวางเหนือพื้นดินไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดิน อาจเรียกให้ซื้อที่ดินของตนบางส่วนตามควรที่จะใช้ในการนั้น โดยราคาคุ้มค่า ที่ดินและค่าทดแทนความเสียหาย ซึ่งอาจมีเพราะการขายนั้นด้วย


ถ้าพฤติการณ์เปลี่ยนไป เจ้าของที่ดินอาจเรียกให้ย้ายถอนสิ่งที่วางนั้นไป ไว้ ณ ส่วนอื่นแห่งที่ดินของตนตามแต่จะเหมาะแก่ประโยชน์แห่งเจ้าของที่ดิน


ค่าย้ายถอนนั้นเจ้าของที่ดินติดต่อเป็นผู้เสีย แต่ถ้ามีพฤติการณ์พิเศษไซร้ ท่านว่าจะให้เจ้าของที่ดินอีกฝ่ายหนึ่งช่วยเสียค่าย้ายถอนตามส่วนอันควรก็ได้ "

 มาตรา 1353    "บุคคลอาจพาปศุสัตว์ของตนผ่านหรือเข้าไปในที่ดินของผู้ อื่นซึ่งมิได้กั้นเพื่อไปเลี้ยง และอาจเข้าไปเอาน้ำในบ่อหรือสระในที่เช่นว่านั้น มาใช้ได้ เว้นแต่ที่ดินเป็นที่เพาะปลูก หรือเตรียมเพื่อเพาะปลูกหว่าน หรือมี

ธัญชาติขึ้นอยู่แล้ว แต่ท่านว่าเจ้าของที่ดินย่อมห้ามได้เสมอ "

 มาตรา 1354    "ถ้ามีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นให้ทำได้ และถ้าเจ้าของไม่ห้าม บุคคลอาจเข้าไปในที่ป่า ที่ดง หรือในที่มีหญ้าเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็น ที่ดินของผู้อื่น เพื่อเก็บฟืน หรือผลไม้ป่า ผัก เห็ดและสิ่งเช่นกัน "

 มาตรา 1355     "เจ้าของที่ดินริมทางน้ำ หรือมีทางน้ำผ่าน ไม่มีสิทธิจะชัก เอาน้ำไว้เกินกว่าที่จำเป็นแก่ประโยชน์ของตนตามควรให้เป็นเหตุเสื่อมเสียแก่ ที่ดินแปลงอื่นซึ่งอยู่ตามทางน้ำนั้น"

 ความหมายของคำว่า "ทางสาธารณะ"


ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 1 ในประมวลกฎหมายนี้
(1) "โดยทุจริต" หมายความว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ โดยที่ชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
(2) "ทางสาธารณ" หมายความว่าทางบกหรือทางน้ำสำหรับ ประชาชนใช้ในการจราจร และให้หมายความรวมถึงทางรถไฟและทาง รถรางที่มีรถเดิน สำหรับประชาชนโดยสารด้วย
(3) "สาธารณสถาน" หมายความว่า สถานที่ใด ๆ ซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้
(4).......

 คำว่า "ทางสาธารณะ" ในความหมายเรื่องทางจำเป็นนั้น มีข้อยกเว้น

1.  ลำห้วยซึ่งตื้นเขิน ใช้เป็นทางสัญจรไม่ได้ ไม่ถือว่าเป็นทางสาธารณะ ในเรื่องทางจำเป็น
                  คำพิพากษาศาลฎีกาที่  116/2515

ลำห้วยซึ่งตื้นเขินใช้เป็นทางสัญจรไม่ได้ ไม่ถือว่าเป็นทางสาธารณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349

          โจทก์จำเลยรับกันว่าที่ดินของโจทก์อยู่ในที่ล้อมไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ นอกจากทางเหนือที่ดินโจทก์ที่จดลำห้วย ซึ่งปัจจุบันนี้ตื้นเขินใช้เป็นทางสัญจรไม่ได้แล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิใช้ทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยซึ่ง

อยู่ติดที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ เพื่อออกสู่ทางสาธารณะได้

   โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองที่ดิน 1 แปลง ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่โดยรอบจนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ทางสาธารณะที่ใกล้ที่สุดคือทางทิศใต้ติดที่ดินจำเลย โจทก์ใช้

เป็นทางเดินและใช้รถยนต์บรรทุกสินค้าผ่านที่ดินจำเลยออกไปสู่ทางสาธารณะมาเป็นเวลา 6 ปีเศษจำเลยได้ไถทางเดินดังกล่าวและปักเสากั้นปิดทางเดินที่โจทก์ใช้สัญจรเข้าออก ขอให้บังคับจำเลยเปิดทางดังกล่าวและให้จำเลยรับ

เงินค่าทดแทน 330 บาท และให้จดทะเบียนสิทธิต่อพนักงานอำเภอท่าม่วงให้โจทก์ใช้ทางตามแผนที่ท้ายฟ้องเส้นสีแดงด้วย
          จำเลยให้การว่า ที่ดินตามแผนที่ท้ายฟ้องไม่เคยเป็นทางเดินหรือทางจำเป็นดังโจทก์ฟ้อง โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินของโจทก์มา 10 กว่าปีแล้ว ใช้ทางเดินไปสู่ทางสาธารณะด้านทิศเหนือโดยผ่านที่ดินนายเนตรตลอดมา ขณะนั้น

ที่ดินที่โจทก์ว่าเป็นทางจำเป็นยังรกเดินไม่ได้ ต่อมาทางราชการตัดถนนสาธารณะใหม่ติดที่ดินจำเลย โจทก์ต้องการออกสู่ทางสาธารณะที่ตัดใหม่ โจทก์ในฐานะเป็นน้องสามีจำเลยโดยอัธยาศัยจึงเดินลัดออกทางถนนตัดใหม่ จำเลย

ไถที่และล้อมรั้วในแนวเขตที่ดินจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต หากจะพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิผ่านได้ก็ต้องชดใช้ค่าทดแทนให้จำเลยจนเป็นที่พอใจ
          ก่อนสืบพยานศาลสั่งเจ้าพนักงานศาลไปทำแผนที่ศาล วันนัดตรวจดูแผนที่พิพาทคู่ความรับกันว่าที่ดินของโจทก์ตกอยู่ในที่ล้อมไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเว้นแต่ทางด้านทิศเหนือซึ่งจดลำห้วยนาคราชทางออกสู่ทางสาธารณะ

นอกจากออกทางลำห้วยนาคราชแล้ว ทางออกที่ใกล้ที่สุดคือทางภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาท คู่ความรับกันอีกว่าเดิมลำห้วยนาคราชเป็นลำแม่น้ำ แต่ขณะนี้ตื้นเขินสิ้นสภาพจากเป็นแม่น้ำแล้ว ไม่มีผู้ใดใช้เป็นทางสัญจรไปมา

หากโจทก์ใช้ที่พิพาทออกสู่ทางสาธารณะ ค่าทดแทนที่โจทก์จะพึงชดใช้ให้จำเลยเป็นเงินจำนวน 2,000 บาท ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยาน และพิพากษาว่าที่ดินของจำเลยภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาท เป็นทางจำเป็นให้จำเลยเปิด

ให้โจทก์ผ่านจากที่ดินโจทก์สู่ทางสาธารณะ และให้จำเลยจดทะเบียนสิทธิต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้แก่โจทก์ หากไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ทั้งนี้ เมื่อโจทก์ได้ชำระเงินค่าทดแทนจำนวน 2,000

บาทแก่จำเลยแล้ว

          จำเลยอุทธรณ์


          ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปความ


          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาเห็นว่า ในการทำแผนที่พิพาท จำเลยชี้ว่าแนวทางเดิมที่โจทก์อาศัยออกสู่ทางสาธารณะ คือ แนวตามเส้นประสีน้ำเงิน ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์ ซึ่งบัดนี้ไม่เป็นทางเดิน จำเลยหาได้ชี้ทางไปสู่ทางสาธารณะ

ด้านทิศเหนือโดยผ่านที่ดินนายเนตรดังที่ให้การต่อสู้ไว้ไม่ วันนัดตรวจดูแผนที่พิพาท ศาลสอบถามคู่ความจำเลยก็มิได้แถลงว่าโจทก์มีทางไปสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของนายเนตรอีก ถือได้ว่าข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวไม่เป็น

ประเด็นในคดีอีกแล้ว และคู่ความก็รับกันแล้วว่าที่ดินโจทก์อยู่ในที่ล้อมไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ สำหรับด้านเหนือที่ดินโจทก์แม้จะจดลำห้วยนาคราช แต่ปัจจุบัน ตื้นเขินใช้เป็นทางสัญจรไม่ได้ ถือไม่ได้ว่าลำห้วยดังกล่าวเป็น

ทางสาธารณะ โจทก์มีความจำเป็นจะต้องผ่านตรงที่พิพาทออกสู่ทางสาธารณะไม่จำเป็นจะต้องฟังข้อเท็จจริงต่อไปดังศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา
          พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 ( กฤษณ์ โสภิตกุล - อุดม เพชรคุปต์ - ชวน พูนคำ )

 2.  ลำห้วยซึ่งเป็นทางน้ำไหลสาธารณะ  แต่ไม่มีน้ำตลอดปี และไม่เคยมีผู้ใดใช้เรือสัญจรไปมา ถือไม่ได้ว่าเป็นทางสาธารณะในเรื่องทางจำเป็น

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่  919/2507

ลำห้วยซึ่งเป็นทางน้ำไหลสาธารณะ แต่ไม่มีน้ำตลอดปีและไม่เคยมีผู้ใดใช้เรือสัญจรไปมา ถือไม่ได้ว่าเป็นทางสาธารณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349

 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางเดินท้ายฟ้องซึ่งเป็นทางจำเป็นที่โจทก์ใช้เดินเข้าออกสู่ถนนหลวง จำเลยให้การว่าไม่เคยเห็นโจทก์เดินผ่านตามเส้นทางนี้เลย โจทก์มีทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะได้คู่ความท้ากันว่าให้ศาลไปตรวจดูที่

พิพาทโดยทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจสืบพยานต่อไป


          ศาลชั้นต้นตรวจที่พิพาทและให้คู่ความแถลงเพิ่มเติมไว้เพื่อประกอบดุลพินิจ แล้วเห็นว่าที่ดินโจทก์ตกอยู่ในที่ล้อม ทางพิพาทเป็นทางจำเป็น พิพากษาให้จำเลยเปิดทางที่ปิดกั้นให้โจทก์ใช้ทางเดินนี้ต่อไป


          จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน


          จำเลยฎีกาว่า ที่ดินของโจทก์ด้านตะวันออกติดลำห้วยสาธารณะและมีทางเดินสู่ทางสาธารณะได้อีกหลายทาง ทางในที่ดินของจำเลยจึงไม่ใช่ทางจำเป็นสำหรับโจทก์


          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับลำห้วยนั้น แผนที่ท้ายฟ้องโจทก์ระบุว่าเป็นทางน้ำไหลสาธารณะ แต่จำเลยมิได้กล่าวไว้ในคำให้การอย่างใดเลย จำเลยให้การถึงเรื่องทางว่า เคยเห็นโจทก์เดินผ่านที่ดินผู้อื่นที่ดินโจทก์ไม่ได้ถูกล้อม

โจทก์มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้ ซึ่งไม่ยืนยันว่าที่ดินของโจทก์ติดทางสาธารณะ เมื่อศาลไปตรวจดูที่พิพาทโจทก์แถลงว่าลำห้วยนี้เป็นลำห้วยที่ไหลไปตกลำห้วยกาเต๊ะเป็นระยะยาว 5-6 กิโลเมตร และเป็นทางน้ำไหลวกเวียนไป

ไกลจึงจะบรรจบกับถนนยนตรการกำธร ไม่มีน้ำตลอดปี และไม่เคยมีผู้ใดใช้เรือสัญจรไปมาจำเลยก็ยังคงไม่แถลงเกี่ยวกับลำห้วยนี้ประการใด จำเลยแถลงแต่ว่าโจทก์มีทางเดินออกไปสู่ถนนยนตรการกำธรได้ทางใดบ้างเท่านั้นคดีไม่

มีทางที่จะฟังได้ว่าลำห้วยดังกล่าวเป็นทางสัญจรไปมาหรือเป็นทางสาธารณะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(2) ดังที่จำเลยอ้าง และไม่ว่าจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304

(2) หรือไม่ก็ตามก็ถือไม่ได้ว่าเป็นทางสาธารณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349


          ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า ทางที่พิพาทกันมีสภาพเป็นรูปถนนและเป็นเส้นทางตรงผ่านหน้าที่ดินของโจทก์ออกไปสู่ถนนยนตรการกำธรโจทก์ได้ใช้ทางนั้นมาเป็นเวลานานแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิที่จะใช้เป็นทางจำเป็นได้ พิพากษายืน

                   ( โพยม เลขยานนท์ - ประมูล สุวรรณศร - ยุ้ย อาตมียะนันทน์ )

 ความแตกต่างของทางจำเป็นกับภาระจำยอม (คลิ๊กเลย)

 เหตุที่กฎหมายบัญญัติเรื่องทางจำเป็น 

เรื่องทางจำเป็นนั้น  กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมโดยเฉพาะ  ดังนั้นเจ้าของที่ดินเท่านั้นจึงมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็น

 
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่  517/2509

 
เรื่องทางจำเป็นนั้น กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมโดยเฉพาะ ดังนั้น เจ้าของที่ดินเท่านั้นจะมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็น

           ที่ดินของม.ที่โจทก์ปลูกเรือนอยู่อาศัยจดทางสาธารณะแต่ ม. ปลูกห้องแถวกั้นเสีย จึงเข้าออกทางนี้ไม่ได้เช่นนี้ จะถือว่าที่ดินของ ม. ตกอยู่ในที่ล้อมของที่ดินแปลงอื่นและมาร้องขอให้ศาลบังคับเจ้าของที่ดินให้เปิดทางจำเป็น

ไม่ได้

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 133/3 ทิศใต้ติดลวดหนามหลังห้องแถวนางเรณู ทิศเหนือติดที่ดินของจำเลย ทิศตะวันออกติดรั้วสังกะสีบ้านนางสุข ด้านตะวันตกติดที่ดินของจำเลย จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งกั้นขวาง

หน้าที่ดินโจทก์ จำเลยได้แบ่งที่ดินแปลงนั้นเป็น2 แปลง แปลงด้านตะวันออกกั้นลวดหนาม แปลงตะวันตกไม่ได้กั้น โจทก์ได้อาศัยเป็นทางสัญจรเข้าออกตรอกสาธารณะซึ่งเชื่อมกับถนนมาหลายปี โจทก์ไม่มีทางเข้าออกสู่ตรอก

สาธารณะ จำเลยได้ปิดกั้นปากตรอกซึ่งโจทก์ใช้เข้าออกอยู่นี้ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยเปิดทางจำเป็นตลอดถึงบ้านโจทก์


          จำเลยให้การว่า ทางพิพาทไม่ใช่ทางจำเป็น โจทก์เข้าออกระหว่างบ้านโจทก์กับทางสาธารณะทางอื่นได้ ที่ดินแปลงที่โจทก์อยู่เป็นของนางเมี้ยน ไม่ใช่ของโจทก์ ตามแผนที่ท้ายฟ้องก็ปรากฏว่าที่ดินของนางเมี้ยนทั้ง 2 แปลงมี

เนื้อที่ติดต่อกัน โจทก์อาศัยนางเมี้ยนอยู่โจทก์ชอบที่จะเดินเข้าออกระหว่างบ้านโจทก์กับทางสาธารณะทางเดียวกับที่นางเมี้ยนเดิน


          ในวันชี้สองสถาน โจทก์รับว่าที่ดินที่โจทก์อยู่นี้มีโฉนดแล้วแต่มีชื่อนางเมี้ยนน้าภริยาโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ นางเมี้ยนได้ปลูกห้องแถวไว้ทางด้านตะวันออกหลายห้อง นางเมี้ยนอยู่บ้านหลังห้องแถวนี้


          ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย วินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องตั้งสิทธิมาเป็นทางจำเป็น โจทก์เป็นผู้อาศัย มิได้เป็นเจ้าของที่ดินไม่มีอำนาจฟ้อง และที่ดินของนางเมี้ยนที่โจทก์อาศัยอยู่ติดทางสาธารณะทั้งถนนหลวงและทางเดินสู่

ถนนหลวงอย่างสะดวก แต่นางเมี้ยนปลูกห้องแถวกั้นเสีย จะถือว่าที่ดินของนางเมี้ยนที่โจทก์อาศัยนี้ตกอยู่ในที่ล้อมของที่ดินแปลงอื่น และมาร้องขอผ่านโดยอ้างว่าเป็นทางจำเป็นไม่ได้ พิพากษายกฟ้องโจทก์
          โจทก์อุทธรณ์


          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
          โจทก์ฎีกา


          ศาลฎีกาเห็นว่า ในเรื่องทางจำเป็นนั้น กฎหมายได้บัญญัติไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมโดยเฉพาะ ดังนั้นเจ้าของที่ดินเท่านั้นมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นได้คดีนี้โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน จึงไม่มี

สิทธิที่จะฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นได้ นอกจากนั้นข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ได้ความว่า ที่ดินของนางเมี้ยนที่โจทก์ปลูกเรือนอยู่อาศัยนี้จดทางสาธารณะ แต่นางเมี้ยนได้ปลูกห้องแถวกั้นเสีย จึงเข้าออกทางนี้ไม่ได้ กรณีนี้จะถือว่าที่ดินของ

นางเมี้ยนที่โจทก์ปลูกเรือนอาศัยอยู่ในที่ล้อมของที่ดินแปลงอื่นและมาร้องขอให้ศาลบังคับเจ้าของที่ดินให้เปิดทางจำเป็นไม่ได้
          พิพากษายืน

( อรุณ ตินทุกะสิริ - โพยม เลขยานนท์ - สวัสดิ์ พานิชอัตรา )

ปรึกษากฎหมาย  ปรึกษาทนายความ ลีนนทื 084 130 2058  *  www.lawyerleenont.com *   สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ

 อ่านต่อคลิ๊กที่นี่

หัวข้อ/ ทางจำเป็นเกิดขึ้นได้ทางใดบ้าง?    ทางจำเป็น ในทางกฎหมายต้องมีขนาดกว้างยาวเท่าใด?    เงินค่าทดแทนในการใช้ทางจำเป็น?    การใช้รถยนต์ผ่านทางเกินความจำเป็นหรือไม่?    ผู้มีสิทธิฟ้องศาลขอให้เปิดทางจำเป็นมีใครบ้าง?    สิทธิของผู้รับโอนกับทางจำเป็น?        ที่ดินคลองตื้นเขินไม่สามารถใช้เป็นทางสัญญาจรขอเปิดทางจำเป็นได้หรือไม่?        "ทางจำเป็น" ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานที่ดินหรือไม่ ?




ครอบครองปรปักษ์/ภาระจำยอม/ทางจำเป็น

ภาระจำยอมหมดประโยชน์หรือไม่?
ใช้ทาง 50 ปีก็ไม่ได้สิทธิภาระจำยอม
คนต่างด้าวครอบครองปรปักษ์ห้องชุด
ฟ้องทางจำเป็นแต่ได้ทางภาระจำยอม
อุทิศที่ดินให้เป็นถนนสาธารณะ
ภาระจำยอมเป็นสิทธิในประเภทรอนสิทธิ
ออก น.ส.3ก ทับที่ดินมีโฉนด | ครอบครองปรปักษ์
อำนาจฟ้องคดี | ครอบครองปรปักษ์
ครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ซื้อมาไม่จดทะเบียน
นับเวลาการครอบครองปรปักษ์ต่อจากผู้อื่น
ครองครองที่ดินมรดกตกทอด-สค-1
ตกอยู่ในภาระจำยอมตามประกาศคณะปฏิวัติฯ
ผู้ขายสละการครอบครอง ผู้ซื้ออ้างครอบครองปรปักษ์ได้
การครอบครองปรปักษ์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5415/2537
โอนกรรมสิทธิ์ในระยะถูกครอบครองปรปักษ์
เหตุตามกฎหมายทำให้ภาระจำยอมสิ้นไป
การครอบครองปรปักษ์(นับเวลา)
การครอบครองปรปักษ์ | ได้กรรมสิทธิไม่จดทะเบียน
ได้กรรมสิทธิ์ตาม มาตรา 1382 เพราะเจ้าของสละแล้ว
ภาระจำยอม กับการครอบครองปรปักษ์
ภาระจำยอมคืออะไร?
ขอเปิดทางจำเป็น - ได้ภาระจำยอมแล้ว
ค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็น
ขอเปิดทางจำเป็นจากที่ดินแบ่งแยก
"ทางภาระจำยอม"ไม่ใช่ทางจำเป็น
ขอเปิดทางจำเป็น ทางสาธารณะมีระดับสูงกว่ามาก
ทางจำเป็นที่สิ้นความจำเป็นแล้ว
ขอเปิดทางจำเป็น | ที่ดินตาบอด
ทางจำเป็นเกิดขึ้นได้กี่วิธี
ภาระจำยอมโดยสำคัญผิด(โดยสำคัญผิดในการใช้ทาง)
การสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะ
ความแตกต่างของทางจำเป็นกับภาระจำยอม



Copyright © 2011 All Rights Reserved.
สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ ตั้งอยู่เลขที่ 34/159 หมู่ 8 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 ติดต่อทนายความ 085 960 4258 , 084 130 2058 สำนักงาน โทร. 02 -984 4258 แฟกซ์ 02 984 4204 สำหรับแผนที่การเดินทาง กรุณาคลิ๊กที่ "ที่ตั้งสำนักงาน" ด้านบนสุด ทนายความ ทนาย สำนักงานกฎหมาย สำนักงานทนายความ ปรึกษากฎหมายฟรี ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ